เปิดประเด็น เด็กเป็นศูนย์กลาง วาทกรรมคำโตๆ ที่แสนกลวง |
|
| ศรีศักร วัลลิโภดม | |
การใช้คำโตๆ เพื่อสื่อความคิดและเจตนารมย์ของรัฐบาลให้ผู้คนทั่วไปในสังคมไทยรับรู้นั้น มีมาแต่สมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อราวสี่สิบปีที่ผ่านมานับเป็นวิธีการที่รับอิทธิพลมาจากฝรั่งโดยแท้ เพราะเป็นยุคที่การศึกษาไทยทั้งระดับโรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่างก็ถูกครอบงำโดยวัฒนธรรมอเมริกันอย่างสิ้นเชิง คำโตๆ ที่ใช้กันอย่างติดปากติดใจในการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของยุคนั้นก็คือ "งานคือเงิน เงินคืองานบันดาลสุข" นับว่ามีฤทธิ์มากเพราะนอกจากทำให้คนไทยเกิดสำนึกในเรื่องความเป็นปัจเจกแล้วยังกระตุ้นนิสัยบริโภคนิยมทางวัตถุอย่างเพลิดเพลิน ภาวะความเป็นเศรษฐกิจฟองสบู่ที่ยังความพินาศให้กับชีวิตคนเป็นจำนวนมากอาจนับได้ว่าเกี่ยวเนื่องกับคำโตๆ นี้ไม่ใช่น้อย แต่ผลที่ทำให้เกิดปัญหาและความขัดข้องขึ้นในขณะนี้ทำให้มีผู้ที่เกิดความทุกข์ขึ้นก็คือครู โดยเฉพาะครูตัวเล็กๆ ที่ต้องทำหน้าที่ปฏิบัติในการสอนและสร้างความรู้และหลักสูตรท้องถิ่นให้เด็กได้เรียน ความทุกข์อย่างแรกก็คือ ไม่รู้จะสร้างหลักสูตรท้องถิ่นอย่างใดที่ทำให้เด็กหรือผู้เรียนเป็นศูนย์กลางได้ ในขณะที่ความทุกข์ที่ตามมาก็คือ การปรับตัวเองเข้าสู่โครงสร้างและสถานภาพแบบใหม่ที่ตนเองกำลังถูกประเมินในเรื่องศักยภาพจากเจ้านายใหม่ โดยเฉพาะผู้บริหารโรงเรียนและหัวหน้าเขตการศึกษา ความขัดแย้งและปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น รัฐและผู้รับผิดชอบไม่สนใจที่จะรับรู้ เพราะเคยชินกับการแก้ไขปัญหาแบบ why หาได้ใส่ใจกับการที่จะทำอย่างไรที่เรียกว่า how ให้เป็นไปได้อย่างราบรื่นไม่ การเน้นแต่เพียง why แบบลอยๆ ด้วยคำโตๆ ที่เรียกว่า เด็กเป็นศูนย์กลาง นั้น ถ้านำมาสัมพันธ์กับบริบททางสังคมและวัฒนธรรมแล้ว ก็คือเรื่องของการเปลี่ยนขั้วโดยตรง เพราะทั้งประเพณีและพฤติกรรมทางสังคมไทยที่มีมาช้านานนั้น ครูคือศูนย์กลาง เพราะถือว่าเด็กยังเป็นผู้อ่อนผู้เยาว์ต้องได้รับการสั่งสอนทั้งทางโลกและทางธรรมจากครู ทั้งทำหน้าที่เสมือนตัวแทนของพ่อแม่ ครูในสังคมไทยจึงนับเป็นปูชนียบุคคลที่เป็นสถาบันมาช้านาน เด็กจะดีหรือไม่ดีนั้นครูมีส่วนร่วมด้วยเสมอ ถ้าเด็กเรียนไม่ดีประพฤติไม่ดีครูนั่นแหละที่จะถูกสังคมประเมินและกล่าวหา ถ้าจะมองปัญหาการศึกษาของนักเรียนที่เกิดขึ้นในขณะนี้ จากระบบการศึกษาที่ผ่านมาก็จะพบว่ารัฐและผู้บริหารการศึกษาระดับสูงคือผู้ที่สร้างปัญหานี้ ซึ่งก็ประเมินได้จากความรู้สึกและประสบการณ์ของข้าพเจ้าเอง กรณีเด็กนักเรียนสมัยข้าพเจ้านั้นต้องเรียนทั้งท่องจำและคิดตามครู แต่ก็สามารถนำเอาสิ่งต่างๆ ที่เรียนมานั้นเชื่อมโยงให้เป็นเรื่องราวได้จากการแต่งเรียงความ ซึ่งทำให้สามารถแลเห็นการคิดที่เป็นเหตุผลและนำมาเรียบเรียงเป็นภาษาที่สื่อกับคนทั่วไปได้รวมทั้งเป็นสิ่งที่จะทำให้ครูหรือคนอื่นวิพากษ์วิจารณ์และประเมินข้อดีข้อเสียได้ด้วย แต่นับแต่ที่รัฐนำเอาระบบการศึกษาแบบปรนัยเข้ามาให้ครูสอนกัน ความสามารถของนักเรียนที่จะแต่งเรียงความก็หมดความหมายไป หันมาเรียนอะไรที่เป็นเสี่ยงๆ และท่องจำกันเอาไปตอบเป็นเรื่องๆ จนเชื่อมโยงอะไรไม่เป็น ครูเองก็ได้รับการอบรมชี้แนะในเรื่องเทคนิคและวิธีการสอนที่ทันสมัยแบบฝรั่งมากกว่า ที่จะนำไปปรับให้เข้ากับบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของผู้คนในสังคมทั้งระดับบ้านและเมือง ความเก่งของครูจะไปขึ้นอยู่กับการได้เล่าเรียนวิชาการศึกษาที่เน้นแต่แนวคิดทฤษฎีและเทคนิควิธีการจากสังคมตะวันตกเป็นส่วนใหญ่ และดูเหมือนบรรดาอรหันต์ห้าร้อยที่รับผิดชอบในการปฏิรูปการศึกษาในทุกวันนี้ก็คือผลพวงของวิชาการศึกษาแบบที่ว่านี้ทั้งสิ้น จึงแลไม่เห็นบริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่สัมพันธ์กับครูและเด็กแต่อย่างใด ดูเหมือนการมีปฏิกิริยาโต้ตอบวาทกรรมเรื่องเด็กเป็นศูนย์กลางที่สร้างความฮือฮาให้แก่คนทั่วไปในสังคมได้อย่างน่าประทับใจก็คือ การที่เด็กนักเรียนหญิงคนหนึ่งขึ้นมากล่าวว่าการปฏิรูปการศึกษานั้นทำให้เกิด ควายเซ็นเตอร์ มากกว่าเด็กเป็นศูนย์กลาง ความรุนแรงของคำนี้ก็คือการที่จะทำให้เด็กกลายเป็นคนโง่แบบควายมากกว่าที่จะเป็นคนฉลาด อันที่จริงแล้วก็มีนักวิชาการศึกษาหลายคนในบ้านเมืองที่ไม่พยายามสร้างตัวเองให้เป็นอรหันต์ ได้นำเอาความคิดในเรื่องเด็กเป็นศูนย์กลางนี้มาศึกษาและถกเถียงกันนานแล้ว เพราะเป็นแนวคิดที่มาจากทางตะวันตก โดยเฉพาะจากนักคิดคนสำคัญคนหนึ่ง คือ จอห์น ดิวอี้ แก่นของความคิดที่เป็นวาทกรรมอย่างหนึ่งก็คือ "การเรียนโดยการกระทำ " นั้นคือการเรียนโดยการปฏิบัติหรือเรียนอย่างมีประสบการณ์นั้นเอง เมื่อปฏิบัติและมีประสบการณ์นั่นแหละจะสามารถทำให้คิดได้และทำได้เป็นผลตามมา แต่ดูเหมือนบรรดานักการศึกษาใหญ่ๆ ของไทยถอดรหัสแก่นแท้ของความหมายนี้ไม่ได้ เพราะขาดความเข้าใจในบริบทของความเป็นมนุษย์และสังคม จึงมาคิดเป็นโครงสร้างและระบบเชิงเทคนิคที่ห่างความเป็นจริงไป นั่นคือการทำให้เด็กเรียนรู้อย่างเป็นปัจเจกบุคคลซึ่งก็เป็นสิ่งที่น่ากลัวมากว่าเด็กในยุคต่อไปจะเรียนเก่งหรือทำอะไรเก่งๆ ก็เป็นเรื่องเฉพาะตัวเท่านั้น เมื่อเกิดขึ้นก็เท่ากับเป็นการขานรับค่านิยมในเรื่องปมด้อยปมเด่นที่สร้างความเหลื่อมล้ำในสังคมอย่างไม่มีที่สิ้นสุด สิ่งที่มีการเสนอมาอย่างตลกก็คือ การสร้างครูต้นแบบซึ่งก็เป็นเรื่องของการเป็นปัจเจกที่ผิดจากความเป็นมนุษย์อีกนั่นแหละ เมื่อมาถึงตอนนี้ทำให้คิดไปถึงเรื่องต้นแบบอีกอย่างหนึ่ง คือเรื่องของ โรงเรียนต้นแบบ ดูเหมือนจะเข้าท่ากว่าครูต้นแบบเป็นไหนๆ เพราะมีอยู่แล้วในสังคมไทย เช่น โรงเรียนวชิราวุธที่รัชกาลที่ ๖ ทรงสร้างขึ้นโดยทรงเอาความคิดและแบบอย่างมาจากโรงเรียนในประเทศอังกฤษ หรือไม่ก็โรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัยต่างๆ ควรจะได้มีการนำมาเปรียบเทียบและวิพากษ์วิจารณ์เพื่อหาอะไรที่ใหม่และเหมาะสมขึ้นมาเป็นโรงเรียนต้นแบบในปัจจุบันได้ แต่ข้าพเจ้าก็ยังนึกไปถึงโรงเรียนในภาคเอกชนอีกหลายแห่ง ที่ดูเหมือนประสบผลสำเร็จในการปฏิรูปการศึกษาให้เด็กนักเรียนได้ดีและชัดเจนกว่าของรัฐบาล ดังเช่น โรงเรียนรุ่งอรุณ และโรงเรียนเพลินพัฒนา เป็นต้น ข้าพเจ้าเคยเห็นการเรียนการสอนที่น่าสนใจของโรงเรียนเหล่านี้ แต่ไม่เคยเห็นอะไรที่เด็กเป็นศูนย์กลางหรือแม้กระทั่งครูเป็นศูนย์กลางอย่างแยกขั้ว แต่ในขณะเดียวกันแลเห็นการถอดรหัสการเรียนโดยการกระทำของจอห์น ดิวอี้ได้อย่างดีมาก นั่นคือแลเห็นการเรียนรู้ร่วมกันของครูและนักเรียนในเวลาเดียวกัน โดยครูต้องทำหน้าที่ค้นคว้าและคิดหัวข้อหรือโจทย์ให้เด็กไปทำการหาคำตอบร่วมกัน จะเป็นเรื่องของการค้นคว้าในห้องสมุดหรือจากประสบการณ์นอกสถานที่ก็ได้ ในการดำเนินงานนั้นครูไม่ได้ทิ้งลูกศิษย์ หากเฝ้าติดตาม ค้นคว้า แนะนำและเพิ่มเติมตลอดเวลา ในขณะที่เด็กเองก็มีการปรึกษาหารือแบ่งกันไปทำงานตามความถนัดหรือความสนใจของแต่ละคนโดยมีความมุ่งหมายที่ผลสำเร็จร่วมกันอย่างไม่จำเป็นว่าใครเก่งกว่าคนโน้นคนนี้ นับเป็นการเรียนโดยประสบการณ์ที่เป็นกลุ่ม เมื่อเป็นเช่นนี้ความเป็นปัจเจกก็ไม่เกิดขึ้น ในขณะเดียวกันก็มีการรับรู้และยอมรับความสามารถและความถนัดของแต่ละคนที่มีส่วนร่วม เมื่อทำงานเสร็จก็เป็นความภูมิใจของทุกคน สิ่งนี้นำไปสู่การเกิดสำนึกร่วมกันของการเป็นกลุ่มที่มีจริยธรรมเยี่ยงมนุษย์ในฐานะเป็นสัตว์สังคมโดยแท้ ข้าพเจ้าเคยพูดคุยกับผู้ปกครองของเด็กนักเรียนโรงเรียนรุ่งอรุณและโรงเรียนเพลินพัฒนาบางคน และถามว่าการให้เด็กเข้าเรียนในโรงเรียนที่สอนไม่ตามแบบของโรงเรียนรัฐเช่นนี้ไม่กลัวหรือว่าเด็กอาจจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ ผู้ปกครองใจถึงเหล่านั้นกลับตอบว่าไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไร เพราะการเรียนที่ทำให้เด็กรู้จักกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพนั้นสำคัญกว่า ขณะนี้เท่าที่ทราบเกิดโรงเรียนใหม่ๆ เช่น โรงเรียนเพลินพัฒนานั้นคือการร่วมทุนร่วมใจกันของครูรุ่นใหม่ๆ กับบรรดาผู้ปกครองที่มีอุดมคติในการสร้างโรงเรียนแบบใหม่ที่สามารถตอบสนองการเรียนรู้อย่างมีสติปัญญาและการทำอะไรต่ออะไรร่วมกันอย่างเป็นกลุ่มอันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ในฐานะที่เป็นสัตว์สังคมได้อย่างราบรื่น ข้าพเจ้าใคร่ฝากความหวังไว้กับการเรียนรู้ร่วมกันทั้งของครูและนักเรียนแบบนี้มากกว่าคำโตๆ ที่แสนกลวงอย่างเด็กเป็นศูนย์กลางของนักวิชาการแบบอรหันต์ของรัฐบาล |
|
หากต้องการบอกรับเป็นสมาชิกจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ กรุณาส่งชื่อที่อยู่พร้อมแสตมป์ ๖ ดวงต่อปีมายังที่อยู่ของมูลนิธิฯ |