สโมสรพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น

  วัฒนธรรมปกติ

    วลัยลักษณ์ ทรงศิริ

     

ประเพณีสิบสองเดือนในชีวิตของคนไทยได้ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยและสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมือนเดิม จากพื้นฐานในสังคมเกษตรแบบพึ่งพาธรรมชาติกลายมาเป็นเกษตรอุตสาหกรรม ต่อเนื่องไปถึงการค้า และโรงงานอุตสาหกรรมหลายประเภท นั่นหมายถึง วิถีชีวิตในสังคมชาวนาที่เคยมีความสำคัญต่อประเพณีพิธีกรรมทั้งประเพณีหลวงและประเพณีราษฎร์ตามวาระในรอบปีต่างก็มีบทบาทต่อสังคมน้อยลงไปด้วย แต่เราจะพบประเพณีตามท้องถิ่นต่างๆ หลายแห่ง ถูกแช่แข็งไว้เพื่อรองรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว แน่นอน ประเพณีของเราในปัจจุบันได้กลายเป็นสินค้าอย่างหนึ่งที่จัดเตรียมขึ้น เน้นความสวยงาม ความเป็นไทย เทิดทูนชาติศาสนา พระมหากษัตริย์ และพยายามบ่งบอกถึงความเป็นท้องถิ่นของตนเองจากเอกลักษณ์แปลกๆ ซึ่งไม่ใช่วัฒนธรรมปกติ เพราะกีดกันชาวบ้านที่เป็นเจ้าของพื้นที่ตัวจริงออกไปเป็นเพียงนักแสดง ส่วนนักท่องเที่ยวคือผู้ชม และประเพณีเหล่านี้นั้นก็ห่างไกลจากชีวิตประจำวันจนแทบจะเหมือนเส้นขนาน

     ปรากฏการณ์สร้างวัฒนธรรมเพื่อขายตั้งแต่ระดับท้องถิ่น ไปจนถึงระดับประเทศ กลายเป็นสิ่งที่รัฐบาลของเราเร่งจัดการทุ่มงบประมาณจำนวนไม่น้อยเพื่อขายสินค้าที่ไม่ต้องลงทุนความคิดและเวลามากเท่านี้

     ต่างจากรัฐบาลญี่ปุ่นที่เร่งสร้างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของประเพณีและเทศกาลร่วมสมัย ตลอดจนรู้สารพัดในพื้นที่ส่วนต่างๆ ของประเทศ โดยมีรัฐบาลท้องถิ่นเป็นผู้รับผิดชอบ จุดมุ่งหมายก็คือ การสร้างเอกลักษณ์ของชาติในพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นต่างๆ จากการรำลึกอดีตและจัดแสดงอดีตเหล่านั้นไว้ในพิพิธภัณฑ์ เพื่อคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวที่ส่วนใหญ่มักจะเป็นคนในประเทศทั้งสิ้น

     ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะกล่าวว่า เพราะเมืองไทยต้องประสบวิกฤตเศรษฐกิจจึงต้องขายสินค้าที่สามารถขายได้ง่าย ในขณะที่ญี่ปุ่นนั้นร่ำรวยสามารถสร้างพิพิธภัณฑ์ สร้างแหล่งความรู้สาธารณะได้ง่ายกว่า ไม่ใช่เหตุผลที่คนไทยจะต้องคิดแบบตีหัวเข้าบ้านอย่างนี้เลย

     ปลายทศวรรษ ๑๙๖๐ เกิดกระแสการสร้างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นขึ้นทั่วไปในญี่ปุ่น ปรับเปลี่ยนจากที่เก็บของเก่าหรือของหายากมาเป็นพิพิธภัณฑ์แบบสมัยใหม่ ที่มุ่งเน้นในเรื่องประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่น

     พิพิธภัณฑ์ได้กลายมาเป็นสถานที่สร้างเอกลักษณ์ของชุมชนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ และเป็นสถานที่ซึ่งผู้เข้าชมจะได้มีทางเลือกในการเรียนรู้ ทั้งรับหรือปฏิเสธสารที่ส่งผ่านการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ได้ เป็นการสื่อสารซึ่งคล้ายๆ โรงมหรสพซึ่งทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งและมีส่วนร่วมในกิจกรรมนั้น พิพิธภัณฑ์ในญี่ปุ่นไม่ใช่การแสดงความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่และปัจเจกบุคคล แต่เป็นการจินตนาการถึงความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนและสิ่งต่างๆ ที่ยังปรากฏอยู่ ซึ่งหมายถึงการผลิตซ้ำ " ชุมชนในจินตนาการ " ตามแบบแนวคิดซึ่งเป็นที่นิยมของนักวิชาการในปัจจุบันมักพูดถึงนั่นเอง

     ญี่ปุ่นเรียนรู้การจัดพิพิธภัณฑ์สมัยใหม่ตั้งแต่กลางศตวรรษที่ ๑๙ จากการส่งเจ้าหน้าที่และนักวิชาการไปยังยุโรปและอเมริกา รัฐบาลในสมัยเมจิกระตือรือร้นที่จะนำสิ่งเหล่านี้มาสู่สังคมญี่ปุ่น พิพิธภัณฑ์จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความก้าวหน้าของประเทศต้นศตวรรษที่ ๒๐ จึงมีการนำพิพิธภัณฑ์เพื่อการศึกษาไปสู่ท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งญี่ปุ่นก็รับมาพร้อมๆ กับความเคลื่อนไหวในเยอรมันนีและสหรัฐอเมริกา แม้จะหยุดชะงักในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ แต่หลังจากนั้น ก็มีการผลักดันกฎหมายเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์และส่งคนไปเรียนรู้การจัดแสดงและแนวคิดใหม่ๆ ในยุโรปและอเมริกาเช่นเดิม

     หลังสงคราม ญี่ปุ่นโถมพัฒนาประเทศในขณะเดียวกันกลับเป็นแรงผลักดันให้คนญี่ปุ่นหันมาอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ โดยการบันทึกและศึกษาสิ่งที่สูญหายไป และร่วมกันคิดว่าจะรักษาสิ่งที่ยังอยู่ไว้สำหรับคนรุ่นหลังต่อไปอย่างไร วิกฤตทางวัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของญี่ปุ่นผ่านพ้นมาได้ด้วยการสร้างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจำนวนมาก

     พิพิธภัณฑ์ในญี่ปุ่นมีมากขึ้นทุกปี ปัจจุบันมีอยู่ราว ๔,๐๐๐ แห่ง ทั่วประเทศ โดยมีบริษัทรับจัดการในทุกขั้นตอน บริษัทที่เก่าที่สุดตั้งแต่ปี ค.ศ.๑๘๙๒ การมีบริษัทรับจัดนี่เองที่ทำให้สาระในพิพิธภัณฑ์กลายเป็นการจัดแสดงที่เฝือ คล้ายๆ กันไปหมด เอกลักษณ์ของท้องถิ่นก็กลายเป็นเรื่องของธุรกิจ ซึ่งเป็นความจริงเพราะการได้ไปชมพิพิธภัณฑ์หลายๆ แห่งในญี่ปุ่นกลายเป็นความรู้สึกซ้ำๆ และน่าเบื่อพอสมควร

     อย่างไรก็ตาม นักวิชาการญี่ปุ่นส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วยกับนโยบายทางวัฒนธรรมบางอย่าง เช่น กฎหมายเกี่ยวกับการสนับสนุนศิลปะอุตสาหกรรมแบบประเพณี และกฎหมายเกี่ยวกับงานเทศกาล ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อนำเอาของสำคัญและประเพณีในท้องถิ่นมาสนับสนุนอุตสาหกรรมในพื้นที่ เช่น การท่องเที่ยวเพราะเป็นการทำลายวัฒนธรรมดั้งเดิม "การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านจะสื่อสารได้ก็ต่อเมื่อเกี่ยวเนื่องกับสถานการณ์ที่เป็นจริงและความเชื่อที่เป็นคนท้องถิ่นจริงๆ เท่านั้น "และสิ่งเหล่านี้ควรตจะทำเพียงรักษาไว้

     ที่ผู้รู้ของญี่ปุ่นเป็นห่วงคือสถานการณ์วิกฤตทางวัฒนธรรมที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ขณะนี้ เพราะเป็นวัฒนธรรมที่ไม่ปกติ แต่เท่าที่สังเกตการณ์มา การสนับสนุนกฎหมายเพื่อการท่องเที่ยวของญี่ปุ่นก็ยังไม่ได้ทำลายรากเหง้าและปรุงแต่งวัฒนธรรมท้องถิ่นโดยแยกออกไปจากชีวิตของผู้คนเหมือนที่เห็นในเมืองไทยเลย

     รัฐบาลญี่ปุ่นใช้เงินกว่าร้อยล้านเยนเพื่อโครงการฟื้นฟูท้องถิ่นเมื่อ ค.ศ.๑๙๘๘ แจกจ่ายให้ท้องถิ่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเมืองใหญ่ไปจนถึงหมู่บ้านแบบไม่มีเงื่อนไข เพื่อสร้างความเป็นท้องถิ่นบนพื้นฐานของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของตนเอง

     แนวโน้มของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในญี่ปุ่นขณะนี้คือ ความคิดเกี่ยวกับการสนับสนุนการสร้างชุมชนหมู่บ้านที่ร่ำรวยด้วยประเพณีวัฒนธรรมและการรักษาสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์เหมาะสมกับท้องถิ่นนั้นๆ อันนำมาซึ่ง ecomuseum ที่ได้รับอิทธิพลจากฝรั่งเศสและเผยแพร่ในญี่ปุ่นตั้งแต่เมื่อราว ๒๐ ปีมาแล้ว

     นโยบายทางวัฒนธรรมของรัฐบาลญี่ปุ่นคือการสร้างความเป็นเอกลักษณ์ท้องถิ่น สนับสนุนงบประมาณลงไปสู่พื้นที่ต่างๆ แม้เคยคิดจะอนุรักษ์เพราะเป็นมรดกทางวัฒนธรรมโดยแยกออกจากชีวิตประจำวันของผู้คน แต่ก็เป็นเพียงเวลาสั้นๆ ในปัจจุบันรัฐสนับสนุนให้คนถ้องถิ่นมีความรักในวัฒนธรรมประเพณีของตนและพัฒนาสิ่งเหล่านี้เพื่อวันนี้และในอนาคตด้วยความภาคภูมิ

     นโยบายเหล่านี้สร้างความแกร่งให้กับหมู่บ้านญี่ปุ่นอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับหมู่บ้านไทย รากเหง้าของหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่จังหวัดโออิตะ ซึ่งนายกรัฐมนตรีไทยชื่นชมนักหนาก็มีประวัติศาสตร์และพื้นฐาน ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่า เรากะจะเด็ดยอดของเขามาใช้โดยไม่มรพื้นฐานทางวัฒนธรรมใดๆ รองรับ ผลิตภัณฑ์ของตำบลหรือหมู่บ้านเกิดขึ้นจากการสนับสนุนให้ท้องถิ่นต่างๆ เรียนรู้และศึกษาประวัติศาสตร์ของตัวเอง ค้นหาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและประเพณี ตลอดจนสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ คิดค้นผลิตผลที่ทำให้เกิดความภูมิใจในบ้านเกิดและชุมชนของตนเอง

     ดังนั้น ในญี่ปุ่นจึงเต็มไปด้วยคนเล็กคนน้อยในท้องถิ่นที่ช่วยกันสร้างเอกลักษณ์ของชุมชน อาหารและผลผลิตทางการเกษตรหลายประเภทจึงมีความหลากหลาย ตั้งแต่เหนือจรดใต้แสดงถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน ด้วยการสนับสนุนของรัฐบาลที่เน้นเรื่องเอกลักษณ์ของท้องถิ่น ผู้ผลิตขนาดใหญ่จึงมีโอกาสน้อยมากในการครองตลาดหรือผูกขาดสินค้าเพียงกลุ่มเดียว

     การต่อยอดโดยไม่สร้างรากฐาน ก็คล้ายการสร้างปราสาททราย การข้ามพ้นวิกฤตทางวัฒนธรรมที่คนญี่ปุ่นได้ต่อสู้มาเมื่อเกือบ ๕๐ ที่แล้ว อาจจะเพิ่งเริ่มขึ้นในเมืองไทย โดยสภาพการบีบคั้นทางเศรษฐกิจเพื่อความอยู่รอดของชุมชน ไม่รู้หนทาง ไม่มีการศึกษาและสนับสนุนทางรัฐบาล ไม่มีการสร้างเรื่องราวและอัตลักษณ์ของท้องถิ่น เครื่องมือในการสร้างสำนึกร่วมที่ดีที่สุดคือประเพณีและวัฒนธรรมกลับถูกส่งเสริมแบบแช่แข็ง กลายเป็นการแสดงที่ถูกแยกออกไปจากชีวิต จนกลายเป็นวัฒนธรรมที่ผิปกติ

     วัฒนธรรมปกติเป็นทางรอดที่น่าทึ่ง เหมือนกับที่เราควรจะทึ่งวัฒนธรรมปกติของญี่ปุ่น ที่ซึ่งความทันสมัยที่สุดในโลกอยู่ร่วมกับวัฒนธรรมเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลกได้อย่างกลมกลืน

หากต้องการบอกรับเป็นสมาชิกจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ กรุณาส่งชื่อ ที่อยู่พร้อมแสดมป์ ๖ ดวงต่อปี มาตามที่อยู่มูลนิธิฯ