บันทึกจากท้องถิ่น

  เมื่อวัฒนธรรมหลวงขับวัฒนธรรมราษฎร์

   วลัยลักษณ์ ทรงศิริ


การติดตามงานของนักวิจัยท้องถิ่นในโครงการอบรมและวิจัยเชิงปฎิบัติการทางประวัติศาสตร์โบราณคดีและชาติพันธุ์ที่ผ่านมาจนเกือบเสร็จสิ้นโครงการ ทำให้เห็นความหลากหลายทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของพื้นที่ ๕ แห่ง ที่แทบทั้งหมดเป็นชุมชนชายขอบทั้งทางกายภาพและวัฒนธรรม จากการสังเกตการณ์ช่วงกว่าหนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมาได้พบเห็นเหตุการณ์ที่สะท้อนความจริงอันน่าหวั่นใจของสังคมไทยอย่างหนึ่งคือ คนไทยในหมู่มากในปัจจุบันอดทนรับรู้ไปจนถึงเรียนรู้หรือยอมรับความต่างทางวัฒนธรรมโดยเฉพาะศาสนาและความเชื่อแทบไม่ได้เลย

เด็กๆ ไปเรียนศาสนาตอนย่ำค่ำที่โรงเรียนตาดีกา ในหมู่บ้านดาโต๊ะ อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี การเรียนศาสนาเพิ่มเติมถือเป็นส่วนสำคัญที่สุดในชีวิตชาวมุสลิมการยอมรับไม่ได้นี้ แสดงออกจากการ ขาดความรู้ข้ามวัฒนธรรม ซึ่งนำไปสู่นโยบายที่กระตุ้นให้เกิดความรุนแรงจากรัฐในการจัดการต่างๆ คนหมู่มากก็ไม่ยอมเรียนรู้ พอใจเพียงการกล่าวโทษหรือแสดงความเห็นเมื่อไม่ถูกใจและเฮตามกันไปกับนโยบายของรัฐเท่านั้น

นโยบายของรัฐหากมองในมิติทางวัฒนธรรมก็คือ วัฒนธรรมหลวง ซึ่งกำลังกระทำการบีบคั้นแก่วัฒนธรรมชาวบ้านหรือ วัฒนธรรมราษฎร์ ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม พลังของวัฒนธรรมหลวงกำลังจัดการกับท้องถิ่นเสียจนเกือบไม่ให้มีที่ยืนอย่างมีศักดิ์ศรีทัดเทียมกันในสังคมไทย

อาจเป็นไปได้ที่ชีวิตของคนส่วนใหญ่ในปัจจุบันก้าวพ้นไปจากสังคมแบบจารีตประเพณีเสียแล้ว จึงเห็นว่าค่านิยมในการดำเนินชีวิตที่มีศรัทธาและความเชื่อทางศาสนากำกับกลายเป็นสิ่งล้าสมัยจนไม่สามารถทำความเข้าใจได้ ที่เห็นได้ชัดคือกรณีเหตุรุนแรงในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม สังเกตว่าพื้นที่ดังกล่าวยังคงเป็นสังคมที่ล้าหลังทางวัตถุไกลจากศูนย์กลางอยู่ถึง ๔๐ ปี แต่ในขณะเดียวกันก็ยังธำรงความเป็นมนุษย์ไว้ได้อย่างสมบูรณ์

การธำรงความเป็นมนุษย์นั้นเห็นได้จาก จารีตประเพณีและศรัทธาความเชื่อทางศาสนายังคงกำกับวิถีชีวิตของผู้คนอย่างเข้มแข็ง การอยู่อย่างเป็นชุมชน มีมัสยิด โรงเรียนปอเนาะ โต๊ะครู คือหัวใจของสังคมมุสลิมในพื้นที่นี้

หากย้อนกลับไปมองเมืองไทยยุคก่อนการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ทันสมัย สังคมชาวพุทธล้วนผ่านวิถีชีวิตเช่นนี้มาแล้ว ผู้ใหญ่หลายๆ ท่านยังจำความร่มรื่นในชีวิตเหล่านั้นได้ดี แต่เมื่อผู้คนแยกตนเองออกจากชุมชน ไม่เข้าวัดไม่ไหว้พระ แหล่งเรียนรู้เช่นโรงเรียนกลายเป็นสถานที่ฝึกหัดระเบียบวินัยไม่ต่างไปจากกองทหาร ความทรงจำเหล่านั้นจึงกลายเป็นความแปลกแยกและล้าหลัง เห็นสังคมในระบบจารีตเป็นเรื่องแปลกประหลาดและหวั่นไหวในสิ่งที่ไม่รู้จักจนต้องเข้าไปจัดการหรือสั่งการให้เปลี่ยนแปลง ทั้งที่เป็นการละเมิดสิทธิของชาวมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างชัดเจน

ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ ภาษา และวัฒนธรรม ตลอดจนระบบความเชื่อที่แตกต่างอย่างชัดเจนของผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามในภาคใต้ถูกเคลือบแคลงสงสัยอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ ถ้าลองเข้าไปอ่านความคิดเห็นจากโลกอินเตอร์เนตก็จะเห็นอาการสุดขั้วทางความคิดที่มองปัญหาด้วยความรุนแรงเพียงด้านที่ตนพอใจ ผู้ที่ไม่เชื่อไม่ปฏิบัติอย่างเดียวกับตนก็คือ "คนอื่น " อาจแถมข้อหา "ไม่รักชาติ " อีกด้วย

นอกจากรัฐบาลจะเป็นฝ่ายถือวัฒนธรรมหลวงอยู่ในมือ คอยกำราบสังคมมุสลิมให้อยู่ในกรอบปฏิบัติที่ตนต้องการ องค์กรของสงฆ์อย่างสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและมหาเถรสมาคมก็ยังเป็นตัวแทนของอำนาจรัฐสั่งการไปที่ชุมชนด่านซ้ายในจังหวัดเลยให้ยึดครองพื้นที่ของ     "พระธาตุศรีสองรัก" ให้เป็น "วัดพระธาตุศรีสองรัก" ให้พระสงฆ์เข้าไปจำพรรษาและจัดการแทนที่เจ้าพ่อกวนและพ่อแสน ผู้ได้รับการนับถือจากชาวบ้านและเป็นผู้ทำพิธีกรรมเกี่ยวกับชีวิตและประเพณีของเมืองด่านซ้ายที่ยังอยู่ในสังคมแบบจารีต ระบบความเชื่อที่นับถือทั้งผีและพุทธหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตอย่างปกติสุข

พระธาตุจึงเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของเมืองด่านซ้าย แต่ในสำนึกชาวบ้านไม่เคยมีหน้าที่ของการเป็น "วัด" แต่อย่างใด หากมหาเถรสมาคมและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติต้องการเปลี่ยนความเชื่อศรัทธาของชาวบ้าน จะด้วยความเข้าใจผิดหรือปรารถนาดีเพื่อให้สังคมพุทธศาสนาในท้องถิ่นบริสุทธิ์มากขึ้นหรือสะสางผลประโยชน์ที่เกิดจากพระธาตุก็ตาม ได้ส่งผลสะเทือนไปถึงวัฒนธรรมชาวบ้านในท้องถิ่นจนชาวเมืองด่านซ้ายลุกขึ้นมาตอบโต้และปกป้องพื้นที่ทางความเชื่ออันเป็นหลักบ้านหลักเมืองของตนอย่างจริงจัง

แม้จะเป็นสังคมพุทธเช่นเดียวกันก็ตาม หากขาดความรู้และปัญญาไม่ยอมรับความแตกต่างในจารีตประเพณีและความเชื่อของผู้คนต่างสถานที่ต่างวัฒนธรรม สิ่งเหล่านี้คือการขับไสวัฒนธรรมราษฎร์ในพ้นจากเวที โดยมีวัฒนธรรมหลวงที่รัฐสั่งการเข้ามาเป็นเจ้าเข้าครองแทน ศรัทธาต่อพระธาตุศรีสองรักของชาวด่านซ้ายที่ไม่เคยเห็นพระธาตุเป็น "วัด" ถูกรังเกียจโดยมหาเถรสมาคม

ขบวนการก่อการร้ายไม่ว่าจะเป็นที่ใดในโลก ล้วนเกิดมาแต่เหตุรังแกกัน การแก้ปัญหาที่ดูง่ายๆ และไม่ซับซ้อนแต่ทำได้ยากที่สุดก็คือ อย่าบีบคั้นคนจนหมดทางสู้ เพียงเปิดพื้นที่ให้ " คนอื่น " ได้ร่วมยืนอยู่โดยเสมอภาคและพร้อมด้วยศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ก็น่าจะเพียงพอสำหรับโลกที่ดีกว่านี้

การท่องจำร่ำเรียนมาตลอดชีวิตว่าสังคมไทยคือสังคมที่มีอิสระในการนับถือศาสนา มีเอกภาพในความเป็นชาติ ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันภายใต้พระบรมโพธิสมภารอย่างสงบสุข มาถึงทุกวันนี้ เรื่องเล่าในวัยเรียนเป็นเพียงภาพลวงตา เพราะตระหนักได้ถึงข้อเท็จจริงอันรุนแรงที่วัฒนธรรมหลวงกระทำต่อวัฒนธรรมราษฎร์ในยุคนี้

แม้คนส่วนใหญ่จะยินยอมก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แต่อย่าลืมว่าเรายังมีท้องถิ่นอีกมากมายที่คิด เชื่อ และมีวิถีชีวิตไม่เหมือนคนที่ศูนย์กลาง โดยมีสิทธิอย่างสมบูรณ์ทั้งทางกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฏเกณฑ์ทางสังคมที่มีบทบัญญัติทางศาสนาหรือความเชื่อกำกับ

การผสมผลมกลมกลืนทางวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา หากแต่หักหาญจนถึงขั้นบีบคั้นล้มล้างย่อมเกิดผลกระทบตามมาอย่างรุนแรง


หากต้องการบอกรับเป็นสมาชิกจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ กรุณาส่งชื่อที่อยู่พร้อมแสตมป์ ๖ ดวงต่อปีมายังที่อยู่ของมูลนิธิฯ