เมืองโบราณ
พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ
วารสารเมืองโบราณ
สารคดีดอตคอม
วิทยาลัยการจัดการทางสังคม
แสดงความคิดเห็นผ่านสมุดเยี่ยมชม

ดรรชนีบทความ
อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

จดหมายข่าวมูลนิธิฯ
ปีที่ ๑๐ ฉบับที่ ๖๐ พฤษภาคม-มิถุนายน ๒๕๔๙
อ่านจดหมายข่าวมูลนิธิฯ
     
เปิดประเด็น - อ.ศรีศักร วัลลิโภดม
  ๖๐ ปีของในหลวงกับ ๑๐๐ ปี พุทธทาส
บันทึกจากท้องถิ่น - วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
  Open-Air Museum of Old Japanese Farm Houses ที่ โอซากา
บันทึกจากท้องถิ่น - เหมือนพิมพ์ สุวรรณกาศ
  วังจันทน์ : ทางเลือกของความสำคัญทางประวัติศาสตร์
รายงานความก้าวหน้างานวิจัยภาคใต้ - ศรยุทธ์ เอี่ยมเอื้อยุทธ์
 

ความก้าวหน้าของโครงการวิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมในลุ่มน้ำปัตตานีและลุ่มน้ำสายบุรี

   
 

๖๐ ปีของในหลวงกับ ๑๐๐ ปีพุทธทาส

 
 

 

ศรีศักร วัลลิโภดม

 



สังคมไทยในวันนี้วิกฤติจนน่าเป็นห่วง เพราะกำลังมาถึงทางตันที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจแบบรุนแรงอย่างที่เคยเกิดกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม ลาว กัมพูชา และจีน เมื่อครึ่งศตวรรษที่แล้วมา

อาจเป็นเพราะประเทศไทยไม่เคยเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตกมาก่อนก็ได้ ที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างไม่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนคนปรับตัวตามไม่ทันเหมือนประเทศเพื่อนบ้าน แต่นั่นก็หาได้หมายความว่าจะรอดพ้นอิทธิพลของตะวันตกไม่ เพราะได้ตกเป็นทาสทางความคิดและสติปัญญาแบบตะวันตกมาโดยตลอด วิกฤติการณ์ทางการเมืองและสังคมในช่วง ๒ - ๓ เดือนที่ผ่านมา คือ สิ่งที่กำลังบอกว่าเวรและเวลาได้มาถึงแล้ว

แต่ก่อนทั้งไทย ลาว เขมร และเวียดนาม ต่างก็มีโครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจคล้ายคลึงกัน คือ เป็น สังคมชาวนา (Peasant Society) ที่มีโครงสร้างสองโครงสร้างซ้อนกันอยู่ คือ โครงสร้างแบบเสมอภาคของผู้คนที่อยู่ร่วมกันในท้องถิ่นต่างๆ ทั่วราชอาณาจักร กับโครงสร้างศักดินาของคนเมืองที่มีลักษณะเหลื่อมล้ำ แต่ว่ามีลักษณะเกื้อกูลกับโครงสร้างแรกด้วยระบบอุปถัมภ์ ทำให้สังคมชาวนาไม่อยู่อย่างอิสระหากเป็นส่วนหนึ่ง (Part Society) ของสังคมใหญ่เสมอมา

เมื่อตกเป็นเมืองขึ้นและอาณานิคมของตะวันตก โครงสร้างศักดินาที่สัมพันธ์กับสถาบันศาสนาและกษัตริย์ก็ถูกแทนที่โดย โครงสร้างโลกวิสัย (Secularized) ของเจ้าของอาณานิคมชาวตะวันตก อันเป็นโครงสร้างทางวัตถุนิยมที่เน้นความมีสิทธิและชอบธรรมของปัจเจกบุคคลในระบบเศรษฐกิจแบบเสรีทุนนิยม ซึ่งเมื่อพัฒนาจนเป็นอุดมการณ์แล้วมีชื่อเรียกว่า ประชาธิปไตย

โครงสร้างนี้มีลักษณะครอบงำและสืบเนื่อง แม้ว่าบ้านเมืองที่เคยเป็นอาณานิคมจะเป็นอิสระแล้วก็ตาม ได้ทำความเดือดร้อนให้แก่ผู้คนในสังคมชาวนาจนทนไม่ได้ จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบปฏิวัติที่ใช้ความรุนแรง เพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างที่ไม่เหมาะสมนี้มาเป็นโครงสร้างสังคมนิยมแบบคอมมิวนิสต์

สังคมไทยยังไม่เคยผ่านการปรับเปลี่ยนโครงสร้างแบบนี้ เพราะยังเข้ากันได้กับสังคมศักดินาที่ค้ำจุนโดยสถาบันศาสนาและกษัตริย์ แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองมาเป็นประชาธิปไตยตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นต้นมาก็ตาม ทั้งโครงสร้างเสมอภาคของสังคมชาวนากับโครงสร้างศักดินาของคนเมืองและคนชั้นปกครองก็ยังคงดำรงอยู่

แต่นับตั้งแต่สมัย ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรีเป็นต้นมา การผันเงินสู่ชนบทเพื่อช่วยเหลือประชาชนในด้านเศรษฐกิจ ได้ทำลายโครงสร้างแบบเสมอภาคของสังคมชาวนาที่เคยอยู่ได้ด้วยตนเองแบบเกื้อกูลซึ่งกันและกันในทางเกษตรกรรม มาเป็นสังคมอุตสาหกรรมที่พึ่งตัวเองไม่ได้ ต้องพึ่งพิงสังคมเมืองที่บรรดาคนชั้นบริหารซึ่งเคยเป็น ขุนนาง ข้าราชการที่เคยมีคุณธรรม เพี้ยนมาเป็นผู้แสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ให้กับตนเองและพรรคพวก


๑๐๐ ปี พุทธทาสภิกขุ

 

สังคมเสรีประชาธิปไตยตั้งแต่สมัยรัฐบาล ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นต้นมา เป็นระยะเวลาที่แลเห็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในโครงสร้างของคนชั้นศักดินา สมัยศักดินาราชาธิปไตยมักมีคำพังเพยแบบแดกดันว่า "ยศช้างขุนนางพระ”  เพราะเห็นแก่ยศศักดิ์เป็นใหญ่ แต่มาสมัยนี้กลายเป็น “ยศพระขุนนางพ่อค้า”   แทน

ขุนนางพระในสมัยนี้มั่งคั่งร่ำรวยกว่าแต่ก่อน ซึ่งแลเห็นง่ายๆ จากบรรดาอาคารในสังฆาวาสและพาหนะขับขี่ราคาแพงๆ อาจรวมทั้งบัญชีเงินฝากในธนาคารด้วย ที่น่าสงสารก็คือ ขุนนางช้างไม่มี เพราะนอกจากจะใกล้สูญพันธุ์แล้ว ยังถูกนำไปใช้ลากซุง ร่อนเร่ขอทาน และแสดงละครสัตว์ในมหกรรมแสงเสียงของการท่องเที่ยว

แต่เกิดขุนนางใหม่ขึ้นมาแทน นั่นคือขุนนางพ่อค้า ซึ่งพัฒนาตัวเองจากการที่เคยอยู่ใต้ใบบุญและพึ่งพิงขุนนางเดิมที่มีอำนาจทางฝ่ายบุ๋นและบู๊ มาเป็นเจ้าพระเดช นายพระคุณแทน พวกขุนนาง เหล่านี้ คือ กลุ่มคนที่เป็นใหญ่เป็นโต มีอำนาจทางเศรษฐกิจการเมือง ไม่มีชาติแต่ข้ามชาติ และพร้อมที่จะขายชาต บุคคลเหล่านี้ไม่มีอุดมการณ์ที่เป็นประชาธิปไตย แต่อาศัยกระบวนการประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับตนเองและพรรคพวกในการที่จะเข้ามาเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

ทั้งกายและใจของพวกเขาเน้นความมีตัวตนและการเป็นปัจเจกบุคคลนิยมตามลัทธิเศรษฐกิจแบบเสรีทุนนิยม ไม่มีความดีและความเชื่อในเรื่องจิตวิญญาณและความเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน มนุษย์เป็นเพียงแต่ทรัพยากรที่ตนสามารถกำหนดและบังคับใช้ได้ บุคคลเหล่านี้ คือ ผู้ที่ใช้ความรู้ทางวิทยาการและเทคโนโลยีสร้างสิ่งที่เป็นสมองกลและสิ่งเสมือนจริง (Virtual Reality) ขึ้นมอมเมาเยาวชนและคนรุ่นใหม่ให้กลายพันธุ์จนเป็นเดรัจฉาน ไม่เป็นมนุษย์ เพราะความเป็นมนุษย์อยู่ที่การเป็นสัตว์โลกที่เป็นสัตว์สังคมหรือสัตว์หมู่ที่อยู่ร่วมกันได้ ด้วยความเชื่อทางศาสนาและจริยธรรมที่นำไปสู่การเป็นคนมีศีลธรรมของสังคม

ด้วยประการที่กล่าวมานี้ ก็จะทำให้เห็นว่าสังคมไทยวันนี้กำลังอยู่ภายใต้อิทธิพลและการครอบงำของระบบเศรษฐกิจข้ามชาติ ทุนนิยมเสรีที่นับเนื่องเป็นโครงสร้างของเดรัจฉานโดยแท้ กำลังอยู่ในสภาพที่ตกผลึกจนยากที่จะแก้ไขได้ คนรากหญ้ากลายเป็นคนกินหญ้า คนชั้นกลางที่พอมีสติปัญญาก็กลายเป็นคนมักได้และสายตาสั้น

เพราะฉะนั้นการโหยหาของปัญญาชนที่รักประชาธิปไตย เน้นอุดมการณ์ในเรื่องการแก้แต่เพียงรัฐธรรมนูญอย่างเดียวนั้น ไม่น่าจะทำอะไรได้ เพราะอมนุษย์เหล่านี้รู้จักที่จะจ้างบรรดามือปืนทางกฎหมายมาแก้ต่างแก้ไขได้ไม่ยาก

ปัญหาพื้นฐานที่เป็นอันตรายของชาติบ้านเมืองในทุกวันนี้ก็คือ การแบ่งทรัพยากรของผู้คนในแผ่นดินที่ทำให้ภาคใต้เลือดท่วม และภาคเหนือน้ำท่วมอย่างที่เห็นกันอยู่ รวมทั้งภูมิภาคอื่นๆ ด้วยที่กำลังจะตามมาด้วยความรุนแรงอีกหลายอย่าง

แต่ท่ามกลางความขัดแย้งรุนแรงและมืดมน ก็ยังมีแสงสว่างอยู่บ้างที่อาจเตือนสติและนำทางให้แก่ปัญญาชนทั่วไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงเป็นที่พึ่งของคนทั้งชาติในที่สุด คงไม่จำเป็นต้องพูดถึงพระราชกรณียกิจที่ทรงทำและทะนุบำรุงการเกษตรอันเป็นเศรษฐกิจพื้นฐานของแผ่นดิน โดยการเสด็จออกไปเยี่ยมเยียนราษฎร ทรงสอนและสนับสนุนให้ประชาชนมีที่ดินและแหล่งน้ำเพื่อการเพาะปลูก รวมทั้งการนำเอาอุตสาหกรรมที่เหมาะสมเข้ามาเชื่อมโยง จนเมื่อไม่กี่ปีมานี้ทรงชี้หนทางการอยู่รอดด้วยแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงที่สามารถต้านทานหรือต่อรองกับเศรษฐกิจอุตสาหกรรมแบบเสรีทุนนิยมได้

ความสำคัญของเศรษฐกิจพอเพียงนั้นอยู่ที่ต้องเป็นคนพอเพียงทั้งกายและใจ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นบุคคลที่พอเพียง แต่เหตุที่แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเคลื่อนไปได้ช้า ก็เพราะคนจำนวนมากในสังคมไม่เป็นคนพอเพียงนั่นเอง โดยเฉพาะบรรดาขุนนางพ่อค้าที่เป็นใหญ่เป็นโตในสังคม

เลยทำให้ต้องคิดถึง ท่านพุทธทาส ที่ได้ให้ความหมายของคำ พอเพียง ว่า เป็นสิ่งที่ไม่เกินและไม่ขาด สังคมไทยควรเป็นธรรมิกสังคมนิยม คือ เอาการเป็นอยู่รวมกันอย่างพอเพียง ไม่เกินไม่ขาดเป็นอุดมการณ์ แต่การจะบรรลุถึงได้นั้นต้องมีธรรมะ ท่านพุทธทาสสิ้นไปนานแล้ว แต่สิ่งที่ท่านเทศน์ท่านสอนหาสิ้นไปไม่ โดยเฉพาะการแสดงธรรมว่า ถ้าไม่มีธรรมะ การเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยก็เป็นการเลือกตั้งที่โกง ผู้แทนที่เลือกมาก็โกง รัฐสภาที่เกิดขึ้นก็โกง และในที่สุดก็ได้รัฐบาลโกง สำหรับคนที่บูชาประชาธิปไตยจนตกขอบ ท่านก็เตือนสติไว้ว่า เสียงประชาชนไม่ใช่เสียงสวรรค์เสมอไป อาจเป็นเสียงนรกก็ได้ ถ้าหากไร้ศีลธรรม และ การเมืองที่ดีก็คือการมีศีลธรรมนั่นเอง รวมทั้งคนที่ยึดมั่นในศาสนาและพิธีกรรมตามรูปแบบก็ต้องเข้าใจว่า การเข้าถึงธรรมะที่แท้จริงนั้นก็คือ การเห็นพระพุทธเจ้า คงไม่ใช่แต่เพียงการกราบไหว้บูชาพระพุทธรูป สร้างพระพุทธรูปใหญ่น้อยเป็นสำคัญ เพราะพระจักรพรรดิราชและพระยามารก็มีรูปลักษณะได้เช่นเดียวกับพระพุทธองค์

 

๑๐๐ ปี พุทธทาสภิกขุ

 

ถ้ามีสติและทบทวนให้ดี สังคมไทยอาจรังสรรค์ธรรมิกสังคมนิยมตามแนวคิดของท่านพุทธทาสโดยไม่ยาก เพราะยังมีพระมหากษัตริย์ที่ทรง "ทัดดินต่างปิ่นเกล้า " เป็นพระธรรมิกราชอยู่  แต่การเข้าถึงพระองค์นั้น คงไม่ใช่อยู่ที่การทำอะไรใหญ่โตอย่างสิ้นเปลืองจนเกินความพอเพียง

การเป็นบุคคลที่มีความพอเพียงทั้งกายและใจต่างหาก ที่จะนำไปสู่การแก้ไขในสิ่งที่ไม่มีดุลยภาพของสังคมและบ้านเมืองในขณะนี้ได้


 

 
 


 

 

 

 

 

 

 



เว็บไซต์ของมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์จัดทำขึ้น เพื่อเผยแพร่การดำเนินงาน ข่าวสาร ข้อมูลของมูลนิธิฯ บทความ จดหมายข่าว พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กิจกรรม ตลอดจนความรู้ทางสังคมและวัฒนธรรม โดยมีคำจำกัดความกิจกรรมของมูลนิธิฯ ว่า " รวบรวม บันทึก ศึกษา ข้อมูลทางวัฒนธรรม สนับสนุนการอนุรักษ์เพื่อพัฒนา เผยแพร่เพื่อการศึกษาของสาธารณชน " ดังนั้น ทางมูลนิธิฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง หากท่านผู้มาเข้าชมได้รับสาระความรู้จากเว็บไซต์ของมูลนิธิฯ หรือหากต้องการนำข้อมูลหรือรูปภาพที่ได้จากเว็บไซต์นี้ไปใช้ประโยชน์เพื่องานด้านวิชาการ กรุณาแจ้งมาที่ webmaster ทางอีเมล์ หรือตามที่อยู่ด้านล่างนี้

ติดต่อมูลนิธิฯ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
ทาง E-mail: lek_prapai@yahoo.com โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘-๙ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
 
เว็บมาสเตอร์ : อนุสรณ์ โพธิ์แก่นแก้ว
แนะนำ ติ-ชม หรือหากคุณมีข่าวสารที่น่าสนใจต้องการนำเสนอ E-mail มาที่ webmaster@lek-prapai.org