เมืองโบราณ
พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ
วารสารเมืองโบราณ
สารคดีดอตคอม
วิทยาลัยการจัดการทางสังคม
แสดงความคิดเห็นผ่านสมุดเยี่ยมชม

ดรรชนีบทความ
อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

จดหมายข่าวมูลนิธิฯ
ปีที่ ๑๑ ฉบับที่ ๖๒ กันยายน-ตุลาคม ๒๕๔๙
     
   
เปิดประเด็น - ศรีศักร วัลลิโภดม
 

ไทย : สังคมบ้านแตกหรือสติแตก

บันทึกจากท้องถิ่น - มะอีซอ โซมะดะ
 

อวสานของสวนดูซง

บันทึกจากท้องถิ่น - ปาริสุทธิ์ เลิศคชาธาร
  วัดเกริน : บทบาทที่เอื้ออาทรต่อสังคม

ข่าว กิจกรรม ความเคลื่อนไหว

 

งานวันเล็ก - ประไพ รำลึก ครั้งที่ ๔

   
 

ไทย : สังคมบ้านแตกหรือสติแตก

 
 

 

ศรีศักร วัลลิโภดม

 

สิ่งที่น่าสังเกตในปัจจุบันก็คือ สังคมไทยทุกวันนี้มีลักษณะโดดเดี่ยวจากประเทศเพื่อนบ้านเพราะมองอะไรต่ออะไรแบบกรอบเดียวอย่างไม่มีการทบทวนและเปรียบเทียบ ดังเช่นการมองเหตุการณ์และสถานการณ์ความขัดแย้งในสังคมไทยในขณะนี้ ว่าเป็น วิกฤตทางประชาธิปไตย อันเนื่องจากการบริหารบ้านเมืองของรัฐบาลที่แล้วมา รวมไปถึงการปฏิวัติล้มล้างรัฐบาลที่อ้างสิทธิความเป็นประชาธิปไตยจากการเลือกตั้งโดยฝ่ายทหาร ถึงแม้ว่าขณะนี้ได้มีการจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวขึ้นเพื่อดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญและเตรียมการจัดการให้มีการจัดการเลือกตั้งเพื่อให้เกิดรัฐบาลที่มีคุณสมบัติเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยตามอุดมการณ์หรือจินตนาการแบบสากล (ตะวันตก) ก็ตาม ก็ยังมีอาการของการต่อต้านและขัดแย้งอยู่ตลอดเวลา จึงกลายเป็นอุปสรรคหลายๆ ประการที่นำไปสู่การจัดการตามขั้นตอน เพื่อให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่ราบรื่นนัก

จึงสมควรที่ผู้มีสติปัญญาทั้งหลายได้มีการทบทวนอะไรต่ออะไรกันบ้าง โดยหันกลับไปมองเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในการล้มล้างรัฐบาลชุดที่แล้ว ซึ่งเป็นชุดที่เรียกได้ว่าเป็นประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ในการจัดการบริหารประเทศกลับไม่เป็นประชาธิปไตยในอุดมคติที่ใครๆ ต้องการ ทำนองตรงข้าม กลับมีพฤติกรรมที่รวบอำนาจและคอรัปชั่นฉ้อราษฎร์บังหลวงและมอมเมาประชาชนที่ด้อยโอกาสเพื่อประโยชน์ของตนเองกับพรรคพวกจนเป็นเหตุให้เกิดการเคลื่อนไหวของบรรดาปัญญาชนขึ้นมาต่อต้าน ซึ่งก็มีลักษณะยืดเยื้อ อันอาจจะนำไปสู่ความรุนแรงที่ควบคุมไม่ได้เพราะรัฐบาลที่แล้วกุมอำนาจเบ็ดเสร็จไว้หมด ในที่สุดก็ยุติลงด้วยการที่ฝ่ายทหารเข้ามาปฏิวัติล้มอำนาจรัฐบาลเดิมสำเร็จและจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวขึ้น

แต่ก็ดูยังเป็นที่ไม่พอใจของบรรดาปัญญาชนที่มองประชาธิปไตยเป็นอุดมคติและอุดมการณ์อยู่นั่นเอง จึงมีการเคลื่อนไหวออกมาวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานาว่าเป็นการกระทำที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย ทั้งที่การเคลื่อนไหวแบบประชาธิปไตยก็ไม่อาจจัดการกับรัฐบาลที่ชั่วร้ายนั้นได้ ถึงกับหลายคนยังหันไปพึ่งการเรียกร้องในเรื่องนายกพระราชทานซึ่งก็ไม่เป็นประชาธิปไตยอีกเช่นกัน

ข้าพเจ้าคิดว่าเหตุหนึ่งที่บรรดาปัญญาชนไม่พอใจก็เพราะไปเปรียบเทียบกับการปฏิวัติของทหารสมัย รสช. ซึ่งก็น่าคิด แต่ก็ควรให้เวลากับการปฏิวัติของทหารครั้งนี้ โดยเอาประชาธิปไตยในอุดมคติมาไว้ข้างๆ ก่อนแล้วมุ่งพิจารณาในเรื่องสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้รัฐบาลประชาธิปไตยซึ่งมาจากการเลือกตั้งชุดที่แล้วล้มเหลวและชั่วร้าย

ความชั่วที่ไม่อาจอภัยได้คือการคอรัปชั่นฉ้อราษฎร์บังหลวง ทั้งเป็นเหตุแท้จริงที่ประชาชนส่วนใหญ่ให้การสนับสนุน ในส่วนของข้าพเจ้าเองใคร่สนับสนุนฝ่ายทหารให้ทำการจัดการกับคอรัปชั่นอย่างถึงที่สุด โดยทหารต้องทำหน้าที่ในลักษณะของผู้เฝ้าระวังให้กับประชาธิปไตยในอุดมคติ [Watchdog of Democracy] ถ้าหากมีรัฐบาลไหนโกงอีกก็ปราบอีก ปราบแล้วก็กลับเข้ากรมกองไป ทำจนบรรดานักการเมืองที่ชั่วร้ายเข็ดหลาบไม่กล้าโกงกินอีกก็จะเป็นการเปิดโอกาสให้นักการเมืองที่ดีเกิดขึ้นและมีโอกาสเข้ามารังสรรค์สิ่งที่เป็นประชาธิปไตยในอุดมคติได้

ข้าพเจ้าคิดว่าในเวลานี้ควรให้เวลากับคมช.และรัฐบาลชั่วคราว แต่ขณะเดียวกันควรหันมาให้ความสนใจต่อปัญหาที่เลวร้ายลึกไปกว่าเรื่องคอรัปชั่นฉ้อราษฎร์บังหลวง นั่นคือ การขาดสิ่งที่เป็นคุณธรรมในสังคม อันได้แก่จริยธรรม ศีลธรรมและความเป็นมนุษย์ที่กำลังเพี้ยนไปกว่าแต่เดิมมากมาย

เนื่องมาจากสังคมไทยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔-๕ ลงมาจนถึงปัจจุบัน ได้หักเหวิธีคิดในอารยธรรมตะวันออกที่มีมาแต่โบราณกาลมาตามแบบอย่างอารยธรรมตะวันตกแทน มาถึงทุกวันนี้ คนรุ่นกลางและรุ่นเด็กต่างก็มองอะไรและคิดอะไรเป็นแบบตะวันตกหมด อาจจะพูดอย่างเต็มปากได้ว่าสังคมไทยแม้จะไม่เป็นอาณานิคมทางการเมืองของมหาอำนาจทางตะวันตกอย่างประเทศเพื่อนบ้านทั้งหลายก็ตาม แต่ก็เป็นอาณานิคมทางปัญญาอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่อง ซึ่งผิดกับบรรดาประเทศเพื่อนบ้านอย่างมากที่ปัญญาชนของเขาล้วนแต่มีอิสระทางความคิดและปัญญาจากการครอบงำของตะวันตกแล้ว

 



ความแตกต่างกันดังกล่าวนี้ เห็นได้จากการแสดงความคิดเห็นของนักวิชาการและปัญญาชนในสังคมไทยเมื่อเปรียบเทียบกับคนในสังคมเพื่อนบ้าน ผู้ที่เป็นปัญญาชนของไทยส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการที่มีดีกรีจากการศึกษาในมหาวิทยาลัย มักมีกรอบและแนวคิดทฤษฎีที่เล่าเรียนมาเป็นตัวนำในความคิด ในขณะที่ปัญญาชนของสังคมเพื่อนบ้านมักไม่ผูกติดกับการเป็นนักวิชาการที่มีกรอบและทฤษฎี หากเป็นพวกมากด้วยประสบการณ์ มักเอาสิ่งที่ได้เห็นได้สัมผัสและเข้าใจมาเป็นตัวนำก่อนการกำหนดกรอบและแนวคิดทฤษฎีเพื่อนำมาช่วยให้เกิดความเข้าใจอย่างลุ่มลึก

ความถนัดและเข้าใจในเรื่องดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการดำเนินการใดๆ ได้อย่างเป็นองค์รวมและรูปธรรม ที่บอกว่าเป็นรูปธรรมก็เพราะสามารถเสนอภาพของความเป็นจริงที่สื่อให้กับคนอื่นๆ ทั่วไปได้ ซึ่งตรงข้ามกับบรรดานักวิชาการและผู้รู้ในสังคมไทย มักเสนอหรือแสดงอะไรในลักษณะที่เป็นเสี่ยงๆ ตามความถนัดของตน จนเกิดความขัดแย้งกันเองเพราะแนวคิดทฤษฎีและกรอบแตกต่างกัน ทำให้เชื่อมโยงเป็นองค์รวมอย่างเป็นรูปธรรมไม่ได้ และในที่สุดก็สื่อกับคนทั่วไปไม่ได้นอกจากพวกเดียวกัน

ถ้าจะให้ยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมมาแสดงในขณะนี้ก็คือ ระหว่างสังคมไทยและสังคมเวียดนามที่อยู่ในประเทศและดินแดนเอเชียอาคเนย์ที่มีความใหญ่โตของพื้นที่และจำนวนประชากรที่เสมอกัน อีกทั้งมีพัฒนาการเป็นรัฐใหม่หรืออาณาจักรเสมอกันมาแต่โบราณ หลังสงครามโลกครั้งที่สองอันเป็นช่วงเวลาของสงครามเย็น การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการเมืองทำให้เวียดนามเป็นสังคมนิยมแบบคอมมิวนิสต์ ในขณะที่สังคมไทยเป็นสังคมประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เลยทำให้เวียดนามกับไทยกลายเป็นปรปักษ์กันในด้านความคิดและอุดมการณ์ อย่างเช่นทางไทยมองว่าการเป็นคอมมิวนิสต์นั้นโหดร้ายทารุณและฆ่าผู้คนเสียนับมิถ้วน ทำลายสถาบันกษัตริย์ ศาสนา ศีลธรรม และประเพณีที่ดีงามของอารยธรรมตะวันออก ในขณะที่ทางเวียดนามเองก็เห็นว่าไทยเป็นขี้ข้าอเมริกันและมีลัทธินายทุนที่เอารัดเอาเปรียบผู้คนในสังคม การส่งกองทัพของอเมริกันเข้ามาทำสงครามที่เวียดนามและเขมร ไทยก็ช่วยเหลือฝ่ายอเมริกันอย่างออกหน้า ทั้งให้พื้นที่ในประเทศเป็นฐานทัพและส่งกองกำลังเข้าร่วมสงครามครั้งนั้น ได้ทำให้ทั้งเวียดนามและเขมรกลายเป็นสังคมเมืองแตก [War torn Countries] ที่ผู้คนพลเมืองต้องตายในสงครามหลายล้านคน ทำให้ยากต่อการฟื้นฟูบ้านเมืองและผู้คนให้คืนดีและเป็นสุขได้ด้วยเวลาอันสั้น แต่ภายหลัง ๒๐ ปีที่ผ่านมาจนทุกวันนี้เวียดนามฟื้นตัวเองจากสังคมบ้านแตกได้อย่างมหัศจรรย์ จนมีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคมล้ำหน้าไปกว่าสังคมไทยที่ไม่เคยมีสภาพบ้านแตกเสียด้วยซ้ำ

สังคมเวียดนามปัจจุบันเป็นสังคมที่ไม่อาจพูดได้ว่าเป็นสังคมเผด็จการคอมมิวนิสต์ที่โหดร้ายทารุณฆ่าฟันประชาชน ทำลายศาสนาและศีลธรรมอีกทั้งเป็นสาวกของประเทศมหาอำนาจคอมมิวนิสต์ใหญ่ๆ อย่างรัสเซียและจีนอีกต่อไปได้แล้ว หากเป็นประเทศสังคมนิยมคอมมิวนิสต์แบบรักชาติรักแผ่นดิน [Patriotism] ที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของโลก บุคคลที่เป็นคอมมิวนิสต์มีเพียงหยิบมือเดียวในประเทศและเป็นบุคคลที่สังคมยอมรับและยกย่องว่าเป็นบุคคลที่มีอุดมคติไม่บ้าอำนาจและโกงกิน ไม่มีสมบัติพัสถานใดและการมีผลประโยชน์แอบแฝงกับธุรกิจใดๆ อันเป็นที่ติฉินนินทาจากประชาราษฎร์ได้

ในขณะที่ผู้คนในประเทศทุกกลุ่มเหล่าต่างได้อิสระในการดำรงชีวิตในกรอบประเพณีและกฎเกณฑ์ที่ทำให้บ้านเมืองอยู่ในลักษณะที่สงบสุขเป็นสำคัญ ภาพพจน์ที่แลเห็นในทุกวันนี้เวียดนามไม่ได้เป็นคอมมิวนิสต์แบบตกขอบและบ้าวัตถุแบบตะวันตกแม้กระทั่งแบบจีนในปัจจุบัน หากเป็นประเทศสังคมนิยมที่เป็นแบบตะวันออกที่ยังคงรักษาศาสนา ศีลธรรม และความเป็นมนุษย์ได้อย่างดี สังคมเวียดนามทุกวันนี้เป็นสังคมสมานฉันท์ที่มีความปรองดองและเอื้ออาทรระหว่างคนกลุ่มต่างๆ ที่เคยขัดแย้งแตกแยกและหนีภัยออกนอกประเทศ คนที่เคยออกไปกลับมาช่วยฟื้นฟูประเทศให้ก้าวหน้าด้วยความรู้แบบใหม่ที่เห็นว่าเหมาะสมกับผู้คนและสังคม สังคมเวียดนาม คือ สังคมที่มีความเสมอภาคและมีความเป็นปึกแผ่นทางสังคมนับแต่ท้องถิ่นจนถึงส่วนกลาง คนหลายชาติพันธุ์หลายหมู่เหล่าอยู่กันอย่างเท่าเทียมในนามของคนเวียด


ลุงโฮ โฮจิมินห์ แบบอย่างของผู้นำทางวัฒนธรรมที่น่าเคารพ



เวียดนามมีผู้นำที่ดีที่ควรเป็นแบบอย่างของผู้นำทางวัฒนธรรมที่ควรเคารพ คือ ลุงโฮ (โฮจิมินห์) ที่ไม่บ้ายศตำแหน่งเงินทองและความมั่งคั่งดังเช่นคนในสังคมไทย ความสำเร็จของบักโฮหรือลุงโฮในการสร้างเวียดนามปัจจุบันก็คือการขจัดความขัดแย้งภายใน รวมเวียดนามเหนือและใต้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันด้วยกระบวนการสมานฉันท์ภายหลังการขับไล่อริศัตรูอเมริกันและสาวกที่คุกคามสำเร็จ

ในทำนองตรงข้าม สังคมไทยเมืองไทยไม่เคยมีศัตรูจากภายนอกมารุกล้ำและไม่เป็นสังคมบ้านแตกแบบเวียดนาม หากเป็นสังคมสติแตกที่กำลังเกิดความขัดแย้งกันในเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง และอุดมการณ์อย่างสุดๆ ที่กำลังมีผลนำไปสู่ความรุนแรงและฆ่าฟันกันเองในที่สุด อันเนื่องมาจากการศึกษาอบรมของคนในชาติและการบริหารจัดการของรัฐที่ลอกเลียนแบบตะวันตกจนโงหัวไม่ขึ้น

ความขัดแย้งที่โดดเด่นในปัจจุบันก็คือความบ้าประชาธิปไตยแบบตะวันตกแบบอเมริกันนั่นเอง ทำไมไม่คิดบ้างว่าความเป็นประชาธิปไตยหรือความเสมอภาคนั้นก็เป็นสิ่งสากลที่มีในอารยธรรมตะวันออกมาช้านาน โดยเฉพาะประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาเป็นประชาธิปไตยที่ถูกจริตกับวัฒนธรรมของผู้คนในสังคม แต่หามีผู้ใดสนใจและนำมาขบคิดพิจารณากันบ้าง ถึงแม้ว่าจะมีอะไรดีในทางตะวันตกแต่ก็ควรนำมาทบทวนผสมผสานกับสิ่งที่ดีและมีมาในสังคมที่แล้วมาบ้าง

ประชาธิปไตยในพระพุทธศาสนาเป็นประชาธิปไตยที่ให้ความเสมอภาคความเอื้ออาทรที่ตั้งอยู่บนฐานของสัจธรรมทางพระศาสนาและศีลธรรม แต่ประชาธิปไตยแบบตะวันตกมีแต่พูดถึงเศรษฐกิจการเมือง ความเป็นปัจเจกบุคคลอันเป็นคุณสมบัติของเดรัจฉานผิดมนุษย์ และอ้างความยุติธรรมที่มาจากตัวบทกฎหมาย ขาดทั้งความเข้าใจวัฒนธรรมกับสังคม และขาดทั้งพื้นฐานทางศาสนาและศีลธรรม ดังเห็นได้จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลแต่ละชุดแต่ละฉบับ จนทำให้ศาสนาและศีลธรรมขาดไปจากสำนึกของผู้คนที่เป็นประชาชนรุ่นกลางและรุ่นเด็กในทุกวันนี้

ทำนองตรงข้าม กลับรับเอาความเชื่อที่เป็นไสยศาสตร์และคุณไสยเข้ามาแทนที่เพื่อความมั่นคงทางจิตใจของบรรดาเดรัจฉานที่เห็นแก่ตัว เห็นแก่อำนาจและเงิน ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่มักพร่ำแต่คำว่า " เศรษฐกิจพอเพียง " ตามรับสั่งของในหลวง แต่ไม่เคยถอดรหัสได้เลยว่าคืออะไร และจะทำอย่างไร ถ้าหากยังบ้าตะวันตกอยู่ก็คงไม่มีทาง ผู้มีสติควรไปเรียนรู้จากเวียดนามและประเทศเพื่อนบ้านบ้างก็คงจะดี

 

 

   

 

 

 
 


 

 

 

 

 

 

 



เว็บไซต์ของมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์จัดทำขึ้น เพื่อเผยแพร่การดำเนินงาน ข่าวสาร ข้อมูลของมูลนิธิฯ บทความ จดหมายข่าว พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กิจกรรม ตลอดจนความรู้ทางสังคมและวัฒนธรรม โดยมีคำจำกัดความกิจกรรมของมูลนิธิฯ ว่า " รวบรวม บันทึก ศึกษา ข้อมูลทางวัฒนธรรม สนับสนุนการอนุรักษ์เพื่อพัฒนา เผยแพร่เพื่อการศึกษาของสาธารณชน " ดังนั้น ทางมูลนิธิฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง หากท่านผู้มาเข้าชมได้รับสาระความรู้จากเว็บไซต์ของมูลนิธิฯ หรือหากต้องการนำข้อมูลหรือรูปภาพที่ได้จากเว็บไซต์นี้ไปใช้ประโยชน์เพื่องานด้านวิชาการ กรุณาแจ้งมาที่ webmaster ทางอีเมล์ หรือตามที่อยู่ด้านล่างนี้

ติดต่อมูลนิธิฯ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
ทาง E-mail: lek_prapai@yahoo.com โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘-๙ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
เว็บมาสเตอร์ : อนุสรณ์ โพธิ์แก่นแก้ว
แนะนำ ติ-ชม หรือหากคุณมีข่าวสารที่น่าสนใจต้องการนำเสนอ E-mail มาที่ webmaster@lek-prapai.org