รายงานการสำรวจ

   ๒๐ วันของลูกเรือประมงไทย

    นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว

     

สะบารังเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ใน อ.เมือง จ.ปัตตานี สมัยก่อนมีแต่คนพื้นถิ่นทำประมงชายฝั่งพอเลี้ยงชีพ จนเมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา คนทะเลจาก อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี
ผู้พาเรือประมงน้ำลึกล่องใต้ สั่งสมวิชาดูดาว ดูกระแสลม รู้จักภูเขา กรวดทรายและชายฝั่ง ได้มองเห็นลู่ทางทำมาหากิน หาถิ่นฐานอันอุดม เนื่องด้วยทะเลเพชรบุรีเริ่มจะ
"แล้ง" จับปูปลามิได้สมบูรณ์ ดังที่ผ่านมาคนกลุ่มแรกจากเมืองเพชรเข้าจับจองที่ดินตั้งถิ่นฐานอยู่ที่สะบารังพร้อมกับชักชวนญาติพี่น้องอพยพโยกย้ายลงใต้ไปพร้อมกับความรู้
ทางการประมงที่เชี่ยวชาญ ขยายชุมชนสะบารังเป็นชุมชนคนเพชรบุรี อยู่ชุมนุมกัน ๕๐๐ - ๖๐๐ คน บุกเบิกขยายเครือข่ายเป็นเจ้าของกิจการประมงน้ำลึกในจังหวัดปัตตานี
ขณะที่ยังพูดเหน่อสำเนียงเพชร และในวันสำคัญทางศาสนาก็ยังพร้อมใจกันจัดเทศน์มหาชาติอย่างที่เคยเป็นประเพณีมาจากบ้านเดิม ท่ามกลางอิสลามพื้นถิ่นที่พอใจกับการ
ใช้ชีวิตเงียบสงบปฏิบัติกิจทางศาสนาอย่างเคร่งครัด มีบ้างที่ยังทำประมงชายฝั่งเล็กๆ น้อยๆ ดังเช่นในอดีต แต่แทบทั้งหมดก็มิได้ประกอบกิจการขนาดใหญ่ และมิได้เป็น
" ลูกเรือ " ของคนต่างถิ่น ที่พอใจจะนำเข้า " เด็กลูกเรือ " จากภาคอีสานและภาคเหนือเข้ามาเป็นแรงงานในการทำประมง

     ชาวบ้านสะบารังเรียกแม่น้ำปัตตานีที่ผ่านหมู่บ้านออกทะเลว่า " น้ำตาปี " ในแม่น้ำสายนี้ มีเรือประมงจอดอยู่นับร้อยลำ แต่ละลำเป็นที่ชุมนุมของลูกเรือจากภาคเหนือ
และภาคอีสาน ที่ตอนถูกชักชวนมาทำประมงในครั้งแรก พอขึ้นเรือก็ถึงกับเมาทะเลรากแตกรากแตน ค่าจ้างขั้นต่ำวันหนึ่งประมาณ ๑๕๐ - ๑๘๐ บาทพร้อมอาหาร ๔ มื้อ
ในเรือ มีข้อห้ามว่าเอาเหล้าขึ้นเรือไม่ได้ ของใช้ส่วนตัวพวกสบู่ยาสีฟันหาเอาเอง อาจจะซื้อเวลาขึ้นฝั่ง หรือรอเลือกซื้อจากเรือน้ำมันเถื่อนกลางทะเลลึก ซึ่งเหมือนห้างสรรพ
สินค้าเคลื่อนที่ มีขายทั้งเหล้า บุหรี่ อาหารแห้ง ไปจนถึงทีวี คอมพิวเตอร์ สเตริโอ เครื่องทำน้ำอุ่น ฯลฯ กระทั่งแอร์ที่หากต้องการก็สามารถสั่งรุ่น สั่งยี่ห้อ ไว้ล่วงหน้า ค่อย
มาจ่ายเงินและรับสินค้าในการออกทะเลคราวต่อไป แต่โดยปกติของใหญ่ๆ หนีภาษีราคาถูกเหล่านี้ไม่ค่อยมีเด็กลูกเรือคนไหนซื้อ เพราะค่าแรงสองสามพันที่ได้จากการออก
ทะเล ครั้งละยี่สิบวัน จะละลายหายในพริบตาเมื่อเข้าฝั่งได้พัก ๓ วัน เด็ก ๆ ให้เหตุผลว่าทั้งชีวิตไม่เคยได้กำเงินพัน ไม่เคยได้กินเหล้าฝรั่ง ไม่เคยได้เลี้ยงผู้หญิงและกอด
ผู้หญิงเต็มมือ เมื่อมีโอกาสจึงใช้ให้หนำ สถานที่เที่ยวของพวกลูกเรืออยู่ที่ถนนพิพิธ เป็นที่ ๆ คนธรรมดาทั่วไปไม่เคยมีใคร เหยียบเข้าไป เพราะทั้งสามซอยที่ชาวบ้านเรียกว่า
" ซอยประลองยุทธ์ " นั้นมีแต่บาร์ คาราโอเกะ โสเภณี ยาเสพย์ติด และเลยหัวค่ำไปแก้วก็บินว่อน ขี้เมาจากเรือต่างๆ ตีรันฟันแทงกันแทบทุกคืน โสเภณีในบาร์เหล่านี้จะเป็น
ผู้หญิงเหนือและอีสานทั้งหมด ที่ลูกเรือเห็นว่าเป็นคนบ้านเดียวกันพูด ภาษาเดียวกันคุยกันรู้เรื่อง จึงมักเลี้ยงดูเป็นเมียออกหน้าออกตา เพราะคิดว่าหาเมียดีกว่านี้คงไม่มีปัญญา
แล้วในที่สุดทำงานไปอีกสักปีครึ่งปีก็เริ่มหมดแรงออกอาการทั้งผัวทั้งเมีย แยกย้ายกันกลับบ้านนอกไปให้พ่อแม่แก่ๆ ดูแล หรือมิฉะนั้นผู้หญิงก็จะทำงานเก็บเงินต่อ เป็นค่า
รักษาตัว พร้อมกับเผยแพร่เชื้อเอดส์ต่อไป

     เจ้าของเรือประมงคนเพชรบุรี ส่วนมากเป็นคนไทยเชื้อสายจีนจะหยุดพักหรือหยุดออกเรือก็เฉพาะแต่วันตรุษจีนเท่านั้น ในขณะที่ลูกเรือเป็นคนไทยพื้นถิ่นต้องการหยุด
กลับบ้านในช่วงสงกรานต์ ปัญหานี้เพื่อไม่ให้ขาดรายได้ เพราะค่าโสหุ้ยทั้งค่าน้ำมัน น้ำแข็ง เงินเดือนคนงาน รวมทั้งดอกเบี้ยในธนาคารไม่เคยมีวันหยุดตามไปด้วย เจ้าของเรือจึงแก้ปัญหาไม่ให้ลูกเรือกลับบ้านด้วยวิธีออกทะเลเสียตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน ให้ไปติดสงกรานต์อยู่กลางทะเล พอกลับฝั่งเลยหน้าเทศกาลจึงไม่มีลูกเรือคนไหน
อยากกลับบ้านอีก ส่วนงานบวช งานแต่ง งานศพของญาติทางบ้านถ้าไม่ใช่พ่อแม่ไม่อนุญาตเด็ดขาด สำหรับลูกเรือนั้น บางคนก็กลับบ้านเองไม่เป็นด้วยซ้ำ เพราะขามาติด
เรือประมงมาจากมหาชัย ขากลับบ้านจึงทุลักทุเลต้องให้เพื่อนฝูง พาขึ้นไปปล่อยคืนไว้ที่มหาชัยหรือหมอชิตจึงพอจะกลับบ้านตัวเองได้บ้าง

     โอกาสที่ลูกเรือเหนืออีสานจะเลื่อนระดับทางสังคมเป็นไปได้ลำบาก แต่ก็มีบางคนจบ ม .๓ ,ม . ๖ มารู้จักเก็บเงิน รู้จักหาความรู้ก็พอจะเลื่อนเป็นยี่ชิ้ว ( หัวหน้าลูกน้อง )
อินเนีย ( ช่างเครื่อง ) และไต้ก๋ง ตามลำดับ แต่ปัจจุบันก็มีน้อยมาก เพราะกว่าจะตั้งหลักเก็บเงินเก็บทองได้ก็มักติดเอดส์ไปเสียก่อน และในที่สุดก็กลับบ้านไปเพิ่มอัตราการตาย
จากโรคเอดส์ตามหมู่บ้านต่างๆ ทางภาคเหนือให้สูงขึ้นอีกในทุกๆ ปี

หากต้องการบอกรับเป็นสมาชิกจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ กรุณาส่งชื่อ ที่อยู่พร้อมแสดมป์ ๖ ดวงต่อปี มาตามที่อยู่มูลนิธิฯ