บทความประจำฉบับ

   พ่อหมอบุญที่บ้านหัวเรือ

    นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว

     

สำหรับชาวบ้านหัวเรือ อ.เมือง จ.อุบลราชธานีแล้วไม่กี่ปีก่อนการเดินทางออกจากหมู่บ้านไปถึงสุขศาลาหรือโรงพยาบาลของจังหวัด เป็นเรื่องลำบากมิใช่น้อย หน้าที่
ประกอบการสาธารณสุขจึงตกเป็นของหมอยาสมุนไพรในหมู่บ้านเป็นสำคัญ และสมัยก่อนก็ได้เคยมีหมอหลายคนทำหน้าที่ฝนยา ต่อกระดูก ให้กับชาวบ้านในหมู่บ้านเดียว
กัน วิชาหมอสมุนไพรเพิ่งค่อย ๆ จะสิ้นสูญก็เมื่อหมอยารุ่นเก่าทยอยล่วงลับไป พร้อมกับการที่ป่าหมดความอุดม แห้งแล้ง ถูกบุกรุกจับจองจนไม่อาจเก็บหาว่านยาพืชพรรณ
มารักษาตามตำรับครูโบราณได้ครบถ้วนอีกต่อไป

     ในการแพทย์แผนไทยนั้น ปรัชญาการรักษาคนไข้มิใช่มีอยู่แค่การรักษาคนให้หายป่วยแบบวัฒนธรรมการแพทย์ตะวันตกเท่านั้น หากเริ่มต้นตั้งแต่ ทำอย่างไรร่างกายจึง
จะอยู่ในสภาพแข็งแรง ทำอย่างไรจึงจะไม่ป่วย เมื่อป่วยแล้วควรจะปฏิบัติตนอย่างไร และถึงที่สุดก็คือเมื่ออาการเพียบหนัก ไม่อาจรักษาให้หายได้ ทำอย่างไรผู้ป่วยและญาติ
ผู้ป่วยจึงจะสามารถเผชิญกับความตายได้อย่างมีสติ มีศักดิ์ศรี ไม่ทุรนทุรายกับการดิ้นรนเอาชนะที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป

     หมอสมุนไพรพื้นบ้านจึงมิได้มีหน้าที่แค่เฉพาะตรวจรักษา หรือให้ยา หากยังต้องมีบทบาทเป็นที่พึ่งทางใจใกล้ชิดคอย เป็นผู้ให้สติกับคนมารักษาดังนั้นพื้นฐานสำคัญก็คือ
จำต้องเป็นผู้มีคุณธรรมสูงพอสำหรับให้ชาวบ้านปรึกษากราบไหว้ได้อย่างเต็มใจ

     ผู้จะเข้ามาทำหน้าที่หมอยาโบราณ จึงมักผ่านจารีตอันเข้มข้น ฝึกให้เป็นผู้มีวินัยในตัวอย่างแข็งแกร่ง มิให้โอนเอนเข้าไปหาฝักฝ่ายของความชั่วได้ง่าย มิเห็นแก่อามิสที่มา
ยั่วยวน เพราะมิฉะนั้นคนเป็นหมอก็อาจจะเลื่อนฐานะไปเป็นเพชฌฆาตได้ในพริบตา !

     หมอยาบุญ สูบูรณ์ก็เติบโต และทำการรักษาผู้คนมาด้วยปรัชญาและจารีตทางการรักษาของการแพทย์แผนไทย ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นนี้เช่นกัน

     หมอยาบุญ สูบูรณ์ อายุ ๘๐ ปี เกิดเดือน ๓ ปีเถาะ วันศุกร์ ๒ ค่ำ หมอเป็นคนอีสานพื้นถิ่นเมืองอุบลราชธานี เริ่มฝนยารักษาผู้คนเมื่ออายุประมาณ ๒๕ - ๒๖ ปี ต้นตระกูล
ของพ่อหมอไม่ใช่หมอยา แต่พ่อหมอเรียนตำรับยามาจากหนังสือใบลาน ตั้งแต่ครั้งบวชเป็นพระภิกษุอยู่ ๒ พรรษาที่วัดบ้านหัวเรือ พ่อหมอบุญเล่าว่า ที่วัดบ้านหัวเรือ
สมัยนั้นมีตำราใบลานเก่าอยู่มาก พ่อหมอเรียนอักษรตัวธรรม ท่องจำตำรายา ตำราฤกษ์ยามจนขึ้นใจ จดจำชื่อต้นไม้สมุนไพรมามาก แล้วจึงมาถามจากผู้ใหญ่อีกที ว่าแต่ละ
ต้นอยู่ป่าไหน มีลักษณะใบ ดอก หัว เหง้าอย่างไร จากนั้นพ่อหมอก็ได้ลองปรุงยา ทำยาทั้งยาต้มยาฝนด้วยตนเองอยู่อีกหลายปีกว่าจะเริ่มรักษาคนไข้อย่างจริงจัง

     ที่น่าสังเกตคือ พ่อหมอเล่าว่าสมัยพ่อหมอหนุ่ม ๆ ต้นยาแถวป่าจิก ( ป่าเต็งรัง ) รอบบ้านมีมาก พ่อหมอสามารถออกเก็บยาเองได้สบาย แต่เดี๋ยวต้นไม้ที่มีชื่อในใบลานหาย
หมด แม้แต่ที่อยู่ตามภูเขาก็ถูกตัดไปหมด พ่อหมอจึงต้องปลูกสมุนไพรเองบ้าง และซื้อรากไม้สมุนไพรจากคนที่เข้าไปตัดจากที่ไกล ๆ มาขายบ้าง

     ปัจจุบันพ่อหมอบุญฝนยามาแล้ว ๕๕ ปี เคยเข้าสอบวิชาแพทย์แผนโบราณของหลวงเมื่อประมาณ ๒๐ - ๓๐ ปีก่อน ลูกของพ่อหมอไม่มีใครสืบทอดวิชาแพทย์แผนโบราณ
มีแต่สนใจเข้าไปศึกษาวิชาสาธารณสุขสมัยใหม่กันทั้งนั้น

    พ่อหมอเล่าอีกด้วยว่า แต่ก่อนหมู่บ้านนี้มีหมอยา ๓ - ๔ คน เดี๋ยวนี้ตายหมดเหลือแต่พ่อหมอบุญคนเดียว

     ในวันที่ไปพบพ่อหมอ พ่อหมอกำลังเจียดยาให้ป้ามุกจาก บ้านเชือก ตำบลหนองขอน ที่เข้ามาขอเจียดยาไปให้แม่ที่บ้าน ป้ามุกเล่าอาการว่าแม่เป็นผอม ๆ ไม่ยอมกินข้าว
ปวดกระดูก รักษากับหมอแผนปัจจุบันไม่หาย พอมารักษากับหมอบุญแล้วดีขึ้น กินข้าวได้ วันนี้ยาหมดจึงต้องมาฝนเอากลับไปกินที่บ้าน ป้ามุกเล่าเพิ่มเติมอีกว่า ตอนแรกต้อง
พายายมาหาหมอบุญให้ได้ตรวจวินิจฉัยโรคโดยตรงก่อน คราวหลังให้ใครมาเอายาก็ได้

     พ่อหมอเริ่มการรักษาโดยให้ป้ามุกเทน้ำใส่กะละมังขนาดเล็ก ค่อย ๆ ถามอาการ พร้อมกับเลือกหยิบตัวยาออกจาก " ซุ้มยา " ทีละชนิด ตามอาการที่บอกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
" ซุ้มยา " ของพ่อหมอก็คือกองรากไม้ แก่นไม้ หิน เปลือกหอย ปะการัง ฯลฯ กลิ้งปะปนกันอยู่บนเสื่อตรงหน้าพ่อหมอนั่นเอง คะเนด้วยสายตาคงสักประมาณ ๓๐๐ ชิ้น ทุกชิ้น
มีรอยฝนจนเกลี้ยงกลม มองดูคล้าย ๆ กัน แต่พ่อหมอจำได้แม่นยำว่าก้อนไหนคือตัวยาอะไร หลังจากนั้นป้ามุกก็หยิบตัวยาที่พ่อหมอหยิบแยกออกจากกองใหญ่ เอามาฝนกับ
หินลับมีด ละลายผงยาลงน้ำที่ค่อย ๆ ขุ่นขึ้นทีละน้อย มียาหลายอย่างทำให้น้ำใสเปลี่ยนเป็นสีแดงตุ่นและค่อย ๆ เห็นเป็นตะกอนข้นขึ้นทีละน้อย

     ป้ามุกเล่าอีกว่า ตอนมาหาครั้งแรก พ่อหมอบุญเป็นคนฝนยาให้ แต่พอครั้งถัดๆ ก็ฝนเองโดยใช้วิธีกะๆ เอาอย่างที่เคยเห็นหมอบุญทำให้ดู เมื่อฝนเสร็จ พ่อหมอบุญเหลือบดู
ก็รู้แล้วว่าตัวยาอะไรมีน้อยไป สามารถหยิบตัวยามาฝนเพิ่มให้ได้ทันที หมดทั้งกระบวนการนี้พ่อหมอบุญคิดค่ายกครูเพียงยี่สิบบาทเท่านั้น

     สูตรยาของพ่อหมอบุญ มีตัวอย่างเช่น

     ตานกกรด ลักษณะเนื้อเปลือกจะแตก ๆ

     ตาไก่ พวกไข้ประดง ( ประดงคืออาการปวดเมื่อย เจ็บไข้ )

     ตาเสือ ใช้ต้มกินแก้โรคเกี่ยวกับเส้น

     เครือตาปลา , เถาวัลย์เปรียง แก้โรคเกี่ยวกับเส้น

     เครือบักเห็บ ( เครือตะเข็บ ) กินแก้พิษ

     เปลือกหอย , หินปะการัง รสเค็ม แก้ตุ่มคัน ร้อนใน

     เดื่อหอม แก้กษัยเส้น ประดง ปวดเมื่อย

     โกดกระดูก , สิ้นบ่ฮี , ตีบ่ยุ่ม , ก้อมก้อยลอดขอน , ม้ากระทืบโรง  

     ข้าวโกด สำคัญที่สุด ช่วยเจริญอาหารและรักษาอีกหลายโรค ( หมอบอกไม่มีในตำราใบลาน )

     งิ้วดำ ได้จากเขาพระวิหาร ไม่ใช่ไม้ ไม่ใช่หิน ใช้แกะพระและทำยา

     หินสีสมแล้ว แก้ร้อนใน

     เห็ดกระถินพิมาน แก้พิษทุกชนิด , แก้ปวดขบ , แก้ยาเบื่อ ยาสั่ง

     เอ็นด่อน , ชะเอมเทศ ลดไข้

     หินดำ (TECTITE) แก้ร้อนใน แก้นิ่ว แก้กระเพาะ

     หัวค้อนกระแต มีมากที่หลวงพ่อกี่ วัดป่าหนองสองแมว ต.น้ำดำแดง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี

     ยาต้มประกอบด้วย เดื่อเครือ ( เดื่อหอม ), ขมิ้นต้น , ประดงแดง , อีตู่หลังเขา , ประดงเหลี่ยม ,

     ก้านเหลือง , ม่วยแดง ( ม่วยเลือด ), มุยแดง , แสนคำ , ประดงเหลือง

     ยาบำรุงกำลังคนแก่ อีตู่หลังเขา , หนาวเดือนห้า , กกฮังฮ้อน , ม้ากระทืบโรง , ดูกใส , กระจ้อนเน่า , สิ้นบ่ฮี

     สำหรับหินฝนยา ปัจจุบันพ่อหมอบุญใช้หินกากเพชร เพราะหาซื้อง่ายราคาก้อนละ ๕๐ บาท

     ก้อนหนึ่งใช้ได้ประมาณ ๒ เดือนก็ฝนหมด หินกากเพชรเป็นหินลับมีด ลักษณะเนื้อหินมีโลหะหนักและซิลิก้า เวลาฝนออกมาจะตกตะกอนและไม่ละลายน้ำ สมัยโบราณ
หินฝนยาใช้หินน้ำต้อง คือหินที่โดนน้ำตกจนขาด เรียกหินน้ำต้นโสก เดี๋ยวนี้หาไม่ได้ พ่อหมอไม่ได้ใช้มา ๒ - ๓ ปีแล้ว

     ปัจจุบันพ่อหมอบุญเริ่มอ่อนเรี่ยวแรงที่จะฝนยาเอง พ่อหมออายุ ๘๐ ปีแล้ว แต่ละวันจะมีชาวบ้านทั้งในและนอกหมู่บ้าน หมุนเวียนกันมาให้พ่อหมอรักษา ชาวบ้านต่างเล่า
ตรงกันว่า แม้จะเดินทางไปโรงพยาบาลได้สะดวก แต่โรคบางอย่างโดยเฉพาะโรคของคนแก่ ที่หมอแผนปัจจุบันไม่อาจรักษาอาการเซื่องซึม ไม่กินข้าว เจ็บออดแอดให้หายได้
พ่อหมอบุญสามารถดูแลให้แจ่มใสขึ้น บางทีอาจจะจากตัวยาที่มุ่งปรับสมดุลทั้งอารมณ์และร่างกายเป็นสำคัญ แต่บางทีก็อาจจะเป็นเพราะความใกล้ชิดระหว่างพ่อหมอกับ
คนไข้ที่เป็นคนคุ้นเคยและอยู่ในวัยใกล้เคียงกัน

     ใกล้เที่ยงวันนั้นที่หมู่บ้านหัวเรือ พ่อหมอบุญค่อย ๆ เลือกหยิบตัวยาแต่ละตัวออกมาให้ดู ชี้แนะเภสัชกรแผนใหม่ด้วยอารีให้หัดดมกลิ่นเหง้าไม้ สังเกตลายเนื้อไม้ หยิบ
ปะการังหัก ๆ ให้ลองแตะชิมรสเค็มเฝื่อนที่จะช่วยลดไข้ ยังมีคนไข้อีก ๒ - ๓ รายมานั่งรอรับการรักษา เด็กน้อยลูกหลานวิ่งเล่นอยู่รอบตัว เป็นวันอันมีค่าอีกวันหนึ่งของพ่อ
หมอชราที่ไม่มีการเกษียณอายุงาน หากจะมีข้อเสียใจที่ยังไม่ได้ " เต็มที่ " กับชีวิตปัจจุบัน ก็คงจะอยู่ตรงที่ วิชาแพทย์พื้นบ้านอีสาน รวมทั้งความเชี่ยวชาญในการเลือกเก็บ
ค้นหาสมุนไพรแต่ละตัวของพ่อหมอ ยังไม่มีใครได้สืบต่อไปอย่างครบถ้วนสมบูรณ์เท่านั้น

หากต้องการบอกรับเป็นสมาชิกจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ กรุณาส่งชื่อ ที่อยู่พร้อมแสดมป์ ๖ ดวงต่อปี มาตามที่อยู่มูลนิธิฯ