 |
ผังแสดงบ้านเรือนชาวนาในพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่โอซากา |
พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งแห่งแรกของญี่ปุ่น จัดแสดงโดยการนำบ้านเรือนชาวนาในท้องถิ่นชนบทต่างๆ ทั่วทั้งประเทศเคลื่อนย้ายมาสร้างใหม่ไว้รวมกัน ดูแลโดยองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นของโอซากา ตั้งอยู่ที่ Toyonaka ชานเมืองโอซากาเขตติดต่อกับเกียวโต จะว่าไปแล้วช่วงเวลาที่จัดสร้างในปี ค.ศ ๑๙๕๖ นั้น บริเวณดังกล่าวคงยังไม่มีความหนาแน่นของเมืองขยับขยายเข้ามามากนัก การสร้างพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งเช่นนี้จึงสามารถใช้พื้นที่ครอบคลุมกว่า ๓๖,๐๐๐ ตารางเมตร และภายในพื้นที่ก็ปลูกต้นไม้ซึ่งกลายเป็นไม้พุ่มไม้ใหญ่ในปัจจุบัน รวมถึงต้นซากุระ ต้นบ๊วย ที่ให้ดอกสวยงามสำหรับชมสวนแบบโบราณของญี่ปุ่น ต้นไผ่และไม้จำพวกพลัมอีกมาก พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของสวนสาธารณะ Hattori Ryokushi ซึ่งเป็น อุทยานขนาดใหญ่ชานเมือง
เราอาจจะเรียกที่นี่ว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ชาวนาก็ได้ เพราะบ้านเรือนที่ขนย้ายมานั้นส่วนใหญ่อยู่ในสมัยเอโดะหรือราว ค.ศ.๑๖๐๓-๑๘๖๘ และผู้คนใช้อยู่อาศัยจนกระทั่งราวทศวรรษของ ๑๙๕๐ ที่เริ่มสร้างพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งแห่งนี้ บ้านเรือนเหล่านี้สะท้อนถึงสังคมญี่ปุ่นก่อนสมัยใหม่ที่เป็นสังคมชาวนาโดยส่วนใหญ่ ดังนั้นบ้านเรือนในท้องถิ่นต่างๆ ทั่วประเทศที่นำมาจัดแสดง คือ เรือนชาวนาที่แตกต่างกันตามสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศและมีรายละเอียดที่แสดงถึงภูมิปัญญาในการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมต่างๆ
|
ส่วนหนึ่งของการตกแกต่งสวนภายในพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง เป็นโน้ตเพลงพื้นบ้านที่ชาวญี่ปุ่นรู้จักทำนองกันดี |
การไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งแห่งนี้ จึงได้ทั้งการซึมซับคุณค่าทางสถาปัตยกรรมแบบท้องถิ่นของญี่ปุ่นที่หายากและสมบูรณ์เต็มรูปแบบเช่นนี้ รวมถึงบรรยากาศความงามและร่มรื่นของสวนแบบญี่ปุ่น โดยเฉพาะสวนดอกบ๊วยและซากุระที่หอมระรื่นต่างไปจากสวนสาธารณะภายนอก ซึ่งมักเต็มไปด้วยผู้คนและกลิ่นอาหาร จนแทบจะไม่ได้รับสัมผัสของกลิ่นและความสงบเงียบยามเดินในสวนแบบนี้เลย
อาคารประกอบไปด้วยบ้านชาวนา ยุ้งเก็บข้าว โรงละคร ห้องใช้ทำพิธีชงชา รวมแล้ว ๑๒ หลัง เริ่มจากทางเข้าด้านหน้าเป็นอาคารประตูของหัวหน้าหมู่บ้านในยุคเอโดะ ซึ่งด้านหนึ่งเป็นห้องเก็บของ ปัจจุบันใช้เป็นพื้นที่ในส่วนต้อนรับ ย้ายมาจาก Fuse ในโอซากา
อาคารต่อมาเป็นบ้านในสไตล์ที่เรียกว่า Gassho เพราะหลังคาทรงสูงชันทำให้ดูเหมือนสองมือกำลังพนมสวดมนต์ บ้านหลังนี้ย้ายมาจาก Shirakawa ที่ Gifu ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่เป็นที่รู้จักกันมาอย่างยาวนานในเรื่องระบบเครือญาติของตระกูลขนาดใหญ่ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของสังคมที่นี่
บ้านจาก Settsu-Nose จากโอซากา ภายในบ้านแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งใช้ผืนดินเป็นพื้นบ้าน อีกส่วนหนึ่งปูพื้น เป็นรูปแบบของบ้านที่สร้างในช่วงต้นๆ ของยุคเอโดะ
อีกหลังหนึ่งเป็นบ้านจาก Shiba จังหวัด Miyazaki ซึ่งเดิมตั้งอยู่ในเขตภูเขา จึงสร้างให้แคบและยาว มีห้องที่หันด้านหน้าออกเป็นแถว เมื่อมีการจัดแสดงเป็นกิจกรรมของพิพิธภัณฑ์ ละครจาก Shiba ก็จะจัดแสดงที่บ้านหลังนี้
บ้านจาก Akiyama จังหวัด Nagano อาคารเป็นรูปตัว L ในบริเวณนี้จะอยู่ในเขตเทือกเขาและมีหิมะตกหนัก จึงเน้นในการทำผนังจากดินผสมฟางข้าวแบบหนา ภายในมีแท่นหินบนพื้นดินที่ปูด้วยเสื่อ
 |
บ้านผนังดินเผาผสมฟางข้าวจาก Nagano |
บ้านชาวนาจาก Totsukawa, Nara หลังคาทำจากฟางข้าวและใช้โครงหลังคาทำจากไม้ซีดาร์ญี่ปุ่น รูปแบบนี้เรียกว่า Uchioroshi ใต้ชายคาบ้านใช้ป้องกันลมฝนเข้ามาในบ้าน หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ในหุบเขา ลักษณะของบ้านจึงเป็นแบบแคบๆ
Tsuruga จาก Fukui บ้านหลังนี้เคยตั้งอยู่ในบริเวณที่มีหิมะตกหนัก การก่อสร้างจึงทำอย่างแข็งแรงมั่นคง ใช้เสาขนาดใหญ่ พื้นห้องครัวเคยเป็นการใช้พื้นดินและอยู่ต่ำกว่าพื้นห้องอื่นๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมของการนั่งทำงานบนพื้น
บ้านจาก Numbu, Iwate หมู่บ้าน Magariya รูปตัว L รวมเอาบ้านพักและคอกม้าไว้ด้วยกัน เพราะค่อนข้างสะดวกสำหรับให้ม้าพักภายในอาคารเมื่อถึงช่วงหน้าหนาว และสามารถดูแลได้จากบ้านพักด้วย
 |
การสอนถักรองเท้าฟางข้าวที่บ้านจาก Numbu, Iwate |
ยุ้งข้าวจาก Dojima โอซากา สร้างมาตั้งแต่ครั้งเอโดะ เนื่องจากโอซากาเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นศูนย์กลางของการค้าขายในญี่ปุ่น จึงมียุ้งข้าวที่เจ้าที่ดินเป็นเจ้าของส่วนใหญ่ตั้งอยู่ตามริมแม่น้ำ Domiji
กังหันลมจาก Sakai โอซากา ก่อนสงครามโลก หอนี้ใช้สำหรับสูบน้ำขึ้นมาใช้
ห้องพิธีชงชาจาก Kitakawathi โอซากา
ห้องเก็บของ Takakura จาก Amani-oshima จังหวัด Kagoshima ยกพื้นสูงเพื่อป้องกันความชื้นจากพื้น สามารถใช้บันไดพาดเพื่อขึ้นไปได้ ใช้เสาขนาดใหญ่และพื้นไม้แผ่นเป็นฐานและโครง เพื่อป้องกันไม่ให้หนูปีนขึ้นไปได้ เป็นรูปลักษณ์โดดเด่นของยุ้งข้าวในเขตทางใต้ของญี่ปุ่น
 |
ยุ้งข้าวจาก Kagoshima |
โรงละครคาบูกิตามชนบทจาก Shodoshima จังหวัด Kagawa โรงละครนี้แต่เดิมตั้งอยู่ในศาลเจ้า เมื่อคนในหมู่บ้านไปร่วมงานพิธีกรรม ละครคาบูกินี้ก็จะเล่นไปด้วย
ภายในอาคารต่างๆ มีเครื่องใช้ไม้สอยและรายละเอียดต่างๆ ที่มีความหมายทางการก่อสร้างและความเชื่อยังคงอยู่อย่างสมบูรณ์ ซึ่งการอนุรักษ์ไว้ในพื้นที่ดั้งเดิมคงไม่สามารถทำได้ดีเท่านี้ พนักงานส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและมีไม่มากนัก บางท่านศึกษาโครงสร้างอาคารที่ตนเองดูแลมาเป็นอย่างดี จนสามารถอธิบายให้ผู้เข้าชมฟังอย่างละเอียด รวมทั้งมีการย่อยงานศึกษาหรือผังอาคารที่คงมีนักวิชาการมาทำให้แจกจ่ายสำหรับผู้สนใจเป็นพิเศษ
ในวันเสาร์อาทิตย์ที่มีผู้คนเข้าชมมาก ก็มีกิจกรรมที่ใช้อาคารเหล่านี้เป็นสถานที่จัด เช่น การฝึกหัดทำรองเท้าจากฟางข้าว ซึ่งเป็นกิจกรรมยอดนิยมสำหรับครอบครัว มีเด็กๆ และหญิงแม่บ้านพ่อบ้านมาหัดถักสานกันเยอะ เพื่อเป็นการระลึกถึงอดีตของชาวญี่ปุ่น ฟางข้าวนับเป็นส่วนหนึ่งที่ถูกนำมาใช้มากที่สุด โดยส่วนใหญ่จะนำมาตกแต่งประดับให้มีบรรยากาศแบบญี่ปุ่นเก่าๆ
พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งแห่งนี้เปิดมา ๕๐ ปีแล้ว นับว่าผู้ดำริมีวิสัยทัศน์ไกลอย่างยิ่ง เพราะทุกวันนี้คงหาอาคารในลักษณะสมบูรณ์เหล่านี้ไม่ได้แล้ว อีกทั้งค่าใช้จ่ายในการขนย้าย ดูแลรักษาเป็นเรื่องยากและใช้เงินจำนวนมาก เช่น หลังคาหนาทำจากฟางหลายหลังก็ต้องรอการซ่อมแซมเป็นเวลาหลายๆ ปี เพราะไม่สามารถมีงบประมาณช่วยเหลือจำนวนมากได้ตามที่ต้องการจากรัฐ
ในเมืองไทย นอกจาก " เมืองโบราณ" แล้ว ก็เห็นจะมีแต่ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามที่จัดแสดงหมู่เรือนชาติพันธุ์อีสาน ซึ่งก็คือเรือนแบบพิพิธภัณฑ์ชาวนา เพียงแต่มีน้อยหลังกว่าเท่านั้น ส่วนบรรยากาศนับว่าน่ารื่นรมย์พอควร
ที่เมืองโบราณได้สามารถรวบรวมบ้านและอาคารจากเกือบทั่วประเทศได้ ก็ด้วยการมองการณ์ไกลของคุณ เล็ก วิริยะพันธุ์ และได้รักษาสืบต่อกันยาวนานกว่า ๓๐ ปี แม้จะไม่มีการจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้อย่างเต็มรูปแบบ หรือละเลยรายละเอียดต่างๆ ภายในอาคารไปบ้าง แต่นับว่ายังคงมีความสมบูรณ์มากพอที่ชาวบ้านในหลายๆ ท้องถิ่นสามารถเดินทางกลับมาเห็นอดีตของตนเองที่สูญหายไปหลายสิบปีแล้ว และก็น่าเห็นใจที่บางชุมชนถึงกับต้องจำลองหรือสร้างสิ่งก่อสร้างนั้นขึ้นมาใหม่ด้วยการมาถ่ายแบบไปจากพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งในเมืองโบราณแห่งนี้
วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
|