สำหรับคนสมัยใหม่แย้อาจเป็นสัตว์หน้าตาน่าเกลียด ไม่ใช่เป็นโปรตีนคุ้นหน้าอย่างไก่ซีพี หมู วัว ปลาดุกบิ๊กอุย หรือกุ้งกุลาดำที่เลี้ยงกันเป็นฟาร์มๆ แต่สำหรับชาวบ้านไทย
ทั่วไป แย้ถือเป็นอาหารเลิศรสเลยทีเดียว และวิธีการจับแย้ อย่างที่ชาวบ้านภาคใต้ฝึกฝนกันมา นับเป็นภูมิปัญญาอันน่าทึ่งอยู่ไม่น้อย เนื่องจากถูกผลิตขึ้นด้วยความเข้าใจวิถีแย้ๆ อย่างล้ำลึก และเต็มไปด้วยการเอาเถิดเจ้าล่ออย่างน่าขัน ! แย้เป็นสัตว์เลื้อยคลานมีขนาดและหน้าตาคล้ายๆกับกิ้งก่าและจิ้งเหลนแต่แย้จะมีตัวลายพร้อยกว่าสีสันสดใสทั้งส้มทั้งเหลืองความยาวของแย้จากปลายจมูกถึงปลายหาง
จะอยู่ในราวหนึ่งศอก เวลาจับแย้มาได้ มักจะจับถลกหนัง ตัดมือตัดตีนผ่าท้องควักเครื่องในทิ้ง ย่างไฟให้พอแห้งแล้วจึงสับละเอียดทั้งกระดูกก่อนจะเอาไปผัดแกงตามชอบใจ
กระดูกอ่อนที่สับละเอียดพร้อมกับเนื้อแย้นี่เองที่ทำให้คนกินแย้ติดอกติดใจในรสชาติ เพราะเวลาเคี้ยวจะได้ ทั้งความนุ่มหวานของเนื้อและความกุบกับของกระดูกละเอียด ยิ่งถ้าเอาแย้มาผัดเผ็ดกับขมิ้นและ ดีปลีพริกพื้นบ้านแล้ว กลิ่นหอมฉุยกับรสเผ็ดพริกเผ็ดเครื่องแกงอย่างถึงใจนั้นสามารถทำให้กินข้าวหมดหม้อได้ง่ายๆ แต่ถ้าจะให้ถูกกันที่สุด
แล้ว ต้องเอาแย้สดสับละเอียดมาแกงคั่วสับปะรดจะอร่อยยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด
ปกติเวลาเที่ยงแดดร้อนจัด แย้จะหลบลงรูที่ขุดอยู่ตามพื้นดิน รูของแย้สังเกตง่าย เพราะปากรูจะเป็นวงรีไม่กลมเหมือนรูสัตว์ชนิดอื่น เมื่อหารูแย้เจอคนจับแย้ก็จะใช้เถา
หญ้านาง ขนาดยาวสักห้าหกเมตร ปลายข้างหนึ่งทำเป็นบ่วงกลมเล็กกระตุกได้เอาไปครอบปากรูแย้ไว้ทีละสี่ห้ารู เสร็จแล้วก็ถือปลายเถาหญ้านางนั่งซุ่มคอย พอแดดหย่อน
อากาศคลายความร้อนลงสักหน่อย แย้ก็จะค่อยๆโผล่ขึ้นจากรูมันจะยื่นหัวขึ้นมาก่อนหยุดชะงักหันสำรวจซ้ายขวาอยู่ชั่วครู่เป็นจังหวะให้พรานล่าแย้รีบกระตุกบ่วงรัดคอแย้
จนดิ้นไปไหนไม่ได้ ทีนี้ก็นั่งคอยกระตุกบ่วงไปทีละรู ไม่ต้องเสียเวลาลุกเดินให้เมื่อย นั่งแปะอยู่ที่เดิมนั่นแหละ จนกว่าจะจับแย้ได้พอกินในมื้อนั้น
แต่ถ้าเป็นเวลาครึ้มฟ้าครึ้มฝน อากาศหม่นมัวเหมือนฝนกำลังจะตกแล้ว การจับแย้ยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่ เพราะแย้จะหลบฝนลงรู พร้อมกับขุดดินเป็นเม็ดๆ ขุยๆ มาปิดปากรูไว้ ป้องกันไม่ให้น้ำฝนไหลเจิ่งเข้าไป การจับแย้หลบฝนอย่างนี้พรานล่าแย้เล่าว่า คนหาแย้จะต้องเดินย่องด้วยฝีเท้าเบากริบอย่างนิ่มที่สุด เพื่อไม่ให้ดินสะเทือนจนแย้ในรูรู้ตัวพอ
เจอรูแย้ ก็จะนั่งยองๆ ลงข้างๆ มือขวาเงื้อขวานขนาดใหญ่อย่างขวานผ่าฟืนคอยจังหวะ แล้วค่อยๆ ใช้นิ้วชี้ซ้ายกดดินขุยปิดปากรูแย้ลงไป พอดินขุยกลิ้งลงไปกระทบตัว
แย้ก็จะอยู่เฉยไม่ได้ สักแป๊บเดียวแย้ก็จะขึ้นมาดันปลายนิ้วให้พอรู้สึก ทีนี้นายพรานก็จะฟาดขวานลงฉับตรงทิศที่แย้มาดันปลายนิ้ว แรงฟาดจะทำให้ดินปากรูยุบทะลายจน
หนีบแย้ให้ติด แก๊กแบนแต๊ดแต๋ไปไหนไม่ได้ ให้สามารถขุดดินตรงรอยฟาดจับแย้ขึ้นมาอีกที แต่ก็มีเหมือนกันที่แย้บางตัวฉลาดเฉลียว ไม่ยอมขึ้นมาดันปลายนิ้วชี้ มันมักจะ
หลบ ออกไปทาง " พังเหย " หรือปากรูสำรองที่แย้ขุดไว้มุดหนีเวลามีภัย ซึ่งพวกพรานก็จะรู้แกว สามารถสอดส่ายสายตาเห็นก่อนเสียทุกครั้ง เพราะพังเหยจะอยู่ในรัศมี
หนึ่งเมตรรอบปากรูแย้ เวลาแย้จะออกไปทางพังเหย แย้จะดันตัวจนดินอูดนูนเห็นได้ชัด ให้คนล่าแย้สามารถคว้าขวานฟาดฉับลงไปได้อย่างเหมาะเหม็ง สามารถจับแย้มา
ได้อย่างง่ายดาย
เดี๋ยวนี้คนใต้กินแย้น้อยลง เพราะไม่ค่อยมีแย้เหลือให้จับ ที่ถลกหนังย่างขายตามตลาด ก็ดูน่าจะเป็นแย้สัญชาติกะปอม หรือแย้สัญชาติกิ้งก่าเสียมากกว่า และก็คงไม่มี ใครมีเวลามากพอที่จะมานั่งซุ่มรอแดดหย่อน เพื่อกระตุกบ่วงรัดคอแย้ เพราะเด็กๆต้องไปโรงเรียนกันทุกคน จะมีโอกาสได้เรียนรู้วิธีจับแย้ก็แต่เฉพาะลูกชาวนา ซึ่งต้องคอย
จังหวะว่างในวันสุดสัปดาห์ หรือวันปิดภาคเรียน
ส่วนแย้ก็คงวิ่งเล่นอยู่ตามประสาแย้ๆ แทบจะหมดโอกาสเข้าถึงอุดมคติของความเป็นแย้ ที่จะอร่อยเยี่ยมยุทธ์ต่อเมื่อลงไปรวมอยู่กับเครื่องแกงเข้มข้นในหม้อแกงคั่ว
สับปะรดเท่านั้น ! |