เมืองโบราณ
พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ
วารสารเมืองโบราณ
สารคดีดอตคอม
วิทยาลัยการจัดการทางสังคม
แสดงความคิดเห็นผ่านสมุดเยี่ยมชม

ดรรชนีบทความ
อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

จดหมายข่าวมูลนิธิฯ
ปีที่ ๑๐ ฉบับที่ ๖๐ พฤษภาคม-มิถุนายน ๒๕๔๙
อ่านจดหมายข่าวมูลนิธิฯ
     
เปิดประเด็น - อ.ศรีศักร วัลลิโภดม
  ๖๐ ปีของในหลวงกับ ๑๐๐ ปี พุทธทาส
บันทึกจากท้องถิ่น - วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
  Open-Air Museum of Old Japanese Farm Houses ที่ โอซากา
บันทึกจากท้องถิ่น - เหมือนพิมพ์ สุวรรณกาศ
  วังจันทน์ : ทางเลือกของความสำคัญทางประวัติศาสตร์
รายงานความก้าวหน้างานวิจัยภาคใต้ - ศรยุทธ์ เอี่ยมเอื้อยุทธ์
 

ความก้าวหน้าของโครงการวิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมในลุ่มน้ำปัตตานีและลุ่มน้ำสายบุรี

   
 
วังจันทน์ : ทางเลือกของความสำคัญทางประวัติศาสตร์
 
 



เมื่อกล่าวถึงจังหวัดพิษณุโลก คนจำนวนไม่น้อยต่างนึกถึงความเป็นเมืองเก่าครั้งสุโขทัย และ อยุธยา เพราะพิษณุโลกเป็นเมืองหน้าด่าน และเมือง สำคัญป้องกันข้าศึกในสมัยนั้น และเมื่อมาเยือนก็มักมาเที่ยวชมวัดและโบราณสถานต่างๆ แต่มีโบราณสถานแห่งหนึ่งซึ่งมีความสำคัญมาก เพราะเป็นพระราชวังหลวงแห่งเมืองพิษณุโลก หากกลับไม่มีผู้ใดกล่าวถึงเท่าที่ควร นั่นก็คือ พระราชวังจันทน์


โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม (หลังเดิม) ภายในมีศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

จนกระทั่งมีการสำรวจพบว่า บริเวณพื้นที่สนามฟุตบอลของโรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก เป็นที่ตั้งของพระราชวังจันทน์ อันเป็น สถานที่ประทับขององค์พระมหากษัตริย์ พระมหาอุปราช และเจ้านายชั้นสูงของกรุงศรีอยุธยาหลายพระองค์ ที่สำคัญ ได้แก่

สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ผู้ทรงมีบทบาทสำคัญที่ทำให้พิษณุโลกมีฐานะเป็นเมืองราชธานี และศูนย์กลางการปกครองของราชอาณาจักรนับตั้งแต่ปี พ. ศ. ๒๐๐๖-๒๐๓๑ โดยเสด็จมาประทับที่พระราชวังจันทน์แห่งนี้โดยตลอดจนสวรรคต สาเหตุสำคัญที่ทำให้พระองค์ย้ายราชธานีมาอยู่ที่พิษณุโลก ก็เนื่องจาก ระหว่าง พ.ศ. ๑๙๙๙–๒๐๐๔ เป็นเวลาที่อยุธยาได้ทำสงครามกับล้านนา ซึ่งยกทัพเข้ามารุกรานสุโขทัย กำแพงเพชร และพิษณุโลกอยู่เสมอ เมืองพิษณุโลกต้องรับศึกหนัก เพราะถู ก สถาปนาเป็นเมืองหน้าด่าน และเมื่อพระองค์มีชัยเหนือทัพล้านนาแล้ว ก็ยังทรงให้ความสำคัญต่อหัวเมืองฝ่ายเหนือ จึงทรงย้ายราชธานี มาประทับ ที่เมืองพิษณุโลกแทน

นอกจากเป็นที่ประทับของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแล้ว พระราชวังจันทน์แห่งนี้ยังเป็นสถานที่พระราชสมภพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชอีกด้วย จากความสำคัญทางประวัติศาสตร์ กรมศิลปากรจึงดำเนินการเปิดพื้นที่ทั้งหมดเพื่อขุดแต่งทางโบราณคดีในปี พ.ศ. ๒๕๔๖ หลังจากที่ได้ดำเนินการขุดสำรวจครั้งแรกไปแล้วเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ในการขุดแต่งครั้งนี้ปรากฏพบร่องรอยของซากอาคารพระราชวังกินพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง

เมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๔๙ อาจารย์ ศรีศักร วัลลิโภดม พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ จึงได้เข้าไปทำการศึกษาสำรวจรูปแบบและลักษณะโครงสร้างของพระราชวังแห่งนี้ โดยมีอาจารย์ วศิน ปัญญาวุธตระกูล แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ที่ทำการศึกษาวิเคราะห์ผลจากการขุดแต่งโบราณสถานในเขตพระราชวังดังกล่าวเป็นผู้ให้ข้อมูล จากการสำรวจพบว่าซากกำแพงและอาคารที่ปรากฏส่วนใหญ่ในพื้นที่ขณะนี้เป็นร่องรอยของพระราชวังในสมัยอยุธยา ซึ่งมีลักษณะการสร้างทับซ้อนกันในหลายยุค ซากแนวกำแพงที่ขุดพบบ่งบอกให้ทราบว่าพระราชวังแห่งนี้แบ่งเป็นสามชั้น คือ พระราชวังชั้นนอก พระราชวังชั้นกลาง และพระราชวังชั้นใน โดยพื้นที่ของพระราชวังชั้นกลางจะเห็นซากอาคารที่น่าจะเป็นตัวพระที่นั่งหรือท้องพระโรง ส่วนเขตพระราชวังชั้นในจะเห็นโครงสร้างของพระราชฐานและอาคารต่างๆ บ้างแล้ว และที่น่าสังเกต คือ พื้นที่เขตพระราชวังชั้นในมีลานกว้าง ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นลานกิจกรรม หรือ การละเล่น ภายในพระราชวังหลวง


แนวกำแพงและประตูที่พบ ซึ่งกำแพงของพระราชวังจันทน์นี้มี ๓ ชั้น

รูปแบบโครงสร้างของซากอาคารที่ขุดพบ อาจารย์วศินมีความเห็นว่า อาคารระหว่างพระราชวังชั้นกลางและชั้นในน่าจะมีลักษณะคล้ายกับ ที่พระนารายณ์ราชนิเวศน์ จังหวัด ลพบุรี อีกทั้งตัวพระราชวังมีการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงพื้นที่ ทั้งรื้อถอนและต่อเติมอาคารบางส่วน เพราะปรากฏร่องรอยการทับซ้อนกันของรูปแบบสถาปัตยกรรมที่ มี การรื้อของเก่าแล้วมาสร้างใหม่ โดยมีทั้งการรื้อ ทุบ และอัด พื้น เช่น ในสมัยแรก ๆ จะเห็นได้ว่ามีการอัดทรายและทำการก่ออิฐถือปูน แต่พอมาในระยะหลังจะทำแกนกลางก่อนแล้วทำการอัดทรายเข้าไป แนวกำแพงวังและประตูเกือบทุกช่วงจะมีขนาดใหญ่

นอกจากนี้โบราณวัตถุที่ขุดได้ส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่เกิดจากการประดิษฐ์และการประกอบกิจกรรมของมนุษย์ คือ มีทั้งโบราณวัตถุที่เป็นส่วนประกอบของสถาปัตยกรรม เช่น กระเบื้องมุงหลังคา ท่อน้ำดินเผา ตะปูจีน ฯลฯ โบราณวัตถุที่เป็นข้าวของเครื่องใช้ ซึ่งมีทั้งที่ผลิตภายในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศ อาทิ จากเตาเผาแม่น้ำน้อย พวกขวด คนโท เตาตาปะขาวหายในพิษณุโลก พวกกระปุก ไห ถ้วย ชาม เตาเผาสุโขทัย –ศรีสัชนาลัย พวกกุณฑี กระปุก ถ้วย ชาม กระทั่งของจากแหล่งเตาเผาในล้านนา ส่วนเครื่องถ้วยจากต่างประเทศ มีทั้งจากจีน เวียดนาม ญี่ปุ่น เป็นต้น


เศษเครื่องปั้นดินเผา ซึ่งพบบริเวณพระราชวังจันทน์

โบราณวัตถุที่ขุดได้สามารถกำหนดอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙–๒๐ คือ ตั้งแต่สมัยสุโขทัย ลงมาจนถึงพุทธศตวรรษที่ ๒๓ ซึ่งเป็นช่วงสมัยอยุธยาตอนปลาย อันสอดคล้องกับผลวิเคราะห์จากหลักฐานที่ได้จากการตรวจชั้นดินในหลุมขุดค้น ซึ่งชี้ว่าในชั้นวัฒนธรรมสุโขทัยระยะแรก ไม่พบหลักฐานที่แสดงถึงการปลูกสิ่งก่อสร้างถาวร พบเพียงเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ชั้นวัฒนธรรมอยุธยา ปรากฏการสร้างสิ่งก่อสร้างถาวรและการใช้ประโยชน์พื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยมีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงพื้นที่อย่างน้อยสองครั้งในสมัยอยุธยา เพราะพบเศษอิฐและกระเบื้องมุงหลังคาที่มีขนาดและการจัดเรียงตัวแตกต่างกันจนสามารถแบ่งแยกออกจากกันได้ชัดเจน


กระเบื้องที่ยังไม่ได้ใช้งาน ได้มีการจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ

จากการขุดค้น อาณาบริเวณ ของพระราชวังจันทน์ที่ปรากฏในปัจจุบัน พบว่า น่าจะ ครอบคลุมบริเวณโรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคมทั้งหมด และยัง กินพื้นที่ไปถึงบริเวณหน่วยราชการ บ้านเรือนที่อาศัยของชาวบ้าน โดยรอบ โดยอาจ ต่อเนื่อง ไปจนถึงวัดวิหารทอง


อ.ศรีศักร วัลลิโภดม พร้อมด้วยคณะในการสำรวจพระราชวังจันทน์

หากเนื้อที่ของพระราชวังจันทน์ครอบคลุมพื้นที่ของชาวบ้านและสถานที่ราชการในบริเวณใกล้เคียงทั้งหมดจริง ปัญหาที่ยังคาราคาซังอยู่ยาวนานจนถึงปัจจุบันก็คือ เราจะ มีกฎเกณฑ์ ข้อพิจารณาทางเลือกใด ระหว่าง การเวนคืนที่ดินทั้งหมด เพื่อเผยโฉมพระราชวังจันทน์ที่ยิ่งใหญ่ดังที่เคยปรากฏในอดีต กับ พื้นที่ของเมือง สถานที่ราชการ และที่อาศัยของชาวบ้านผู้เป็นเจ้าของพื้นที่ในปัจจุบัน โดยเผชิญกับการแก้ปัญหาที่คนยังสามารถอยู่ร่วมกับประวัติศาสตร์ได้อย่างไม่ขัดเขิน

 

เหมือนพิมพ์ สุวรรณกาศ


 

 
 


 

 

 

 

 

 

 



เว็บไซต์ของมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์จัดทำขึ้น เพื่อเผยแพร่การดำเนินงาน ข่าวสาร ข้อมูลของมูลนิธิฯ บทความ จดหมายข่าว พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กิจกรรม ตลอดจนความรู้ทางสังคมและวัฒนธรรม โดยมีคำจำกัดความกิจกรรมของมูลนิธิฯ ว่า " รวบรวม บันทึก ศึกษา ข้อมูลทางวัฒนธรรม สนับสนุนการอนุรักษ์เพื่อพัฒนา เผยแพร่เพื่อการศึกษาของสาธารณชน " ดังนั้น ทางมูลนิธิฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง หากท่านผู้มาเข้าชมได้รับสาระความรู้จากเว็บไซต์ของมูลนิธิฯ หรือหากต้องการนำข้อมูลหรือรูปภาพที่ได้จากเว็บไซต์นี้ไปใช้ประโยชน์เพื่องานด้านวิชาการ กรุณาแจ้งมาที่ webmaster ทางอีเมล์ หรือตามที่อยู่ด้านล่างนี้

ติดต่อมูลนิธิฯ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
ทาง E-mail: lek_prapai@yahoo.com โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘-๙ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
 
เว็บมาสเตอร์ : อนุสรณ์ โพธิ์แก่นแก้ว
แนะนำ ติ-ชม หรือหากคุณมีข่าวสารที่น่าสนใจต้องการนำเสนอ E-mail มาที่ webmaster@lek-prapai.org