ตอบจดหมาย มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ตอบจดหมาย |
|
| มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ | |
จดหมายจากนครไทย ๓๙ หมู่ ๖ บ้านประดู่สิน (คุ้ม ๓ ศาลาภักดี) ตำบลบ้านแยง อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ๖๕๑๒๐ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๔๖ เรียน คุณรอบรู้ วิริยะพันธุ์ กรรมการและเลขานุการ ขอบพระคุณที่กรุณาส่งจดหมายข่าวมูลนิธิฯ ฉบับที่ ๔๒ เดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ๒๕๔๖ ไปยังที่อยู่ใหม่ เพราะมีคุณค่าแก่ผมมาก ผมได้อ่านคอลัมน์เปิดประเด็นในเรื่องการวิจัยท้องถิ่นที่ควรเป็น โดยอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม เห็นด้วยกับแนวคิดของท่านที่จะสร้างนักวิจัยที่เป็นผู้รู้ในท้องถิ่น ซึ่งเป็น " คนใน " มากกว่า " คนนอก " ที่ส่วนมากเป็นนักวิจัย " อาร์มแชร์ " และข้อมูลที่ได้รับจาก " คนใน " ซึ่งไม่เคยกลับไปเป็นประโยชน์ต่อท้องถิ่นจะได้นำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ในรูปของ " กระบวนการท้องถิ่นวัฒนา " ในอนาคตต่อไป มากกว่าเป็นเพียง " วิทยากร " ที่มีค่าตอบแทนเล็กน้อยหรือไม่มีเลยในปัจจุบัน นั่นเป็นเรื่องคน ส่วนในเรื่องกระบวนการและทิศทาง ผมเห็นด้วยกับ " ท้องถิ่นศึกษา " ทั้งในด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี และประวัติศาสตร์สังคม เพื่อนำไปสู่การศึกษา " วัฒนธรรมท้องถิ่น " ต่อไปภายหลังการอบรมความรู้เพิ่มเติมแล้ว แต่ในบางครั้ง ผมเห็นความสับสนทางด้านข้อมูล (ซึ่งผมเห็นด้วยในหลักการว่า ไม่มีใครถูกหรือใครผิด ในข้อมูลที่นำเสนอบนพื้นฐานของความเชื่อมั่นของแต่ละนักวิชาการแต่ละสำนัก) เช่น คอลัมน์ " สุโขทัย ศรีสัชนาลัย ประวัติศาสตร์ที่ถูกซ่อนเร้น " นำเสนอโดยคุณปริเชต ศุขปราการ ทำให้ผมเกิดความสงสัยและใคร่รู้ว่า ข้อมูลใดควรใช้เป็นกรอบความคิดในการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์สร้างชาติเหล่านี้ โดยเฉพาะด้าน " ชาติวงศ์วรรณา" ของนครไทย ชาติตระการ สู่สุโขทัย และพิษณุโลก ในปัจจุบัน คำถามคือ ผมจะได้รับความรู้เหล่านี้ได้ที่ใด กรุณาแนะนำให้ผมด้วยจะเป็นพระคุณยิ่ง ในทางปฏิบัติ ผมได้ไปกราบพระรูปอนุสาวรีย์พ่อขุนบางกลางท่าวที่วัดกลาง อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก และรำลึกถึงความเก่าแก่ของเมืองนี้โดยต้นจำปาขาวซึ่งเชื่อกันว่าปลูกโดยพ่อขุนบางกลางท่าว แต่ไม่ปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี และด้านสังคมให้เห็นเลย ความกระหายใคร่รู้จึงยังอยู่ในใจผมตลอดมา และเป็นปัญหาที่ผมต้องการคำตอบและคำแนะนำอันมีคุณค่าจากทางมูลนิธิฯ ผมรอความกรุณาอยู่ครับ ขอแสดงความนับถือ ทวีวงศ์ เทียนเสรี ...................................................................................................................................................................................................................................................... เรียน คุณทวีวงศ์ เทียนเสรี ที่นับถือ ทางมูลนิธิฯ ยินดีอย่างยิ่งที่ได้ทราบว่าคุณทวีวงศ์ให้ความสนใจเนื้อหาข้อมูลจดหมายข่าว และเขียนมาคุยกับพวกเราจนทำให้เกิดความรู้สึกดีๆ ว่า มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์คงจะไม่ได้ทำงานกันอย่างเหงาๆ แต่อย่างใด หากแต่มีผู้สนใจและสอบถามในประเด็นที่ลึกซึ้งอย่างยิ่ง ดิฉันขอตอบในนามมูลนิธิฯ ซึ่งได้ขอความเห็นเพิ่มเติมจากอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดมแล้ว ก็เห็นว่า สิ่งที่คุณทวีวงศ์ถามนั้น เป็นปัญหาคาใจสำหรับผู้สนใจหรือนักวิชาการในท้องถิ่นจำนวนมากที่กำลังสับสนอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในท้องถิ่นเช่นที่นครไทยที่คุณทวีวงศ์อาศัยอยู่ นับเป็นพื้นที่ตัวอย่างสำหรับประวัติศาสตร์สองรูปแบบที่ดำเนินไปด้วยกัน แต่ได้สร้างความสับสน เมื่อมีความต้องการหาข้อยุติว่า ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเช่นของนครไทยควรจะมีข้อสรุปเช่นใดกันแน่ ข้อเท็จจริงเรื่องสุโขทัยนั้นเพิ่งศึกษาเมื่อครั้งรัชกาลที่ ๔ ต่อมาเมื่อรัชกาลที่ ๖ พระราชนิพนธ์เรื่อง " เที่ยวเมืองพระร่วง " ประวัติศาสตร์สุโขทัยจึงรับทราบแพร่หลายและมีการเขียนประวัติศาสตร์สุโขทัยเป็นเรื่องเป็นราวต่อมา เมื่อการสร้างประวัติศาสตร์นิพนธ์เหล่านี้แพร่ลงมาถึงท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับสถานที่และเมืองเก่าต่างๆ ที่มีอยู่จริง นครไทย จึงกลายเป็นดินแดนของพ่อขุนบางกลางท่าวเจ้าเมืองบางยาง ซึ่งสัมพันธ์กับพ่อขุนผาเมืองเจ้าเมืองราด ที่เชื่อกันว่าอยู่อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ร่วมกันสร้างกรุงสุโขทัยแล้วให้พ่อขุนศรีอินทราทิตย์เป็นกษัตริย์ โดยมีการสร้างตำนานนิยายให้สถานที่ต่างๆ ให้เกี่ยวข้องกับท้องเรื่องในประวัติศาสตร์นิพนธ์ยุคนั้น และเมื่อผสมผสานกับความเชื่อท้องถิ่น จึงเกิดมีเรื่องความสำคัญของต้นจำปาขาว และอนุสาวรีย์พ่อขุนบางกลางท่าวตามมา ที่จริงสิ่งเหล่านี้ เป็นธรรมชาติที่เคยเกิดขึ้นในสังคมของมนุษย์อย่างเป็นเรื่องธรรมดาที่สุด เรารู้จักกันในชื่อของ " ตำนาน " นิทานพื้นบ้านต่างๆ การจะหาข้อเท็จแต่เพียงทางเดียวจากตำนานหรือนิทานพื้นบ้านย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่สิ่งเหล่านี้ได้สะท้อนเหตุการณ์เบื้องหลังและแนวคิดในการสร้างตำนานนี้อย่างไรต่างหาก ที่เป็นสิ่งต้องพิจารณา ดังนั้น คุณทวีวงศ์คงไม่สามารถแสวงหาข้อเท็จจริงจากตำนานหรือเรื่องราวความเชื่อที่เกิดขึ้นในท้องถิ่น โดยเฉพาะเรื่องของประวัติศาสตร์สุโขทัยยุคแรกๆ ได้ แต่จากที่คุณปริเชต ศุขปราการเสนอนั้นได้นำมาจากประเด็นทางวิชาการของอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ซึ่งเสนอเป็นทางเลือกในการไตร่ตรองเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ที่ถูกซ่อนเร้นจากบุคคลสำคัญบางคนในอดีต ที่บิดเบือนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์มานาน จนทำให้เกิดความเข้าใจผิดๆ และเขียนประวัติศาสตร์ผิดๆ จนกระทั่งนำไปสู่การสร้างตำนานและความเชื่อที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ซึ่งชุมชนหลายแห่งได้สร้างประวัติศาสตร์นิพนธ์ของท้องถิ่นขึ้นใหม่จากข้อมูลที่ยังไม่ยุติเหล่านั้น โดยเฉพาะที่นครไทยและเพชรบูรณ์ คุณทวีวงศ์จึงต้องแยกแยะประเด็นนี้เป็นสองกรณี คือ ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ซึ่งถกเถียงกันได้และไม่ควรหาข้อยุติ กับอีกประเด็นหนึ่ง คือ ตำนานท้องถิ่นหรือประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวพันกับความเชื่อของคนในปัจจุบัน ต้องเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ การกราบไหว้อนุสาวรีย์พ่อขุนบางกลางท่าวไม่ใช่สิ่งผิดแม้อาจไม่ตรงกับข้อเท็จจริงนัก เพราะเป็นความเชื่อของผู้คนที่ศรัทธาต้องการที่พึ่งทางใจและวีรบุรุษทางวัฒนธรรมเพื่อการบูรณาการของท้องถิ่นตน ประเด็นทั้งสองนี้ เป็นสิ่งที่ผู้คนสับสนและนำมาปนเปกันอยู่ตลอดเวลา จึงเป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งที่เห็นได้ชัด หากยังจำได้คือ กรณีชาวโคราชประท้วงวิทยานิพนธ์เรื่องท้าวสุรนารีเมื่อหลายปีก่อน ทางมูลนิธิฯ หวังว่าคงช่วยคลายความสงสัยของคุณทวีวงศ์ได้บ้าง วลัยลักษณ์ ทรงศิริ |
|
หากต้องการบอกรับเป็นสมาชิกจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ กรุณาส่งชื่อที่อยู่พร้อมแสตมป์ ๖ ดวงต่อปีมายังที่อยู่ของมูลนิธิฯ
|