ทำด้วยใจ

  ลำพู

   สมปอง ดวงไสว

     

ครูสมปอง ดวงไสว เป็นครูสอนศิลปะอยู่ที่โรงเรียนวัดสังเวช เมื่อว่างจากงานครูจะอ่านหนังสือและค้นคว้าเรื่องราวในท้องถิ่นอยู่เสมอ แล้วงานอดิเรกนี้ก็นำครูไปพบกับ " ลำพู " ต้นสุดท้ายของบางลำพูเข้าในวันหนึ่ง ซึ่งนับจากวันนั้นดูเหมือนการเรียนรู้ " อดีต " จะทำให้ครูได้ค้นพบสิ่งดีๆ ตามมาอีกมากในเวลาต่อมา

     ครูสมปองเล่าว่า ลำพูต้นเดียวที่เหลืออยู่นั้น เป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ช่วยให้ครูสามารถดึงนักเรียนเข้าไปสัมผัสกับเรื่องราวในท้องถิ่นได้ง่ายขึ้น และลำพูยังเป็น " ชื่อ "ที่ดีสำหรับประชาสัมพันธ์เรื่องราวของบางลำพูออกไปสู่สาธารณะชน ซึ่งครูก็ทำทั้งโดยการนำชม เขียนบทความลงในสื่อ และเรียบเรียงหนังสือออกมา ๒ เล่มคือ ลำพู สัญลักษณ์ประวัติศาสตร์ของบางลำพู (ปี พ.ศ.๒๕๔๑) พระพุทธเจ้าหลวงเสด็จวัดสังเวชวิศยาราม (ปี พ.ศ.๒๕๔๔) จนครูได้ค้นพบว่า ที่แท้จริงแล้ว " ทุกทุกคนและทุกหนแห่งสามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ให้เราได้ " ครูสมปองจึงลองนำวัตถุดิบมาท้องถิ่นมาใช้ในหลักสูตรการเรียนการสอนวิชาศิลปะนิยมที่ครูรับผิดชอบดูบ้าง

     เริ่มต้นด้วยการพาเด็กนักเรียนออกไปสัมผัสเรื่องราวใกล้ตัวรอบรั้วโรงเรียน ให้เด็กออกไปรู้จักศิลปะจากโบสถ์ วิหาร หอไตรของวัดสังเวช แล้วทำความรู้จักกับคลองบางลำพู คลองรอบกรุง สะพาน ป้อมพระสุเมรุ พระที่นั่งสันติชัยปราการ วังย่านถนนพระอาทิตย์ วัดชนะสงคราม วัดบวรนิเวศ ฯลฯ เป็นการเรียนนอกสถานที่แทนการนั่งอยู่ให้องเพียงอย่างเดียว

     การเรียนการสอนรูปแบบนี้ ครูบอกว่าทำให้เกิดปรากฏการณ์เด็กมานั่งรอครูอย่างแช่มชื่น และมีกระจิตกระใจพร้อมที่จะเรียนกันทุกครั้ง เพราะการเรียนกลายเป็นกิจกรรมที่มี " ความสุข " เกิดขึ้นในใจของทั้งผู้เรียนและผู้สอน จนเมื่อฝ่ายวิชาการและหมวดกิจกรรม ให้นักเรียนรวมกลุ่มกันทำกิจกรรมอะไรก็ได้ตามที่ตนสนใจ ก็ปรากฏว่าเด็กนักเรียนที่สนใจงานศิลปกรรม แล้วชอบทัศนะศึกษาตามย่านเก่าๆ เข้ามาขอให้ครูจัดกิจกรรมให้ จนกลายเป็น " กิจกรรมอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว "

     เท่าที่ผ่านมาครูสมปองและเด็กๆ ตกลงกันว่า จะไม่เที่ยวแบบไร้สาระ การเดินทางแต่ละครั้ง ทุกคนต้องวางแผนและเตรียมกำหนดการที่จะไปยังแหล่งเรียนรู้ร่วมกัน แล้วก็ต้องฝึกตัวเองทั้งในแง่วิชาการและงานเขียน ครูสมปองถึงกับเรียนเชิญคุณธีรภาพ โลหิตกุล มาเป็นวิทยากระเพื่อบอเล่าเรื่องการท่องเที่ยว การอนุรักษ์ การบันทึกและการเขียนสารคดีให้กับเด็กๆ ด้วย

     ส่วนการเดินทางก็มีทั้งพากันเดินไปบ้าง ขึ้นรถเมล์บ้าง บางครั้งก็เรียนรู้เรื่องราวในโรงเรียน เช่นอดีตของวัดสังเวช ซึ่งแม้จะเป็นวัดเล็กๆ แต่พระมหากษัตริย์ทั้งรัชกาลที่ ๑ และรัชกาลที่ ๕ ก็เคยเสด็จพระราชดำเนินมาทอดผ้าพระกฐินหลายครั้ง และยังมีต้นโศกอายุร้อยกว่าปีที่สมเด็จพระพุฒาจารย์โตเมื่อครั้งยังเป็นสามเณรเคยนั่งอ่านหนังสือบริเวณนี้ เมื่อเดินผ่านก็ให้นึกถึงว่าควรเรียนให้ดีอย่างท่าน บางครั้งก็ใช้กลิ่นดอกโศกเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กคิดอะไรก็เรียบเรียงมาให้อ่านบ้าง ก็ได้ความรู้สึกดีดีมาอ่านกันช่วงก่อนสอบ ครูจะพาเด็กๆ ไปเรียนรู้ที่วัดชนะสงคราม ดูอุโบสถ คันทวย กราบพระประธาน แล้อธิฐานจิตตั้งใจทำตามที่คิดให้ดีที่สุด ดูเด็กมีกำลังใจขึ้นชนะสงครามจะได้ไม่พ่ายแพ้ หลังสอบเป็นปีใหม่ก็พาไปวัดอรุณราชวราราม เป็นรุ่งอรุณของชีวิตใหม่ ไปวัดสุทัศนเทพวรารามซึ่งเป็นใจกลางกรุงเทพฯ ไปวัดสระเกศปีนภูเขาทองประลองกำลัง เดือนมิถุนายนก็ไปดูกุฏิสุนทรภู่ที่วัดเทพธิดาราม ไปชมโลหะปราสาทวัดราชนัดดา หรือในวันเสาร์ ถ้านึกสนุกทั้งครูและนักเรียนก็จะนัดกันเที่ยวรอบกรุงรัตนโกสินทร์อีกด้วย

     กิจกรรมแบบนี้ แม้ครูสมปองจะยอมรับว่าเล่นเอาเหนื่อยอยู่บ้าง เพราะต้องเตรียมความพร้อมมิใช่น้อย เริ่มตั้งแต่ต้องสำรวจว่ามีแหล่งความรู้อะไรบ้าง ทั้งโบราณสถาน โบราณวัตถุ วัง วัด บ้าน ย่าน ถ้าไม่มีก็หาพระสงฆ์ ผู้นำชุมชน ศิลปิน หรือบุคคลในท้องถิ่นที่สามารถเล่าเรื่องราวของท้องถิ่น ชีวิต การทำมาหากินสู่กันฟังได้ จากนั้นจึงบันทึกข้อมูล แล้ววางแผนจัดเส้นทางพักชมและความเหมาะสมของเวลา เมื่อไปแล้วพบปัญหาอะไรก็ค่อยแก้ไขในคราวต่อไป แต่สิ่งที่ได้กลับมาก็ช่างคุ้มค่า เพราะทั้งครูและเด็กก็ได้ความรู้ เด็กบางคนได้ไปในที่ที่ไม่เคยไป ได้รู้ว่า "ชีวิตเที่ยวอย่างรู้คุณค่า ใช่ว่าจะเที่ยวห้าง" ยิ่งได้เห็นลูกศิษย์มีความสุขกระตือรือร้น มีแววตาแจ่มใสใฝ่รู้ ครูสมปองรู้สึกว่าแค่นี้ก็พอแล้ว

     แต่ถ้าใครอยากลองทำกิจกรรมอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวอย่างนี้ ครูสมปองฝากทิ้งท้ายไว้ว่า " เห็นเส้นทางรอบๆ โรงเรียน บริเวณวัด บ้าน ย่าน ร้านถิ่นของตนเองแล้ว ที่ไหนมีโบราณสถานก็พาไปชมโบราณสถาน ไม่มีก็ไม่เป็นไร มีอะไรก็ไปได้ อย่ากังวล มีสวนชวนเที่ยวสวน มีนาชวนเที่ยวนา มีทุ่งหญ้าป่าเขา เพียงใจเราอยากเรียนรู้ศึกษา ก็ล้วนสามารถเรียนรู้ให้เป็นความรู้ของเราได้ทั้งนั้น "

หากต้องการบอกรับเป็นสมาชิกจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ กรุณาส่งชื่อที่อยู่พร้อมแสตมป์ ๖ ดวงต่อปีมายังที่อยู่ของมูลนิธิฯ