เปิดประเด็น

   มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกับประชาธิปไตยทางตรง

    ศรีศักร วัลลิโภดม

     

จากการเฝ้าสังเกตของข้าพเจ้า ในเรื่องสังคมและวัฒนธรรม พบว่าปัจจุบันมีการเคลื่อนไหวในเรื่องการศึกษามากมายกว่าแต่ก่อน ทั้งของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาครัฐบาล ทั้งนี้ก็คงเห็นอะไรที่พ้องกันนั่นเอง แต่ทว่าที่มาและความมุ่งหมายจะแตกต่างกันไปตามสันดาน อย่างเช่น ทางภาคธุรกิจ ก็จะสนใจให้มีการเปิดสอนวิชาและหลักสูตรทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เศรษฐกิจ การค้า การตลาด เพื่องานรับการค้าและอุตสาหกรรมตามกระแสโลกาภิวัตน์ จนเป็นเหตุให้เกิดวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยเอกชน รวมไปถึงการเปิดการเรียนการสอนและภาควิชาใหม่ๆ ขึ้นในมหาวิทยาลัยของรัฐทุกภูมิภาค โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยของรัฐนั้น ผู้บริหารแบบโลกานุวัตร มักมองเห็นว่าการเปิดสอนวิชาและหลักสูตรแบบนี้ คืองานทางที่ประเสริฐสุดที่จะทำให้มหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบจากการดูแลของรัฐ สามารถเลี้ยงตัวเองได้ บางแห่งก็ทำยิ่งไปกว่านี้ เช่น เปิดสอนและให้ปริญญาแก่บรรดานักธุรกิจ นักการเมือง จนเป็นด๊อกเตอร์ ด๊อกตีนกันสลอน แต่การเคลื่อนไหวของทางภาครัฐที่สำคัญจนเกิดเป็นปัญหาขัดแย้งในขณะนี้ก็คือ การปฏิรูปการศึกษา ซึ่งก็เป็นเรื่องของโครงสร้างและเทคนิคที่บรรดานักวิชาการ นักบริหารปั้นอรหันต์ในห้องเย็นของรัฐเป็นผู้คิดขึ้น และพยายามบีบบังคับรัฐให้ออกเป็นกฎหมายบังคับใช้

     อันที่จริงแล้ว บรรดาอรหันต์ห้องเย็นเหล่านี้คิดไม่เป็นดอก หากคอยต่อยอดต่อตาเอาจากสิ่งที่ราษฎรอาวุโสในภาคสังคมคิดและวิพากษ์วิจารณ์ไว้ ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่าอรหันต์เหล่านี้ต่างก็จมปลักอยู่ในโคลนตะกอนของการเรียนการสอนแบบแยกส่วน และท่องๆ จำๆ มาไม่ต่ำกว่า ๒๐ – ๓๐ ปี ไม่เคยคิดอะไรเอาแต่เรื่องตำแหน่งเป็นที่ตั้ง อย่างเช่นการสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็นับเป็นตัวอย่างที่สุดๆ ดำรงอยู่เป็นภาพนิ่งเกือบ ๒๐ ปี จนทำให้ระบบการกวดวิชาและเรียนลัด เป็นสิ่งที่สร้างความร่ำรวยให้กับครูอาจารย์ที่สอนให้เด็กท่องจำ จนเกิดความบกพร่องของความเป็นมนุษย์ ที่ว่าเช่นนี้ก็เพราะในกระบวนการเรียนรู้ของความเป็นคนนั้น ต้องเป็นไปตามขั้นตอนของอายุ จึงจะมีประสบการณ์นำเอาความรู้ที่เรียนมาสัมผัสกับชีวิตสภาพแวดล้อมใกล้ตัว จึงจะคิดออกและมีสติปัญญา แต่วิธีและระบบการศึกษาห่วยแตกที่ผ่านมานั้น เด็กอายุไม่เท่าใดที่ตั้งหน้าตั้งตาเอาแต่เรียนแต่ท่อง จนได้คะแนนดีและเรียนจบเร็วก็ถูกยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะ (genius) แล้ว สิ่งที่ ห่วยแตกอีกอย่างหนึ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็นมหันตกรรมของอรหันต์ทางการศึกษาเหล่านี้ก็คือ การพยายามให้การศึกษาของชาติเป็นการศึกษาเพื่อเอาเศษกระดาษ เช่น ประกาศนียบัตร หรือปริญญาบัตรมากกว่าการหาความรู้ เลยทำให้เกิดวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเฉพาะกิจที่สามารถรับคนเข้าเรียนได้อย่างมหาศาล โดยใช้ครู อาจารย์ จำนวนน้อย แต่ได้รับเงินเดือนมากสอนแบบมั่วๆ และใช้เทคโนโลยีทางสื่อ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ช่วย สิ่งเหล่านี้ก็ยังคงมีอยู่และกำลังขยายตัวไปจนถึงขั้นปริญญาโท ปริญญาเอกก็มี เพราะความคิดและการกระทำแบบนี้จึงถูกพวกราษฎรอาวุโส และปัญญาชนวิพากษ์วิจารณ์เอาว่า เด็กได้เรียนแต่เรื่องที่เป็นเสี่ยงๆ และท่องว่าจนคิดและเชื่อมโยงอะไรไม่ได้ และที่สำคัญก็คือ การขาดศักยภาพในเรื่องจินตนาการที่เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความคิด การตั้งคำถาม และเห็นองค์รวมของความเป็นมนุษย์ได้

     การวิพากษ์วิจารณ์ของปัญญาชนในกลุ่มราษฎรอาวุโสถึงเรื่องเด็กเรียนแบบท่องจำ เรียนแบบแยกส่วน และคิดไม่เป็น จินตนาการไม่ได้ดังกล่าวนี้ ได้มีการจับกลุ่มพุดคุยกัน รวมทั้งการสัมมนาและแถลงข่าวไปในสื่อมวลชนอย่างแพร่หลาย จนเป็นที่เห็นพ้องกันในสังคมของคนหมู่มาก แต่พวกอรหันต์เหล่านี้ก็หาสนใจไม่ มิหนำซ้ำบางทีก็มีการออกมาแถลงข่าวแก้ตัวต่างๆ นานา แต่การเคลื่อนไหวของกลุ่มปัญญาชนทางภาคสังคม ก็หาได้หยุดอยู่แต่เพียงเรื่องการที่จะต้องแก้ไขหรือปฏิรูปการศึกษาไม่ หากมุ่งไปที่การแก้รัฐธรรมนูญด้วย เพราะตระหนักดีว่า ผู้มีอำนาจในภาครัฐบาลและภาคเอกชนนั้น มีมุมมองอยู่แต่เพียงเรื่องของการใช้กฎหมาย การหารายได้เพิ่มทางเศรษฐกิจ และสนับสนุนการใช้และการเรียนวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเพื่อความมั่งคั่งของปัจเจกบุคคล โดยเฉพาะนายทุนในสังคมอุตสาหกรรมเท่านั้น เป็นเหตุให้พวกพ่อค้านักธุรกิจต่างพากันมาเล่นการเมือง สมัครผู้แทนแบบซื้อเสียงเพื่อการมีโอกาสที่จะเข้าไปนั่งในสภา และมีตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีที่มีอำนาจในการบริหารและปกครองประเทศ คนเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะทำลายกระบวนการประชาธิปไตยจากซื้อเสียงเท่านั้น หากเมื่อได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและการบริหารในคณะรัฐบาลแล้ว ได้กลายเป็นที่มาของการเกิดการฉ้อฉลโกงกินคอรัปชั่นที่ไม่เป็นแต่เพียงความชั่ว หากยังเป็นการทำลายชาติบ้านเมืองอีกด้วย เพราะเกิดระบบที่เกื้อกูลกันระหว่างพวกนักการเมืองและข้าราชการที่ในที่สุดก็ทำให้รัฐเป็นทรราช ความมุ่งหมายของกลุ่มปัญญาชนก็คือ การบั่นทอนให้พวกตนซึ่งที่เข้ามาเป็นผู้แทนด้วยการซื้อเสียง มีโอกาสได้ตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีหรือตำแหน่งในรัฐบาล ให้จำกัดอยู่แต่เพียงมีฐานะเป็นปากเสียงของประชาชนในรัฐสภาเท่านั้น แต่จะแก้ไขได้ ก็ต้องมีการแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญเสียก่อน เพราะเป็นสิ่งที่เปิดโอกาสให้คนชั่วเข้ามามีตำแหน่งและอำนาจทางการเมืองได้ ซึ่งก็นับว่าเป็นผลสำเร็จอย่างมหาศาล เพราะสามารถกดดันให้มีการสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาได้ ท่ามกลางความขัดเคืองและ การโต้แย้งของบรรดานักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน รวมทั้งบรรดาข้าราชการที่เสียผลประโยชน์มากมาย สิ่งที่ดียิ่งในความรู้สึกของข้าพเจ้าก็คือ รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีมาตราที่เปิดโอกาสให้ประชาชนผู้คนในชุมชนท้องถิ่น ออกมารักษาสิทธิและประโยชน์ในเรื่องสภาพแวดล้อมและท้องถิ่นของตนได้ ซึ่งก็เท่ากับเปิดโอกาสให้มีการเคลื่อนไหวจากเบื้องล่างโดยตรงอย่างที่ไม่มีมาก่อน เพราะแต่ก่อนนี้การเรียกร้องหรือการเคลื่อนไหว ต้องผ่านผู้แทนจึงจะชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

     อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการแก้รัฐธรรมนูญโดยสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาแล้วก็ตาม ก็หาได้บรรลุวัตถุประสงค์ในการควบคุมไม่ให้คนชั่วเข้าไปมีตำแหน่งทางการเมืองที่มีอำนาจในการโกงกินอย่างเด็ดขาดไม่ ก็ยังเกิดขบวนการโต้แย้งก่อกวนที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้หากินอยู่ ทำให้มีการเลี่ยงบาลีการวิพากษ์วิจารณ์ และการตำหนิอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้เห็นว่าการแก้รัฐธรรมนูญก็ยังไม่อาจจัดการกับการมีประชาธิปไตยแบบมีตัวแทนให้ได้ผลดีได้ เพราะการที่จะควบคุมบรรดาผู้แทนชั่วร้ายที่เป็นพวกนายทุนที่มีทั้งอำนาจทางการเงินและทางการเมือง ในสภาวะทางสังคมแบบไทยๆ ที่คนจากเบื้องล่างในภาคประชาชนไม่เคยลืมหน้าอ้าปากมาแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชนั้นคงไม่มีทาง เพราะผู้คนที่เป็นประชาชนเป็นไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินเหล่านั้นถูกกดเสียจนไม่มีความมั่นใจในตนเอง ทั้งๆ ที่มีคนเป็นจำนวนมากที่มีความรู้ความสามารถ มีภูมิปัญญาที่ได้สะสมและถ่ายทอดกันมาช้านานก็ตาม ความจำเป็นในเรื่องการสร้างความมั่นใจของผู้คนในท้องถิ่นที่อยู่เบื้องล่างจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ที่จะทำให้เกิดการควบคุมบรรดาการกระทำที่ไม่เป็นประชาธิปไตย หรือการกระทำที่ทุจริตกินบ้านกินเมืองของนักการเมืองและข้าราชการในภาครัฐได้ เรื่องนี้ก็มาลงอยู่ที่การแก้ระบบการศึกษาอย่างที่เรียกว่าปฏิรูปการศึกษานั่นเอง

     แต่เมื่อเอาเข้าจริงๆ การปฏิรูปการศึกษาก็กลายเป็นเรื่องของรัฐไปอีกดังเดิม เพราะรัฐบาลนั่นแหละฉวยโอกาสแล้วก็เอาไปดำเนินการ โดยทึกทักเอาว่าฝ่ายตนเท่านั้นที่มีอำนาจชอบธรรมจะทำได้ และการดำเนินการของรัฐบาลก็คือเอาไปประเคนให้บรรดาอรหันต์แห่งความล้มเหลวที่แล้วมา เป็นผู้คิดค้นและหาวิธีดำเนินการปฏิรูป ก็คิดแต่อีหรอบเดิมซึ่งเป็นการแก้ไขในเรื่องโครงสร้างและเทคนิค หาแลเห็นเนื้อหาไม่ แต่แทนที่จะค่อยทำค่อยศึกษาไป กลับคิดว่าเป็นสิ่งที่สำเร็จรูปแล้ว เลยพยายามเรียกร้องบีบคั้นให้มีการประกาศออกมาเป็นกฎหมาย ผลที่ตามมาก็คือ การขัดแย้งที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ แม้ว่าการประกาศออกมาเป็นกฎหมายได้ทำไปบ้างแล้วก็ตาม ข้าพเจ้าไม่คิดว่าการปฏิรูปการศึกษาที่ทางรัฐบาลหรือภาครัฐทำอยู่นี้ จะทำให้คนในภาคสังคมมีความรู้ที่ดีและมีความมั่นใจในตัวเอง ในการที่จะสร้างชีวิตความเป็นอยู่ในสังคมให้ดี พร้อมทั้งมีศักยภาพในการควบคุมการปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีตัวแทนผู้แทนในขณะนี้ได้ ผลประโยชน์คงไปตกกับทางภาครัฐและคนที่ฉ้อฉลต่อไป โดยเฉพาะอรหันต์บางคนอาจแปลงโฉมเป็นนักการเมืองที่อาจจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีในกระทรวงที่เกี่ยวข้องได้ คงจะมีผู้ที่ทันเกมในขบวนการปัญญาชนอาวุโสเท่านั้น ที่มองออกว่าการปฏิรูปการศึกษานั้นหาใช่เป็นเรื่องของภาครัฐเท่านั้น หากทั้งภาคอื่นๆ ในสังคมจะต้องร่วมด้วย อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เป็นหนึ่งในปัญญาชนอาวุโส ที่แลเห็นความสำคัญในการปฏิรูปการศึกษา เพื่อการอยู่รอดรวมกันของคนในสังคม และเพื่อฟื้นฟูความเป็นมนุษย์ของคนไทยที่ขาดหายไปในยุคสงครามเย็นและเศรษฐกิจฟองสบู่ อาจารย์นิธิ สลัดหัวโขนของการเป็นศาสตราจารย์และด๊อกเตอร์ด๊อกตีนที่สอนแต่เพียงในมหาวิทยาลัย ออกมาจัดตั้งมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนขึ้นอย่างเป็นอิสระ อาศัยพื้นที่และอาคารชั่วคราวที่ไม่ต้องโอ่อ่าในรูปแบบราคาแพง และการใช้สื่อทางวิทยุโทรทัศน์ที่สมควรแก่อัตภาพ สร้างกระบวนการเรียนรู้นอกระบบ นอกหลักสูตร ที่ทำให้คนที่สนใจซึ่งไม่จำกัดเด็ก ผู้ใหญ่ หรือคนชั้นนั้นชั้นนี้ ได้รับข่าวสารข้อมูลความรู้และความคิด ที่ทำให้ตั้งคำถามเป็น คิดเป็น และจินตนาการเป็น ในสายตาของคนภาครัฐและภาคเอกชน อาจมองว่าเป็นงานกระจอกๆ ของคนที่มีความคิดแผลงๆ ก็ได้ แต่ในการรับรู้ของคนที่มีความคิดกลายเป็นสิ่งที่จุดประกาย เพราะเป็นเรื่องของความกล้าหาญทั้งทางวิชาการและจริยธรรม อาจารย์นิธิ เป็นนักวิชาการที่ซื่อสัตย์ต่อความรู้ เมื่อตอนศึกษาอยู่ในเมืองไทยก็ไม่ได้เอาใจใส่แต่เพียงการเรียนตามหลักสูตร หรือตามที่อาจารย์สอนให้ท่องจำในมหาวิทยาลัยเท่านั้น หากให้เวลากับการอ่านหนังสือหนังหานอกหลักสูตรอย่างกว้างขวาง ทำให้เกิดความคิดและมุมมองที่แตกต่างไปจากผู้ที่เป็นอาจารย์และลูกศิษย์โดยทั่วไป เมื่อได้ทุนไปเรียนต่อต่างประเทศก็ไม่ได้เรียนเพื่อให้จบๆ ไป เพื่อเอาปริญญา หากใช้เวลาที่จะแสวงหาความรู้และแลกเปลี่ยนความคิดกับอาจารย์และนักศึกษาร่วมรุ่น จนมีความเป็นตัวเองอย่างมั่นใจ เมื่อกลับมาแล้ว ดำรงชีวิตอย่างนักวิชาการที่มีความเป็นตัวเอง ไม่เคยสยบต่อความคิดของใครไม่ว่าไทยหรือเทศ ถ้าหากว่าความคิดนั้นเป็นไปในเรื่องที่ไม่ถูกต้อง แต่สิ่งที่อาจารย์นิธิมีความโดดเด่นเป็นที่สุดก็คือ การให้เกียรติแก่ผู้รู้ที่เป็นชาวบ้านทั่วไป จนพบความจริงว่าสิ่งที่เป็นความรู้และภูมิปัญญาที่ทำให้สังคมอยู่รอดมาแบบฝ่าดงตีนของพวกขุนนางข้าราชการมาหลายศตวรรษนั้น อยู่ที่ปราชญ์ท้องถิ่น และคนธรรมดาที่เรียนรู้จากประสบการณ์ในชีวิตนั่นเอง โดยเหตุนี้ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจึงเป็นกลไกอย่างหนึ่งทางสังคม ในยุตวิกฤตทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ ที่จะนำเอาความรู้ของคนจากข้างล่าง มาให้คนส่วนรวมในสังคมได้รับทราบรับรู้ และได้คิดที่จะฟื้นฟูตัวเองจากอิทธิพลครอบงำของมารร้ายทางเศรษฐกิจการเมืองจากภายนอก

     การที่มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนเป็นสื่อที่นำความรู้ ภูมิปัญญา และประสบการณ์ของปราชญ์ท้องถิ่นและคนธรรมดาที่มีประสบการณ์ มาให้เกิดการรับรู้และแลกเปลี่ยนกันดังกล่าวนี้ ทำให้เกิดความเข้าใจในเรื่องสังคมไทย วัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมืองไทย อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในบรรดาปัญญาชนรุ่นใหม่ ในขณะเดียวกันก็สร้างความมั่นใจและเกียรติภูมิให้กับปราชญ์และผู้รู้ที่เป็นคนธรรมดาทั่วไปในท้องถิ่นด้วย ทั้งหลายแหล่นี้คือสิ่งที่เสริมสร้างพลังความมั่นใจ และความเข้มแข็งให้กับขบวนการทางสังคมของชาวบ้านชาวเมืองตามท้องถิ่นเพื่อต่อสู้เรียกร้องสิทธิในเรื่องการเป็นเจ้าของทรัพยากรธรรมชาติ และความเป็นมนุษย์ที่มีศีลธรรมของคนในชาติ ทุกวันนี้อาจกล่าวได้ว่าขบวนการทางสังคมและการเมืองของประชาชนเติบโตอย่างมั่นคงเกือบทุกภูมิภาค ซึ่งเห็นได้จากการรวมตัวกันเป็นสมัชชาคนจน ที่มีทั้งผู้นำผู้รู้และปราชญ์ที่สามารถตอบโต้กับความคิดที่มุ่งทำลายและครอบงำของมารร้ายจากทั้งภายในและภายนอก ก็นับว่าน่าประหลาดที่พวกมารและคนที่มีหัวใจเป็นมารจากภาครัฐและเอกชนมักจะพูดพล่อยๆ เป็นประจำว่า การรวมตัวในการต่อต้านและเรียกร้องสิทธิของชาวบ้านจากถิ่นต่างๆ นั้น เป็นพวกม็อบที่ได้รับการสนับสนุนยุยงจากผู้ที่เสียประโยชน์หรือผู้ที่หวังร้ายต่อบ้านเมือง การมองแบบภาพสถิตและเอาความคิดเห็นแต่หมู่คณะตนเป็นที่ตั้งแต่เพียงอย่างเดียวเช่นนี้ ไม่มีทางที่จะสร้างความสมานฉันท์ในอันที่จะอยู่ร่วมกันเป็นชาติและสังคมเดียวกันได้ ทุกวันนี้ผู้หญิงตัวเล็กที่เป็นชาวบ้านในกลุ่มสมัชชาคนจนดูเหมือนจะมีความรู้และความเข้าใจในเรื่องประชาธิปไตยและเศรษฐกิจแบบเพียงพอ มากกว่าอาเฮียอาซ้อที่เป็นด๊อกเตอร์ด๊อกตีนและสมาชิกผู้ทรงเกียรติในสภา มาถึงทุกวันนี้มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว เพราะเกิดการเคลื่อนไหวทางสังคมในระดับล่าง มีการจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนกันขึ้น และที่แพร่ออกมาตามสื่อก็คือสถาบันที่เรียกว่า มหาวิชชาลัย ชื่อนี้ฟังดูเหมือนเป็นวาทกรรมที่ตอบโต้คำว่ามหาวิทยาลัยที่เป็นราชการหรือที่เป็นของเอกชน ซึ่งเป็นแหล่งผูกขาดทางการศึกษาตามครรลองที่มีมาแต่เดิม แต่ในขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนก็ได้สร้างความก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง คือได้มีการให้ปริญญาบัตรขั้นดุษฎีบัณฑิตแก่ผู้นำชุมชนที่มีพื้นฐานมาจากการเป็นชาวบ้านธรรมดา ปริญญาบัตรนี้ไม่ใช่ปริญญากิตติมศักดิ์แบบที่ให้กันในมหาวิทยาลัยของรัฐ หากเป็นปริญญาบัตรจริงๆ ให้แก่ผู้มีความรู้ที่มีคุณธรรม และมีศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง ข้าพเจ้าเห็นว่าสิ่งนี้มีความสำคัญยิ่งในการปฏิรูปการศึกษาในภาคสังคม เพราะเป็นการยอมรับในแบบพิธีกรรมที่ให้กำลังใจและความมั่นใจแก่ประชาชนที่เคยได้รับการดูถูกดูแคลนมาช้านาน

     ความมั่นใจที่เกิดจากความเชื่อมั่นในความรู้นั่นแหละ คือพลังที่ขับเคลื่อนการแสดงออกของความคิดเห็น และการกระทำที่มีสติปัญญา ทุกวันนี้ที่ชาวบ้านในท้องถิ่นเคลื่อนไหว ประท้วง และเรียกร้องสิทธิ ในเรื่องสภาพแวดล้อมและทรัพยากรท้องถิ่น รวมทั้งความเป็นมนุษย์ที่มีศีลธรรมกันอย่างมากมาย ก็เพราะพวกเขามีความรู้ที่จะอธิบายโต้ตอบอย่างมีเหตุมีผลและมีหลักฐานที่พิสูจน์ได้ต่อคนทั้งโลกนั่นเอง ซึ่งก็เป็นสิ่งที่อาจารย์นิธิและมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนเห็นว่าเป็นการแสดงออกในทางประชาธิปไตยแบบทางตรง ที่เป็นการโต้ตอบเพื่อการควบคุมประชาธิปไตยแบบตัวแทนที่เป็นทางอ้อม เมื่อมาถึงตรงนี้อาจจะมีใครต่อใครอีกหลายคนคิดไปได้ว่า ประชาธิปไตยทางตรงนี้ คือการสนับสนุนให้ชาวบ้านออกมาเรียกร้องคัดค้านรัฐบาลตลอดเวลากระมัง เรื่องนี้อาจารย์นิธิก็ให้คำตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า เป็นเพียงการกระทำเพื่อสร้างดุลยภาพกับประชาธิปไตยแบบมีผู้แทนเท่านั้น ถ้าหากมีผู้แทนดีๆ เป็นปากเสียงให้แก่ประชาชนโดยชอบธรรม ก็คงไม่มีความจำเป็นอะไรที่ชาวบ้านต้องเสียเวลาทำมาหากิน และอดหลับอดนอนไปทะเลาะกับรัฐบาลที่หน้าทำเนียบ ตามถนนหนทาง และหน้าสถานที่ราชการ ในความคิดของข้าพเจ้า ประชาธิปไตยทางตรงแบบนี้เป็นสิ่งที่เหมาะสมกับสถานการณ์บ้านเมืองที่มีคนชั่วเข้ามาบริหารประเทศเป็นอย่างยิ่ง และเป็นความคิดที่ดีที่มีความเป็นมนุษย์ที่สุด เพราะความดีความชั่วเป็นของคู่กัน คงไม่มีมนุษย์ผู้ใดดอกที่จะควบคุมความชั่วให้หมดไปในลักษณะจากดำเป็นขาวได้ คงทำได้แต่เพียงให้อยู่ในลักษณะเทาๆ เท่านั้น แม้แต่พระเป็นเจ้าก็ยังทำไม่ได้ ถ้าจะทำได้ก็คือการทำลายโลกให้หมดสิ้นไปตามคำทำนายของศาสนาเท่านั้น

หากต้องการบอกรับเป็นสมาชิกจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ กรุณาส่งชื่อที่อยู่พร้อมแสตมป์ ๖ ดวงต่อปีมายังที่อยู่ของมูลนิธิฯ