สโมสรพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น

    วัฒนธรรมไร้รูปกับการจัดการ

     บุญชัย บูรณวัฒนาโชค

 

การประชุมนานาชาติเรื่อง "พิพิธภัณฑ์กับชุมชน: มุมมองเปรียบเทียบข้ามพรมแดนวัฒนธรรม" ที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร เมื่อวันที่ ๒๘ - ๒๙ กันยายน ๒๕๔๘ ที่ผ่านมาได้มีผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขาทางด้านวัฒนธรรม มานุษยวิทยาและโบราณคดีทั้งจากในและต่างประเทศมาร่วมกันถ่ายถอดประสบการณ์แก่ผู้ฟัง

ดร. ริชาร์ด คิวริน ผู้อำนวยการศูนย์เพื่อวิถีพื้นบ้านและมรดกทางวัฒนธรรม สถาบันสมิทธโซเนียน กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังตื่นตัวในเรื่องพิพิธภัณฑ์ เนื่องจากอัตลักษณ์และมรดกทางวัฒนธรรมที่ไร้รูป (Intangible Cultural Heritage) ถูกทำลายไป ทำให้ผู้คนโหยหาสิ่งเหล่านั้น โดยเขาและ ศาสตราจารย์คริสติน่า เครพส์ จากมหาวิทยาลัยเดนเวอร์ ประเทศสหรัฐอเมริกาได้กล่าวว่ามรดกทางวัฒนธรรมที่ไร้รูปหมายถึง กระบวนการทางความรู้ วิถีชีวิตของผู้คน รวมทั้งประเพณี พิธีกรรม การละเล่น ภูมิปัญญา และความเชื่อต่างๆ ที่มีการส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่น รวมทั้งต้องได้รับการผลิตซ้ำอย่างต่อเนื่องโดยกลุ่มและชุมชน มรดกทางวัฒนธรรมที่ไร้รูปเป็นสิ่งที่ถูกทำลายและสูญหายไปจำนวนมาก ทำให้เป็นภาระของรัฐบาลในการนำเสนอและสืบทอดวัฒนธรรมที่ไร้รูปแก่คนรุ่นต่อไป รวมทั้งทำให้ยูเนสโกได้ออกอนุสัญญาการอนุรักษ์วัฒนธรรมไร้รูปเมื่อปี พ. ศ. ๒๕๔๖

นิทรรศการประกอบการประชุมนานาชาติ เรื่อง "พิพิภัณฑ์กับชุมชน : มุมมองเปรียบเทียบข้ามพรมแดนวัฒนธรรม"การอนุรักษ์และสืบทอดวัฒนธรรมที่ไร้รูปนั้นไม่อาจกระทำโดยเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์เพียงลำพัง เนื่องจากวัฒนธรรมที่ไร้รูปบางอย่างเช่นความเชื่อและพิธีกรรมของชุมชนซึ่งเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์อาจไม่มีความรู้ ความชำนาญเพียงพอ ดังนั้นจึงต้องนำผู้คนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการสืบทอดวัฒนธรรมที่ไร้รูปด้วยโดยพิพิธภัณฑ์จะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการประสานงานระหว่างเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์และชุมชน ดังเช่น เทศกาลวิถีชาวบ้านของสถาบันสมิทธิโซเนียนที่จัดขึ้น ณ กรุงวอชิงตัน ดี. ซี. เป็นประจำทุกปีตั้งแต่ปี ค. ศ. ๑๙๖๐ ในระยะแรกของการจัดงานยังไม่มีคนเข้าใจความหมายของการจัดเทศกาลดังกล่าว แต่เมื่อได้เห็นการแสดงออกและการถ่ายทอดทางวัฒนธรรมที่หลากหลายของคนหลายเชื้อชาติในสังคมอเมริกัน เช่น งานหัตถกรรมของชาวอินเดียนแดง การทำอาหารของคาวบอยหรือการสร้างเรือแคนูของชาวอินเดียนแดงและชาวแคลิฟอร์เนียโดยใช้วัสดุที่ต่างกัน ความหลากหลายทางวัฒนธรรมดังกล่าวคงช่วยให้ชาวอเมริกันทุกเชื้อชาติเห็นและยอมรับประชาธิปไตยทางวัฒนธรรมอันทำให้เกิดการยอมรับและร่วมสืบทอดวัฒนธรรมที่หลากหลายในสังคมอเมริกัน

ศาสตราจารย์ไมเคิล เฮิร์ทเฟล นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่ใช้ชีวิตศึกษาสังคมวัฒนธรรมและผู้คนในประเทศไทยมานาน ได้ศึกษากรณีป้อมมหากาฬกับการเมืองของความหมายทางวัฒนธรรมกล่าวว่า ป้อมมหากาฬเป็นชุมชนที่มีความสามารถ อดทน และดูแลพื้นถิ่นที่ตนเองรักและอยู่อาศัยมานานหลายชั่วอายุคนอันเป็นตัวแทนของความหลากหลายทางวัฒนธรรมในประเทศไทย คำสั่งอพยพโยกย้ายชาวชุมชนป้อมมหากาฬเมื่อต้นปี พ. ศ. ๒๕๔๖ เกิดจากแผนพัฒนาเกาะรัตนโกสินทร์ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อรื้อฟื้นความเป็นเมืองเก่ากลับคืนสู่เกาะรัตนโกสินทร์ และเพื่อต้อนรับคณะผู้นำจากประเทศต่างๆ ในการประชุมเอเปคเมื่อเดือนตุลาคม พ. ศ. ๒๕๔๖ รวมทั้งเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว ในสมัยที่นายสมัคร สุนทรเวช เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แต่เป็นแผนพัฒนาที่ไม่ยอมรับความเป็นชุมชนแออัด ทำให้ชาวชุมชนป้อมมหากาฬชุมนุมประท้วงและร้องเรียนต่อนักการเมือง เพราะหากชาวชุมชนป้อมมหากาฬต้องโยกย้ายไปอยู่ที่อื่น นอกจากจะทำลายความเป็นมาที่ยาวนานของชุมชนแล้ว รวมทั้งก่อให้เกิดปัญหาสังคมต่างๆ อีกมาก เช่น ปัญหาการว่างงานและความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อมจากการท่องเที่ยว

อาจารย์ ศรีศักร วัลลิโภดม ที่ปรึกษามูลนิธิเล็ก - ประไพ วิริยะพันธุ์ พูดถึงพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ของชุมชน ในปัจจุบันสังคมไทยกำลังให้ความสำคัญกับพิพิธภัณฑ์ชุมชนเป็นอย่างมากเนื่องจากในสมัยจอมพลป. พิบูลสงคราม ที่ได้ประกาศใช้นโยบายรัฐนิยมทำให้ประวัติศาสตร์ชุมชนและวัฒนธรรมท้องถิ่นสูญหายไปเป็นจำนวนมาก

พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเป็นสิ่งแสดงให้เห็นความเป็นมา อัตลักษณ์ และความภูมิใจของคนในชุมชนที่มีการใช้พื้นที่ร่วมกัน รวมทั้งเป็นสื่อเชื่อมโยงระหว่างอดีตและปัจจุบัน โดยสิ่งที่ทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ผ่านพิพิธภัณฑ์ชุมชน คือ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น แต่ในการจัดทำพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทยที่ผ่านมาส่วนใหญ่เน้นแต่เพียงการจัดแสดงสิ่งของ ทำให้ผู้เข้าชมขาดความเข้าใจในความหมายที่แท้จริงของสิ่งของที่นำมาจัดแสดง รวมทั้งในปัจจุบันองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นหันมาให้ความสำคัญในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่เน้นแต่เพียงรูปแบบการจัดแสดงเป็นอย่างมากและทุ่มงบประมาณมหาศาลอันก่อให้เกิดปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น

จากการดำเนินงานด้านพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่ผ่านมาของมูลนิธิเล็ก - ประไพ วิริยะพันธุ์ สำหรับกรณีพิพิธภัณฑ์บ้านเขายี่สาร จังหวัดสมุทรสงคราม นับว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่ประสบความสำเร็จอย่างมากเพราะชาวบ้านเกิดความรนิทรรศการประกอบการประชุมนานาชาติ เรื่อง "พิพิภัณฑ์กับชุมชน : มุมมองเปรียบเทียบข้ามพรมแดนวัฒนธรรม"ู้ ความเข้าใจในการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์และบริหารจัดการท่องเที่ยวในชุมชน

หลังจากการฟังอภิปรายทำให้ได้แง่คิดว่า ไม่ว่าวัฒนธรรมของชนกลุ่มใดเป็นสิ่งที่มีคุณค่าจนไม่อาจประเมินค่าแบ่งแยกว่าของชนกลุ่มใดดีกว่าหรือด้อยกว่ากัน และไม่ใช่เป็นเพียงสิ่งที่นำมาใช้เป็นวัตถุดิบของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งบ่อยครั้งทำให้มรดกทางวัฒนธรรมถูกตีความหมายบิดเบือนไปจากความเป็นจริงหรือทำลายโดยมิได้ตั้งใจ แต่โดยแท้จริงแล้ววัฒนธรรมเป็นสิ่งที่บ่งบอกอัตลักษณ์ ความภูมิใจของตนให้คนภายนอกได้รับรู้และเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความเข้มแข็งของชุมชนก่อนขานรับการหลั่งไหลทางวัฒนธรรมจากโลกภายนอก


 

หากต้องการบอกรับเป็นสมาชิกจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ กรุณาส่งชื่อที่อยู่พร้อมแสตมป์ ๖ ดวงต่อปีมายังที่อยู่ของมูลนิธิฯ