สังสรรค์ทรรศนะ

   กลางเขา-ช้างกำพรม คืน ๑๐ มกราคม ๒๕๔๐

    จุลทรรศน์ อุปัชฌาย์

                                                                                                                                                                   

 กลางเขา-ช้างกำพรม

                                                                                                                                                                   คืน ๑๐ มกราคม ๒๕๔๐

     เรียน คุณนิพัทธ์พร

     ผมได้รับจดหมายข่าวมูลนิธิประไพ วิริยะพันธุ์ ฉบับที่ ๔ มกราคม – กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ เมื่อตอนบ่ายวันนี้ (๑๐ มกราคม ๒๕๔๐) พร้อมกับเอกสารอื่นๆ ในตู้ ปณ.๑๒ ผมรีบเปิด อ่านจดหมายข่าวและอ่านให้จบโดยรอบเดียวโดยใช้เวลาไม่นาน ประทับใจในเนื้อหาอันมีสาระเปี่ยมล้น

     - เส้นทางค้าหม้อตาลก็น่าอ่าน

     - ๒๐ วันของลูกเรือประมงไทย ก็ทำให้คิดถึงเพื่อนๆ (ที่ตายไปแล้ว)

     - เรื่องอื่นๆ ก็อ่านอีกเป็นรอบที่ ๒ – ๓

     จึงทำให้ผมอดใจไว้ไม่ไหวที่จะเขียนจดหมายมาแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะบางประการต่อ ๒๐ วันของลูกเรือประมงไทย และพ่อหมอบุญที่บ้านหัวเรือ

    ต่อ๒๐วันของลูกเรือประมงไทย ผมอยากเห็นและอยากจะอ่านเรื่องของลูกเรือไทย(จากอีสาน–เหนือ)ที่มหาชัย–ท่าฉลอมเมื่อ๑๐ปีก่อนผมไปใช้ชีวิตปั่นสามล้อที่สมุทรสาคร แต่ละวันเห็นลูกเรือ (แวะขึ้นฝั่งเข้าซ่อง) บริเวณสะพานปลาเก่า – ใหม่ มาจากท่าฉลอมและจากหลายที่ หากเป็นไปได้อยากให้คุณนิพัทธ์พร นำเสนอออกมา

     ต่อพ่อหมอบุญที่บ้านหัวเรืออ่านแล้วนึก(ผมนึก)ถึงสภาพบ้านชุมชนของหมู่บ้านในภาคอีสานสมัยก่อนและนึกถึงเรื่องสั้นของ "ชาติ กอบจิตติ" เรื่องหนึ่งที่จำชื่อเรื่องไม่ได้
ผมมีความเห็นต่อ " ซุ้มยา " ของพ่อหมอว่า บางทีอาจเป็นซุมยา เพราะตั้งแต่เล็กจนโตได้ยินชาวบ้าน (ในหมู่บ้านผม) เรียก " ซุมยา " ซึ่งมากด้วยรากไม้ – เปลือกหอยและอื่นๆ
ในถุงยาด้วย (๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ COTTON ) เก่าๆ สีมอๆ จนเกือบดำ

     " ซุม " ในนัยหนึ่งหมายถึงเทือกเขา – เหล่ากอ หรือวงศาคณาญาติ เช่น ซุมพวกพ่อใหญ่สี. ซุมแม่ใหญ่คำแพง, จึงมีคำล้อกันขณะทักทายหรือสนทนาว่า อย่าเรียกซุม
คือยาจากไม้หลายเด้อ เป็นไปได้ว่า ซุ้มยาอาจจะเป็นการเรียกหรือสำเนียงในท้องถิ่นบ้านหัวเรือ หรือหมู่บ้านใกล้ๆกันก็เป็นได้

     สำหรับ "ซุ้ม " จะมีและเห็นในหมู่บ้านอีสานโดยเฉพาะพื้นที่เพาะปลูกข้าวก็ต่อเมื่อถึงเวลาเกี่ยวข้าว หากมัดข้าวมากองรวมกันไว้ในลานที่ทาด้วยขี้วัวขี้ควายและตากให้
แห้ง รอไว้ตีด้วยการวางเรียงซ้อนเป็นกองเรียกว่าลอมข้าว หน้าเกี่ยวหน้านวดข้าว อากาศหนาวเย็น ลมพัดแรง ชาวนาที่นอนเฝ้าลาน (ป้องกันเพื่อนบ้านมาขโมยหาบมัดข้าวไป
ส่วนตนเองในตอนกลางคืนและนอนเพราะนาบ้านอยู่ห่างไกลเป็นระยะทางเดินนานกว่าจะถึงมาได้ลงมือทำงานตะวันก็ขึ้นสูงแล้ว)จึงต้องทำซุ้มคือเอาไม้คันหลาวสำหรับหาม
ข้าวมาทำเป็นโครงง่ายๆ เกี่ยวคอซังข้าวมามุงเป็นหลังคา ปูพื้น กั้นกันลมเข้าทุกด้าน บางซุ้มจะเปิดด้านหน้าไว้โล่ง บางซุ้มจะเหลือที่ว่างพอหมอบคลานเข่าเข้าไปได้ เมื่อตีข้าว
เสร็จ วิดบ่อปลาแล้วซุ้มจะถูกรื้อถอนโดยเจ้าของ โดยเฉพาะจากแรงงานของเด็กๆ ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นเช่น เด็กเลี้ยงควายเข้าไปใช้ประโยชน์ แล้วก่อไฟให้ไหม้ลามกอง
ฟางที่เก็บไว้ให้วัวควายกินในหน้าลงนา และยังป้องกันไม่ให้คนหนุ่มสาว หรือพวกผู้ชายใช้เป็นสถานที่พาแม่จ้างไปประกอบกิจกรรมบางอย่าง ซึ่งทั้งประโยชน์การใช้สอยและ
รูปร่างของซุ้มนอนนาต่างกับซุ้มดอกเห็ดหรือซุ้มตามร้านอาหารอย่างชัดเจน

     ผมไปเมืองลาวเห็นหนังสือผูก หนังสือที่จารอักษรลงในใบลานเก็บไว้ในตู้ที่หอสมุดแห่งชาติมากและทำให้เป็นหมวดหมู่ชัดเจน เข้าใจว่าในเมืองไทยคงจะมีมากและทำเป็น
ระบบดีกว่า (เพราะว่าเราบอกว่าเราเก่งกว่าลาว) ก็อยากจะเห็น จดหมายข่าวมูลนิธิประไพ วิริยะพันธุ์ นกเสนอคุณค่าต่างๆ จากหนังสือผูก – ใบลานให้ สาธารณชนได้อ่าน
และรับรู้เรื่องราว

     ขอแสดงความขอบคุณและชมเชยการจัดทำ " จดหมายข่าว " เพราะนอกจากเนื้อหาสาระจะดีแล้ว การนำเสนอด้วยภาษาไม่เป็นวิชาการและปนด้วยภาษาแบบวงเล็บหรือ
แซมด้วยภาษาต่างประเทศจนทำให้คนอ่านบางกลุ่มไม่รับรู้ ความยาวของเนื้อหาไม่ยากเกินและขนาดตัวอักษรไม่เล็กจนอ่านแล้วปวดตา เป็นประโยชน์ละมีคุณค่ามากกว่า
จดหมายข่าวของหลายๆ หน่วยงานที่นำออกมาและผมเคยอ่าน

                                                                                                                                                                    ขอแสดงความนับถือและชมเชยอีกครั้ง

                                                                                                                                                                             นาย จุลทรรศน์ อุปัชฌาย์

     ปล. สิ้นบ่ฮี หากเขียนตามการออกเสียงอาจจะเขียนเป็น ซิ่มบ่ฮี่ ก็อาจจะเป็นไปได้

 

     ขอบคุณสำหรับความรู้เรื่อง"ซุมยา"ที่ช่วยแก้ไขมาค่ะจริงๆแล้วพ่อหมอออกเสียงฟังกึ่งๆระหว่าง"ซุม"กับ"ซุ้ม" แต่จริตของคนภาคกลางจึงทำให้ลากเข้าความตามที่ตัวเอง
เข้าใจ เพราะมัวไปตื่นเต้นว่าหมอยาออกเป็นซุ้มเลยจริงๆ ช่างเต็มไปด้วยของมหัศจรรย์จำนวนมาก หยิบดูแล้วดูอีกไม่วางมือ สุดท้ายจดมาได้แค่ชื่อ เพราะแยก หัวไม้ เหง้าไม้เหล่านั้นออกจากกันแทบไม่ได้เลยค่ะ

     เรื่องคนเรือแถบมหาชัย – ท่าฉลอม สนใจอยู่เหมือนกันเพราะจะช่วยต่อจิ๊กซอว์ภาพการทำประมงจากอ่าวไทยถึงทะเลภาคใต้ได้สมบูรณ์ขึ้น ตอนนี้กำลังลงสำรวจปราณบุรี ประจวบฯ เรื่อยลงไป จึงได้รู้ว่าชุมชนแถบปากน้ำปราณ ปากน้ำสุราษฎร์ ปากน้ำชุมพรจนถึงปัตตานี ล้วนขยายตัวจากพวกประมงเพชรบุรีที่หนีทะเลแล้งจากบ้านเกิดลงไปทำกินทั้งนั้น

     เรื่องหนังสือผูก ใบลาน สมุดไทยเป็นความสนใจส่วนตัวอยู่แล้วมีเวลาก็นั่งปริวรรตอักษรขอมไทยในเอกสารเก่าบางฉบับไปเรื่อยๆ มิฉะนั้นเดี๋ยวก็ลืมหมด ทิ้งไว้นานๆ ต้องกลับมาเริ่มต้นแกะกันใหม่ทุกครั้งไปเลยค่ะ

หากต้องการบอกรับเป็นสมาชิกจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ กรุณาส่งชื่อ ที่อยู่พร้อมแสดมป์ ๖ ดวงต่อปี มาตามที่อยู่มูลนิธิฯ