ในความเคลื่อนไหว พิพิธภัณฑ์ไม่ใช่หน้าที่ของประชาชน ประชาชนทำไม่ได้ครับ |
|
| มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ | |
เมื่อจ่าสิบเอกทวี บูรณเขตต์ ประกาศขายพิพิธภัณฑ์ที่ทุ่มทำมากว่า ๓๐ ปี ข่าวนี้กลายเป็นเรื่องร้อนของคนทำงานด้านวัฒนธรรม จนต้องมาจับกลุ่มคุยกันในการอภิปรายและเสวนาเรื่อง "อนาคตพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น : บทเรียนจากพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี " เมื่อบ่ายวันที่ ๑๗ ตุลาคม ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) "..พิพิธภัณฑ์ไม่ใช่หน้าที่ของประชาชน ประชาชนทำไม่ได้ครับ .. " จ่าสิบเอกทวี กล่าวประโยคนี้ด้วยเสียงเครือพร้อมประกาศว่า "บัดนี้ผมไม่สามารที่จะเป็นนักอนุรักษ์วัฒนธรรม เป็นผู้สืบสานวัฒนธรรม เป็นผู้เผยแพร่วัฒนธรรมได้ต่อไปแล้วครับ ผมประกาศขายพิพิธภัณฑ์แล้ว มีคนซื้อก็ซื้อ ไม่มีคนซื้อก็ปิด.. " ทำไมต้องขายพิพิธภัณฑ์หลายคนไม่เข้าใจ ถ้าอย่างนั้นลองสมมุติว่าคุณเป็นคนสร้างพิพิธภัณฑ์ขึ้นมากับมือ สำรวจ รวบรวมข้อมูล และซื้อของใช้พื้นบ้านนับแสนชิ้น เพื่อนำมาจัดแสดงให้คนที่ไม่รู้จักได้เห็นได้เข้าใจ แต่ถูกหาว่าเป็น " คนบ้า " อยู่หลายสิบปีกว่าคนจะยอมรับ แต่ถึงกระนั้นพิพิธภัณฑ์ก็ไม่มีรายได้มากพอที่จะเลี้ยงตัวเองได้ เพราะไม่เคยเก็บค่าเข้าชม มีเพียงตู้รับบริจาคตั้งอยู่ด้านหน้า จึงต้องนำรายได้จากธุรกิจอื่นๆ ของครอบครัวมาจุนเจืออยู่ทุกเดือน ไม่ต่ำกว่าเดือนละ ๕๐,๐๐๐ บาท ยิ่งกว่านั้น พรศิริ ลุกสาวคนเล็กที่เข้ามาช่วยงานพ่อตั้งแต่เด็ก จนเดี๋ยวนี้จบปริญญาโท ด้านมานุษยวิทยามาหลายปี ทุ่มเทใจให้กับงานพิพิธภัณฑ์ทั้งการนำชมและศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา ยังต้องมาเหนื่อยกับปัญหาสารพันที่บีบรัดหัวใจให้ห่อเหี่ยวลงทุกวัน ตั้งแต่ตอนอายุ ๑๓ ปี เมื่อเธอเริ่มนำชมพิพิธภัณฑ์ชองพ่อ เธอขอร้องให้ชยคนหนึ่งเลิกหยิบข้าวของในพิพิธภัณฑ์ขึ้นมาดู แต่เขากลับทำให้เธอ " อึ้ง " ด้วยคำพูดว่า "แกเป็นใคร ฉันจะรำฤึกถึงบรรพบุรุษฉัน ฉันจะซึมซาบในสิ่งที่ปูย่าตายายฉันสร้างสมมา ไม่เกี่ยวกับแกเลย ไปให้พ้น " แถมในช่วงหลายปีมานี้ แฟชั่นการจัดพิพิธภัณฑ์ในโรงเรียน แทนที่จะช่วยให้เกิดกระแสการเรียนรู้ แต่กลับยิ่งสร้างปัญหาและความลำบากใจให้กับที่นี่ เมื่อโรงเรียนหลายแห่งติดต่อขอความช่วยเหลือเรื่องการจัดแสดง มักไม่ใส่ใจเลือกเนื้อหาให้สัมพันธ์กับตัวเอง แต่เน้นที่ความง่าย เหมือนกับว่าแค่ขอให้ได้มีห้องที่เรียกว่า พิพิธภัณฑ์อยู่ในโรงเรียนก็พอ บางโรงเรียนเข้ามาเพื่อใช้ที่นี่เป็นต้นแบบ มาขออัดเสียงสาธิตบางอย่างของที่นี่ไปใช้ พร้อมยืนยันว่า อัดนี่เสร็จแล้วก็จะเรียบร้อยแล้ว จะไปทำอีกทำไมล่ะ เบื่อ ทำเสร็จโรงเรียนข้างๆ ก็มาลอกทุกที บางโรงเรียนติดต่อมาว่า " อีกสามวันพิพิธภัณฑ์จะเปิดแล้ว แต่ยังไม่เสร็จเลย คุณไปทำให้หน่อยสิ " บางรายยิ่งแย่กว่านั้น "ผมอยากให้คุณส่งชุดสำเร็จของเครื่องมือดักสัตว์มาให้ คุณมีกี่ประเภท เอาแพ็คหนึ่ง ผมด่วนมาก จะมีพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์เดือนหน้าแล้ว " หลายคราวยังต้องเจอกับพวกคนใหญ่คนโตที่ไม่เคยสนใจอะไรนอกจากการแสดงอำนาจของตัวเอง "คุณพรศิริเดี๋ยวคณะข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จะมา คุณขึ้นไปบนรถเลยนะ ไปเชิญท่าลงมา พอท่านลงมาคุณถอนสายบัวเลยนะ " " วันจันทร์พิพิธภัณฑ์ปิดเหรอ แต่ผมว่างวันนั้น จะให้ผมจ่ายค่าแรงเด็กหรือขอโทษ พิพิธภัณฑ์แค่นี้นะ ไม่มีใครเขาดูหรอก ที่เขามาก็เพราะฟรี " "ผมเป็นข้าราชการ ขอสมุดเซ็นเยี่ยมส่วนตัว " "ยกมือไหว้ทำไม ไม่มีหรอกเด็กสมัยนี้จะมาทำอย่างนี้ อยากได้เงินบริจาคละสิ " กระทั่งล่าสุดเมื่อเทศบาลเรียกครอบครัวไปจ่ายภาษีที่ดินย้อนหลัง ๒๐ ปี ในฐานะที่เป็นพิพิธภัณฑ์เอกชน จึงไม่มีสิทธิ์ได้รับการยกเว้นใดๆ แม้ว่าคุณจะสร้างประโยชน์ให้กับคนไทย ให้ความรู้ และทุ่มเทงานเพื่อการศึกษามาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานหลายสิบปีก็ตาม ถ้าเป็นคุณ จะทำอย่างไร ? สำหรับพรศิริ เธอเล่าว่า เธอตัดสินใจพูดกับพ่อ เมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม ซึ่งเป็นวันเกิดของพ่อว่า "พ่อทำเพื่อสังคมมามากไปแล้ว พ่อเอาส่วนที่ควรจะเป็นของครอบครัวให้เขามากไปแล้ว หนูว่าพ่อทำเพื่อชาติมากไปแล้ว ทำไมเราต้องเอาเงินของครอบครัวไปจ่ายอีก พ่อจะทำอีกเหรอ หนูไม่ไหวนะ หนูสมเพชตัวเอง พ่อมีทางออกไหม ตอนนี้เศรษฐกิจก็ไม่ดี พ่อขายพิพิธภัณฑ์ได้มั้ย.. พ่อไม่ร้องไห้แต่มีน้ำแดงๆ เต็มตาไปหมด พ่อไม่พูดอยู่นาน คนพูดก็สะเทือนใจ ลูกที่พ่อคิดว่าผูกพันกับพิพิธภัณฑ์ที่สุดจะพูดออกมาอย่างนั้น " พรศิริเสนอกับพ่อว่า เมื่อขายพิพิธภัณฑ์แล้ว เราเอาเงินก้อนใหญ่ไปสร้างเป็นแหล่งเรียนรู้อย่างใหม่ มีบ้านมีเรือ มีปลักควาย ให้ชาวบ้านเข้าขายของได้ ไม่ต้องไปเก็บสตางค์เขา เราเก็บเงินฝรั่งเอาเงินไว้เสียภาษีอย่างถูกต้อง ไม่ต้องไปพึ่งภาครัฐอีก กำไรส่วนฝรั่งก็เอาไปจุนเจือคนไทยให้เข้าชมได้ถูกขึ้น เราไม่ได้รวยขึ้น แต่เราจะอยู่อย่างมีอนาคต เอาเงินมาตั้งเป็นกองทุน จ้างคนแปลเป็นภาษาต่างชาติ จ้างคนเก็บข้อมูล นั่นเป็นความฝันใหม่ของเธอ บ่ายแก่ๆ วันที่ ๑๗ ตุลาคม ในวงเสวนาที่ประกอบไปด้วยคนรักงานพิพิธภัณฑ์อย่างพระครูถาวรกาญจนนิมิต อาจารย์ภูธร ภูมะธน อาจารย์ ปฐมฤกษ์ เกตุทัต คุณ อเนก นาวิกมูล และอาจารย์ ศรีศักร วัลลิโภดม ทุกคนช่วยกันหาทางออกจากปัญหานี้ ซึ่งก็เป็นทั้งกำลังใจให้กับจ่าทวีและพรศิริ รวมทั้งยังเป็นการร่วมมือกันสร้างอนาคตให้กับงานพิพิธภัณฑ์ที่ทำโดยเอกชนไปในตัวด้วย ปัญหาที่ทุกท่านเห็นตรงกันสำหรับการทำพิพิธภัณฑ์ในเวลานี้ก็คือปัญหาเรื่องกำลังคนและเงิน แต่เราก็เลิกทำไม่ได้เพราะว่า "พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเป็นการเคลื่อนไหวในภาคประชาชนโดยตรงเป็นการสร้างองค์ความรู้ของเราเองให้เด็กได้เรียนรู้ เพื่อลูกหลานสืบไป ฉะนั้นทำอย่างไรจึงจะตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือในภาคประชาชนอย่างกรณีจ่าทวี กองทุนอาจช่วยจ่ายภาษีให้รัฐ ช่วยกันบริจาค ใครเดือดร้อนก็เข้าไปช่วย ช่วยกันโฆษณา ผมเสนอให้จัดตั้งกลุ่มพิพิธภัณฑ์ พูดถึงปัญหาจะได้ทันเวลาที่ต้องทำ เพราะท้องถิ่นมีความหลากหลาย มีภูมิปัญญาของเขา ถ้ารัฐมาเกี่ยวข้องก็ต้องทำตามแบบของเขา เพราะฉะนั้นต้องปล่อยให้ท้องถิ่นทำ ต้องช่วยตัวเอง ตั้งแต่นี้เรามาคุยกันเรื่องการตั้งกองทุน " อาจารย์ศรีศักร ประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดเจน จากนั้นในช่วงท้ายอาจารย์ปฐมฤกษ์ได้เพิ่มเติมความเห็นอีกว่า "ผมเชื่อว่ากองทุนทำได้ง่าย แต่ในระยะยาวมันเป็นหน้าที่ของประชาชนหรือที่จะต้องให้การศึกษากับตัวเอง ทั้งๆ ที่เสียภาษีให้รัฐไปแล้ว ..ในระยะยาวต้องยกเลิกภาษีสำหรับงานประเภทนี้ เพื่อให้การศึกษา ค่าน้ำค่าไฟ ควรยกเลิกให้ด้วยซ้ำไป " แล้วคุณ มีความเห็นอย่าไร ? หมายเหตุ ณ วันนี้ทั้งสองท่านได้ปฏิเสธเงินจำนวนมากที่ชาวต่างชาติเสนอให้แล้วกัดฟันเปิดพิพิธภัณฑ์ต่อไปโดยไม่เก็บค่าเข้าชม มีเพียงตู้รับบริจาคอยู่ด้านหน้าเหมือนเดิม เพื่อยืนยันเจตนารมณ์ในการเผยแพร่ความรู้และเพื่อตอบแทน " น้ำใจ " ของผู้คนจำนวนมาก ที่ " เห็นคุณค่า " และปรากฏขึ้นในยามยากที่ผ่านมา แม้จะมีแนวโน้มที่อาจต้องเผชิญอยู่กับปัญหาเดิมๆ อย่างโดดเดี่ยวต่อไปก็ตาม |
|
หากต้องการบอกรับเป็นสมาชิกจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ กรุณาส่งชื่อที่อยู่พร้อมแสตมป์ ๖ ดวงต่อปีมายังที่อยู่ของมูลนิธิฯ |