สังสรรค์ทรรศนะ

   ฤาสิ้นพรรษา สิมนี้จะสิ้นสูญ

    สุดจิต (เศวตจินดา) สนั่นไหว

     

มีข่าวที่ฟังแล้วน่าใจหายแก่ผู้เห็นคุณค่าของการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมอยู่ข่าวหนึ่ง ข่าวนั้นคือเมื่อสิ้นออกพรรษาปีนี้ จะมีการรื้อสิม (โบสถ์ : ภาษาอีสาน) เก่าแห่งหนึ่งลง เนื่องจากตำแหน่งที่ตั้งของสิมกีดขวางผังบริเวณโดยรวมของวัด ซึ่งได้สร้างพระอุโบสถหลังใหม่ไว้ในตำแหน่งอื่นเรียบร้อยแล้ว

     สิมที่ว่านี้คือ สิมวัดชูประศาสนาราม อำเภอศรีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์

     จากหนังสือสิมอีสานที่เขียนโดยอาจารย์วิโรจน์ ศรีสุโร ปรมาจารย์ทางสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นอีสานแห่งคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (หน้า ๑๖๐-๑๖๓) ได้บันทึกไว้ว่า

     " สิม หลังนี้สร้างขึ้นในราวปี พ.ศ.๒๔๙๓ โดยพระครูอดุลพัฒนาประสิทธิ์ อดีตเจ้าอาวาสเป็นผู้ออกแบบ โดยช่างไม้เอามาจากในเมืองสุรินทร์ ลูกมือผู้ช่วยเป็นชาวบ้านศรีตะวัน ..สิม นี้มีลักษณะแผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ขนาดกว้าง ๕.๔๐ เมตร ยาว ๙.๖๐ เมตร ฐานแอวขัน (เอวขัณฑ์) สูง ๑.๗๐ เมตร หลังคาซ้อน ๓ ตับ ลดมุขหน้าหลัง มีช่อฟ้าบนสันหลังคา โหง่เหนือไก่ ลำยองนาคและหางหงส์ เป็นไม้แกะสลักครบถ้วนตามลักษณะศิลปะพื้นบ้าน (ปัจจุบันชำรุดหลุดหายไปบางส่วน) ผนังเป็นไม้ตีทับแนวทางนอนตลอดทั้ง ๔ ด้าน และเลยขึ้นไปตลอดหน้าบันทั้ง ๒ ด้าน ทรวดทรงค่อนข้างชะลูดสูง ประตูหน้าต่างเป็นบานเปิดคู่แบบลูกฟักซึ่งเป็นที่นิยมใช้ตามบ้านเรือนในสมัยนั้น วัสดุที่เป็นไม้ เสาใช้ไม้มะค่าแต้ เครื่องบนหลังคาใช้ไม้ตะเคียนและไม้ยาง ส่วนฐานก่ออิฐ โดยชาวบ้านขุดดินจากสระด้านทิศเหนือบริเวณกลางหมู่บ้านมาปั้นอิฐและเผาเอง หลังคามุงด้วยสังกะสีมาแต่เดิม สิมหลังนี้นับเป็นสิมทึบที่สร้างด้วยไม้อีกหลังหนึ่งของอีสานที่ค่อนข้างหาดูได้ยากในอีสานส่วนอื่น ถึงแม้จะไม่มีศิลปะตกแต่งมากมายนัก แต่ก็นับได้ว่าเป็นรูปแบบที่น่าศึกษาอีกประเภทหนึ่ง.. "

     ขณะที่กำลังเขียนบทความนี้ สิมหลังนี้ได้ถูกขออนุญาตใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ชีวประวัติของพระสงฆ์ผู้มีชื่อเสียงรูปหนึ่งแห่งภาคอีสาน เนื่องด้วยมีความเก่าแก่ร่วมสมัยกับช่วงเวลา และสามารถให้บรรยากาศที่น่าสนใจได้เป็นอย่าดี ซึ่งบรรดาสถาปนิกน้อยๆ ที่เป็นผู้เลือกโลเกชั่นและร่วมงานกับกองถ่ายทำนี้ ได้กรุณาเอื้อเฟื้อข้อมูลมาด้วยความรู้สึกเสียดาย แม้จะเพิ่งได้สัมผัสกับสิมนี้เป็นครั้งแรก และนั่นเป็นที่มาของประเด็นคำถามว่า " แล้วประจักษ์พยานแห่งความสามัคคีกลมเกลียวกันของพระและชาวบ้านในอดีตที่ได้ร่วมแรงกันสร้างสิมหลังนี้ สมควรจะถูกรื้อถอนหายไปจากความทรงจำกระนั้นหรือ "

     อันที่จริงทางออกที่ดีกว่าการรื้อ หากอาคารนั้นมีสภาพที่พอปรับปรุงได้ คือการเปลี่ยนแปลงประโยชน์ใช้สอยจากภายใน อาทิ การทำเป็นห้องอ่านหนังสือ หรือพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นของชุมชน และหากตำแหน่งของอาคารกีดขวางผังบริเวณมาก ก็อาจชะลอย้ายไปตั้งในตำแหน่งใหม่ ที่พูดมาทั้งหมดฟังดูเหมือนง่าย แต่ต้องใช้ทุนมหาศาลเมื่อเทียบกับค่ารื้อถอน แต่เราจะวัดมูลค่าของอาคารเพียงเท่านี้หรือ...ลำพังเรี่ยวแรงและกำลังทรัพย์ของชาวบ้านอาจไม่เพียงพอ แต่หากทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าควรอนุรักษ์ไว้ ก็อาจทำเป็นโครงการเสนอของบประมาณผ่านหน่วยงานราชการ อาทิ เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล (อ บ ต.) ก็น่าจะมีทางเป็นไปได้ หรือจะผ่านการขอทุนสนับสนุนจากผู้ประกอบการในพื้นที่ที่เห็นคุณค่าทางจิตใจก็คงพอไหว...มาช่วยทำอะไรในบ้านเมืองนี้กันบ้างดีไหม ก่อนที่อดีตของชุมชนจะถูกลบทิ้งไปง่ายๆ แบบนี้เพียงเพราะคำว่า "ไม่มีเงิน " คำเดียว...คิดดูให้ดี

หากต้องการบอกรับเป็นสมาชิกจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ กรุณาส่งชื่อที่อยู่พร้อมแสตมป์ ๖ ดวงต่อปีมายังที่อยู่ของมูลนิธิฯ