บันทึกจากท้องถิ่น

  ปล่อยผีตาโขน คืนบุญพระเวสให้ชาวด่านซ้าย

   วลัยลักษณ์ ทรงศิริ

     

๑๔-๑๖ มิถุนายนที่ผ่านมาคงจำกันได้ มีโฆษณาชวนให้ไปเที่ยวงาน " เทศกาลผีตาโขน " ทางสื่อหลายประเภท เป็นงานแบบที่กำลังโหมชวนเที่ยวกันไม่รู้จักหยุดหย่อนประเภท " เที่ยวเมืองไทยไปได้ทุกเดือน " ซึ่งก็ไม่ค่อยเข้าในนโยบายนัก ว่าจะชวนคนไทยเที่ยวหรือจะชวนนักท่องเที่ยวต่างชาติกันแน่ เพราะฝรั่งก็มีฤดูท่องเที่ยวของเขา แต่เที่ยวกันทุกเดือนแบบนี้ก็น่าจะเป็นคนไทย แถมเป็นคนไทยชั้นกลางในเมืองด้วยมั้ง ชาวนาชาวไร่เขาก็ยังมีฤดูกาลในการทำงานเหมือนกัน ถึงเวลาพักก็ท่องเที่ยวบ้าง ทำบุญกันบ้าง ต่างจากข้าราชการหรือลุกจ้างชนชั้นกลางในเมืองที่รอวันหยุดหลายๆ วัน วงวันหยุดไว้ในปฏิทินทุกเดือน จะไปเที่ยวไปเยี่ยมญาติ หรือไปทำอะไรนั้นเห็นจะต้องสำรวจให้เป็นชิ้นเป็นอันจะได้รู้ว่าวันหยุดส่วนใหญ่ไปไหนกัน ที่จริง เนื้อหาการประชาสัมพันธ์ " เที่ยวเมืองไทยไปได้ทุกเดือน " ขึ้นอยู่ในความรับผิดชอบในการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยไม่ได้เรื่องเลย คนรุ่นเก่าคงพอจะนึกออกว่าเราเคยมีประเพณีสิบสองเดือนเป็นตัวกำกับวิถีชีวิตของคนไทยมาก่อน โครงสร้างความคิดของ ททท.นี้ จึงล้อกันอยู่ในประเพณีสิบสองเดือน แต่ได้ตัดทอนเอาเนื้อหาสาระ ความหมาย ความสำคัญ ของเทศกาลประจำเดือนต่างๆ ออกจนหมด ให้เหลือแต่ความแปลกความยิ่งใหญ่อลังการ ความสวยงามแบบตะวันออกที่ไม่มีที่ไหนเหมือนอีกแล้วในโลกนี้ เป็นการสะท้อนได้ดีถึงวิธีการโฆษณาท่องเที่ยวแบบเมืองไทย นั่นคือ อยากให้นักท้องเที่ยวรู้จักแต่เปลือกที่ดูสวยๆ งามๆ และเป็น " ของแปลก " มีสินค้าต่างๆ นานาไว้หลอกล่อเงินในกระเป๋า โดยไม่ต้องมีมิติที่ลึกซึ้งอะไรกำกับ ไม่ต้องเที่ยวเพื่อเรียนรู้และนับถือวัฒนธรรมที่แตกต่าง ซึ่งแน่นอนเป็นการอาบไว้ด้วยความฉาบฉวย

     จนถึงไม่มีสิทธิ์จะได้รูว่า เราผู้เป็นนักท่องเที่ยวกำลังจะเดินเข้าไปสู่ประเพณีศักดิ์สิทธิ์อะไรหรือไม่ ต้องทำตัวอย่างไรจึงจะไม่รบกวนหรือรบหลู่วัฒนธรรมของคนท้องถิ่น นอกจากจะทราบแต่เพียง เราเป็นผู้จ่ายเงินจึงควรซื้อความสะดวกได้ทุกอย่าง และจงพยายามสนุกสนานกับขบวนแห่ที่อุปโลกน์กันขึ้นมา หากนโยบายของรัฐที่ผ่านมาโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยหรือผู้รับผิดชอบการจัดงานที่อยู่ในกระทรวงมหาดไทยเอาแต่ประชาสัมพันธ์กันแบบนี้ ก็นับเป็นการสร้างการท่องเที่ยวที่ขาดความรอบรู้ลึกซึ้งอย่างสิ้นเชิง ทั้งยังไม่นับถือนักท่องเที่ยวว่าเป็นผู้มีปัญญาเช่นกัน ผลกระทบที่ตามมาจึงเป็นลูกโซ่ส่งผลเสียต่อวัฒนธรรมและคนท้องถิ่นอย่างรุนแรง

     สำหรับผู้เขียนซึ่งนับว่ามีเครื่องมือดีกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป (หมายถึงหาข้อมูลจากแหล่งต่างๆได้ง่ายกว่า) กว่าจะรู้ว่า " งานเทศกาลผีตาโขน " มีที่มาที่ไปอย่าไร ก็หลังจากกลับมาจากด่านซ้ายแล้ว

     เปิดงานก็มีผู้ใหญ่ในกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน รอสักพักก็มีการแสดงแดดเรื่องตำนานเมืองด่านซ้าย เห็นว่าศุภักษรเขียนบทนี้ไว้ให้แสดงนานมาแล้ว สำหรับนักท่องเที่ยวที่พอมีความรู้อยู่ก็ว่าพลาดอย่างน่าตกใจ เพราะไม่เอาข้อสันนิษฐานของนักวิชาการท้องถิ่นมาสรุปเป็นประวัติเมืองด่านซ้ายอย่างเป็นทางการโดยไม่ไตร่ตรองหรือตรวจสอบ จึงมีพ่อขุนผาเมือง พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ และเมืองด่านขวาที่คู้มากับเมืองด่านซ้ายที่เป็นเมืองหน้าด่านของกรุงสุโขทัย แล้วก็มีพระไชยเชษฐา มีพระมหาจักรพรรดิมาร่วมกันสร้างพระธาตุ มีตัวละครมากมายที่ไม่รู้ว่าจะเชื่อมโยงให้เห็นประวัติศาสตร์หรือตำนานของเมืองด่านซ้ายอย่างไร

     จากนั้นก็เริ่มขบวนแห่ผีตาโขน ฝ่ายจัดงานพยายามกันคนไว้สองกลุ่ม ด้านหนึ่งเป็นอัฒจันทร์สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไปที่ไม่มีใครยอมนั่งเพราะแดดร้อน อีกด้านหนึ่งสำหรับนักท่องเที่ยวผู้มีเกียรติและแขกชาวต่างประเทศ มีเต็นท์ให้นั่งชมสบายกว่าหน่อย และอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ได้รับความสนใจจากผู้จัดงานแต่อย่างใด คือ ชาวบ้านธรรมดาที่เป็นคนท้องถิ่นซึ่งมีจำนวนมากกว่าสองกลุ่มแรก จับจองทางเท้ารอดูขบวนแห่ไปตามถนนห่างจากปะรำพิธีเปิดจนแทบไม่เกี่ยวข้องกัน เพื่อความเป็นสากล พิธีกรสลับการพูดทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษอย่างคล่องแคล่ว ในขณะเดียวกันก็พยายามจัดระเบียบนักท่องเที่ยวด้วยการตอกย้ำหน้าที่ของการชมขบวนแห่ให้เรียบร้อยตามพื้นที่ของสถานะคนแต่ละกลุ่ม

     การเป็นนักท่องเที่ยวที่ดีของงานเทศกาลแบบนี้ ทำเอาลำบากยากเย็นไม่ใช่น้อย

     ผีตาโขนเป็นเพียงพฤติกรรมเสี้ยวหนึ่งของงานบุญพระเวส ที่ดูแปลกๆ สนุกสนานทะลึ่งตึงตัง แต่ก็น่ารักเสียเหลือเกินสำหรับคนต่างวัฒนธรรม บางปี ททท. ถึงกับโฆษณาว่า นี่คือเทศกาลฮาโลวีนเมืองไทย โชคยังดีที่ไม่มีความพยายามจะประชาสัมพันธ์เช่นนั้นต่อไป

     ในวัฒนธรรมของคนไต – ลาว ประเพณีสิบสองเดือนสัมพันธ์อยู่กับฤดูกาลและการทำเกษตรกรรม เดือน ๔ ช่วงว่างจากงานในไร่นาชาวบ้านจะเริ่มทำบุญพระเวสฟังเทศน์มหาชาติ เชื่อกันว่าหาปรารถนาจะพบพระศรีอาริย์ ก็ต้องอดทนฟังเทศน์มหาเวสสันดรชาดกให้เสร็จสิ้นภายในวันเดียว เดือน ๕ เป็นบุญน้ำสรงหรือบุญสงกรานต์ถือเป็นงานบุญเริ่มต้นปีใหม่ด้วย จะมีการรดน้ำพระพุทธรูป พระสงฆ์ ผู้ใหญ่ ด้วยน้ำอบน้ำหอม พอเข้าเดือน ๖เป็นช่วงฝนเริ่มตก ในช่วงนี้มีการทำบุญบั้งไฟเพื่อขดฝน เป็นงานสำคัญก่อนการทำนา และย่างเข้าเดือน ๗ ก็เป็นบุญซำฮะหรือชำระล้างเป็นการทำบุญบูชาบรรพบุรุษ ระลึกถึงผู้มีพระคุณ เช่นไหว้ครู หลักเมือง ผีเมือง หลักบ้าน ผีปู่ตา ผีตาแฮก การทำบุญทั้งหมดนี้เป็นช่วงก่อนเข้าพรรษาซึ่งยังไม่มีงานในไร่ในนามากมาย งานตั้งแต่เดือน ๔ จนถึงเดือน ๗นี้ อาจจะทำในช่วงเวลาที่ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับข้อตกลงของคนในชุมชนหรือความสะดวกเป็นสำคัญ

     ด่านซ้ายเป็นเมืองสำคัญมาแต่โบราณจึงมีการบูชาผีเมือง มีการนับถือตามลำดับชั้นที่ซับซ้อน โดยมีเจ้าพ่อกวนและเจ้าแม่นางเทียมเป็นคนกลาง มีประเพณีที่อาจไม่เหมือนกับหมู่บ้านรอบๆ อาจจะอยูในช่วงเวลาที่ไม่ตรงกับชุมชนอื่นๆ แต่ก็มีรูปแบบคล้ายคลึงหรือใกล้เคียงกัน

     " เทศกาลผีตาโขน " นี้ ที่แท้คืองานบุญหลวง หมายถึงงานบุญใหญ่ที่ร่วมเอาบุญพระเวสรวมกับบุญบั้งไฟ ส่วนบุญน้ำสรงและบุญซำฮะก็จัดกันในวันปีใหม่หรือวันสงกรานต์ อย่างไรก็ตาม ก็เป็นเวลายามว่างของชาวบ้านก่อนที่ฝนจะมาและเริ่มมีงานยุ่งจนแทบไม่มีเวลา ไม่ต่างไปจากประเพณีในหมู่บ้านรอบๆ เมืองด่านซ้ายแต่อย่างใด เพียงแต่ความเป็น " เมือง " จึงทำให้ประเพณีบางอย่างมีรายละเอียดต่างไปและบางทีก็ไม่มี เช่น การเลี้ยงผีเมือง หรือการมีเจ้าพ่อกวนและเจ้าแม่นางเทียม ในขณะที่ตามหมู่บ้านจะมีเพียง " กวน " ผู้ทำพิธีเลี้ยงผีบ้านพิธีเล็กๆ เท่านั้น

     ผีตาโขนจึงเป็นสีสันของงานบุญหลวง และเคยเป็นวิถีชีวิตที่ครึกครื้นของเด็กหนุ่มชาวด่านซ้ายที่พร้อมได้รับความเอ็นดูจาผู้ใหญ่ เป็นช่วงเวลาที่จะหยอกล้อตลกโปกฮาโดยไม่มีผู้ใดถือโกรธเพียงครั้งเดียวในรอบปี และไม่ใช่มีเพียงที่ด่านซ้าย แต่หมู่บ้านรอบๆ และในปริมณฑลที่ไกลออกไปก็มีเด็กผู้ชายเล่น "ผีตาโขน " ในงานบุญพระเวชเช่นเดียวกัน

     เพียงแต่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยไม่เคยรู้จัก

หากต้องการบอกรับเป็นสมาชิกจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ กรุณาส่งชื่อที่อยู่พร้อมแสตมป์ ๖ ดวงต่อปีมายังที่อยู่ของมูลนิธิฯ