เมืองโบราณ
พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ
วารสารเมืองโบราณ
สารคดีดอตคอม
วิทยาลัยการจัดการทางสังคม
แสดงความคิดเห็นผ่านสมุดเยี่ยมชม

ดรรชนีบทความ
อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

จดหมายข่าวมูลนิธิฯ
ปีที่ ๑๑ ฉบับที่ ๖๕ มีนาคม-เมษายน ๒๕๕๐

     
   

เปิดประเด็น - ศรีศักร วัลลิโภดม

 

เมืองไทยทูเดย์ : ไม่มีพุทธแต่มีผีกับไสย

บันทึกจากท้องถิ่น - สุดารา สุจฉายา

 

สินในน้ำที่ขุนสมุทรจีน

บันทึกจากท้องถิ่น - เหมือนพิมพ์ สุวรรณกาศ
  ป่าซาง : ถิ่นผ้าฝ่ายทอมือ ลือชื่อสาวงาม

บันทึกจากท้องถิ่น - Arifin Bin Chik

 

ปัญหา สตูล ปัตตานี กับวัฒนธรรมที่กำลังถูกทำลาย

 

   
 

ปัญหา สตูล ปัตตานี กับวัฒนธรรมที่กำลังถูกทำลาย

 
 

 

 Arifin Bin Chik

(พล.ต.ต.จำรูญ เด่นอุดม ประธานมูลนิธิวัฒนธรรมอิสลามภาคใต้)

 
 

การรวมกลุ่มของชาวมุสลิม


มีคำถามจากเพื่อนจังหวัดสตูลอยู่คำถามหนึ่งที่ผมไม่อยากจะตอบ แต่เมื่อได้อ่านการให้สัมภาษณ์ของอดีตแม่ทัพใหญ่ในการประชุมสัมมนาผู้รู้ทางศาสนาอิสลาม จัดขึ้นที่จังหวัดสตูล เมื่อ ๒๖ มีนาคม ที่ผ่านมา ซึ่งต้องการให้ปัตตานีเอาสตูลเป็นตัวอย่าง จึงมีความจำเป็นจะต้องทำความเข้าใจสภาพความแตกต่างกันระหว่างจังหวัดสตูลและจังหวัดปัตตานีให้ได้ทราบพอสังเขปดังนี้

 

ความแตกต่างทางประวัติศาสตร์

จังหวัดสตูล อดีตก็คือตำบลหนึ่งอยู่ภายใต้รัฐเคดะห์ ที่รู้จักในชื่อมลายูว่า “ สโตย ” แปลว่า ต้นสะท้อนหรือกระท้อน หลังจากสงครามระหว่างสยามกับมลายู เมื่อปี พ.ศ.๒๓๖๔ เคดะห์อยู่ภายใต้สยามในระยะหนึ่งและถูกแยกออกเป็น ๔ หัวเมือง คือ เมืองเคดะห์หรือไทรบุรี เมืองกูบังปาสู เมืองเปอรลิส และเมืองสตูล โดยสยามได้แต่งตั้งให้ เต็งกูมูฮัมมัด อาเก็บ บุตรเต็งกู บิสนู ทายาทเจ้าเมืองเคดะห์เป็นเจ้าเมืองสตูล อยู่ภายใต้เมืองสงขลา

ในปี พ.ศ. ๒๓๘๔ หลังสนธิสัญญาแองโกล์สยาม ปี พ.ศ. ๒๔๕๒ สยามต้องคืนรัฐเคดะห์ให้อังกฤษ ส่วนสตูลยังอยู่กับสยามต่อไปโดยเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดสงขลาตลอดมา

ดังนั้นในประวัติศาสตร์ สตูลไม่เคยเป็นรัฐเอกราชหรือมีสุลต่านปกครองตนเองมาก่อน ก่อนจะขึ้นกับเมืองสงขลาก็คือตำบลหนึ่งของเมืองเคดะห์ แต่เมื่ออยู่ภายใต้สยามก็เป็นเพียงเมืองหนึ่งภายใต้สงขลา เมื่อแยกเป็นจังหวัดก็ยังคงเป็นจังหวัดหนึ่งในราชอาณาจักรสยามนั่นเอง สตูลจึงไม่เคยมีความขัดแย้งจนถึงขั้นก่อสงครามกับใคร ทำให้ชาวสตูลขาดความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ของตนเอง

สำหรับปัตตานีมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน เคยเป็นศูนย์กลางการปกครองของอาณาจักรมลายู มีสุลต่านปกครองตนเอง เป็นศูนย์กลางทางการค้าในสมัยราชินีปกครอง นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ศาสนาอิสลาม ก่อนจะเป็นจังหวัดเหมือนในปัจจุบัน ได้ผ่านการต่อสู้กับอาณาจักรสยามมาเป็นเวลาร้อยๆปี จนเรียกได้ว่าชาวปัตตานีนั้น ตั้งแต่มีสนธิสัญญาแองโกลสยาม ก็ไม่เคยมีสันติภาพและสงบสุข มีนักข่าวชาวอังกฤษที่สิงคโปร์ เขียนไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ.๑๙๐๙ ว่า “Anglo-Siam Treaty 1909 นั้น จะเป็นเสมือนหนามตำฝ่าเท้าสยามต่อไป อีกนาน ”

แม้สตูลจะเคยเป็นส่วนหนึ่งของรัฐเคดะห์ แต่การติดต่อระหว่างสตูลกับเคดะห์ในอดีตอาศัยทางทะเล ตั้งแต่อ่าวเมืองสตูลไปจนถึงกัวลากือดะห์ แม้มีพื้นดินติดต่อกันแต่มีสภาพเป็นป่าชายเลน ดังนั้นการติดต่อของคนสตูลกับเคดะห์อาศัยเรือเป็นหลัก ส่วนทางบกแทบไม่มีเส้นทางติดต่อกันได้สะดวก เนื่องจากมีภูเขาสูงขวางกั้นอยู่

เส้นทางบกตั้งแต่ทะเลบันไปออกที่วังเกลียนของมาเลเซียในปัจจุบันนี้เพิ่งจะสร้างเพียงไม่กี่สิบปีมานี้เอง ดังนั้น การติดต่อสัมพันธ์ระหว่างสตูลกับสงขลาทำได้สะดวกกว่า ทำให้ความใกล้ชิดกับเมืองสงขลามีมากกว่า วิถีชีวิต ขนบประเพณี ชาวสตูลจึงได้รับจากทางสงขลามากกว่าเคดะห์

ส่วนปัตตานี ยะลาและนราธิวาสในอดีตถือเป็นเมืองเดียวกัน มีเส้นทางติดต่อทั้งทางบก แม่น้ำ และทางทะเล แม่น้ำหลายสายเป็นเส้นทางติดต่อค้าขายระหว่างปัตตานีกับรัฐต่างๆ ของมลายูตอนเหนือ ตั้งแต่ กลันตัน เปรัค และเคดะห์ ปัตตานีจึงมีความผูกพันใกล้ชิดกับรัฐมลายูมากกว่าสงขลา

จากเหตุผลทางภูมิศาสตร์ แม้สตูลจะเคยเป็นส่วนหนึ่งของรัฐเคดะห์ ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมลายูมุสลิม มีวัฒนธรรมประเพณีเหมือนชาวมลายูทั่วไป รวมทั้งภาษาพูดก็เป็นสำเนียง ของชาวเคดะห์ ซึ่งเป็นภาษาพูดกันในรัฐต่างๆ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของมาเลเซียปัจจุบัน ทั้งเป็นภาษาพูดที่คล้ายและเข้าใจกันทั่วไปทั้งประเทศมาเลเซียก็ตาม

แต่น่าเสียดาย ชั่วระยะเวลาเพียงไม่ถึง ๑๐๐ ปี ชาวสตูลลืมภาษาพูดของตนเองและไม่นิยมใช้ภาษามลายูถิ่น เด็กเยาวชนอายุต่ำกว่า ๒๐ ปีไม่สามารถพูดภาษามลายูได้อีกต่อไป มีสภาพเช่นเดียวกับในตัวอำเภอเมืองของจังหวัดปัตตานีและยะลาในปัจจุบัน หากจะนับเป็นตำบลแล้วในจังหวัดสตูลมีเพียง ๒-๓ ตำบลเท่านั้นที่ยังคงใช้ภาษามลายูคือ ตำบลเจ๊ะบีลัง ตำบลตำมาลัง และตำบลบ้านควนเท่านั้น พิสูจน์ได้จากการอ่านคุตบะห์หรือการบรรยายธรรมในมัสยิดวันศุกร์ นอกนั้นในชีวิตประจำวันของชาวสตูลจึงใช้ภาษาไทยเกือบทั้งสิ้น ชาวสตูล ได้สูญหายซึ่งอัตลักษณ์ทางภาษาของตนไปแล้ว

ส่วนในปัตตานี ยะลาและนราธิวาส ขนบประเพณี และวิถีชีวิตตามรูปแบบมลายูมุสลิม โดยเฉพาะภาษามลายู ยังคงใช้อยู่ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๐ ส่วนอีกร้อยละ ๒๐ นั้น เป็นสังคมในเมืองที่ใช้ภาษาไทยหรือพูดภาษามลายูได้เพียงเล็กน้อย ที่พูดได้ก็เป็นมลายูปนไทย ที่ชาวมลายูในต่างประเทศฟังไม่รู้เรื่อง

นี่คือเหตุผลที่เป็นความแตกต่างของจังหวัดในสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งฝ่ายความมั่นคงต้องการให้ปัตตานีเป็นอย่างที่เห็นในสตูลในเรื่องความสงบเรียบร้อย แต่ไม่ได้คำนึงถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาและอัตลักษณ์ของผู้คนที่แตกต่างกัน

การสูญเสียความสามารถในการใช้ภาษามลายูของชาวสตูลในปัจจุบัน รวมถึงชาวปัตตานี ยะลา และนราธิวาส กำลังกังวลใจที่นักวิชาการมุสลิมกลุ่มหนึ่งกำลังจะใช้อักษรไทยมาเขียนเป็นภาษามลายูปัตตานีแทนภาษาดั้งเดิมที่เขียนด้วยอักษรอาหรับหรือที่เรียกว่า ภาษายาวี ที่บรรพบุรุษของเขาใช้ในการเผยแผ่ศาสนาอิสลามมาเป็นร้อยๆ ปี

คนศาสนิกอื่นไม่เข้าใจวัฒนธรรมของมลายูมุสลิม เพราะไม่รู้เป็นเรื่องที่ควรให้อภัย หากแต่มุสลิมด้วยกันที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาทำลายวัฒนธรรมของตนเองเป็นที่น่าอันตรายเสียยิ่งกว่า


   
ร่วมแสดงความคิดเห็นต่อบทความนี้

 


 

 
 


 

 

 

 

 

 

 



เว็บไซต์ของมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์จัดทำขึ้น เพื่อเผยแพร่การดำเนินงาน ข่าวสาร ข้อมูลของมูลนิธิฯ บทความ จดหมายข่าว พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กิจกรรม ตลอดจนความรู้ทางสังคมและวัฒนธรรม โดยมีคำจำกัดความกิจกรรมของมูลนิธิฯ ว่า " รวบรวม บันทึก ศึกษา ข้อมูลทางวัฒนธรรม สนับสนุนการอนุรักษ์เพื่อพัฒนา เผยแพร่เพื่อการศึกษาของสาธารณชน " ดังนั้น ทางมูลนิธิฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง หากท่านผู้มาเข้าชมได้รับสาระความรู้จากเว็บไซต์ของมูลนิธิฯ หรือหากต้องการนำข้อมูลหรือรูปภาพที่ได้จากเว็บไซต์นี้ไปใช้ประโยชน์เพื่องานด้านวิชาการ กรุณาแจ้งมาที่ webmaster ทางอีเมล์ หรือตามที่อยู่ด้านล่างนี้

ติดต่อมูลนิธิฯ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
ทาง E-mail: lek_prapai@yahoo.com โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘-๙ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
เว็บมาสเตอร์ : อนุสรณ์ โพธิ์แก่นแก้ว
แนะนำ ติ-ชม หรือหากคุณมีข่าวสารที่น่าสนใจต้องการนำเสนอ E-mail มาที่ webmaster@lek-prapai.org