ป้าปาน บุญยะนันท์เป็นคนใต้โดยกำเนิด ทำหน้าที่เลี้ยงน้องที่ออกมาติด ๆ กันอีก ๔ - ๕ คน พร้อมไปกับการดำนา เก็บข้าว หาปูปลา เก็บผักหญ้าตามหัวไร่ปลายนา เรียนรู้การหาอยู่หากินตามแบบวิถีชีวิตคนไทยภาคใต้ ในปี๒๕๔๐ นี้ป้าปานมีอายุ๖๔ปี ลูกคนสุดท้องเพิ่งเป็นหนุ่มเข้ามหาวิทยาลัย ในขณะที่ลูกสาวคนที่สองเพิ่งมีลูกอ่อน
ให้ป้าได้อุ้มเด็กแรกเกิดร้องเพลงกล่อมด้วยน้ำเสียงหวานเยือกเย็นอีกครั้ง หลานของป้าคลอดที่โรงพยาบาลท่ามกลางแพทย์พยาบาล และอุปกรณ์ทันสมัย แต่ในยุคของป้า
และรุ่นปู่ย่า กระบวนการให้กำเนิด ล้วนแวดล้อมด้วยผู้คนคุ้นเคย และรายละเอียดของพิธีกรรมต่างๆ ดังที่ป้าได้รำลึกความหลังถึงของประเพณีการเกิดอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
ดังนี้ คือ ก่อนเกิดเชื่อว่าเมื่อผู้หญิงจะตั้งครรภ์นั้นตอนใกล้รุ่งจะมองเห็นดาวตกเป็นสีแดงช่วงอยู่เหนือหลังคาบ้า และจะเกิดนิมิตที่เรียกว่าฝันเข้าท้อง โดยผู้ฝันจะเป็นพ่อ
หรือแม่เด็กก็ได้ ดังเช่นฝันว่าได้สมบัติ ได้กริช ได้ปืน ได้แหวนโคตรวัว ( แก้วตาวัว ) ซึ่งความฝันต่าง ๆ นี้จะเป็นบททำนายถึงชีวิตเด็กในอนาคตได้อย่างแม่นยำ ดังคำกล่าวพื้นบ้านที่ว่า สิบชะตา ไม่เท่านาที สิบนาทีสู้ฝันเข้าท้องไม่ได้ และคำทำนายต่าง ๆ นี้ก็มีดังเช่น ฝันได้ปืนจะไปดังที่ไกล ๆ แต่จะกลับมาตายบ้านฝันได้แหวน
โคตรวัว ( แก้วตาวัว ) จะมีเงินมาก เป็นต้น การออกลูกเมื่อแม่ท้องแก่เกิดอาการเจ็บครรภ์หมอตำแยจะมาแต่งท้องช่วยให้การออกลูกเป็นไปอย่างปลอดภัยและทำพิธี "ตั้งราด" ตามความเชื่อพื้นบ้านที่เชื่อว่าจะเป็น
ของเซ่นเป็นเครื่องประกอบพิธีออกลูก การตั้งราดจะใช้กระจูดมาสานเป็นสอบนั่งปากกระสอบขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑ ฟุต สูงประมาณ ๑ คืบ และปลิ้นปากกระสอบลงเพื่อใส่
ของข้างใน แต่ละกระสอบเรียกว่า " ราด " ทำทั้งหมด ๓ ราด วางไว้ตรงหัวนอนของแม่ ภายในแต่ละราดนั้นมีของเหล่านี้คือ
๑ . ข้าวสารราดละ ๓ ป้อย ( ทะนาน ) ๓ หยิบ ๓ กำ
๒ . ด้ายริ้วราดละ ๓ ริ้ว ( ๓ ราด ๙ ริ้ว )
๓ . เหรียญเงินราดละ ๑ เหรียญ ( ใช้เหรียญเงินต่างชาติ เช่น เหรียญนกของเม็กซิโก เหรียญหิ้วถุ้ง เหรียญไม้เท้า เหรียญเงินมาเลเซีย ถ้าไม่มีใช้เหรียญบาทของไทย
๔ . ทอง ( ใช้เป็นแหวนมีหัว เช่น แหวนพลอย )
๕ . หมาก ๓ คำ พลู ๓ ใบ เทียน ๑ เล่ม ( เทียนแดงหรือเทียนขาวก็ได้ )
และเมื่อแม่เจ็บกล้า หมอตำแยจะเสกคาถาและหยิบข้าวสารจากราดต้นที่อยู่ริมสุดทาง
ขวามือของแม่มาหว่านตามตัวแม่กาด(เซ่น) ให้เด็กออกมาที อย่าให้ลูกตกติดฟากสาดไปตั้งแต่หัวจรดตีน และจะตั้งราดไว้๓วันจนลูกขึ้นเปลจึงค่อยเอาข้าวสารในราดให้
หมอตำแยไป ของอื่นเจ้าของเรือนเป็นผู้เก็บไว้ ข้าวสารในราดนี้หมอตำแยจะเอาไปหุงถวายวัด และจะเก็บเงินค่าทำคลอดในราคาต่าง ๆ ป้าปานเล่าว่า เมื่อปี พ.ศ . ๒๕๐๑ ป้าออกลูกเสียเงิน ๕๐ บาท พอปี พ.ศ . ๒๕๑๑ ป้าออกลูกเสียเงินให้หมอตำแย ๗๐ บาท
เวลาออกลูกเสร็จ รกเด็กจะเอาไปฝังชายคาบ้านตามทิศต่าง ๆ ที่ระบุไว้ในตำรา โดยใช้เสื่อจูดที่รองเลือดแม่ตัดออกมาห่อรกก่อนนำไปฝัง
พิธีบัดราดและพิธีขึ้นเปล เมื่อแม่ออกลูกมานั้นวันแรกเรียกวันเกิด วันที่สองเรียกวันนอน
วันที่สามเรียกวันขึ้นเปล ในวันที่สามนี้จะทำทั้งพิธีบัดราดและพิธีขึ้นเปลไปพร้อม ๆ กันดังนี้คือ
การบัดราด หรือสะบัดราด จะจับแม่นั่งตัวตรงยืดตีนหยิบด้ายริ้วทั้ง ๙ริ้ว จากราดทั้ง๓หมอตำแยจะยกด้ายริ้ว ซึ่งต่อเป็นวงยืดออกยาวราว ๑ฟุต หมอจะสอดมือลงในริ้ว
ด้ายยกไว้เหนือหัวแม่ยืดให้ตึง แล้วสะบัดด้ายริ้วผึง ๆ ปากว่าคาถาให้เอ็นสายร่วง เส้นสายคล่องอย่างเส้นด้ายนี้ ให้มีน้ำนมไหลให้ลูกกินดี
พิธีขึ้นเปล ทำพร้อมบัดราดในวันที่ ๓ หลังคลอด โดยเอาผ้าใหม่ ๑ ผืน ผูกด้ายโยงกับเสาเปล ทำขนมโค ต้มแดง ต้มขาว ข้าวเหนียว ข้าวเจ้า ใส่ถาด วางตรงเปลตรงแม่เด็ก
หมอตำแยพากาด ( เซ่น ) ผีบรรพบุรุษปู่ย่าฝ่ายพ่อฝ่ายแม่ เชิญมากินของเซ่น แล้วจับเด็กขึ้นเปล หมอตำแยกล่อมสักเพลงสองเพลงพอเป็นพิธีแล้วอุ้มเด็กลงจากเรือน ไปที่ตีน
บันไดตรงนั้นวางใบบัวหรือใบบอนใส่ทรายไว้พาเด็กไปเหยียบทรายเป็นการบอกกล่าวผีเรือนเจ้าที่ว่าพาลูกลงบ้านเสร็จแล้วหมอตำแยอุ้มเด็กไปหาผักหาฟืนบอกเด็กว่ากลับบ้าน
อย่ากลับมือเปล่าให้ติดผักหักฟืนมาด้วย แล้วพาเด็กกลับมานอนในเปลเป็นอันเสร็จพิธีขึ้นเปล การอยู่ไฟ วิธีการอยู่ไฟของคนไทยภาคใต้จะมีวิธีเฉพาะต่างจากภาคอื่น ๆ คือ
จะใช้ก้อนเส้าขนาดใหญ่ไปหมกกองฟอนจนระอุแดง แล้วลากออกมาใช้น้ำราดจนพอคลายร้อนไปบ้าง แล้วใช้ผ้าห่อก้อนเส้าไว้สามชั้นหรือหลาย ๆ ชั้นกะว่าพอให้แม่สามารถ
ทนความร้อนได้ จากนั้นเอาห่อก้อนเส้าประคบตามท้อง ขา หลัง หน้าตัว ( อวัยวะเพศ ) ค่อย ๆ ลอกผ้าออกทีละชั้นจะได้มีความร้อนอยู่เรื่อย ๆ ใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าหินก้อน
เส้าจะเย็นและเนื่องจากคนเมื่อก่อนคลอดลูกมีแผลฉีกขาดไม่ได้เย็บจะเกิดแผลเปื่อยที่อวัยวะเพศจึงแก้โดยการเอาน้ำร้อนจัดพอทนได้ราดอวัยวะเพศหรือใส่ผ้าถุงนั่งชันเข่าเอา
น้ำร้อนใส่ลงขังไว้ในแอ่งผ้าถุงตรงอวัยวะเพศให้น้ำร้อนระอุค่อย ๆ ลวกอวัยวะเพศจะช่วยให้แผลติดหายเร็ว และแผลเปื่อยตามหน้าตัวจะร่อนหายหมด การประคบด้วยก้อน
เส้านี้ ท้องแรกทำอยู่ ๑๑ วัน ท้องต่อไปทำเพียง ๗ วัน แล้วจึงทำพิธีผลักก้อนเส้า
พิธีผลักก้อนเส้า เมื่อครบกำหนด ๑๑ วันสำหรับท้องสาว หรือ ๗ วันสำหรับท้องต่อ ๆ ไปในเวลาหัวเช้าจะต้มน้ำร้อนมาอาบแม่ให้สะอาดส่วนก้อนเส้าก็ตั้งให้เย็นไม่ต้อง
เอาไปหมกกองฟอนอีก หลังจากนั้นเอาใบมะกรูด ใบมะนาว ย่านบ้า ( เถาต้นบ้า ) แม่ขมิ้น (ขมิ้นหัวใหญ่)ใส่ครกตำรวมกันแล้วหมอตำแยจึงว่าคาถาเอาเครื่องยาละเอียดใน
ครกมาคลุกหัวแม่เด็กที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จเรียกว่า "โสหัว" การคลุกนี้คลุกตั้งแต่หัวจรดตีนจนเหลืองไปทั้งตัวส่วนคาถาที่หมอตำแยว่านั้นมีข้อความเกี่ยวกับให้เส้นสายในร่างกาย
แม่เด็กเดินคล่องไม่ติดขัด เป็นอันเสร็จพิธีผลักก้อนเส้า และพิธีกรรมเกี่ยวกับการเกิดเพียงแค่นี้
สำหรับเด็กที่เกิดมาแล้วตายเลี้ยงยากเกิดไม่ติดเลี้ยงไม่รอดจะมีพิธีกรรมที่เชื่อว่าสามารถแก้ไขได้คือตัวหมอตำแยอุ้มเด็กนั่งอยู่บนเรือนที่มีพื้นเป็นไม้ฟาก(มีร่องหรือทำด้วย
ไม้ไผ่ทุบ ) จากนั้นแหวกฟาก หมอตำแยจับเด็กทิ้งลงข้างล่าง ซึ่งพ่อเด็กถือเจ้ย ( กระด้ง ) คอยรับเด็กเอาไว้ แล้วก็พาเด็กในกระด้งไปร่อนๆวน ๆ ที่ขี้กร๊า ( ปลักน้ำข้างล่าง
ครัว ) ป้าปานเล่าว่าเท่าที่เห็นมา ส่วนใหญ่เด็กจะรอดทุกราย
อาหารของคนออกลูก คนออกลูกใหม่ ๆ ของแสลงที่ห้ามขาดคือ ไข่ เพราะกินแล้วมดลูกจะโผล่ สะตอ ลูกเนียน ปลาลื่น ( ปลาไม่มีเกล็ด ) ก็กินไม่ได้ ปลาแก้มช้ำปลาหางแดง กินไม่ได้เพราะกินแล้วลงเลือด ของเย็นทั้งหมดกินไม่ได้จะทำให้เลือดขึ้น ถูกฝนไม่ได้ กินเห็ดไม่ได้เด็ดขาดเป็นเวลา๓เดือนเพราะจะทำให้มดลูกบานแบบดอกเห็ด กินหอย ไม่ได้ ๗ เดือน ของดอง ปลาเค็มใส่เค็มแบบหนาง ( ปลาร้าปลาส้ม ) ก็กินไม่ได้ แกงหน่อไม้ แกงเลียงขี้เหล็ก กินไม่ได้ จะทำให้เสาะท้องขี้รั่ว
ของกินดีสำหรับคนออกลูกคือ แกงเลียงปลีกล้วย เพราะปลีกล้วยจะทำให้นมมาก เวลานมไม่ออกให้กินแกงเลียงปลีกล้วยจะมีน้ำนมให้ลูกมากพอ
ในวาระที่หลานคนใหม่ถือกำเนิดขึ้นในครอบครัวของปีนี้ป้าปานทำพิธีผลักก้อนเส้าให้ลูกสาวและจัดพิธีขึ้นเปลให้หลานชายเด็กน้อยถูกพาไปเหยียบใบบอนที่ตีนบันได
เพื่อบอกกล่าวผีเรือนและพาไปแตะใบไม้สอนให้หาผักหาฟืนเสร็จแล้วกลับมานอนในเปลผ้าแดงที่ผูกขึ้นตามกรรมวิธีอย่างที่ป้าและพี่น้องของป้าได้เคยนอนเล่นและฟังเสียง
แม่เห่กล่อมด้วยบทเพลงจากอดีต เพลงแล้วเพลงเล่าดังที่เคยเป็นมา
กลางป่ายางพาราเขียวครึ้ม ผ่านไปทางทุ่งนาสีทองช่วงใกล้เก็บเกี่ยว แม้จะเปลี่ยนใช้รถไถแทนวัวพันธุ์พื้นเมืองมาหลายปีทั้งยังเลิกทำพิธีตั้งราดมาเนิ่นนานแล้วอีกด้วย แต่บางขั้นตอนของพิธีกรรมการเกิดแบบพื้นบ้านภาคใต้ยังอยู่ที่นั่น และคงจะยังอยู่ตราบเท่าที่เสียงเพลงกล่อมหลานของป้ายังกังวานหวานอยู่กลางแดดพลบ |