ทำด้วยใจ ข้อมูลจำเพาะ ชื่อ - นามสกุล นางสาวพรศิริ บูรณเขตต์ |
|
| พรศิริ บูรณเขตต์ | |
ข้อมูลจำเพาะชื่อ - นามสกุล นางสาวพรศิริ บูรณเขตต์ ที่อยู่ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน จ่าทวี ๒๖ / ๑๓๘ ถนนวิสุทธิกษัตริย์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ๖๕๐๐๐ โทรฯ ๐๕๕ ๒๑๒๗๔๙ ( เวลา ๘ . ๓๐ - ๑๖ . ๓๐ น . ยกเว้นวันจันทร์ ) การศึกษา - ศิลปศาสตรบัณฑิต ( มานุษยวิทยา ) คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร - สังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาบัณฑิต ( มานุษยวิทยา ) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ - การเป็นลูกสาวจ่าสิบเอกทวี บูรณเขตต์ ผู้สร้างพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี ทำให้คุณสนใจงานด้านนี้ตามไปด้วยตั้งแต่เมื่อไหร่พรศิริ สนใจและเริ่มงานด้านพิพิธภัณฑ์เพราะพ่อ ตั้งแต่เมื่อตัวเองอายุ ๑๓ ปี ตอนนั้นพ่อได้รับการยกย่องเป็นบุคคลดีเด่นทางวัฒนธรรม สาชาการช่างฝีมือ แขนงช่างหล่อ จากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ภายในงานที่ทางจังหวัดจัดแสดงความยินดีนั้น พ่อนำพวกสุ่ม ไห โอ่ง กระต่ายขูดมะพร้าว พระเครื่อง พระบูชา ไปจัดแสดงด้วย ทำให้มีผู้รู้ ผู้สนใจ นักวิชาการมาดู " ของเก่า " ที่พ่อเก็บไว้มากขึ้นๆ ในส่วนหนึ่งก็ดีใจที่พ่อมีความสุข ได้รับการยอมรับมากขึ้น จากที่มีคนแซวบ่อยๆ ว่าเป็นลูกคนบ้า ก็มั่นใจว่าไม่ใช่แล้ว สบายใจขึ้น อีกด้านหนึ่งที่ทำให้สนใจงานพิพิธภัณฑ์ก็เพราะ " อคติ " ไม่เข้าใจว่าพ่อจะอดหลับอดนอนฝึกเป่าเสียงสัตว์ทำไม บางทีนอนไม่หลับตี ๒ ตี ๓ ก็ยังเป่าอยู่ ในอีกด้านหนึ่งเวลาที่พ่อเดินบรรยายให้คนฟังบางคนไม่ตั้งใจฟัง ทำท่าเหนื่อย เบื่อ เลยรู้สึกว่าทำไมพ่อต้องมาอดทนกับคนพวกนี้ มาช่วยงานพิพิธภัณฑ์ก็เพราะสงสารพ่อ พอตอนอายุสัก ๑๕ พ่อคุยด้วยว่าอยากให้สอบเข้าคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร พ่อบอกว่าลูกรุ่นโตจะได้ทำธุรกิจอื่นๆ หารายได้มาช่วยจุนเจือพิพิธภัณฑ์ ลูกคนเล็กจะช่วยงานพิพิธภัณฑ์ได้ บอกเห็นว่าจะต้องมีคนเชื่อมระหว่างตัวพ่อซึ่งเป็นชาวบ้านกับนักวิชาการ - ทำงานเรื่องพื้นบ้านอย่างนี้ มีวิธีเสริมสร้างความรู้อย่างไรบ้างพรศิริ นอกจากความรู้ที่ได้จากศิลปากรและธรรมศาสตร์ที่ทำให้มั่นใจและทำให้คนยอมรับแล้ว การที่พ่อพาไปคุยกับชาวบ้านก็เป็นประโยชน์มาก ที่จำแม่นคือพ่อพาไปคุยกับพราน เพื่อเก็บข้อมูลเรื่องเครื่องมือดักสัตว์ พาไปดูพิธีเลี้ยงผี เพื่อเก็บข้อมูลเรื่องความเชื่อของท้องถิ่น ( ซึ่งทุกวันนี้ยังไม่ได้จัดแสดงเลย สารภาพว่ายังตีความไม่แตก ) การเก็บข้อมูลที่ได้สัมผัส ดู ฟัง เห็นด้วยตนเองทำให้จำข้อมูลได้แม่น รู้จริง อธิบายได้ชัด บางทีก็ฟังพ่อคุยกับชาวบ้าน ซึ่งยอมรับว่า " เนียน " มาก เหมือนพูดคุยสารทุกข์สุขดิบธรรมดาๆ แต่ข้อมูลแน่นมาก เช่น เก็บข้อมูลเรื่องนิยายนิทานปรัมปรา พ่อไม่ได้บอกเขาโต้งๆ ว่าช่วยเล่านิทานให้ฟังหน่อย แต่ถามเขาว่า เอ๊ะ ทำไมหมู่บ้านนี้เขาเรียกว่าบ้านตาปะขาวหาย ชาวบ้านเขาก็เล่าให้ฟัง แล้วเทียบข้อมูลว่า เอ๊ ! แล้วทำไมบางคนเรียกบ้านเตาไห เขาก็เสริมให้ฟัง นอกจากนี้ การพูดคุยกับผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ก็ทำให้ได้ความรู้ด้วย เช่น บางทีอธิบายเรื่องคลอดลูกจบแล้ว เขาก็บอกว่าลืมอธิบายเรื่องตกฟากหรือเปล่า ก็บอกว่าไม่ได้ลืมค่ะ แต่ไม่ทราบ มันเป็นอย่างไรคะ เขาก็บอก - การทำงานทุกอย่างย่อมมีปัญหา เมื่อคุณพบมีวิธีจัดการอย่างไรบ้างพรศิริ ปัญหาทุกเรื่องเกิดจากขาดงบประมาณ ก็ต้องแก้ตรงนี้ เช่น เปิดร้านขายของพื้นบ้านของที่ระลึกให้มีเงินหมุนเวียน พอจ่ายค่าแรงพนักงาน เพราะรายได้จากที่ผู้ชมหยอดตู้บริจาคไม่แน่นอน ไม่พอค่าน้ำค่าไฟ ค่าซ่อมแซมของ - อาคาร ค่ายาม จึงต้องใช้เงินอย่างสมเหตุสมผล เลือกใช้วัสดุจัดแสดงที่ดี ราคาถูก ทน ประกอบเองได้ จะได้ไม่ต้องไปจ้างใคร เมื่อคนเก่าๆ ออกไปก็ไม่รับคนใหม่ แต่ใช่คนที่เหลืออยู่ให้คุ้มประโยชน์ เพิ่มวันหยุด เพิ่มสวัสดิการ ช่วงเทศกาลที่ต้องใช้คนเพิ่มก็รับนักศึกษาฝึกงาน แผ่นพับที่เคยแจกฟรีเดือนหนึ่งๆ หลายพันบาท แล้วบางคนนำไปปูพื้น ทิ้งเรี่ยราด ก็เลิกแจกแต่ขายในราคาต้นทุน เพื่อให้เขารับผิดชอบตัวเอง อีกปัญหาก็เรื่องการพบปะผู้คนมากขึ้น เราเฝ้าดูการเติบโตของพิพิธภัณฑ์และควบคุมไม่ให้โตเกินไป เราไม่เน้นโฆษณาแบบเชิญชวนมวลชนเลย แต่ให้พิพิธภัณฑ์โตด้วยตนเอง คือให้ผู้ชมที่มาชมแล้วเกิดความรู้สึกที่ดีแล้วกลับไปบอกต่อ พวกสื่อมวลชนก็ช่วยเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักในอีกระดับหนึ่ง ก็เพื่อให้ได้กลุ่มคนที่เป็นผู้ใฝ่หาในระดับหนึ่ง ไม่ใช่พวกฉาบฉวย นอกจากนี้ ก็ยังมีปัญหากับนักวิชาการซึ่งไม่ให้เกียรติ ไม่เคยขอบคุณเราในฐานะผู้รวบรวมข้อมูลหรือผู้ให้ข้อมูล แต่ขอบคุณพ่อลูกที่อนุรักษ์วัฒนธรรมไทยเท่านั้น และก็ยังมีปัญหาจากพวกคนใหญ่โตมาเรียกร้องเอาโน่นเอานี่ ลูกน้องบางคนบอกท่านจะมาแล้วเดี๋ยวไปถอนสายบัวเลยนะ บางคนจิกหัวเลย ไปเรียกจ่าทวีมาซิ คนกลุ่มนี้ถูกเชิญมาเพื่อให้รู้ว่ามาถึงแล้ว บางคนกลับไปพร้อมกับความร้าวรานใจของพ่อ เห็นพ่อเดินก้มหน้าออกไปจากพิพิธภัณฑ์หรือวิ่งออกกำลังกายยามดึกดื่นก็รู้แล้วว่าเขาคงพูดคงปฏิบัติกับพ่อในระดับหนึ่ง ขอเรียกร้องดังๆ ว่า เราทำงานพิพิธภัณฑ์ด้วยใจ ไม่ใช่หน้าที่ ถ้าไม่ให้กำลังใจก็อย่ามาตัดทอนกำลังใจกันเลย - ถ้าวันไหนรู้สึกเหนื่อยใจ มีวิธีสร้างกำลังใจ สร้างความมั่นใจให้ตัวเองอย่างไรบ้างพรศิริ ที่ทำอยู่เสมอๆ คือชอบพาเด็กนักเรียนโดยเฉพาะนักเรียนยากจนมาชมพิพิธภัณฑ์ เด็กในที่ห่างไกล เด็กที่ต้องการโอกาสจะตั้งใจ ซื่อมาก เขาก็ซาบซึ้งเรา ถึงกับมีบางคณะขอบคุณว่าไม่นึกว่าจะต้อนรับเขาดีขนาดนี้ บางคนก็เขียนจดหมายมาบอกว่าจะไม่ลืม หนึ่งวันที่นี่เหมือนหลายปีที่เขาเติบโตมา ชีวิตหนึ่งๆ ถ้าเราได้เป็นคนที่อยู่ในความทรงจำของเด็กเล็กๆ เด็กยากจนคนหนึ่งก็เป็นความสุขแล้ว แล้วเขาก็เป็นคนที่อยู่ในความทรงจำของเราเหมือนกัน เป็นความมุ่งมั่น กำลังใจ ที่ทำให้พรุ่งนี้ยังเดินไปทำงานพิพิธภัณฑ์ได้ ในบางช่วงที่เจออะไรหนักๆ จะหยุดตัวเอง ไม่พยายามพบปะผู้คนที่มาพิพิธภัณฑ์ เพราะงานบริการถ้าพื้นฐานจิตใจไม่ดีจะกระทบกระทั่งกันเปล่าๆ หยุดพักผ่อนสักปีละครั้ง ไปในที่ชอบมากๆ เช่นไปเที่ยวทะเล เที่ยวเกาะ แล้วกลับมาทำงานอย่างเต็มร้อยอีกครั้ง - เกี่ยวกับงานที่ทำ คาดหวังอะไรจากสังคมบ้างพรศิริ อย่างที่พูด แค่ให้ผู้ชมรู้ว่าครอบครัวเราทำงานพิพิธภัณฑ์ด้วยใจไม่ได้เป็นหน้าที่ เขาจะได้เข้าใจ ไม่เรียกร้องอะไรมาก คนบางกลุ่มก็อย่ามาสั่งโน่นสั่งนี่เลย บั่นทอนจิตใจมาก แค่นี้ก็พอใจแล้ว - งานพิพิธภัณฑ์ระดับนี้ สามารถทำโดยไม่ต้องขอความช่วยเหลือจากใครเลยหรือพรศิริ พึ่งพาตัวเองเป็นหลัก ไม่กล้าขอใคร เคยมีคนแนะนำให้ไปขอความอนุเคราะห์จากหน่วยงานหนึ่ง ตอนนั้นไม่ไหวแล้วก็บากหน้าไป เขาบอกว่าเป็นไง ทำไม่ไหวแล้วหรือ ก็เลยไม่ขอใครอีก พอแล้ว ย้อนคิดว่างานนี้ก็เพื่อส่วนรวม ไม่ใช่เพื่อประโยชน์อะไรของเราเลยแล้วทำไมต้องไปขอจากคนที่เราทำงานเพื่อเขาอีก เขาไม่ได้รู้เลยว่าทำให้เขานั่นแหละ ทุกคนเป็นเจ้าของวัฒนธรรม ความช่วยเหลือจริงๆ ที่ได้รับคือ มีอาจารย์ ๒ - ๓ ท่านช่วยงานโดยไม่รับค่าตอบแทน คือ อาจารย์มาลี อิงคนินันท์ เป็นที่ปรึกษา ชี้แนะ เป็นกำลังใจแก่งานของเรา อาจารย์สมศรี อิงคนินันท์ แปลภาษาอังกฤษ อาจารย์แมรี่ สารวิทย์ ตรวจทานภาษาอังกฤษ ทั้ง ๓ ท่านงานสอนเยอะมากแต่ก็กรุณาเรา ทำให้เรารู้สึกไม่โดดเดี่ยวจนเกินไป - มีโครงการในอนาคตเกี่ยวกับงานพิพิธภัณฑ์อะไรอีกบ้างที่คิดจะทำพรศิริ อนาคตที่เป็นความหวัง เป็นอุดมคติ ระดับแรกก็แค่ให้พิพิธภัณฑ์พอเลี้ยงตัวเองอยู่ได้ มีคนช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ ไม่ถึงขนาดต้องนั่งทำงานถึงตี ๒ ตี ๓ ระดับต่อมาคืออยากมีเงินสักก่อนใช้เป็นทุนพัฒนาจุดจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ มีของอีกมากที่พ่อเก็บไว้ ยังไม่มีทุนมาสร้างสรรค์งาน เคยคุยเรื่องการมีชีวิต และการตายกับพ่ออย่างธรรมดาๆ ก็คิดว่าวันหนึ่งถ้าพ่อไม่อยู่ของอีกหลายหมื่นชิ้น หลายพันเรื่องราวก็สูญสิ้นไปกับพ่อ เพราะต้องใช้พื้นที่มากใช้เงินมาก เห็นเขาโฆษณาทางโทรทัศน์นาทีละเป็นแสน ก็นึกอยู่ว่าขอเงินจากเวลานั้น ๒ - ๓ นาทีให้เราก็คงดี ในอีกระดับเป็นระดับในฝันของพ่อเลยคือ ย้ายพิพิธภัณฑ์ไปอยู่ในที่นาของแม่ สร้างเหมือนชุมชนชาวบ้าน ขุดสระน้ำ เอาเรือเป็ดมาลอยน้ำ ทำแพ จำลองเรือนแพเมืองพิษณุโลกซึ่งต่อไปเขาให้ยกขึ้นบกหมด คนพิษณุโลกก็คงลืมชีวิตชาวแพไป อดีตก็หายไป แสดงเครื่องมือจับสัตว์อีกร้อยๆ ชนิดที่ยังไม่ได้นำมาจัดแสดง รวมถึงเครื่องมือดักคนอย่างไม้เคาะหน้าแข้ง มีศูนย์บริการข้อมูล มีจุดแนะนำสถานที่ ซึ่งทั้งหมดนี้คือความฝัน อนาคตจากใจจริงคือ ให้พิพิธภัณฑ์พอเลี้ยงตัวเองได้อย่างไม่อัตคัดนักก็พอแล้ว อยากให้สมาชิกในครอบครัวมีจิตใจเข้มแข็งที่จะทำพิพิธภัณฑ์ต่อไป ให้แม่เป็นกำลังใจให้พ่อกับลูกอย่างที่ทำมาทั้งชีวิต พิพิธภัณฑ์เป็นเหมือนพี่น้องที่เติบโตขึ้นมาพร้อมๆ กัน ในความหวังของเรา พี่น้องเราไม่จำเป็นต้องโตขึ้นมาแบบคนเป็นใหญ่เป็นโต แต่เป็นพี่น้องที่รู้จักเผื่อแผ่ เข้าใจหัวจิตหัวใจคนอื่น เรียบง่าย และมีคุณค่าในตัวเองก็พอแล้ว |
|
หากต้องการบอกรับเป็นสมาชิกจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ กรุณาส่งชื่อ ที่อยู่พร้อมแสดมป์ ๖ ดวงต่อปี มาตามที่อยู่มูลนิธิฯ |