 |
| |
แผ่นพับข้อมูลท่องเที่ยวอาคารเรือนค้าโบราณที่อิมาอิ |
แนวคิดเรื่องมรดกโลกทางวัฒนธรรม หรือ World Cultural Heritage ขององค์การยูเนสโก เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องการจัดการกำกับการใช้พื้นที่ โดยเฉพาะเมืองมรดกโลกที่ยังมีผู้คนอยู่อาศัย เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวในขณะนี้ คือ หลวงพระบาง และ ฮอยอัน จนถึงกับมีงานวิจัยเกี่ยวกับ "การเมืองเรื่องมรดกโลก" ตรวจสอบอำนาจในการกำกับการใช้พื้นที่ว่ามีผลต่อคน ต่อความเป็นชุมชนหรือความเป็นเมืองเก่าอย่างไรบ้าง
ในขณะที่ในเมืองไทย การขวนขวายเพื่อต้องการแปะคำว่า "เมืองมรดกโลก" มีอยู่โดยตลอด เช่น กระแสที่ลำพูนหรือน่าน หากย้อนกลับไปที่สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย ก็นับเป็นเมืองมรดกโลกแบบไทยๆ ที่ไล่ชาวบ้านออกไป แยกชีวิตระหว่างเก่าใหม่อย่างชัดเจน "คน" ปัจจุบัน ไม่มีสิทธิอยู่อาศัยในเมืองประวัติศาสตร์ ในนิยามเหล่านั้นเมืองเก่าก็กลายเป็น "สวนประวัติศาสตร์" เท่านั้น การจัดการเมืองมรดกโลกแบบง่ายๆ เช่นนี้ นับวันมีแต่จะถดถอยและไม่เป็นที่นิยมอีกต่อไป
แต่ความเป็นเมืองมรดกโลกในปัจจุบัน มีประเด็นสำคัญผูกติดอยู่กับการจัดการท่องเที่ยว ซึ่งรุกล้ำความเป็นชุมชนปัจจุบัน เช่น ความต้องการอนุรักษ์อาคารเก่า สภาพแวดล้อมที่สัมพันธ์กับภูมิจักรวาลหรือระบบความเชื่อภายในเมือง ความสงบและสวยงามที่สวนทางกับวิถีชีวิตของผู้คน นี่คือโจทย์ใหญ่ที่เมืองมรดกโลกเผชิญอยู่แทบทุกแห่ง
โดยเฉพาะในเมืองเก่าที่อยู่ในประเทศที่พึ่งพาการหาเงินจากการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างถิ่นมากกว่าที่จะคิดอนุรักษ์เมืองเก่าเพื่อเป็นมรดกของชาวเมืองนั้นหรือมรดกของชาติ
ที่ญี่ปุ่น มีมรดกโลกอยู่หลายแห่ง แต่ด้วยความที่เป็นประเทศที่ค่าครองชีพสูง นักท่องเที่ยวจึงถูกจำกัดให้เป็นกลุ่มที่มีคุณภาพมากกว่าเมืองมรดกโลกแบบประเทศกำลังพัฒนา การอนุรักษ์เมืองเก่าแม้จะเป็นรูปแบบการจัดการที่พึ่งเกิดขึ้นไม่นานนัก แต่ด้วยความที่มีนิสัยเป็นระเบียบ เน้นความเป็นกลุ่มทางสังคมมากกว่า ประสิทธิภาพเรื่องการจัดการมรดกทางวัฒนธรรมระหว่างเก่าและใหม่จึงชัดเจน ได้รับความร่วมมือและเน้นเพื่อคุณภาพของคนญี่ปุ่นเองมากกว่าจะเป็นการจัดการเพื่อนักท่องเที่ยว
|
| |
การตกแต่งเรือนค้าขาย รูปแบบลวดลายในสมัยเอโดะ |
ชุมชนอิมาอิ [Imai] อยู่ที่เมืองคาชิฮารา[Kashihara] ในนารา เป็นชุมชนเก่าแก่ ได้รับการ อนุรักษ์เป็นพื้นที่พิเศษ [Importance building preservation area] เพราะมี อาคารเรือนค้าขายตั้งแต่สมัยเอโดะ (ราวคริสต์ศตวรรษที่ ๑๗ -๑๙) โดยกฎหมายปกป้องสมบัติทางวัฒนธรรมของชาติ ซึ่งระบบกฎหมายนี้เริ่มบังคับใช้ในปี ค.ศ.๑๙๗๕ มีวัตถุประสงค์ในการอนุรักษ์อาคารสำคัญและสภาพแวดล้อมที่มีคุณค่าควบคู่กันไป ชุมชนอิมาอิ ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์อาคารเก่าที่สำคัญ ในปี ๑๙๙๓ แต่ก่อนหน้านั้น ชุมชนแห่งนี้มีนักวิชาการด้านสถาปัตยกรรมและการอนุรักษ์จากมหาวิทยาลัยโตเกียวเข้าไปเก็บข้อมูลตั้งแต่เมื่อกว่าห้าสิบปีก่อน
ประวัติศาสตร์ของชุมชนอิมาอิ น่าจะเริ่มจาก การเป็นชุมชนข้าวัดที่มีวัดสำคัญอยู่ด้วยคือวัด Syonenji กำเนิดโดย พระภิกษุรูปหนึ่งชื่อ Imai Hyobuno-kyo-Houju ซึ่งนับถือนิกายหนึ่งของวัด Honganji ระหว่างช่วงเวลา (ค.ศ.๑๕๓๒-๑๕๕๕) เพราะเป็นเมืองที่เป็นชุมทางของเส้นทางการค้าระหว่างเมืองท่าชายทะเลและชุมชนที่อยู่ภายในเช่น นาราและเกียวโต การค้าขายของชุมชนนี้ต่อกับเมืองอื่นๆ ที่อยู่ในโอซากาและซาไก ( Sakai ) ได้สะดวก ทำให้อิมาอิกลายเป็นเมืองการค้าที่ใหญ่ที่สุดทางใต้ของนาราในสมัยเอโดะ [Yedo] เมืองนี้มีการปกครองตนเองเหมือนกับเมืองซาไกที่มีตัวแทนของรัฐเข้ามาดูแลเท่านั้น
ในช่วงรุ่งเรืองสมัยเอโดะ [Yedo] อิมาอิ มีประชากรมากกว่าสี่พันคน บ้านเรือนกว่าพันหลังในพื้นที่ ราวๆ ๖๐๐ x ๓๑๐ เมตร มีคูน้ำล้อมรอบ สร้างสะพานทางเข้าออกเชื่อมต่อถนนภายนอก ๙ แห่ง ถนนส่วนใหญ่ไม่ได้ตัดเป็นเส้นตรงแบบสมัยใหม่ แต่เบี่ยงเบนไปบ้างตามธรรมชาติแบบเก่า ที่มุมโค้งมีการป้องกันข้าศึกไม่ให้ยิงปืนหรือธนูเข้ามา แม้จะเป็นการป้องกันข้าศึกในระยะเริ่มแรก แต่ก็ปรับมาเป็นการป้องกันโจรขโมยสำหรับพ่อค้าผู้ร่ำรวย ในอดีตเมืองอิมาอิ ได้ชื่อว่าเจริญรุ่งเรือง จนมีคำกล่าวว่า เจ็ดในสิบส่วนของทองคำในแผ่นดินยามาโตอยู่ในอิมาอิ
รูปแบบอาคารบ้านเรือนในปัจจุบันคือ มรดกที่ส่งทอดมา แม้แต่บ้านของครอบครัว Imanishi ซึ่งเก่าที่สุดสร้างในปี ค.ศ. ๑๖๕๐ หรือ พ.ศ.๒๑๙๓ และลูกหลานของคนที่นี่ยังคงอยู่อาศัยในบรรยากาศเก่าๆ คล้ายคลึงกับเมื่ออดีต แต่เป็นชีวิตในปัจจุบันที่ยังอบอวลด้วยบรรยากาศของประวัติศาสตร์
การจัดการพื้นที่มีรัฐบาลกลางเข้ามารับผิดชอบ โดยราวๆ ๗๐ % ของอาคารในชุมชนนี้สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยเอโดะ หากเป็นบ้านเรือนเก่าแก่เคยเป็นอาคารร้านค้าสำคัญ รัฐอาจช่วยออกค่าซ่อมแซมราว ๗๕ % หากแต่เป็นบ้านเรือนชาวบ้านธรรมดาก็อาจจะออกให้เพียง ๒๐-๓๐ % นอกนั้น เจ้าของต้องเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายเอง ในชุมชนมีบ้านตัวอย่างที่ภายนอกดูเป็นอาคารเรือนค้าขายแบบเก่า แต่ภายในออกแบบทางสถาปัตยกรรมแบบใหม่ ใช้การหมุนเวียนระบบน้ำใต้ดินเพื่อให้อบอุ่นในฤดูหนาวและฉ่ำเย็นในฤดูร้อน ออกแบบภายในให้ใช้พื้นที่แบบบ้านสมัยใหม่ได้สะดวก ความรู้แบบนี้ ในญี่ปุ่นมีมูลนิธิเอกชนที่ทำงานด้านอนุรักษ์คอยช่วยเหลือด้านเงินทุนบางส่วนและการอบรมเรื่องข้อมูลของการอนุรักษ์อาคารประเภทนี้
มีความพยายามที่จะจัดการพื้นที่โดยแกนหลักคือชาวบ้านในชุมชนเป็นผู้จัดการ ผู้สูงอายุที่ย้ายกลับสู่บ้านเกิดในวัยว่างงานคอยดูแลศูนย์ของชุมชน รับรู้เทคโนโลยีในการซ่อมแซมอาคารเก่า ดูแลการจัดการของที่ระลึก ให้ความรู้แก่นักท่องเที่ยวที่แทบทั้งหมดเป็นคนญี่ปุ่นเอง
ทั้งหมดที่เห็นนั้นคือความพยายามที่จะให้สิ่งที่ใหม่และสิ่งเก่าๆ อยู่ร่วมกันที่พิพิธภัณฑ์ Imai Machishu (Hanairaka) จัดแสดงวัตถุสิ่งของและเนื้อหาภาพถ่ายแบบจำลองที่เป็นของในอดีต ได้รับการบริจาคจากชาวบ้านในพื้นที่นี้
ความพยายามเหล่านี้อยู่ท่ามกลางเมืองและสาธารณูปโภคสมัยใหม่ การจัดการพื้นที่ทางวัฒนธรรมแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเจ้าของที่ดินและผู้อยู่อาศัย พบโรงงานแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ด้านหลังของวัดสำคัญที่ร้างไปแล้ว แต่มีป้ายติดคล้ายๆ คำถามว่า "ที่ดินแห่งนี้ใครเป็นเจ้าของกันแน่" "ใครต้องการเมืองเก่ากัน" เพราะกฎหมายคุมเข้มการใช้พื้นที่ในเขตอนุรักษ์ เจ้าของจะขยับเพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือกระทำการผิดกฎหมายไม่ได้
วันหยุดที่ไปเดินรอบๆ ชุมชนอิมาอิ มีนักท่องเที่ยวซึ่งมีข้อมูลในมือ เดินท่อมๆ เข้าซอยนั้นซอยนี้ไม่มากนัก แต่ชาวบ้านในชุมชนไม่ถึงกับร้าง ยังพอมีหน้าตา แม้จะเป็นผู้สูงอายุเสียเกือบหมด อาคารร้านค้าเก่าบางบ้าน เจ้าของแยกตัวไปอยู่ด้านใน ส่วนด้านหน้าปรับปรุงคล้ายๆ เป็นพิพิธภัณฑ์ บางหลังให้ดูฟรี บางบ้านก็เก็บค่าเข้าชมเล็กน้อยและกับการเล่าเรื่องให้ฟังประกอบ ทุกอย่างเสมือนย้อนกลับเข้าไปในอดีต เงียบสงบและจัดสรรพื้นที่เก่าและใหม่ไว้ด้วยกันอย่างลงตัว
อิมาอิ ในรูปลักษณ์ของเมืองเก่าที่ยังคงมีชีวิต สามารถเห็นเรือนอาคารในสมัยเอโดะตั้งเรียงรายอยู่ทั้งสองฝั่งของถนนและผสมผสานกับสภาพแวดล้อมที่สงบร่มรื่น อาคารจำนวนมาก ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์สำคัญของอาคารเก่าทั้งชุมชนที่ไม่ใช่เล็กๆ ที่สำคัญชาวบ้านที่นี่ยังคงอยู่อาศัยเป็นเจ้าของตามเดิม ในพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนาน และในอาคารที่บรรพบุรุษเคยอยู่อาศัยมาหลายร้อยปี
 |
|
 |
| |
|
|
| ถนนและอาคารบ้านเรือนภายในชุมชนเก่าอิมาอิ |
เป็นความสงบเงียบที่ไม่พึ่งนโยบายความเป็นมรดกโลก แต่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ประเทศหนึ่งมีการจัดการโดยคำนึงถึงเจ้าของ ผู้คนซึ่งอยู่อาศัยในชุมชน และสภาพแวดล้อมที่ถูกอนุรักษ์ไว้ให้เสมือนของเดิมมากที่สุด ในแนวคิดที่เป็นเพียงเสมือนในอดีตเท่านั้น เพราะความเป็นจริงชุมชนแห่งนี้อยู่ในยุคปัจจุบัน
ญี่ปุ่นได้รับการยอมรับว่าสามารถจัดการชีวิตเก่าและใหม่ให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุลมากกว่าประเทศอื่นๆ โดยไม่ต้องมีนโยบายเพื่อขายนักท่องเที่ยวมาเป็นแรงบีบในการอนุรักษ์ ธรรมชาติของการอนุรักษ์เช่นนี้ยั่งยืนกว่าเมืองมรดกโลกของยูเนสโกอย่างเทียบกันไม่ได้ |