ในความเคลื่อนไหว

   อนุรักษ์ย่านเก่ากรุงโรม : ความเหมือนในความต่าง

    ศรัณย์ ทองปาน

     

ในช่วงสายของวันพฤหัสบดีที่ ๑๘ มกราคม พ.ศ.๒๕๔๔ โครงการบัณฑิตศึกษา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดการบรรยายพิเศษเรื่อง " การเมืองของอดีตในโรม " ขึ้นที่ห้องโครงการฯ ผู้บรรยายในครั้งนี้คือ ศาสตราจารย์ ไมเคิล เฮร์ซเฟลต์ ( Michael Herzfeld) แห่งภาคมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา

     อาจารย์ไมเคิลมีประสบการณ์ภาคสนามอย่างช่ำชองในหลายพื้นที่ของประเทศกรีซและอิตาลี ด้วยหัวข้อการศึกษาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบราชการ การฝึกหัดงานช่าง และการเมืองของการอนุรักษ์ ชุมชนเก่า งานวิจัยล่าสุดของอาจารย์อยู่ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี ซึ่งก็คือเรื่องราวที่นำมาบรรยายในครั้งนี้

     พื้นที่ภาคสนามของอาจารย์ไมเคิล คือบริเวณใจกลางกรุงโรมนครหลวงของอิตาลีปัจจุบัน ซึ่งก็ซ้อนทับอยู่กับเมืองโบราณที่เป็นศูนย์กลางของจักรวรรดิโรมัน ถนนหลายสายสำคัญที่อาจารย์พำนักอยู่นั้นเป็นถนนเก่าแก่ที่มีอายุกว่าสองพันปีมาแล้ว บ้านเรือนสองฝั่งถนนก็ล้วนแต่มีอายุหลายศตวรรษ ที่เก่าแก่ถึง ๕๐๐ ปีก็มี หรือที่เป็นอย่างสามัญก็คือไม่ต่ำกว่า ๒๐๐ ปี อาจารย์ยังเล่าว่ามีนักศึกษาไทยที่เป็นลูกศิษย์ที่ฮาร์วาร์ดไปเยี่ยม แล้วออกปากว่าถ้าเป็นนักมานุษยวิทยาไทยคงไม่กล้าทำวิจัยย่านนี้แน่ เพราะ "กลัวผี "

     สภาพของกรุงโรมนั้นล้วนเต็มไปด้วยโบราณสถานจากสมัยโรมัน ดังนั้น โดยสภาพที่เป็นศูนย์กลางของเมืองโบราณนี่เอง ทำให้ย่านนี้ค่อนข้างได้รับผลกระทบจากนโยบายเกี่ยวกับ " ประวัติศาสตร์ " หรือ " อดีต " ของรัฐอยู่เสมอ เช่น ในช่วงรัฐบาลเผด็จการฟาสซิสต์ ของเบนิโต ก็มีความพยายามผลักดันชุมชนบริเวณนี้ออกไปขังชานเมือง เพื่อเชิดชู " อดีต " ของอิตาลี ในสมัยโรมันโบราณ ด้วยการสถาปนากรุงโรมที่เป็นราชธานีของจักรวรรดิโรมันขึ้นมาใหม่ โดยมิพักจะต้องสนใจวิถีชีวิตของผู้คนและชุมชนร่วมสมัย

     แม้จนเมื่อไม่กี่ปีมานี้ในระหว่างที่พรรคคอมมิวนิสต์ได้รับชัยชนะทั้งในการเลือกตั้งท้องถิ่นของโรม และการเลือกตั้งระดับชาติ นโยบายทำนองนี้ยังคงได้รับการรื้อฟื้นขึ้นมาอีก

     แน่นอนว่านโยบายนี้ย่อมได้รับการต่อด้านจากชุมชน ชาวบ้านที่ออกมาคัดค้านกล่าวว่า "นักท่องเที่ยวต้องเดินทางไกลๆ มายังศูนย์กลางของกรุงโรม เหตุใดชาวโรมันไม่สามารถอาศัยอยู่ในบริเวณนั้นได้ "

     อาจารย์ไมเคิลเล่าว่า สำนึกทางประวัติศาสตร์ของชาวบ้านในย่านนี้ ในบางกรณีมีสูงจนน่าอัศจรรย์ใจ เช่นมีคนขับรถแท็กซี่คนหนึ่งที่อาจารย์รู้จักดี มีกรุหนังสือที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของกรุงโรมโดยเฉพาะ และมีความรู้ในเรื่องนี้อย่างลึกซึ้งมาก แต่คนขับแท็กซี่คนเดียวกันนี้ ก็กำลังต้องต่อสู้กับทางธนาคารที่พยายามขับไล่เขาออกจากบ้านของเขาด้วย

     แต่ก็ยังมีตัวอย่างแบบอื่นๆ ด้วย เช่นผู้อยู่อาศัยหลายรายก็ไม่สนใจในอาคารโบราณแห่งนี้เลย เขาอาจจะบอกเพียงแต่ว่าเขาอาศัยอยู่ในบ้าน " เก่าๆ " หรือช่างฝีมือหลายคนที่มีร้านอยู่ในย่านนี้ก็เลือกที่จะไม่มีบ้านพักอาศัยในเขตชานเมืองมากกว่านี้ โดยใช้ร้านเป็นที่ประกอบธุรกิจเฉพาะในเวลากลางวัน

     ในขณะที่สำหรับอีกหลายๆ คน บ้านเหล่านี้ไม่ใช่แค่บ้าน " เก่าๆ " หากแต่คือ "บ้านโบราณ"

     ปรากฏการณ์เช่นนี้เรียกกันในอเมริกาว่า Yuppification อันเป็นกระแสความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดขึ้นทั่วโลกก็เกิดขึ้นในกรุงโรมเช่นเดียวกัน เมื่อเริ่มปรากฏว่ามีกลุ่มคนรุ่นใหม่ในวัยสามสิบที่มีฐานะดี หันมาซื้อและบูรณะอาคารเก่าในย่านนี้เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย

     ในแง่หนึ่ง การอยู่อาศัยในศูนย์กลางเมืองเช่นนี้ก็นับว่าเป็นความสะดวก เพราะสามารถติดต่อกับสถานที่ทำการต่างๆ ของรัฐบาลได้โดยง่าย หากแต่ในความเป็นจริงแล้ว การอยู่อาศัยในบ้านเก่าอายุหลายร้อยปีนั้นก็มีปัญหาไม่น้อย เพราะอาคารที่เป็นบ้าน " โบราณ " นี้ ก็อยู่ได้ไม่สบายเท่ากับอาคารสมัยใหม่ และการดัดแปลงซ่อมแซมใดๆ ก็อาจนำไปสู่ปัญหาในแง่กฎหมายกับทางราชการ ทว่าสำหรับกลุ่ม " คนรวยรุ่นใหม่ " นั้น จะถือว่าการมีบ้านอยู่ในบริเวณย่านเก่าที่เป็นศูนย์กลางของ " กรุงโรม " เช่นนี้ เป็นหน้าเป็นตา เป็นความน่าภูมิใจที่จะได้มีส่วนร่วมในอดีตอันนั้น หรืออาจกล่าวได้ว่าบ้านโบราณนี้นับเป็น " ชุมทางวัฒนธรรม " ( Cultural Capital) ที่จำเป็นและสำคัญสำหรับกลุ่มคนรวยรุ่นใหม่ เช่นเดียวกับการครอบครองผลงาน " ศิลปะ " ของช่างฝีมือแบบโบราณ ที่ถูกยกระดับขึ้นเป็น " ศิลปิน" เพียงตัวอย่างไม่มากมายนักนี้ ก็อาจบ่งชี้ให้เราเห็นถึงความสลับซับซ้อนของสถานการณ์ในย่านเก่าของกรุงโรมได้ นอกจากนี้แล้วยังมีความพยายามในการดึงนักการเมืองจากฝักฝ่ายต่างๆ ได้เข้ามา "เล่น" ในประเด็นนี้ด้วย

     ทว่า " การเมืองของอดีต " ที่เป็นหัวข้อการวิจัยของอาจารย์ไมเคิลนี้ ย่อมมิใช่ลำพังแต่นักการเมืองหรือการเลือกตั้งหากเป็นเรื่องของคนต่างกลุ่ม ที่ต่างก็นิยาม " อดีต " หรือ " ประวัติศาสตร์ " แตกต่างกันไป และนิยามที่แตกต่างกันเหล่านนี้ต่างก็ขัดแย้งปะทะ หรือต่อรองกัน แล้วนำไปสูการปฏิบัติที่แตกต่างกันไปตามแต่กรณี หรืออาจกล่าวได้ว่าแต่ละฝ่ายก็ล้วนหยิบฉวยเอาประวัติศาสตร์มาเป็นเครื่องมือในทางวัฒนธรรมของตนทั้งสิ้น

     ที่น่าสนใจเป็นพิเศษก็คือ อาจารย์ไมเคิลมาบรรยายในครั้งนี้เป็นภาษาไทย แม้ว่าอาจจะยังฟังยากอยู่บ้าง แต่สำหรับผู้ที่ใช้เวลาเรียนภาษาไทยในอเมริกามาเพียงสองปี ก็ต้องนับว่าภาษาไทยของอาจารย์อยู่ในเกณฑ์ดี และสาเหตุที่อาจารย์เริ่มเรียนภาษไทยก็เพราะอาจารย์ไมเคิลกำลังสนใจที่จะมาทำงานภาคสนามในหัวข้อทำนองเดียวกับที่อาจารย์ทำในกรุงโรมนี้ ในกรุงเทพฯ บ้าง

     นี่ก็เป็นเรื่องที่เราคงต้องติดตามกันต่อไป

หากต้องการบอกรับเป็นสมาชิกจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ กรุณาส่งชื่อ ที่อยู่พร้อมแสดมป์ ๖ ดวงต่อปี มาตามที่อยู่มูลนิธิฯ