เล่าด้วยภาพ

  วาระสุดท้ายของคลองรังสิต

    มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์

     

คลองรังสิตประยูรศักดิ์เกิดขึ้นจากความต้องการพัฒนาพื้นที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อส่งเสริมพื้นที่ปลูกข้าวในสมัยรัชกาลที่ ๕ โดยจ้างบริษัทขุดคลองแลคูนาสยามเป็นฝ่ายดำเนินการขุดคลองสายใหญ่และสายย่อยทั้งสองฝั่งอีกฝั่งละ ๒๐ คลอง จากแม่น้ำเจ้าพระยาที่ตำบลบ้านใหม่ ปทุมธานีถึงแม่น้ำนครนายกที่ตำบลบางปลากด เพื่อขายที่ดินให้กับกลุ่มเจ้านายและผู้มีฐานะที่เก็งกำไรและกลุ่มชาวนาที่ต้องการทำนา เพราะในช่วงนั้น การค้าข้าวในตลาดโลกได้ราคาดี แต่การขุดคลองรังสิตไม่ได้ผลดีตามจุดมุ่งหมายนัก เพราะเกิดการขาดแคลนน้ำ การทำนาไม่ได้ผลสมบูรณ์ ชาวบ้านพากันอพยพไปอยู่ที่อื่นก็มาก จึงต้องขุดคลองรพีพัฒนศักดิ์เพื่อระบายน้ำจากแม่น้ำป่าสักเจ้าคลองรังสิตเพื่อช่วยในการชลประทานให้ได้ผลดีขึ้น

     คลองรังสิตเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ทุกวันนี้ แม้จะได้รับการจัดระเบียบการขายก๋วยเตี๋ยวเรือที่อยู่บนเรือกระแชงลำใหญ่ให้ย้ายไปอยู่อีกฟากหนึ่งและห้ามขายต้นไม้ริมทางซึ่งล้วนเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุปีละกว่า ๓๐๐ ราย ทั้งจัดสัมมนาระดมความคิดเห็นจากรัฐและชาวบ้านเพื่ออนุรักษ์ " คลองรังสิตประยูรศักดิ์ " ให้รุ่งเรืองเหมือนเมื่อครั้งเมื่อร้อยกว่าปีก่อน จนถึงกับมีโครงการเกี่ยวกับ "คลองสายวัฒนธรรม " ตีตราประทับให้แก่คลองรังสิตในปัจจุบัน

     คลองรังสิตทุกวันนี้คงมีเพียงลมหายใจที่รวยริน เหลือเพียงกลิ่นอายแห่งความคึกคักรุ่งเรืองของชุมชนตลาดปากคลองเล็กๆ ส่วนชาวบ้านร้านตลาดกลายเป็นวัตถุทางประวัติศาสตร์ที่ยังมีลมหายใจ ผสมผสานกับชุมชนใหม่ซึ่งเป็นบ้านจัดสรรและโรงงานอุตสาหกรรม

     ก่อนคลองรังสิตจะถึงวาระสุดท้าย มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ไปเก็บภาพเพื่อบันทึกถึงความเป็นอนิจจังของชุมชนชาวนาที่เปลี่ยนแปลงกลายหมู่บ้านชานเมือง

วาระสุดท้ายของคลองรังสิต

มัสยิดบริเวณคลอง ๑๔ ซึ่งอยู่ระหว่างเขตรอยต่อจังหวัดปทุมธานีและจังหวัดนครนายก จากคลอง ๑๓ จนถึงคลอง ๒๑ เป็นพื้นที่ซึ่งมีชาวมุสลิมเป็นส่วนใหญ่ ล้วนเป็นชาวนามาแต่เดิม ก่อนจะเปลี่ยนกลายเป็นสวนส้มไม่ใช่น้อย และเจ้าของสวนส้มที่รังสิตทุกวันนี้ก็ขยับหาพื้นที่ใหม่ไปอีกเรื่อยๆ

เรือนค้าขายบริเวณปากคลอง ๑๓ ซึ่งยังคงมีอาคารร้านค้าเหลืออยู่บ้าง คลองบริเวณนี้ยังใสสะอาดเนื่องจากไกลจากปากคลองรังสิตที่มีบ้านจัดสรรและโรงงานอยู่มาก ชาวบ้านบางกลุ่มยังลงแหจับปลากันได้อยู่

คุณลุงซึ่งเป็นมุสลิมกับร้านตัดผมลมโชย ตลาดปากคลอง๑๓ แม้จะอยู่อย่างสงบสุข แต่ก็ยังไม่วายห่วงว่าผู้ที่มาถ่ายรูปเยี่ยมเยือนจะมากองกรมโยธาธิการเพื่อไล่ที่ให้ย้ายออกไป การไล่ที่มีมาโดยตลอด บางร้านก็ย้ายไปบางร้านก็ยังคงอยู่ แต่ก็ไม่มีอะไรรับรองว่าจะมีการไล่รื้ออีกเมื่อใด

ตลาดปากคลองคือหัวใจของเศรษฐกิจบริเวณคลองรังสิต ปากคลองแต่ละแห่งจะมีรูปแบบของชุมชนที่คล้ายคลึงกัน นั่นคือ ตลาดปากคลองจะเป็นศูนย์กลางทางการค้าของชาวนาภายในคลองที่อยู่ลึกเข้าไป กลุ่มชาวจีนจะเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่เป็นคนค้าขายและอยู่ตลาดห้องแถวริมคลอง และจะมีศาลเจ้าจีนตั้งอยู่ บางแห่งก็มีโรงงิ้วโรงเจและโรงลิเกอยู่ที่ตลาดนั้นด้วย

ศาลเจ้าจีนแบบเดิมและศาลผีแบบไทยมักตั้งอยู่ที่ปากคลอง ที่ตลาดปากคลองจะเป็นจุดศูนย์รวมทั้งเศรษฐกิจและความเชื่อ ในขณะที่วัดแถบคลองรังสิต จะตั้งอยู่ห่างๆ กัน และไม่มีประจำอยู่ทุกคลอง

บรรยากาศภายในเรือนแถวตลาดคลอง ๗ ยังคงหลงเหลือร้านค้าอยู่มากกว่าที่อื่น แต่ก็มีการรื้อถอนปิดร้าน อพยพไปอยู่ที่อื่นๆกันมากแล้ว

ร้านค้าปากคลองที่เคยรุ่งเรืองถึงที่สุด เป็นศูนย์รวมการค้าขายของคนภายในคลอง ถึงวันนี้เมื่อการคมนาคมเปลี่ยนไป ฝั่งที่เป็นถนนสามารถปลูกตึกแถวจึงค้าขายได้ดีกว่า

ช่างตัดเสื้อในตลาดคลอง ๗ นั่งเย็บผ้าอย่างเหงาๆ เมื่อวันเวลาไม่ใช่ของเขาอีกต่อไป

เรือแจวที่มีประทุนถูกทิ้งอยู่ริมคลองหน้าวัดซึ่งถนนในปัจจุบันตัดผ่าน บริเวณคลอง ๗ จึงนับว่าเป็นศูนย์กลางของชุมชนที่ใหญ่โตกว่าแห่งอื่น เพราะตลาดห้องแถวใหญ่โต มีร้านค้าสารพัดมากมาย มีท่าเรือเมล์ที่วิ่งระหว่างปากคลองรังสิตกับคลองภายใน มีวัดที่ตั้งอยู่อีกฝั่งหนึ่ง มีศาลเจ้าซึ่งมีวิกลิเก และโรงสีข้าวที่ปากคลอง

เจ้าของร้านขายของชำสารพัดยังคงยิ้มแย้ม แม้ในแต่ละวันจะขายของได้น้อยเต็มที บรรยากาศในร้านถึงจะมีสีสันแต่ก็ไม่คึกคัก สินค้าหลายอย่างเก่าเก็บฝุ่นเกาะเกรอะกรัง นอกจากน้ำชา กาแฟ และโอเลี้ยง เธอขายอะไรได้ไม่มากนัก เพราะซุปเปอร์สโตร์ขนาดใหญ่ที่ปากคลองรังสิตทุกวันนี้ช่วงชิงลูกค้าไปจนหมด

วันนี้ของคลอง ๗ กลายเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ที่ยังมีลมหายใจแม้เพียงรวยริน แต่ยังมีหน้าที่ใช้งานเป็นฉากในหนังละครหลายเรื่อง บรรยากาศยังคงมีร่องรอยของตลาดเก่าอยู่มาก หากชาวรังสิตต้องการรักษาลมหายใจของตลาดปากคลองเหล่านี้ไว้ ก็ต้องเข้าใจธรรมชาติของการเติบโตของชุมชนปากคลองที่อยู่ริมน้ำ การไล่ที่ของกรมชลประทานให้ย้ายเรือนค้าขายย้ายเข้าไปอยู่ภายใน ก็คือ การทำลายตลาดปากคลองโดยสิ้นเชิง หากชีวิตคนกับคลองไปด้วยกัน การรักษาบรรยากาศของตลาดปากคลองไว้ก็คงเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจผู้คนมากกว่าการไปนั่งกินก๋วยเตี๋ยวเรืออย่างเดียว

บ้านเรือนริมคลองกับหมู่บ้านจัดสรรด้านหลังที่เป็นตึกแท่งสี่เหลี่ยม เป็นวัฒนธรรมการอยู่อาศัยสองแบบที่ขัดแย้งกันอย่างชัดเจน

ทุกวันนี้ ชาวคลองรังสิตต้องเผชิญกับปัญหาน้ำเสียที่มาจากโรงงานอุตสาหกรรมอย่างหนัก น้ำเน่าเสียที่พยายามแก้ไขมีสาเหตุมาจากโรงงานและบ้านเรือนที่แออัดเป็นสำคัญ

บ้านริมคลองที่มีท่าน้ำและต้นไม้ ก็ไม่อาจหลีกหนีการเข้ามาของเมืองที่ขยับขยายลุกไล่ลึกเข้ามาเรื่อยๆ

ตลาดปากคลองแถบคลองหนึ่งคลองสองกลายเป็นร้านค้า เซเว่น-อีเลฟเว่นและตลาดตึกแถวไป นี่คือรังสิตในทุกวันนี้

 

หากต้องการบอกรับเป็นสมาชิกจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ กรุณาส่งชื่อที่อยู่พร้อมแสตมป์ ๖ ดวงต่อปีมายังที่อยู่ของมูลนิธิฯ