บันทึกจากท้องถิ่น
กวาวเครือ : ภูมิปัญญาจากอดีต |
|
| มุทิตา ณรงค์ชัย | |
หลายคนเข้าใจว่ามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) เป็นส่วนหนึ่งของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง บางคนก็เข้าใจว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้ตั้งอยู่ที่กิ่งอำเภอแม่ฟ้าหลวง ฯลฯ ทั้งที่ความจริงแล้ว มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเป็นมหาวิทยาลัยนอกระบบ (อยู่ในกำกับของรัฐ) ที่เพิ่งเปิดดำเนินการเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๑ ใช้พื้นที่บริเวณดอยแง่ม อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ราว ๕,๐๐๐ ไร่ เป็นศูนย์รวมทางการศึกษา วิชาการ และการบริหาร ดังปรากฏรายละเอียดใน www.mfu.ac.th มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงมีแนวคิดหนึ่งว่า ชุมชนและท้องถิ่นเป็นจุดเล็กๆ ที่มีความสำคัญ เพราะความเป็นประเทศที่จะก้าวหน้าไปมิได้หากชุมชนที่เป็นหน่วยนั้นไม่มีความเข้มแข็งและรู้เท่าทันกระแสโลก ทั้งในด้านการศึกษา เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เทคโนโลยี ฯลฯ ดังนั้นมหาวิทยาลัยแห่งนี้จึงมีโครงการวิจัยหลายๆ โครงการที่ตอบสนองความต้องการของชุมชนท้องถิ่น ดังเช่นโครงการวิจัยและพัฒนากวาวเครือ ช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่ามีการนำสมุนไพรมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์นานาชนิด อาทิ นำเปลือกมังคุดมาเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง ผงแป้งจากหัวบุสกัดใช้ลดน้ำหนัก สารสกัดของพริกในรูปของเจลใช้บรรเทาอาการปวดเมื่อย ฯลฯ แต่สมุนไพรที่ได้รับความนิยมและมีชื่อเสียงโด่งดังในช่วงเวลาดังกล่าวและยังเป็นที่สนใจในปัจจุบันอยู่ไม่น้อยเห็นจะได้แก่ " กวาวเครือ " ซึ่งมีบริษัทต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศได้นำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทยาและเวชสำอาง กวาวเครือเป็นพืชตระกูลถั่ว ขึ้นตามป่าเบญจพรรณ เป็นไม้เถาเลื้อยพันกับไม้อื่น มีแพร่หลายในภาคเหนือ ในปัจจุบันพบว่ามีกวาวเครืออยู่ ๔ สายพันธุ์ มีชื่อต่างกันตามสีของยาง ได้แก่ กวาวเครือขาว กวาวเครือแดง กวาวเครือดำ และกวาวเครือมอ ชนิดที่พบยากที่สุดคือกวาวเครือดำ ขนาดของหัวกวาวเครือนั้นมีตั้งแต่ขนาดเล็กกว่าหัวมันแกวจนถึงขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักกว่าร้อยกิโลกรัม กวาวเครือขาวจะมีหัวค่อนข้างกลมคล้ายมันแกว มียางสีขาว ส่วนที่ใช้เป็นยาคือส่วนหัวซึ่งอยู่ใต้ดิน ซึ่งจะมีสาร " ไฟโตเอสโตรเจน " (ไฟโตแปลว่าพืช) เป็นสารซึ่งออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนที่มีในเพศหญิง สามารถนำไปสกัดเป็นสารพื้นฐานซึ่งบังต้องรอผลการวิจัยต่อไป ในตำราโบราณมีชื่อของกวาวเครือปรากฏหลายแห่ง เช่น ตำรายาหลวงอนุสารสุนทร (พ.ศ.๒๔๗๔) ตำรายาที่พบในจังหวัดแพร่ ฯลฯ ตำราเหล่านั้นได้อธิบายสรรพคุณของกวาวเครือว่า เป็นยาบำรุงกำลัง ยาอายุวัฒนะ เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ ช่วยเสริมความจำ บำรุงโลหิต แก้ปัญหาการปวดเมื่อยในผู้สูงอายุ เป็นต้น อย่างไรก็ตามในตำรายาโบราณมักจะกล่าวกำกับถึงผลข้างเคียงของสมุนไพรชนิดนี้ว่า หากใช้ผิดวิธี รับประทานมากเกินไป หรือยังไม่ถึงช่วงอายุที่จะรับประทานได้ ก็จะทำให้เป็นพิษ มันเมา เป็นอันตรายร้ายแรงได้ รศ. ยุทธนา สมิตะศิริ รักษาการคณบดีสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร ซึ่งศึกษากวาวเครือมานานหลายทศวรรษ ได้เห็นประโยชน์ของพืชชนิดนี้ว่า สามารถนำไปวิจัยและพัฒนาให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนและสังคมไทยได้มาก ตัวอย่างโครงการที่เกิดขึ้นแล้วก็คือ โครงการเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์กวาวเครือขาวสำหรับใช้คุมกำเนิดสุนัข หนูพุก และนกพิราบ โครงการเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์กวาวเครือขาวมาแปรรูปเป็นของขบเคี้ยว เบเกอรี่ ขนมเชื่อมแห้ง ท็อพฟี่ และ โครงการจัดบรรยายความรู้เรื่องสมุนไพรกวาวเครือขาวสู่องค์การบริหารตำบลและชมรมผู้สูงอายุจังหวัดเชียงรายและจังหวัดพะเยาว์ อาจารย์ยุทธนาได้เล่าว่า โครงการจัดบรรยายความรู้เรื่องสมุนไพรกวาวเครือขาวสู่องค์การบริหารส่วนตำบลและชมรมผู้สูงอายุจังหวัดเชียงรายและจังหวัดพะเยาว์นั้น มีผลตอบรับที่กลับมาดีมาก ทำให้ชุมชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับกวาวเครือและนำความรู้ดังกล่าวไปถ่ายทอดให้แก่ชุมชน ซึ่งเป็นแรงกระตุ้นให้ชุมชนใส่ใจในเรื่องวิขาการตลอดจนความรู้ในด้านอื่นๆ ตามไปด้วย ในกรณีของผู้สูงอายุที่มีปัญหาปวดเมื่อยไขข้อ นอนไม่หลับ รับประทานอาหารไม่ได้ ฯลฯ เมื่อได้ลองรับประทานตัวอย่างผงป่นแห้งจากหัวกวาวเครือแล้ว พบวาส่วนใหญ่อาการต่างๆ ที่กล่าวมาก็บรรเทาลง ทำให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพทางกายและใจที่ดีขึ้น และรู้สึกว่าตนเองยังมีคุณค่าในสังคมอยู่ แต่ข้อควรระวังก็คือ ผู้ที่รับประทานกวาวเครือต้องไม่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับตับ ไต ต่อมไทรอยด์ ความดัน หรือมีพันธุกรรมเนื้องอกจากสายบรรพบุรุษ ฯลฯ เพราะอาจทำให้วิงเวียน คลื่นเหียน อาเจียน หรือเป็นอันตรายร้ายแรงได้ ส่วนโครงการผลิตผลิตภัณฑ์กวาวเครือขาวเพื่อใช้คุมกำเนิดสุนัข หนูพุก และนกพิราบนั้นได้มีผู้สนใจนำผงป่นแห้งจากหัวกวาวเครือไปให้สุนัขจรจัดกินติดต่อกันประมาณหนึ่งเดือน แล้วพบว่าสุนัขจรจัดเหล่านั้นกลายเป็นหมัน ทำให้ลดการแพร่พันธุ์ลงไปมาก ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ปัจจุบันมีบริษัททั้งในและต่างประเทศสนใจข้อมูลการวิจัยและทดลองกวาวเครือตามที่กล่าวมาแล้วมาก ซึ่งไม่ทราบแน่ชัดว่าสนใจเพื่อนำไปใช้ประโยชน์อย่างแท้จริงหรือต้องการทำข้อมูลไปใช้ในทางพาณิชย์ อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญที่จะดำเนินควบคู่ไปกับงานวิจัยก็คือกฎหมายด้านลิขสิทธิ์ ที่จะป้องกันไม่ให้ผลประโยชน์ตกเป็นของผู้ช่วงชิง จนกลายเป็นว่าผู้ที่ถูกเอาเปรียบก็คือผู้ที่ลงแรง ลงสมอง และทิ้งความเสียหายให้ตกแก่ผู้บริโภค อย่างไรก็ดี สิ่งที่จะต้องดำเนินงานต่อไปคือ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การจัดระบบบัญชี การจัดสรรงบประมาณ การสร้างเครือข่ายของผู้จำหน่าย การประสานงานกับทาง อย. การจดทะเบียนการค้า ตลอดจนการประชาสัมพันธ์ทั้งในด้านวิชาการและการตลาดอย่างมีดุลยภาพซึ่งอาจหนักหนาสาหัสในช่วงแรก แต่ถ้าฟันฝ่ากับอุปสรรคต่างๆ ได้แล้ว ผลประโยชน์ก็จะตกอยู่กับชุมชนและสังคมไทย |
|
หากต้องการบอกรับเป็นสมาชิกจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ กรุณาส่งชื่อ ที่อยู่พร้อมแสดมป์ ๖ ดวงต่อปี มาตามที่อยู่มูลนิธิฯ |