เปิดประเด็น

  
พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นกับการเลื่อนไหลของความหมาย
    ศรีศักร วัลลิโภดม

     

ข้าพเจ้าคิดว่าในความเข้าในของคนไทยโดยทั่วไปนั้น รู้สึกว่าการที่ชาติบ้านเมืองไม่ตกเป็นเมืองขึ้นของมหาอำนาจทางตะวันตก ก็เพราะเราลดความเป็นคนตะวันออกมานิยมชมชอบวัฒนธรรมตะวันตก ปรับปรุงบ้านเมืองและชีวิตความเป็นอยู่รวมทั้งวิธีคิดให้เป็นไปแบบตะวันตก เพื่อจะได้รับการยอมรับจากชาวตะวันตกว่าเป็นชาติที่ทันสมัยและมีอารยธรรม ผลที่ตามมาก็คือความนิยมและอยากเป็นตะวันตกกันลงมาอย่างสืบเนื่องจนกระทั่งทุกวันนี้ ทำให้เกิดความเคยชินและนิสัยประจำชาติในเรื่องการเลียนแบบอะไรต่ออะไรของคนตะวันตก ทั้งในเรื่องความหมายและรูปแบบจนทำให้คิดอะไรเป็นตัวเองไม่เป็น เวลานี้ใครจะทำอะไรขึ้นมาก็ต้องมาถกเถียงกันถึงความหมาย คำจำกัดความ และรูปแบบที่สร้าง แต่อ้างอิงสิ่งที่มีแล้วทำแล้วในประเทศมหาอำนาจทางตะวันตกทั้งสิ้น ข้าพเจ้าก็นับเป็นคนหนึ่งที่เติบโตมากับเบ้าหลอมที่ว่านี้ เพราะว่าการจะทำอะไรก็ดี ถ้ามีการอ้างอิงอ้างกรอบแบบตะวันตกแล้ว ก็จะเป็นที่ยอมรับและมีเกียรติภูมิ พูดง่ายๆ ก็คือต้องเป็นทาสทางปัญญาเขาทั้งชาติและตลอดชาติก็ว่าได้

     จุดอ่อนที่ทำให้เราต้องกลายเป็นทาสทางปัญญาก็เพราะระบบการศึกษาที่ลอกเลียนแบบเขามานั้น ทำให้การศึกษาเล่าเรียนของเราตั้งแต่เด็กจนจบมหาวิทยาลัยนั้นเรียนกันอย่างขาดประสบการณ์ โดยแยกการเรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิตและสังคมออกจากการศึกษาภาคบังคับในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย จึงทำให้ไม่เกิดสติปัญญาที่จะคิดอะไรต่ออะไรเป็นของตัวเองได้ ยิ่งเมื่อเรียนจบแล้วจะเข้าทำการงานอะไร ก็ล้วนแต่เอาผลของการเรียนจากโรงเรียนและมหาวิทยาลัยไปตีราคา และเมื่อทำงานแล้วก็มักปฏิบัติไปตามกรอบที่มาจากลอกเลียนแบบดังกล่าวนี้ทั้งสิ้น แต่ข้าพเจ้านับว่าโชคดีที่สามารถแหกกรอบเหล่านี้มาได้ เพราะในชีวิตตั้งแต่รับราชการจนกะทั่งบัดนี้ได้พบปะบุคคลที่เป็นครูหลายท่านที่มีสติปัญญาที่ทำให้เกิดความมั่นใจในความคิดริเริ่มของตนเองขึ้น หนึ่งในบรรดาครูดังกล่าวนี้ก็คือ คุณ เล็ก วิริยะพันธุ์ ผู้ให้กำเนิดเมืองโบราณ วารสารเมืองโบราณ และมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ คุณเล็กเป็นคนที่มีนิสัยเป็นนักศึกษาที่หาความรู้จากการอ่านหนังสือ พูดคุยกับผู้คนที่เป็นผู้รู้ผู้ชำนาญและผู้ที่เป็นปราชญ์ และจากการสังเกตการณ์ในประสบการณ์จึงทำให้เป็นคนที่ไม่มีกรอบอะไรตายตัว และมีความคิดที่ลื่นไหลไปตามประสบการณ์ ดีกรีของคุณเล็กคือความสำเร็จในด้านธุรกิจการค้า ซึ่งในที่สุดก็ทำให้คุณเล็กเบื่อหน่ายในกิจกรรมเรื่องเงินทองและความมั่งคั่งเหล่านั้น หันมาแสวงหาความสุขกับกิจกรรมทางปัญญาอย่างการสร้างเมืองโบราณ จนคนทั่วไปเป็นจำนวนมากคิดเป็นเรื่องแปลกประหลาดไป

     ข้าพเจ้าเข้ามาร่วมงานเมืองโบราณกับคุณเล็กเมื่อมีอายุ ๓๐ กว่าๆ และเพิ่งเรียนจากเมืองนอกมา รู้สึกงุนงงเพราะแลไม่เห็นอะไรที่เป็นกรอบและรูปแบบที่ตายตัว รวมทั้งความคิดก็ดูลื่นไหลไปด้วย เมืองโบราณไม่เคยทำรูปแบบจำลองและมีแผนการก่อสร้างอะไรที่เป็นขั้นตอนตามมิติของเวลาและสถานที่ จะเป็นพิพิธภัณฑ์ก็ไม่ใช่ หรือศูนย์แสดงอะไรต่ออะไรในเรื่องของศิลปวัฒนธรรมก็ไม่เชิง แต่ที่แน่ๆ ก็คือเป็นผลที่เกิดจากกระบวนการเรียนรู้จากความคิดและประสบการณ์ที่ผ่านไปตามเวลาของคุณเล็กนั้นเอง ดังนั้น เมื่อคุณเล็กดำริจัดตั้งมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ขึ้นมา และขอให้ข้าพเจ้าเป็นที่ปรึกษาและคิดทำอะไรขึ้นมาให้เข้าท่าก็แล้วกัน สิ่งที่ข้าพเจ้านึกออกมาก็คงไม่แตกต่างกับความมุ่งหมายของเมืองโบราณ นั่นคือทำให้คนรุ่นใหม่ๆ ของเมืองไทย โดยเฉพาะเยาวชนได้รู้จักรากเหง้าประเพณีวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของบ้าน แต่ในลักษณะที่ไม่หยุดนิ่งและงมงายเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต หากแลเห็นการเปลี่ยนแปลงจากอดีตมาจนปัจจุบัน ที่จะแลเห็นทิศทางว่าอะไรเหมาะสมในอนาคต ข้าพเจ้านึกถึงสิ่งที่เป็นพิพิธภัณฑ์แต่ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติที่มีอยู่ ซึ่งล้วนแต่เสนอเรื่องราวทางศิลปกรรมและความเก่าแก่ของบ้านเมืองในแต่ละยุคแต่ละสมัยที่มีอยู่ดาษดื่นแต่ซ้ำกันในเรื่องเนื้อหา และวิธีการจัดแสดงทั้งนั้น ข้าพเจ้านึกถึงพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นอย่างที่เคยพบในต่างประเทศเช่น ญี่ปุ่นและอเมริกา ซึ่งล้วนแต่มีประโยชน์ที่ทำให้ผู้คนในท้องถิ่นตั้งแต่เด็กจนผู้ใหญ่ได้รู้จักตัวเอง รู้จักคนอื่นๆ เพื่อนบ้านและเพื่อนร่วมโลก แต่นั่นก็หาได้หมายความว่าจะลอกเลียนแบบเขามาทำขึ้น ข้าพเจ้าคิดแต่สิ่งที่เหมาะสมได้อย่างเป็นประโยชน์ในเมืองไทยเราเท่านั้น คงเอาแบบอย่างญี่ปุ่นและอเมริกันไม่ได้ เพราะพิพิธภัณฑ์เขาสร้างด้วยกองทุนมหาศาลทั้งทางรัฐบาลและเอกชน ถ้าหากไปเอาแบบอย่างเข้านอกจากทำไม่ได้แล้ว ยังขาดความน่าสนใจในความรู้สึกของไทยด้วย พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นญี่ปุ่นเข้มงวดในเรื่องมาตรฐานและเทคนิคในการจัดแสดงที่แทบทุกแห่งดูอะไรคล้ายๆ กันหมด คงดูเป็นที่น่าเบื่อน่าเครียดสำหรับคนไทย ในขณะที่ของทางอเมริกาคงเน้นอะไรลึกๆ ไปทั้งหมด นั่นคือ การจัดแสดงสิ่งของในอาคารเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความเป็นพิพิธภัณฑ์เท่านั้น หากยังประกอบด้วยคณะทำงานคณะวิจัยทั้งในด้านสภาพแวดล้อมของธรรมชาติชีวภาพและวัฒนธรรมอย่างสลับซับซ้อน ซึ่งเมืองไทยและคนไทยทำไม่ได้

     ข้าพเจ้านึกถึงพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเพียงแค่อะไรก็ตามที่ขึ้นอยู่กับศักยภาพของผู้คนในชุมชนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาความรู้ สิ่งของ สถานที่ อาคาร และทุนรอนในการจัดตั้งและจัดการแสดง เพราะบรรดาพิพิธภัณฑ์ทั้งหลายแหล่ที่เกิดขึ้นมานั้น ล้วนเป็นการสร้างสรรค์มาจากภายนอกจากรัฐแทบทั้งสิ้น โดยเฉพาะเนื้อหาและความรู้ด้วยแล้ว คนภายในแทบไม่รู้และมีส่วนร่วมเลย ดังนั้น การจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่มูลนิธิฯ จะเกี่ยวข้องด้วยก็คือ ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง คอยแนะนำช่วยเหลือและสนับสนุนให้คนภายในท้องถิ่นจัดตั้งขึ้น เมื่อตั้งแล้วก็ดูแลและถ่ายทอดความรู้ให้แก่คนภายในด้วย แต่จุดอ่อนของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นก็จะอยู่ที่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว อาจจะทำให้คนในท้องถิ่นภูมิใจและมั่นใจในตัวเองจนเกินไปก็จะไปได้พักหนึ่ง เมื่อไม่มีการเกี่ยวข้องให้ภายนอกได้รับรู้ก็จะฝ่อไปเองเพราะไม่มีใครมาสนใจ ดังนั้น มูลนิธิฯ ต้องมีบทบาทในการเชื่อมโยงให้คนจากภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องอาจแบ่งออกเป็น ๒ พวก พวกแรกคือพวกที่มาจากพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในถิ่นอื่นมาพบปะแลกเปลี่ยนความรู้และให้กำลังใจต่อกัน จะทำให้เกิดเป็นเครือข่ายที่จะสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องประวัติศาสตร์วัฒนธรรม ศิลปกรรม และประเพณีของบ้านเมืองและแผ่นดินที่มาจากชุมชนในระดับรากหญ้า พวกที่สองคือคนทั่วไปทั้งเด็กและผู้ใหญ่ รวมทั้งบุคคลที่เป็นชาวต่างประเทศด้วย ได้เข้ามาเที่ยวเข้ามารู้จัก ที่นอกจากจะได้ความรู้แล้วยังสามารถกระตุ้นให้คนในท้องถิ่นเห็นคุณค่าความสำคัญของตนเอง อีกทั้งยังอาจมีรายได้ที่เกิดจากการให้ความรู้ให้บริการในเรื่องอาหารการกินและการนำเที่ยวแก่ผู้ที่มาเที่ยวด้วย

     การดำเนินงานในระยะแรกๆ ของมูลนิธิฯ ประมาณ ๕-๖ ปีมาแล้ว ก็คือการจัดเชื่อมโยงให้กลุ่มคนในท้องถิ่นที่มีความต้องการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ของตนขึ้นมาประชุมร่วมกันเชิงปฏิบัติการ มีการอบรมในเรื่องแนวคิด วิธีการ และการดูงานในที่ต่างๆ และกลับไปดำเนินการโดยที่ทางมูลนิธิฯ จะช่วยเหลือในการจัดทำทะเบียนโบราณวัตถุของท้องถิ่นที่ได้มีการสะสมไว้ ทั้งโบราณวัตถุทางโบราณคดีและทางชาติพันธุ์ มีการศึกษาให้ได้เนื้อหาความรู้จากบรรดาวัตถุเหล่านั้น รวมทั้งแนะนำให้ผู้รู้ในท้องถิ่นรวบรวมข้อมูลมาสร้างเป็นเรื่องราวที่เป็นความรู้ ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวนี้ในบางทีก็ส่งนักศึกษาที่ต้องการทำวิทยานิพนธ์ไปร่วมทำการศึกษาและเก็บข้อมูลด้วย จึงทำให้ได้เนื้อหาที่เป็นที่รองรับของคนภายในมากำหนดเป็นหัวข้อและรายละเอียดในการจัดแสดง นอกจากนั้นมูลนิธิฯ ยังช่วยเหลือและแนะนำต่อไปในเรื่องการจัดหาคณะบุคคลมาช่วยในการออกแบบการจัดแสดง รวมทั้งการก่อสร้างและการจัดแสดงที่พอเหมาะพอสมกับกำลังทุนของท้องถิ่นด้วย ข้อจำกัดในเรื่องเงินทุนของท้องถิ่นนับเป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นแต่ละแห่งจะมีรูปแบบ ขนาด และเนื้อหาไม่เหมือนกันและไม่เท่ากัน รวมทั้งเวลาในการดำเนินการก็แตกต่างกันไปด้วย อย่างไรก็ตาม ในการดำเนินการของมูลนิธิฯ ที่แล้วมานั้นก็หลีกเลี่ยงในการกำหนดกรอบและรูปแบบไม่ได้ ข้าพเจ้าและผู้ร่วมงานในมูลนิธิฯ มักคาดหวังเสมอว่า พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นแต่ละแห่งจะต้องมีอาคารที่มีการจัดสิ่งของแสดงอย่างมีระบบ ให้แลเห็นทั้งเรื่องราวในอดีตที่ห่างไกล อดีตใกล้ๆ ปัจจุบัน และทิศทางในอนาคต ดังนั้น หลังจากการประชุมอบรมและแนะนำบรรดากลุ่มคนที่จะทำพิพิธภัณฑ์ซึ่งมาจากถิ่นต่างๆ แล้ว ก็ปล่อยให้แต่ละกลุ่มได้ดำเนินการของตนต่อไป โดยที่มูลนิธิฯ เข้าไปช่วยเหลือในกิจกรรมที่เป็นพี่เลี้ยงเป็นครั้งเป็นคราวไป

     ภายหลัง ๔-๕ ปีที่ผ่านมา การดำเนินการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นโดยคนภายในท้องถิ่นมีผลที่แตกต่างกันไป บางแห่งก็สามารถจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ขึ้นมาได้สำเร็จ บางแห่งก็กำลังดำเนินการอยู่ และบางแห่งก็ยังหยุดอยู่เพียงจุดเริ่มต้นอันเนื่องมาจากยังไม่มีทุนพอเพียงที่จะดำเนินการ แต่ที่ทุกแห่งมีความคล้ายคลึงกันก็คือ มีการค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลมาสังเคราะห์เป็นความรู้ในเรื่องประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่น ที่สามารถถ่ายทอดให้คนในท้องถิ่นทั้งรุ่นผู้ใหญ่และเด็กได้เรียนรู้และรู้จักตัวเองในระดับที่เท่าเทียมกัน ผลที่ปรากฏดังกล่าวนี้ทำให้ข้าพเจ้าต้องประเมินความหมายของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นใหม่ นั่นคือ จำเป็นต้องหลุดจากการติดกรอบในเรื่องรูปแบบของการจัดให้มีอาคารพิพิธภัณฑ์และการจัดแสดงที่ให้เห็นความหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมในลักษณะเบ็ดเสร็จ หันมาให้คำจำกัดความหมายของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในลักษณะที่เป็นนามธรรมแทน นั่นก็คือหมายถึงกระบวนการเรียนรู้ของคนภายในในการรวบรวมหลักฐานข้อมูลทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมมาสร้างเป็นความรู้อย่างมีระบบ แล้วทำการถ่ายทอดให้คนในชุมชนทั้งผู้ใหญ่และเด็กได้เรียนรู้ ความเป็นพิพิธภัณฑ์อาจจะเห็นได้จากการจัดแสดงสิ่งของที่มีความหมายเป็นเรื่องราวในอาคาร ถ้าหากท้องถิ่นมีทุนรอนก็อาจกำหนดบริเวณหรือสถานที่ทางประวัติศาสตร์หรือวัฒนธรรมของชุมชนให้เป็นแหล่งอนุรักษ์เพื่อการเรียนรู้และแสดงกิจกรรมทางวัฒนธรรม ยกตัวอย่างเช่น การอนุรักษ์บ้านเก่า สถานที่ราชการ วัด พระเจดีย์ ศาลเจ้า หรือพื้นที่ธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับตัวแทนแห่งความเชื่อของผู้คนในท้องถิ่นให้เป็นสถานที่ซึ่งผู้คนภายในทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้เรียนรู้ และขณะเดียวกันก็เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและธรรมชาติให้กับผู้คนที่มาจากภายนอก ความหมายและความรู้เกี่ยวกับสถานที่ทางวัฒนธรรมดังกล่าวนี้คือสิ่งที่จะนำไปเชื่อมโยงกับความรู้ที่เป็นองค์รวมทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของท้องถิ่น อีกทั้งเป็นสิ่งที่จะต้องอบรมถ่ายทอดให้พวกเด็กๆ โดยเฉพาะเด็กนักเรียนได้เรียนรู้ พร้อมกับสนับสนุนให้เด็กๆ เหล่านี้เป็นมัคคุเทศก์ที่จะนำและอธิบายให้นักท่องเที่ยวและผู้ที่มาจากภายนอกได้รู้จักและเรียนรู้

     ตัวอย่าง ของการเคลื่อนไหวจากภายในเพื่อการเกิดพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ในลักษณะที่กำหนดสถานที่สำคัญทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์เพื่อการถ่ายทอดความรู้ที่ขานรับการท่องเที่ยวดังกล่าวนี้ กำลังเกิดขึ้นในหลายๆ ท้องถิ่นที่ทางมูลนิธิฯ มีความสัมพันธ์ด้วย เช่น ที่เวียงป่าเป้าในเขตจังหวัดเชียงราย ที่ทางมูลนิธิฯ ได้จัดให้มีการสัมมนาแลกเปลี่ยนความติดและความรู้กันระหว่างคณะผู้จัดทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจากที่ต่างๆ

     พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่เวียงป่าเป้านี้กำหนดสร้างขึ้นที่วัดศรีสุทธาวาส เป็นการเคลื่อนไหวของพระอธิการบรรพต คมฺภีโร ผู้เป็นเจ้าอาวาสและผู้อาวุโสจำนวนหนึ่งในท้องถิ่นได้มีการรวบรวมโบราณวัตถุทั้งที่เป็นของทางโบราณคดีและชาติพันธุ์ไว้พอสมควรในอาคารหลังหนึ่ง เพื่อจัดแสดงให้เป็นพิพิธภัณฑ์เมื่อ ๔-๕ ปีมาแล้ว แต่ทางวัดและท้องถิ่นก็ยังไม่มีทุนรอนพอที่จะจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เหมาะสมได้ จึงอยู่ในสภาพเป็นสถานที่เก็บของเรื่อยมา แต่ความก้าวหน้าในการรวบรวมข้อมูลและสร้างเป็นความรู้กลับมีความก้าวหน้าเป็นอย่างยิ่ง เพราะท่านเจ้าอาวาสและคณะได้ทำการค้นคว้าและอนุรักษ์สถานที่ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของท้องถิ่นได้อย่างมากมาย สถานที่แรกที่ต้องยกย่องและกล่าวถึงเป็นแห่งแรกก็คือ การอนุรักษ์ป่ารอบวัดศรีสุทธาวาส จึงนับเป็นอัตลักษณ์ของวัดนี้ คือ รอบๆ วัดมีพื้นที่ประมาณ ๔๓ ไร่ ที่พระเถระผู้เป็นเจ้าอาวาสและผู้ใหญ่ของวัดกันไว้ให้เป็นป่าต้นไม้ใหญ่ๆ นานาชนิด ป่านี้เป็นแหล่งสมุนไพรของชุมชนและเป็นที่ซึ่งคนนำเอาโรงทานที่ทำอุทิศให้ผู้ตายมาตั้งไว้ใกล้ๆ กับวัด ท่านเจ้าอาวาสได้ทำการศึกษาพันธุ์ไม้กว่าหนึ่งร้อยชนิดรวมทั้งสรรพคุณในด้านต่างๆ จัดบริเวณให้สะอาดเพื่อเป็นแหล่งที่เด็กและผู้สนใจภายนอกได้เดินชมและเรียนรู้ รวมทั้งทีการนำพันธุ์ไม้และสมุนไพรที่เคยมีในท้องถิ่นมาปลูกเพิ่มเติม ยกตัวอย่างเช่น ต้นเปล้าที่มีสรรพคุณในการรักษาโรคกระเพาะและลำไส้ โดยอธิบายว่าชื่อเวียงป่าเป้านั้นหมายถึงเวียงที่มีป่าต้นเปล้าดังกล่าวนี้นั่นเอง นอกจากนั้น ยังมีการปรับเปลี่ยนบริเวณพื้นที่บ่งแห่งให้เป็นลานวัฒนธรรมเพื่องานพิธีกรรม งานชุมนุมและงานแสดงประเพณีที่ร่มรื่นของท้องถิ่นด้วย ป่ารอบวัดนี้นับเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งได้อย่างหนึ่ง

     ถัดจากป่ารอบวัดแล้วบริเวณวัดและสิ่งก่อสร้างทั้งหมดทางศาสนาก็คือพิพิธภัณฑ์ในตัวเอง ซึ่งท่านเจ้าอาวาสและคณะได้ทำการอนุรักษ์โบสถ์เก่า พระสถูปเจดีย์ หอไตร ร่องรอยของวิหารเก่า และลวดลายศิลปะที่ฐานชุกชีไว้เป็นอย่างดี แต่ละแห่งมีการศึกษาความหมายความสำคัญที่พร้อมจะอธิบายให้เด็กได้เรียนรู้และคนจากภายนอกได้เห็นและเข้าใจ สิ่งที่สำคัญในเรื่องนี้ก็คือ ได้มีการค้นคว้าประวัติความเป็นมาที่สัมพันธ์กับโบราณวัตถุภายในวัด เช่น ศิลาจารึกและชิ้นส่วนพระเศียรพระพุทธรูปพระประธาน จนได้ความว่าวัดศรีสุทธาวาสนี้หาได้เป็นวัดใหม่ตามชื่อในปัจจุบันไม่ หากเป็นวัดสำคัญของเมืองเวียงป่าเป้า ในตอนต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ทีเดียว เพราะมีทั้งจารึกและโบราณวัตถุที่ยืนยันให้เห็นว่าเป็นวัดที่ประดิษฐานพระพุทธรูปใหญ่ที่เรียกว่าพระเจ้าตนหลวง ในทำนองเดียวกันกับวัดพระเจ้าตนหลวงที่เมืองพะเยาว์หรือพระเจ้าใหญ่อินแปงที่เมืองอุบลราชธานี ยิ่งกว่านั้นการศึกษาและค้นคว้าของท่านเจ้าอาวาสและคณะยังขยายขอบเขตกว้างไปกว่าบริเวณวัดศรสุทธาวาส โดยกินไปถึงประวัติความเป็นมาของเวียงป่าเป้าที่สัมพันธ์กับการเกิดบ้านเมืองในเขตลุ่มน้ำแม่ลาวตอนบนอีกด้วย อย่างเช่นที่เวียงป่าเป้าเป็นเวียงที่เป็นศูนย์กลางของชุมชนบ้านเมืองในท้องถิ่นที่มีการอยู่สืบเนื่องมาหลายยุคหลายสมัย ซึ่งเห็นได้จากการมีซากกำแพงเวียง ร่องรอยของวัดโบราณที่มีทั้งร้างและไม่ร้างรวม ๕๐ แห่ง วัดหลายวัดในเขตเมือง เช่น วัดป่าแดงในปัจจุบันยังเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นการเป็นวัดที่มีคณะศรัทธาดูแลและเป็นศูนย์กลางของชุมชนที่อยู่ในเขตเมืองที่มีมาแต่สมัยโบราณทีเดียว ความสำคัญอีกอย่างหนึ่งของเวียงป่าเป้าก็คือ ความเป็นเมืองที่เคยมีเจ้าเมืองตามประเพณีล้านนาปกครอง ที่ยังพอทราบถึงเรื่องราวชีวิตความเป็นอยู่ของเจ้าเมืองและครอบครัวได้ เพราะปัจจุบันเรือนที่อยู่อาศัยของเจ้าเมืองรวมทั้งสถานที่สำคัญต่างๆ ยังมีบุคคลซึ่งเป็นลูกหลานของเจ้าเมืองและคนเมืองรุ่นเก่ายังพอจดจำที่จะเล่าขานให้คนรุ่นหลังฟังได้ ในการไปสัมมนาของมูลนิธิฯ ครั้งนี้ ปรากฏว่าท่านเจ้าอาวาสและคณะ ได้จัดให้บรรดาผู้อาวุโสที่เป็นลูกหลานเจ้าเมืองและคนเก่าๆ มาร่วมสนทนาให้ข้อมูลและความรู้ รวมทั้งช่วยนำพาเด็กนักเรียนของท้องถิ่นไปเที่ยวศึกษาตามสถานที่สำคัญต่างๆ ของเมืองด้วย

     ดังนั้น การเข้าร่วมในการสัมมนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่วัดศรีสุทธาวาสที่เมืองเวียงป่าเป้า ข้าพเจ้าแลเห็นกระบวนการสร้างความรู้ของท้องถิ่น โดยผู้นำเช่นพระสงฆ์และผู้อาวุโสที่อยู่ในบริบททางสังคมอย่างแท้จริง เพราะเป็นการเคลื่อนไหวโดยคนในไปพร้อมๆ กันทั้งรุ่นเด็กและผู้ใหญ่ที่ทำให้ทุกคนรู้ว่าใครเป็นอะไร ทำอะไร และต่อไปจะทำอะไรในการจรรโลงสำนึกร่วมของความเป็นคนในชุมชนและท้องถิ่นเดียวกัน ยิ่งกว่านั้นองค์ความรู้ที่รวบรวมและสร้างขึ้นนี้ คือสิ่งที่คนในท้องถิ่นทุกผู้ทุกนามยอมรับว่าเป็นของตนเป็นของส่วนรวมหาใช่ผู้ใดผู้หนึ่งจากภายนอกอย่างเช่นข้าพเจ้าหรือคนในมูลนิธิฯ มาค้นคว้าให้แต่อย่างใด ในสุดท้ายนี้ข้าพเจ้าคิดว่าการเคลื่อนไหวของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในลักษณะที่เป็นกระบวนการสร้างความรู้ที่ไม่ติดกรอบติดรูปแบบและลื่นไหลไปตามสถานการณ์และศักยภาพของท้องถิ่นที่กล่าวมานี้ คือสิ่งที่อยู่ในทิศทางที่เหมาะสมที่นอกจากจะสามารถสร้างสำนึกร่วมของคนในสังคมได้ด้วยแล้ว ยังเป็นสิ่งจำเป็นที่จะนำไปสร้างเป็นความรู้ท้องถิ่นที่จะให้เด็กได้เรียนกันตามโรงเรียนอีกด้วย

หากต้องการบอกรับเป็นสมาชิกจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ กรุณาส่งชื่อที่อยู่พร้อมแสตมป์ ๖ ดวงต่อปีมายังที่อยู่ของมูลนิธิฯ