ตำราภาษามลายูของประเทศอินโดนีเซียกล่าวว่า ดูซง [Dusong] มาจากคำว่า เดซา [Desa] ที่มาจากภาษาสันสกฤตคือ เทศะ หมายถึง พื้นที่ของหมู่บ้านขนาดเล็กมีพื้นที่ทำกินซึ่งเป็นสวน ดูซงหมายถึงพื้นที่สวนแบบไม่ตั้งใจปลูกในบริเวณซึ่งเคยเป็นที่อยู่อาศัยดั้งเดิม ในบ้านตะโหนด สวนดูซงมี ๒ ลักษณะ คือ สวนดูซงที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำลำคลองและสวนดูซงที่ตั้งอยู่บนภูเขา
ในสมัยก่อนการบุกเบิกสร้างที่อยู่อาศัยหรือที่ทำกิน มักจะทำกันบริเวณที่เป็นแม่น้ำลำคลองเพื่อความสะดวกในการเดินทาง การบุกเบิกที่ทำกินจะมีการสร้างบ้านไม่ใหญ่โตถาวร แต่สร้างเป็นขนำหรือกระท่อมแล้วถางป่าทำไร่ ปลูกพืชไร่ต่างๆ ปลูกข้าว ข้าวโพด เมื่อชาวบ้านได้กินผลไม้จากป่าหรือมาจากถิ่นอื่นที่เป็นผลไม้ตามฤดูกาลก็จะขว้างทิ้งเมล็ดไปรอบๆ ที่อยู่อาศัย นานเข้าเมล็ดพันธุ์ก็เติบโต ปีต่อปีจะมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น ทุเรียน ดูกู มะเฟือง มะไฟ กระท้อน มะปราง และอีกหลายชนิด แต่ส่วนใหญ่จะเป็นทุเรียน
สวนดูซงยังมีไม้ประเภทเนื้อแข็ง เช่น ต้นตะเคียนทราย ตะแบก และหลุมพอ เป็นต้น ในฤดูกาลผลไม้ในเขตสวนดูซงจะมีพวกสัตว์นานาชนิดจากป่าเขาลงมาหาอาหาร พวกสัตว์ใหญ่ เช่น เสือ หมี แรด ละมั่ง เลียงผา ส่วนสัตว์ที่อยู่เป็นประจำคือ หมูป่า กระจง เม่น นกเงือก นกกะลูแวที่ตัวใหญ่กว่าค้างคาวจะมาตั้งแต่ต้นทุเรียนออกดอก บินมาจากทิศตะวันออกทุกเย็นเวลาประมาณ ๔ ๕ โมง มาเป็นฝูงและชนิดอยู่ประจำก็มีเป็นจำนวนมาก
ฤดูกาลผลไม้ในสวนดูซงแต่แรกๆ นั้น ถ้าจะเปรียบเทียบไปก็เหมือนงานเทศกาลประจำปีของหมู่บ้าน เพราะทุกคนจะออกไปในดูซงกันหมด หากอยากเจอใครมีธุระกับใครต้องไปหาในดูซง กลุ่มเด็กๆ ชายหรือหญิงจะสนุกเฮฮาตามประสาเด็ก ได้รวมกลุ่มเล่น เช่น การเล่นปืนกระบอกไม้ไผ่ยิงด้วยลูกพลา การเล่นตาญีโดยการเอาเมล็ดทุเรียนที่กินแล้วมาเจาะรูผูกสาย ทำดาบไม้ไผ่แล้วเล่นต่อสู้กัน หรือดักนกที่มากินผลไม้ในสวนดูซง ส่วนเด็กผู้หญิงก็จะเล่นน้ำคลองจับปูจับปลากันสนุกสนาน
หลังสิ้นสุดฤดูผลไม้ ในสวนดูซงก็จะปล่อยทิ้งไว้มีสภาพเหมือนเช่นเดิมมีสภาพเป็นป่าต่อไป บรรดาสัตว์ที่เคยอยู่อาศัยก็จะเข้ามาอยู่ ส่วนพวกมนุษย์จะไม่เข้าไป
ร่องรอยที่อยู่อาศัยเดิมซึ่งเป็นดูซงทุเรียนหลายสวนตลอดแนวริมสองฝั่งคลองหลักที่บ้านตะโหนด (คลองจาเราะบราฆอ) และดูซงในที่อื่นๆ มีลักษณะเช่นเดียวกัน ดูซงที่ใหญ่สุดในบ้านตะโหนด คือ " ดูซงบือซา " [Dusong Besar] หมายถึงสวนดูซงที่ใหญ่ เนื้อที่ประมาณ ๑๐ กว่าไร่ มีนาข้าวอยู่ด้วย ดูซงนี้เต็มไปด้วยต้นทุเรียน เป็นดูซงที่อายุเก่าแก่มากของวงศ์ตระกูลโต๊ะกูแช
รอบๆ ดูซงบือซาจะมีดูซงขนาดเล็กล้อมรอบดูซงบือซาอีก สันนิษฐานว่าดูซงบือซาที่มีขนาดใหญ่นั้นเป็นที่อยู่ของชุมชนผู้บุกเบิก จากนั้นจึงแตกแขนงไปตามจำนวนลูกหลาน เมื่อได้แยกครอบครัวไปก็สร้างที่อยู่ใหม่ รอบๆ จึงกลายเป็นดูซงเล็กๆ ล้อมรอบดูซงบือซา ในดูซงบือซาทุกคนที่เป็นเครือญาติจะมีส่วนได้รับผลประโยชน์จากสวนทุเรียน คนที่เป็นเครือญาติทุกคนมีสิทธิ์เอาผลประโยชน์จากดูซงนั้น
สวนดูซงบนภูเขาเกิดจากหลายสาเหตุด้วยกัน เช่น การหลบหนีภัยสงคราม เกิดจากการเลี้ยงสัตว์ (พื้นที่เลี้ยงช้างของเจ้าเมืองรือมัน) เกิดจากการขึ้นไปทำงานสร้างกระท่อมที่พักชั่วคราว
เล่ากันต่อๆ มาว่าที่บ้านตะโหนดเมื่อราว ๒๐๐ ปีที่แล้ว เกิดสงครามครั้งใหญ่เรียกว่า " มูโซะห์เจ๊ะบู " (สงครามเจ๊ะบู) น่าจะตรงกับในสมัยรัชกาลที่ ๑ ที่ยกทัพมาตีเมืองปาตานี ชาวบ้านหนีสงครามขึ้นไปอยู่บนภูเขาทำให้เกิดสวนดูซงบนภูเขาชื่อว่า บูเก๊ะพลา (ภูเขาพลา) การเกิดสวนดูซงบนภูเขาก็เป็นในทำนองเดียวกับสวนดูซงที่ตั้งอยู่ริมน้ำ ปัจจุบันดูซงทุเรียนที่บูเก๊ะพลายังมีอยู่เรียกว่า " ดูซงบูเก๊ะ " ในช่วงที่ทุเรียนออกผลผู้คนในหมู่บ้านตะโหนดและในละแวกใกล้เคียงบ้านตะโหนด เช่น บ้านตาเป๊าะ ตายา จะขึ้นไปเก็บผลได้ เพราะเป็นที่ซึ่งปู่ย่าตายายเคยไปหลบหนีจากสงครามแล้วเป็นสวนดูซงขึ้นมา
สวนดูซงบนภูเขาที่เกิดจากการเลี้ยงสัตว์อันเป็นพื้นที่เลี้ยงช้างของเจ้าเมือง อยู่ที่บ้านกาลอ โกตาบารู (ยะลา) และที่บ้านมะยูง (อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส)
ส่วนดูซงที่เกิดจากการขึ้นไปทำงานและสร้างกระท่อมอยู่ชั่วคราวมีที่บ้านลูโบ๊ะบูโละ เป็นแนวยาวตามภูเขา บ้านเจาะกือแย บ้านมะนังปันยัง บ้านบลูกา บ้านจาเบาะ ตำบลสามัคคี อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส
การแต่งตั้งผู้ดูแลในสวนดูซงจะคัดเลือกในบรรดาเครือญาติ โดยเลือกผู้ที่อาวุโสสูงสุด ซึ่งมีหน้าที่ดูแลในฤดูผลไม้ปีละครั้งในช่วงที่ทุเรียนเริ่มสุกใหม่ๆ และยังสุกไม่พร้อมกัน คนที่ทำหน้าที่ดูแลจะถางป่าบริเวณต้นทุเรียนให้เตียน หากเจอต้นทุเรียนเล็กๆ จะปักไม้เป็นสัญลักษณ์แล้วดูแลรักษาให้เติบโตต่อไป
เมื่อทุเรียนเริ่มสุกดีแล้วผลจะร่วงลงมาอย่างสมบูรณ์ ผู้ที่ดูแลก็จะตระเวนบอกญาติ มีการแบ่งเวรทั้ง ๒๔ ชั่วโมงหรือจะแบ่งกันตอนกลางคืนก็ได้ ในคืนหนึ่งๆ จะให้ญาติสายหนึ่งมาเก็บ สมมุติว่ามี ๕ คน เวรคนละ ๑ คืน รอบหนึ่งก็เท่ากับ ๕ วัน แล้วจะเปลี่ยนเวรกันจนทุเรียนหมด สำหรับญาติที่อยู่ไกลก็จะส่งข่าวให้มารับเอาทุเรียน หากไม่มาก็จะกวนเก็บไว้
ชาวบ้านมีประเพณี " เศาะดากอห์ " หมายอุทิศให้เพื่อทำบุญ ในช่วงที่ยังไม่ใช้เงินตราแต่มีการแลกเปลี่ยน เวลาจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่บรรดาญาติพี่น้องที่เสียชีวิตไปแล้วก็ได้เศาะดากอห์ต้นไม้ผลไม้ เช่น ทุเรียน สะตอ มะพร้าว เป็นต้น หรือมีการเศาะดากอห์ให้สิทธิ์แก่โต๊ะครูหรือโต๊ะอีหม่าม เพื่อเก็บผลจากต้นทุเรียนหรือสวนดูซงนั้นๆ ได้เหมือนกับเครือญาติ
สวนดูซงในยุคแรกๆ ทุเรียนยังไม่มีค่า คนยังไม่มาก ทุเรียนมีเหลือเฟือ ใครจะกินผลไม้ที่ดูซงไหนๆ เท่าไหร่ก็ได้ เวลากินก็เลือกทุเรียนที่มีรสอร่อยกินทิ้งกินขว้าง พอระยะหลังมีการติดต่อกับโลกภายนอกมากขึ้น ทุเรียนเริ่มมีค่าเอาไปแลกของได้ จึงกวนเก็บไว้เพื่อแลกข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นที่ไม่มีในพื้นที่ ผู้คนเริ่มเห็นคุณค่าของทุเรียน
ต่อมาลูกหลานมีเพิ่มขึ้น ผลไม้สามารถขายได้เงินทอง ทั้งการเข้ามาของพืชเศรษฐกิจเกิดระบบสวนอย่างเป็นระบบ มีการเปลี่ยนแปลงวิธีคิด การจับจอง และแบ่งแยกพื้นที่ทำกินของคนรุ่นปู่ทวดซึ่งเคยเป็นสวนดูซง เพื่อจะได้ปลูกพืชเศรษฐกิจระบบสวน เช่น มะพร้าวและยางพาราทดแทน อันเป็น สาเหตุการล่มสลายของสวนดูซง
การเข้ามาของพืชเศรษฐกิจอย่างยางพาราเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้สวนดูซงล่มสลาย เพราะนโยบายรัฐที่ส่งเสริมผ่านกองทุนสงเคราะห์สวนยางพารา พร้อมกันนั้นก็มีนโยบายจดทะเบียนที่ดินทำกินเป็น ส.ค. ๑ ต่อมาได้ยกขึ้นเป็น น.ส ๓ ก ส่งเสริมปลูกไม้ผลระบบเชิงเดี่ยว
ผังของสวนดูซง มืองือแค |
 |
ขอยกตัวอย่างสวนดูซง " มืองือแค " ที่เป็นสวนดูซงรุ่นบุกเบิกเลือกพื้นที่ริมคลอง ทำไร่ และเป็นที่อยู่อาศัยมาจนถึงรุ่นที่ ๒, ๓ และ ๔ จึงกลายเป็นหมู่บ้านมีคนอาเล็มหรือผู้รู้ในศาสนาจากที่อื่นมาเป็นโต๊ะอีหม่าม และได้สั่งสอนชาวบ้านเกี่ยวกับหลักการศาสนา จึงมีชาวบ้านเข้ามาอยู่อาศัยในบริเวณเดียวกันเพื่อจะเรียนรู้ศาสนา ที่ดินสมัยนั้นไม่มีค่า ใครจะอยู่อาศัยจะปลูกอะไรก็ได้ บริเวณรอบๆ สวนดูซงมืองือแค จึงเต็มไปด้วยสวนดูซงย่อยๆ ขนาดกลางและขนาดเล็ก แต่คนเหล่านั้นก็ไม่มีสิทธิ์เก็บผลไม้ในสวนดูซงมืองือแค เมื่อรัฐได้ประกาศให้ขึ้นทะเบียนที่ดินทำกินของชาวบ้านในบริเวณบ้านตะโหนดประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๐ ตั้งแต่ ส.ค ๑ จนถึง น.ส. ๓ ก ทำให้พื้นที่บริเวณรอบๆ สวนดูซงมืองือแคมีการลงชื่อจดทะเบียนครอบครองที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ ในที่สุดระบบสวนดูซงอยู่ไม่ได้ เพราะพื้นที่เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล สวนดูซงมืองือแคลงชื่อจดทะเบียน ๒ คน ในเอกสาร น.ส. ๓ ก ดูในแผนผังยังเป็นรุ่นที่ ๖ พอมาในรุ่นที่ ๘ มีการตกลงตัดโค่นต้นทุเรียนขายนำเงินเข้าในมัสยิด ส่วนพื้นที่แบ่งให้กับ ๓ เครือญาติ ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของอวสานสวนดูซงมืองือแค
|
| สภาพสวนดูซงในปัจจุบันที่คงเหลือเพียงป่าผลไม้แต่ระบบการจัดการในระหว่างเครือญาติได้สูญสลายไปแล้ว |
อวสานของสวนดูซงเริ่มอย่างแท้จริงเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๒ รัฐบาลสมัย " ชวน หลีกภัย " เป็นนายกรัฐมนตรีได้ประกาศกฤษฎีกาเป็นอุทยานแห่งชาติบูโด สุไหงปาดี มา พ.ศ. ๒๕๔๓ เจ้าหน้าที่อุทยานได้ลงพื้นที่ปักหลักเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติลงมาติดกับหมู่บ้านของประชาชนที่อยู่รอบๆ ภูเขาบูโดซึ่งเป็นที่ทำกินของชาวบ้าน สวนดูซงจึงตกไปอยู่ในเขตอุทยานหมด มีผลกระทบต่อที่ทำกินของชาวบ้าน จึงรวมกลุ่มเคลื่อนไหวต่อสู้ เรียกร้องสิทธิที่ทำกินอันชอบธรรมและได้เข้ากับกลุ่มที่มีผลกระทบอุทยานทับที่ทำกินของประชาชนใน ๑๔ จังหวัดภาคใต้ สุดท้ายไปร่วมต่อสู้กับกลุ่มสมัชชาคนจน บรรจุเป็นกรณีปัญหาใหม่ " การประกาศอุทยานแห่งชาติบูโด - สุไหงปาดีทับที่ทำกินของชาวบ้าน " ได้ยื่นหนังสือนำเสนอกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้ยื่นหนังสือกับนายกรัฐมนตรีที่มาประชุมสัญจรที่จังหวัดนราธิวาส และได้ยื่นหนังสือกับกรรมาธิการสมาชิกวุฒิสภาด้วย หลังจากนั้น กรรมการสมาชิกวุฒิสภาได้ลงพื้นที่ดูสภาพปัญหาด้วยตนเอง ต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นคนกรุงเทพฯ มีการลงพื้นที่ในเขตตำบลบาลูกาสาเมาะ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส อยากไปดูสวนดูซงของชาวบ้านบนภูเขา ปรากฏว่าผู้ว่าได้พบเจอสวนดูซงของชาวบ้านและได้เห็นต้นทุเรียนใหญ่เท่ากับท้องช้างทำให้เกิดอาการตะลึงแล้วคำถามว่า " คนปลูกหรือเปล่าหรืองอกขึ้นเองโดยธรรมชาติ " ชาวบ้านตอบว่า " เป็นของคนปลูก " ผู้ว่าถามว่า " ปลูกเมื่อไร " ชาวบ้านตอบว่า " สมัยรุ่นปู่ทวด " แต่ก็ไม่มีใครเชื่อถือว่าคนเป็นผู้ปลูกเองแม้แต่น้อย
มะอีซอ โซมะดะ
นักวิจัยท้องถิ่นบ้านตะโหนด ตำบลสุวารี อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส
|