เปิดประเด็น
ความหมายของ ชุมชน และ ท้องถิ่น ที่ต้องทบทวน |
|
| ศรีศักร วัลลิโภดม | |
จุดเด่นอย่างหนึ่งของรัฐบาลไทยรักไทยที่ดึงดูดความสนใจให้ประชาชนเทคะแนนเสียงให้ในยามผู้คนตกอยู่ในสภาพสิ้นเนื้อประดาตัวก็คือการประกาศว่า จะให้เงินช่วยเหลือชุมชนเป็นจำนวน ๑ ล้านบาทต่อชุมชนและขณะนี้ก็กำลังดำเนินการอยู่ แต่เท่าที่ติดตามดูแล้วรู้สึกว่าจะล้มเหลวเหมือนเดิมเพราะเป็นความคิดและวิธีการไม่ต่างอะไรกับการผันเงินในสมัยรัฐบาลคึกฤทธิ์ และการแจกเงินมิยาซาว่าของรัฐบาลประชาธิปัตย์ แต่ดูเหมือนผลเสียจะมากกว่า เพราะเป็นจำนวนเงินมากกว่า มีสิทธิที่จะสร้างความขัดแย้งและแย่งชิงกันระหว่างผู้คนในชุมชนที่รัฐบาลอุปโลกน์ขึ้น ที่เรียกว่า " ชุมชนอุปโลกน์ " ก็เพราะเป็นสิ่งที่จัดตั้งมาจากผู้ที่อยู่ภายนอกหาใช่เป็นการรวมตัวกันอย่างแท้จริงขิงผู้คนที่อยู่ภายในไม่ ความผิดพลาดเช่นนี้มีมาแต่สมัยการรวมอำนาจเข้าศูนย์กลางแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ แล้ว นั่นคือการแบ่งเขตการบริหารตั้งแต่หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และจังหวัดนั้น ไม่เพียงแต่จะทำให้คนทั่วไปโดยเฉพาะจากส่วนกลางเข้าใจว่า ชุมชนหมายถึงหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และจังหวัดแล้ว ยังเป็นสิ่งที่ทำลายความเป็นกลุ่มธรรมชาติของมนุษย์อย่างสิ้นเชิง เพราะความเป็นกลุ่มทางธรรมชาติของมนุษย์นั้น หาใช่เป็นสิ่งที่จัดตั้งขึ้นจากภายนอก หรือการกำหนดจากคนภายยอกไม่ หากเป็นเรื่องของคนภายในโดยตรง เหตุที่มนุษย์ต้องอยู่รวมกันในกลุ่มธรรมชาติก็เพราะธรรมชาติขิงมนุษย์คือสัตว์สังคมที่ต้องอยู่รวมกันจึงจะมีชีวิตรอด กลุ่มธรรมชาติดังกล่าวนี้มีทั้งกลุ่มเล็กๆ ที่เป็นกลุ่มพื้นฐานอันได้แก่ ครอบครัวและเครือญาติ จนมาถึงกลุ่มใหญ่ที่หลายๆ กลุ่มเล็กมารวมกันอยู่ในพื้นที่เดียวกัน สร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันจนเกิดสำนึกความเป็นพวกเดียวกันขึ้น กลุ่มใหญ่ดังกล่าวนี้ก็คือชุมชนและท้องถิ่น สังคมมนุษย์ในประเทศไทยรวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านเช่น พม่า ลาว และเขมร ต่างก็เป็นสังคมชาวนาที่ผู้คนส่วนใหญ่อยู่ในท้องถิ่นตามชนบท นั่นก็คือ แทบไม่มีชุมชนใดอยู่อย่างโดดเดี่ยว หากเป็นหลายชุมชนที่อยู่รวมกันในพื้นที่ของท้องถิ่นเดียวกัน ชุมชนที่เห็นเป็นรูปธรรมก็คือสิ่งที่เรียกว่า " บ้าน " และแต่ละบ้านก็จะมี " วัด " เป็นศูนย์กลางและโดยทั่วไปชื่อวัดและชื่อบ้านมักเป็นชื่อเดียวกัน ซึ่งก็ทำให้เห็นว่าการจะเป็นชุมขนได้นั้น บ้านกับวัดเป็นสิ่งที่แยกกันไม่ออก และชุมชนก็หาได้เป็นเพียงแค่กลุ่มของครัวเรือนที่อยู่ในพื้นที่เดียวกันไม่ หากเป็นกลุ่มที่ต้องมีความสัมพันธ์กัน วัดจึงกลายเป็นแหล่งรวมในทางความเชื่อและการประกอบพิธีกรรมหรือใช้สถานที่ในกิจกรรมทางสังคมร่วมกัน นอกจากวัดแล้วก็ยังมีสถานที่อื่นๆ ที่เป็นของร่วมกัน ไม่ว่าศาลผี ป่าช้าเชิงตะกอน หรือพื้นที่ซึ่งกำหนดให้เป็นตลาดเพื่อการซื้อขายและแลกเปลี่ยน ผู้ที่ทำหน้าที่ต่างๆ เพื่อการอยู่ร่วมกันในชุมชนไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์องค์เจ้า พ่อค้าแม่ค้า สัปเหร่อ ครู รวมทั้งผู้อาวุโสทั้งหลายล้วนมีบทบาทและสถานภาพที่ถูกสร้างขึ้นมาจากความสัมพันธ์ทางสังคมที่เกิดจากภายในทั้งสิ้น นอกชุมชนออกไปในระดับท้องถิ่น ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนที่มีทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจ ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากคนภายในเช่นเดียวกัน ประวัติความเป็นมาของท้องถิ่นก็คือความเป็นมาของชุมชนต่างๆ เหล่านี้ที่มาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน มีการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมธรรมชาติ มีการสร้างสรรค์กันทางสังคมและเศรษฐกิจในการใช้ทรัพยากรของท้องถิ่นร่วมกันรวมทั้งการสร้างกติกาและจารีตประเพณีในการอยู่ร่วมกัน ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและวัฒนธรรมท้องถิ่น การที่ทางรัฐบาลหรือใครก็ตามจากภายนอกที่ต้องการจะไปช่วยเหลือหรือพัฒนาชุมชนในท้องถิ่น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความรู้ความเข้าใจถึงความเป็นภายในที่สร้างขึ้นเป็นทั้งวิถีชีวิตจารีตประเพณี สำนึกร่วมขอบเขตของชุมชนและท้องถิ่น และโครงสร้างสังคมของผู้คนในท้องถิ่นเสียก่อน จึงจะทำให้การดำเนินงานต่างๆ เป็นไปในทางที่เข้าใจ ควบคุมได้ และมีทิศทางที่จะเกิดผลที่ดีได้ แต่เท่าที่ทำกันอยู่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังเป็นอีหรอบเดิมๆ คือคิดอะไรต่ออะไรไปจากข้างนอกทั้งสิ้นอย่างเช่น การแจกเงินล้านไปตามหมู่บ้าน ก็หาใช่ชุมชนที่เกิดจากความสัมพันธ์ทางสังคมภายในไม่ กลายเป็นชุมชนจัดตั้งที่มีผู้ใหญ่บ้าน กำนัน หรือ อบต. มีอำนาจหน้าที่บังคับบัญชาและรับผิดชอบแทน ยิ่งกว่านั้นสิ่งที่เรียกว่าชุมชนหลายๆ แห่ง เช่น บรรดาบ้านจัดสรรหรือกลุ่มอาชีพต่างๆ ก็มักเป็นกลุ่มที่จัดตั้งขึ้นอย่างลวกๆ เพื่อการรวมตัวกันชั่วครั้งคราวในเวลาที่จะได้ผลประโยชน์ หาได้เกิดจากความสัมพันธ์จากภายในที่ดำรงอยู่นานพอที่จะสร้างสำนึกร่วมเพื่อการมีชีวิตอยู่รอดอยู่ร่วมกันไม่ กลุ่มแบบนี้แหละเกิดขึ้นมากมายในเวลาที่มีการแจกเงิน แต่ที่เลวร้ายอย่างเป็นประจำก็คือ ในการให้เกิดชุมชนแบบทางราชการก็ดี การจะพัฒนาอะไรในท้องถิ่นก็ดี มักจะมีการเปลี่ยนแปลงและทำลายความหมายความสำคัญของหลายสิ่งหลายอย่างที่นับเนื่องเป็นจารีตประเพณี ที่คนภายในเขตกำหนดหรือสร้างสมไว้ ดังเห็นได้ชัดจากการเปลี่ยนชื่อสถานที่และชุมชน เช่น ชื่อชุมชนหรือชื่อของพื้นที่สาธารณะในท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นป่าเขา หนองน้ำ ลำน้ำ ลำห้วย ที่คนภายในเขตตั้งชื่อไว้และรับรู้กันมาในระบบทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ก็มักจะมีเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจในการบริหารหรือผู้แทนราษฎรไปเปลี่ยนชื่อเสีย แล้วเอาชื่อคนสำคัญที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับชุมชนหรือท้องถิ่นเลยไปตั้งแทนที่ ชื่อเหล่านี้นอกจากไม่สัมพันธ์กับบริบททางสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมของท้องถิ่นแล้ว ยังดูแปลกพิลึกแบบน้ำเน่าอีกด้วย ก็เพราะการล่วงเกินที่แฝงด้วยอำนาจอย่างงี่เง่าเช่นนี้ จึงทำให้คนในท้องถิ่นหลายแห่งสุดที่จะทนทาน พากันคัดค้านวิพากษ์วิจารณ์ รวมทั้งเรียกร้องเอาชื่อเก่ากลับคืนมา อย่างเช่น การตั้งชื่อบ้านแม่มูนมั่นยืนของชาวบ้านปากมูลกลุ่มสมัชชาคนจน ก็เป็นตัวอย่างที่นำเอาชื่อเก่าของแม่น้ำ " มูน "มาสร้างสำนึกร่วมอย่างมีพลัง ชาวบ้านส่วนใหญ่ที่ปากมูลคือคนในสังคมชาวนา ที่รัฐบาลหรือคนจากภายนอกไม่รู้จัก เพราะคนเหล่านี้ก็มีวิถีชีวิตเป็นพวกพรานปลาไม่ใช่คนที่ปลูกข้าวหรือทำเกษตรกรรม การสร้างเขื่อนปากมูลจึงมุ่งที่จะไปช่วยชีวิตคนที่ทำเกษตรกรรมและเพื่อผลิตไฟฟ้าให้คนเมืองแทน ก็เลยเอาพื้นที่สาธารณะของท้องถิ่น คือแม่น้ำมูลไปสร้างเป็นเขื่อนกักน้ำ โดยไม่ยอมรับว่าท้องน้ำสาธารณะนั้น คือแหล่งจับปลาเพื่อเลี้ยงชีพของชาวบ้านในท้องถิ่นนั้นทั้งหมด ก็นับเป็นการทำลายทั้งอาชีพและวิถีชีวิตทางวัฒนธรรมอย่างสิ้นเชิง แต่ที่น่าสลดใจก็คือเวลาพิจารณาค่าตอบแทนความเสียหายก็แสนจะคับแคบและโหดร้าย เพราะมองดูว่าเป็นการสูญเสียอาชีพที่สมควรตอบแทนให้เป็นรายๆ ไปในลักษณะปัจเจกตามระบบเศรษฐกิจสังคมทุนนิยม แต่สิ่งที่ชาวบ้านต้องการนั้นคือวิถีชีวิตและการอยู่รวมกันเป็นชุมชนในท้องถิ่นที่เป็นธรรมชาติ ในการดำรงอยู่ร่วมกันของคนปากมูลนั้นก็คือ ลำน้ำมูลในท้องถิ่นนั้นแบ่งออกเป็นตอนๆ ที่เหมาะกับคนจับปลา เรียกว่า " ลวง " แต่ละลวงเป็นที่ซึ่งชาวบ้านที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ริมฝั่งน้ำทั้งที่ใกล้และห่างไกลลวงออกไปหลายๆ ชุมชนต่างพากันมาจับปลาร่วมกันตามฤดูกาล เพราะฉะนั้นการมีอาชีพและวิถีชีวิตของพรานปลาจึงไม่จำกัดเขตอยู่กับชาวบ้านที่อยู่ริมลำน้ำที่อยู่ริมบริเวณสร้างเขื่อนเท่านั้น หากยังมีขอบข่ายและเครือข่ายไปยังชุมชนที่ห่างลำน้ำออกไปด้วย " ลวง " คือ พื้นที่สาธารณะที่เกิดขึ้นในการรับรู้และดำรงอยู่ของคนภายใน สิ่งเหล่านี้คนภายนอกโดยเฉพาะรัฐบาลไม่มีทางเข้าใจและยอมรับ |
|
หากต้องการบอกรับเป็นสมาชิกจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ กรุณาส่งชื่อ ที่อยู่พร้อมแสดมป์ ๖ ดวงต่อปี มาตามที่อยู่มูลนิธิฯ |