เปิดประเด็น

  การฟื้นฟูชีวิตชาวบ้านที่ปากมูล ( ต่อจากฉบับที่แล้ว )

   ศรีศักร วัลลิโภดม

     

ความสำคัญในการฟื้นฟูชีวิตชาวบ้านที่ปรากฏที่ปากมูล ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดมีอาชีพการจับปลาในแม่น้ำมูลเป็นหลัก ก็คือการฟื้นฟูพื้นที่สาธารณะที่เรียกว่าลวงขึ้นมา ให้ผู้คนที่เคยจับปลาหาปลาในลวงเดียวกันได้เข้ามาจับปลาดังเดิม รวมทั้งเปิดโอกาสให้มีสมาชิกใหม่ที่เป็นผู้คนกลุ่มใหม่ในท้องถิ่นเข้ามาร่วมด้วยได้ หัวใจของการฟื้นฟูลวงดังกล่าวนี้ขึ้นอยู่กับการสร้างองค์กรชุมชนระหว่างชาวบ้านด้วยกันให้มีหน้าที่ดูแลและจัดการในการใช้ประโยชน์ของลวงร่วมกัน นับเป็นองค์กรของคนภายในท้องถิ่นที่มีความสัมพันธ์ทางสังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรมกันมาช้านานไม่ต่ำกว่าสองหรือสามชั่วคน จนทำให้เกิดการมีสำนึกร่วมว่าเป็นพวกพ้องเดียวกัน และมีวิถีชีวิตหรือวัฒนธรรมเป็นแบบเดียวกัน ลักษณะขององค์กรเช่นนี้จะคล้ายกันกับองค์กรที่จัดการเรื่องการสร้างและดูแลระบบเหมือง ฝายของผู้คนในท้องถิ่นต่างๆ ในภาคเหนือแต่โบราณ เป็นองค์กรที่จัดตั้งโดยคนภายในจากชุมชนหลายชุมชนที่ใช้น้ำจากเหมืองฝายร่วมกันในการเพาะปลูก ชาวบ้านที่เป็นสมาชิกต้องมาร่วมกันให้แรงงานในการสร้างกลไกต่างๆ ในการจัดการเรื่องน้ำและแจกจ่ายน้ำ ซึ่งก็รวมทั้งในกิจกรรมทางประเพณีพิธีกรรมในระบบความเชื่อด้วย ถ้าใครคิดเอาเปรียบไม่ร่วมมือในการให้แรงงานและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ขององค์กร ก็ไม่มีสิทธิที่จะได้น้ำหรือนำน้ำไปใช้ในการเพาะปลูกของตนและครอบครัว นับเป็นองค์กรที่ชาวบ้านภายในท้องถิ่นจัดตั้งกันเอง โดยที่ทางรัฐไม่เกี่ยวข้อง แต่จะเกี่ยวข้องด้วยแต่เพียงการให้การรับรองและออกกฎหมายหรือระเบียบแบบแผนที่จะทำให้การจัดการในเรื่องน้ำขององค์กรท้องถิ่นดำเนินไปได้อย่างมีผลดี ดังเช่นกฎหมายมังรายศาสตร์ที่เป็นกฎหมายของรัฐให้การลงโทษแก่ผู้คนที่ไปลักน้ำจากเหมืองฝายโดยที่คนไม่ได้เป็นสมาชิกและให้แรงงานในการจัดทำและบำรุงเหมืองฝาย

     ถ้ามองจากระบบเหมืองฝายของคนในสังคมภาคเหนือที่ว่านี้ ก็จะเห็นได้ว่ารัฐให้สิทธิชาวบ้านในท้องถิ่นจัดตั้งองค์กรดูแลน้ำและทรัพยากรในท้องถิ่นร่วมกัน และให้การรองในสิทธิและความถูกต้องด้วย ซึ่งเรื่องเช่นนี้รัฐบาลไทยแต่ยุคสงครามเย็นเป็นต้นมา ไม่มีความเข้าใจและทำไม่ได้ ดูเหมือนจะเข้าไปเกี่ยวข้องในการจัดตั้งและจัดการด้วยทุกองค์กรและทุกแห่งหน ถ้าหากมีองค์กรไหนจัดขึ้นโดยชาวบ้านชาวเมืองตามท้องถิ่นก็จะถือว่าเป็นองค์กรเถื่อนไม่รับรอง ไม่ให้การสนับสนุน และในบางครั้งมองว่าเป็นการต่อต้านรัฐบาลและก่อการร้ายไปด้วยซ้ำ สิ่งที่เห็นอยู่แจ้งๆ ในขณะนี้ในรัฐบาลนี้ โดยป่วยการที่จะพูดถึงรัฐบาลที่แล้ว ก็คือเรื่องการให้เงินทุนอุดหนุนชุมชนละ ๑ ล้านบาท ชุมชนที่ว่านี้เป็นชุมชนธรรมชาติที่ชาวบ้านภายในท้องถิ่นสร้างขึ้นเพื่อมีชีวิตรอดร่วมกันหรือเปล่า คำตอบก็คือ ไม่ใช่ เพราะเห็นได้ชัดเจนว่าบรรดาหมู่บ้านแม่มูนมั่นยืนที่มีจำนวนหลายๆ หมู่บ้าน อันเป็นชุมชนธรรมชาติของแต่ละท้องถิ่นนั้น ไม่เคยมีข่าวว่าทางรัฐจะอนุมัติเงินหมู่บ้านละ ๑ ล้านนี้ไปให้ ในทำนองตรงข้ามชุมชนที่ทางรัฐผันเงินไปให้นั้นก็คือ ชุมชนที่รัฐจัดตั้งขึ้นทั้งนั้น ที่เป็นพื้นฐานก็คือ บรรดาหมู่บ้านที่จัดตั้งขึ้นตามจำนวนหลังคาเรือน และจำนวนของผู้คนตามระเบียบการปกครองท้องที่ ซึ่งมีผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นายอำเภอและ อ.บ.ต. มีอำนาจดูแลและจัดการ ชุมชนแบบนี้หาได้คำนึงถึงความสัมพันธ์ทางสังคมในระดับแนวนอนจากภายใน ที่กว่าจะเกิดขึ้นได้ไม่ต่ำกว่าสองหรือสามชั่วคนไม่ หากให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ในระดับแนวตั้งที่เกี่ยวข้องกับอำนาจในการปกครองที่ส่งผ่านมาจากศูนย์กลางแห่งอำนาจของรัฐเท่านั้น ก็เป็นความสัมพันธ์แบบที่เสริมระบบการปกครองของรัฐแบบรวมศูนย์ เช่นที่มีมาแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชนั่นเอง แต่รัฐมักจะทำทุกวิถีทางในการโฆษณาชวนเชื่อว่าระบบการกระจายอำนายให้ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน อบต.เหล่านี้ คือการกระจายอำนาจในการปกครองแบบประชาธิปไตยไปยังท้องถิ่น

     แต่เป็นความจริงที่ยิ่งกว่าเป็นจริงเสียอีกก็คือ บรรดาชุมชนที่รับจัดตั้งขึ้นโดยให้มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และอบต. มีอำนาจเหล่านี้ หาได้เป็นกลไกเพื่อการปกครองแบบรวบอำนาจรวมศูนย์ให้แก่รัฐแต่เพียงอย่างเดียวไม่ หากยังเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สร้างความแตกแยกและการเอารัดเอาเปรียบระหว่างกันของผู้คนในสังคม ที่มีความสัมพันธ์อย่างเป็นกันเองในระดับแนวนอนด้วย การให้อำนาจและสิทธิความชอบธรรมอะไรต่างๆ นานาแก่ผู้ใหญ่บ้าน กำนันและ อบต. นั้น ถ้าหากบุคคลเหล่านั้นเป็นคนที่มีคุณธรรมและศีลธรรมและมีสำนึกท้องถิ่นแล้ว ความขัดแย้งก็คงไม่เกิดขึ้นเท่าใด แต่ถ้าหากว่าบุคคลเหล่านั้นเป็นผู้ขาดคุณธรรม หรือเป็นผู้มาจากท้องถิ่นที่เข้ามาได้ตำแหน่งเพราะผ่านการเลือกตั้งเข้ามานั้น ความเดือดร้อนของคนในชุมชนท้องถิ่นตามธรรมชาติก็เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความพินาศทางสังคม วัฒนธรรม สภาพแวดล้อมธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติของท้องถิ่นที่เกิดขึ้นทั้งพระราชอาณาจักร ในขณะนี้ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นจากคนที่อ้างตัวว่าเป็นผู้นำท้องถิ่นที่ทางรัฐให้การรับรองความชอบธรรมเหล่านี้ทั้งสิ้น คนเหล่านี้คือบรรดาเจ้าพ่อทั้งหลายที่บัดนี้ไม่ได้ท้าทายอำนาจรัฐ แต่กำลังใช้อำนาจรัฐโดยผ่านเครือข่ายของนักการเมืองที่เข้าไปนั่งในรัฐสภา และที่เข้าดำรงตำแหน่งต่างๆ ในการบริหารในกระทรวงทบวงกรมต่างๆ ของรัฐบาล สถานการณ์ทางสังคมเศรษฐกิจและการเมืองแทบทุกท้องถิ่นของแทบทุกภูมิภาคของประเทศ ก็จะมีความแตกแยกและขัดแย้งทางสังคมดังกล่าวนี้ทั้งสิ้น เป็นความขัดแย้งที่มีแนวโน้มไปสู่ภาวะความรุนแรงขั้นนองเลือดในไม่ช้าก็เร็ว ถ้าหากว่าบ้านเมืองยังมีรัฐบาลแบบที่บริหารประเทศอยู่ในขณะนี้

    ในกรณีท้องถิ่นปากมูลที่จะต้องมีการฟื้นพื้นที่ในการทำมาหากินและในการดำรงชีวิตความเป็นอยู่รวมกันของชาวบ้านที่เรียกว่าลวงนั้น ข้าพเจ้าก็แลเห็นความขัดข้องและความขัดแย้งเช่นที่กล่าวมานี้ อย่างน้อยก็แลเห็นคนสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งคือสมาชิกของชาวบ้านในชุมชนธรรมชาติที่มีความสัมพันธ์เป็นแบบแนวนอน ที่อาจมีความคิดเห็นที่หลากหลายแต่ไม่มีใครคือผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจอย่างเด็ดขาด คนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นพวกผู้อาวุโสและผู้หญิงในวัยกลางคน ที่คิดและทำอะไรร่วมกัน มีความรู้และเข้าใจถึงความเป็นมาในอดีต สภาพแวดล้อมธรรมชาติ ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นอย่างดี สามารถตอบคำถามและอธิบายข้อเท็จจริงที่เป็นรูปธรรมได้ ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มผู้ชายที่มีอาวุโสและคนหนุ่มๆ จำนวนหนึ่ง บางคนเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต . และผู้นำสหกรณ์หรือชมรมทางการเกษตร การแสดงออกของคนเหล่านี้เป็นไปในลักษณะที่พูดแทนคนอื่นหมดแบบรวบรัด แสดงอำนาจและความคิดเห็นที่เชื่อมั่นว่าตนถูก เพราะมีอำนาจของรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐหนุนอยู่ แทบไม่มีลักษณะประนีประนอมแต่อย่างใด อย่างเช่นการยืนยันอยู่ตลอดเวลาว่าการเรียกร้องของชาวบ้านอีกฝ่ายหนึ่งในเรื่องเขื่อนปากมูลนั้น ก็เพื่อค่าตอบแทนและชดเชยเป็นเงินเป็นทองอย่างไม่รู้จักพอ ซึ่งถ้าหากทางรัฐหรือทาง กฟผ.จ่ายให้ กลุ่มของพวกตนก็ต้องได้ด้วย ในขณะเดียวกันก็พยายามโต้แย้งการรวมกลุ่มในการจับปลาของแต่ละลวงที่เคยมีมาก่อน ในลักษณะบิดเบือนที่อาจถามหาหรือชักชวนให้ผู้ที่มาประเมินและหาข้อเท็จจริงจากภายนอก ที่ไม่เข้าใจการดำรงอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มและเป็นวิถีชีวิตของชาวบ้านไขว้เขวไปได้ง่ายๆ โดยเฉพาะนักวิชาการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ชอบสัมภาษณ์ในเรื่องอาชีพและรายได้ของชาวบ้านในลักษณะเป็นปัจเจกตามความคิดทางระบบทุนนิยม จะไม่มีทางเข้าใจถึงการดำรงอยู่อย่างองค์รวมที่เป็นวิถีชีวิตเลย อีกทั้งพร้อมที่จะคล้อยตามความคิดเห็นของพวกกำนันและอบต.ได้ง่ายๆ

     นอกจากกลุ่มกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และอบต.แล้ว ก็มีคนที่เป็นผู้นำของสหกรณ์และชมรมการเลี้ยงปลาในกระชัง หรือการเลี้ยงกุ้งที่ทางรัฐสนับสนุน รวมไปถึงพวกที่ทำการเพาะปลูกที่ต้องการน้ำจากเขื่อนด้วย การโต้แย้งและให้เหตุผลของคนเหล่านี้ก็อยู่ในกรอบของการได้รับการตอบแทนในลักษณะที่เป็นปัจเจกอีกเช่นกัน ดังเช่นการเปิดเขื่อนทำให้การเลี้ยงปลาในกระชังของตนเสียหาย และบรรดาพันธุ์กุ้งและปลาที่ทางรัฐปล่อยลงไปในแม่น้ำสูญหายไปด้วย ทั้งๆ ที่หลักฐานข้อเท็จจริงที่คณะกรรมการฟื้นฟูได้แลเห็นอย่างชัดเจนก็คือ หลังจากเปิดเขื่อนแล้วมีปลาทั้งใหญ่และเล็กมากมายหลายพันธุ์เข้ามาให้จับ ปลาเหล่านี้ถูกนำไปขายตามตลาดสดในจังหวัดใกล้เคียงอย่างดาษดื่น แต่พวกที่อ้างเหตุผลที่เอาแต่ได้อย่างก้าวร้าวเห็นจะเป็นพวกผู้นำทางเกษตรกรที่เป็นคนรุ่นใหม่ที่มาจากที่อื่น อ้างว่าการสร้างเขื่อนทำให้มีการชลประทานชักน้ำไปเลี้ยงการเพาะปลูกของตนได้ดี ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงจากผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญก็คือ การชักน้ำไปใช้ในพื้นที่เกษตรในอาณาบริเวณที่เกี่ยวกับเขื่อนปากมูลนั้น ต้องตั้งสถานีสูบน้ำและส่งน้ำที่มีราคาแพงไม่คุ้มทุนแต่อย่างใด

     สิ่งที่กล่าวมานี้คือ ความขัดแย้งภายในชุมชนท้องถิ่นที่อาจกล่าวได้ว่ามีอยู่ทั่วไปในราชอาณาจักร อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของสังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรมตั้งแต่ยุคสงครามเย็น ที่ทำให้วัฒนธรรมความคิดทางตะวันตกโดยเฉพาะอิทธิพลของลัทธิทุนนิยม ที่เน้นความสำคัญทางวัตถุและความสำเร็จของปัจเจกบุคคลเป็นเรื่องใหญ่ ได้เข้าครอบงำความรู้สึกนึกคิดของคนชั้นปกครอง คนชั้นกลางและคนรุ่นใหม่ๆ ในชนบทอย่างสิ้นเชิง ความคิดและวิธีคิดที่เน้นความเป็นปัจเจกบุคคลดังกล่าวนี้ คือสิ่งที่ขัดแย้งกับความเป็นมนุษย์ที่เป็นสัตว์สังคม ที่จะมีชีวิตรอดอยู่ได้นั้นจำเป็นต้องอยู่รวมกันเป็นกลุ่มที่มีสำนึกร่วมกันและมีความสัมพันธ์ในระดับแนวนอนที่ต้องเอื้ออาทรแก่กัน จริงอยู่ที่ความรู้สึกที่เป็นปัจเจกที่ต้องการอะไรต่ออะไรเพื่อความสุขเฉพาะตนก็เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์อย่างหนึ่งเหมือนกัน แต่ทั้งสองอย่างนี้ทั้งความเป็นกลุ่มและความเป็นปัจเจกจะต้องอยู่ร่วมกันในลักษณะที่มีดุลยภาพที่สังคมไทยในอดีตที่เคยอยู่ร่วมกันมาอย่างราบรื่นก่อนสมัยสงครามเย็น ได้เคยมีกลไกทางสังคมและวัฒนธรรมสร้างการต่อรองให้เกิดดุลยภาพเสมอมา แต่ในปัจจุบันกลไกต่างๆ ในด้านคุณธรรมและขนบประเพณีในการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มของมนุษย์ ตลอดจนความคิดทางบูรณาการในด้านจิตวิญญาณ ได้ถูกเมินว่าเป็นเรื่องไม่ทันสมัยไปในความคิดและการกระทำของคนชั้นปกครองและคนรุ่นใหม่ๆ ในสังคมไปจนเกือบหมดสิ้น ทำให้เกิดมีน้ำหนักมากเกินที่จะสร้างดุลยภาพได้ดังแต่ก่อน ความขัดแย้งทางสังคมเศรษฐกิจภายในก็บานปลายเป็นเรื่องของการเมืองที่ไม่น่าจะแก้ไขอะไรได้ในขณะนี้

    ฉันใดก็ดีปัญหาของการฟื้นฟูชีวิตวัฒนธรรมของชาวบ้านปากมูลที่มีพื้นที่ทำกินอยู่ในลวงเดียวกันนั้น จึงไม่ใช่เป็นของง่าย เพราะไม่ใช่แต่เพียงคนรุ่นใหม่ในลัทธิทุนนิยมของแผ่นดินจะไม่เข้าใจแล้ว ข้าพเจ้าก็ยังคิดว่าบรรดาขุนนาง พ่อค้า และข้าราชการที่มีอำนาจในแผ่นดินนี้จะเข้าใจ

หากต้องการบอกรับเป็นสมาชิกจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ กรุณาส่งชื่อที่อยู่พร้อมแสตมป์ ๖ ดวงต่อปีมายังที่อยู่ของมูลนิธิฯ