ศรีศักร วัลลิโภดม
|
พิธีกรรมการฟ้อนผีบรรพบุรุษของชาวแพร่ ซึ่งจะประกอบพิธีกรรมกันช่วงสงกรานต์หรือก่อนหน้านั้น
เพื่อความอยู่เย็นเป็นสุข และปราศจากโรคภัยของผู้ฟ้อนและลูกหลาน |
สืบเนื่องจากการเคลื่อนไหวของพระภิกษุสงฆ์ที่เรียกร้องให้มีการบัญญัติในกฎหมายรัฐธรรมนูญให้พระพุทธศาสนาเถรวาทเป็นศาสนาสำคัญของประเทศนั้น ก่อให้เกิดความแตกแยกและความขัดแย้งขึ้นในสังคมเป็นอย่างมาก และอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่การเผชิญหน้ากับความรุนแรง อันเป็นที่มาของความไม่มั่นคงทางสังคมขึ้นได้
ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ทำให้ข้าพเจ้าคิดว่าคนไทยเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะพระสงฆ์และฆราวาสรุ่นใหม่ๆ ดูมีความคับแคบในเรื่องความหมายสากลของศาสนาที่นับเป็นสถาบันสำคัญที่สุดสถาบันหนึ่งในความมั่นคงของมนุษย์ จนอาจจะทึกทักไปได้ว่าพุทธศาสนาเป็นหนึ่งเดียวที่ดีที่สุดในโลกก็ว่าได้ ในขณะเดียวกันข้าพเจ้าก็คิดว่าในสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองทั้งของโลกและของประเทศในขณะนี้
ก็เป็นความยากเย็นอย่างหนึ่งที่จะทำความเข้าใจความหมายความสำคัญของศาสนาในลักษณะที่เป็นสากลได้ โดยเฉพาะกับคนในสังคมไทยในยุคโลกาภิวัตน์ที่ความรู้ความเข้าใจในวิชาการต่างๆ ไปรวมศูนย์อยู่กับความรู้ทางวัตถุนิยม เช่น วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เศรษฐศาสตร์ การปกครอง ตลอดจนการศึกษาที่เอาแบบอย่างมาจากสังคมตะวันตก ทำให้ความรู้ความเข้าใจทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่เกี่ยวข้องอย่างสำคัญในการมีชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นสังคมของมนุษย์ไม่ได้รับการเอาใจใส่และเรียนรู้
ข้าพเจ้าคิดว่ากว่าศตวรรษที่แล้วมานี้ได้มีผู้คนทั้งในสังคมตะวันตก และตะวันออกที่แลเห็นความสำคัญของความรู้ทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์เป็นอันมาก ได้พยายามทำความเข้าใจความหมายของศาสนาในฐานะที่เป็นสถาบันสากลทางวัฒนธรรมที่ควบคู่ไปกับการแต่งงานที่เป็นสถาบันสากลทางสังคม ข้าพเจ้าเป็นคนหนึ่งที่ได้รับรู้และเรียนรู้ในเรื่องนี้ เพราะได้รับทุนไปเรียนต่อทางวิชามานุษยวิทยาสังคม อันเป็นสาขาหนึ่งของสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ข้าพเจ้าพูดถึงความหมายความสำคัญของศาสนาที่มีต่อความมั่นคงของสังคมของมนุษย์ในที่นี้ จึงไม่มุ่งที่ศาสนาใดศาสนาหนึ่งเป็นสำคัญ หากหมายถึงความหมายในลักษณะที่เป็นสากลมากกว่า อีกทั้งระย่นย่อมากล่าวอย่างง่ายๆ เพื่อความเข้าใจของคนทั่วๆ ไปดังนี้
|
ศาลเจ้าพ่อขุนลัวะอ้ายก๊อม ผู้ดูแลรักษาพระธาตุช่อแฮ และชุมชนป่าแดง-ช่อแฮ อ.เมือง จ.แพร่ |
ศาสนา หมายถึง ความเชื่อ ในเรื่อง อำนาจเหนือธรรมชาติ ของมนุษย์ที่มีวิวัฒนาการมาจากความเชื่อ ๓ ระดับ คือ ความเชื่อในเรื่องอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติ เช่น ต้นไม้ สัตว์ ภูเขา แม่น้ำ ฯลฯ [Animism] ความเชื่อในเรื่องจิตวิญญาณและชีวิตหลังความตายของคน [Supernaturalism] กับความเชื่อในเรื่องหลักธรรมคำสอนของศาสดาที่เป็นสากล [Universal religion] เช่น พุทธศาสนา ศาสนาอิสลาม คริสต์ศาสนา และศาสนาฮินดู เป็นต้น คนในสังคมแทบทุกแห่งนับถือศาสนาทั้งสามระดับนี้ในลักษณะที่ผสมผสาน แต่จะเน้นเข้มข้นกับระดับไหนกว่ากันนั้นแตกต่างกันไปแต่ละกลุ่มแต่ละสังคม อย่างเช่น ในดินแดนประเทศสยามหรือประเทศไทย ทั้งพุทธ ฮินดู คริสต์ และอิสลามต่างก็เป็นศาสนาสากลในระดับเดียวกัน แต่ในการนับถือและปฏิบัติของคนในสังคมมีการผสมผสานกับศาสนาในระดับธรรมชาติและจิตวิญญาณของท้องถิ่นไปด้วยในเวลาเดียวกัน เพราะศาสนาทุกระดับล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์มีสำนึกร่วมในการเป็นกลุ่มเหล่าเดียวกัน และผ่อนคลายความเครียดและความทุกข์
ความเชื่อในเรื่อง ต้นไม้ สัตว์ น้ำ ดิน ภูเขา อันเป็นธรรมชาติมีพลังอำนาจศักดิ์สิทธิ์นั้น แลเห็นได้จากการที่คนสังเกตว่าสิ่งที่เป็นธรรมชาติในสภาพแวดล้อมใกล้ตัวมีลักษณะโดดเด่นไม่ปกติหรือผิดธรรมดา คือไม่เหมือนกับสิ่งที่เป็นประเภทเดียวกันอื่นๆ เช่น จระเข้เผือก หรือภูเขาที่มีรูปร่างประหลาดๆ หรือหนองน้ำที่มีพืชพันธุ์แปลกๆ เกิดขึ้น อะไรทำนองนั้น จึงได้นำชื่อต้นไม้ สัตว์ หรือลักษณะธรรมชาติเหล่านั้นมาตั้งเป็นชื่อของชุมชน เช่น บ้านจระเข้เผือก บ้านม่วงขาว (เพราะมะม่วงมีสีขาว) เป็นต้น
ธรรมชาติเหล่านี้ได้ถูกทำให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความศักดิ์สิทธิ์ในเรื่องความอุดมสมบูรณ์ที่ผู้คนในท้องถิ่นจะละเมิดไม่ได้ จะมีการกำหนดอะไรหลายอย่างที่เป็นข้อห้าม [Taboo] ให้ผู้คนในสังคมได้รับรู้และปฏิบัติ ในขณะที่ความเชื่อในเรื่องจิตวิญญาณ [Supernaturalism] ก็ซ้อนทับอยู่บนความเชื่อในระดับแรก เห็นได้จากการกำหนดสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อว่ามีวิญญาณหรือผีสิงสถิต เช่น ในครัวเรือนของชนบางเผ่าบางกลุ่มมีเสาผี มีหิ้งผีของผีเรือนคอยปกป้องดูแลคนที่อยู่ในครัวเรือน ในขณะที่คนในชุมชนบ้านหรือหมู่บ้านก็มีการสร้างศาลเพียงตาให้เป็นที่สถิตของผีบ้าน ซึ่งก็รวมไปถึงชุมชนระดับเมืองด้วย ที่มีศาลเจ้าเมือง ศาลหลักเมือง เสื้อเมืองเป็นต้น
โดยเชื่อกันว่าผีเรือนหรือผีบ้านก็ดีมักเป็นวิญญาณของบรรพชนที่เป็นปู่ย่าตายายมาช่วยดูแล ในขณะผีเมืองนั้นคือวิญญาณของเจ้าเมืองหรือเจ้านายมาช่วยปกป้องคุ้มครอง วิญญาณระดับสูงเหล่านี้ยังรวมไปถึงบรรดาผู้ที่ปกป้องดูแลป่าเขา หนองน้ำ ทุ่งว่าง หรือสิ่งแวดล้อมธรรมชาตินั้นๆ ซึ่งคนในปัจจุบันได้จัดระดับให้เป็นเจ้าพ่อ เจ้าแม่ เจ้าปู่ ที่จะต้องมีพิธีกรรมในการกราบไหว้และสื่อสาร เมื่อผู้คนในท้องถิ่นมีการติดต่อและรับรู้ศาสนาสากลที่มาจากข้างนอก ไม่ว่าพุทธ ฮินดู คริสต์ อิสลาม และอื่นๆ ก็มีการนำมาเชื่อมโยงบูรณาการให้เข้ากันได้กับของเดิม เพื่อความมั่นคงทางจิตใจและการอยู่ร่วมกันในสังคม
ยกตัวอย่างเช่นผีระดับเจ้าพ่อ เจ้าแม่ หรือเจ้าปู่ก็ถูกยกระดับเป็นเทพเป็นพรหมขึ้นไป พระพุทธรูปสำคัญเช่นพระประธานตามวัดก็กลายเป็นหลวงพ่อโต หลวงพ่อใหญ่ ที่มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์ปกป้องดูแลทุกข์สุขของผู้คนในท้องถิ่นได้ หรือหลายแห่งในสังคมเมืองและนครในปัจจุบัน ก็ถึงกับนำเอาพระเป็นเจ้าในศาสนาฮินดูมาเป็นที่พึ่งในความปลอดภัย ความมั่งคั่งและความร่ำรวย โดยสร้างศาล สร้างรูปปั้นขึ้นมากราบไหว้บูชา แต่ที่สุดๆ ในขณะนี้ก็คือกรณีจตุคามรามเทพ ที่เริ่มต้นจากการนำเทพผู้รักษาพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราช มาเปลี่ยนเป็นเทพเจ้าแห่งความร่ำรวยและมั่งคั่ง จนทำให้การประกอบพิธีกรรมและความเชื่อกลายเป็นไสยศาสตร์ที่ผิดศีลผิดธรรมในทางศาสนาไป โดยเฉพาะเป็นการกระตุ้นความโลภ ความอยากได้ และตัณหาที่รังแต่จะทำให้เกิดความวุ่นวายในสังคม
|
ปัจจุบันการประกอบพิธีกรรมและความเชื่อกลายเป็นไสยศาสตร์ที่ผิดศีลผิดธรรมในทางศาสนา (ภาพจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับที่ ๑๘๐๓๖ ประจำวันเสาร์ที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๐) |
ไสยศาสตร์ต่างกับศาสนาที่ว่า ศาสนานั้นเป็นองค์รวมของความรู้ในเรื่องจักรวาลที่จะอธิบายในสิ่งที่เป็นธรรมะ เพื่อให้เข้าใจเหตุแห่งทุกข์และทางทำให้พ้นทุกข์ โดยมีศรัทธาในพลังเหนือธรรมชาติที่จะทำให้พ้นทุกข์ได้ แต่ไสยศาสตร์เป็นเพียงเครื่องมือหรือเทคโนโลยีที่อาจทำไปเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของบุคคลที่ใช้ อาจเป็นสิ่งดีหรือไม่ดีก็ได้ การใช้ไสยศาสตร์นั้นต้องผ่านขั้นตอนที่เรียกว่า พิธีกรรม เช่นเดียวกับการใช้เทคโนโลยีในทางวิทยาศาสตร์ที่ต้องผ่านขั้นตอนของ วิธีการ ไสยศาสตร์ต่างกับเทคโนโลยีในลักษณะที่ว่า วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเป็นเรื่องของความจริง ธรรมชาติ แต่ศาสนาไสยศาสตร์เป็นเรื่องของระบบสัญลักษณ์ที่ตรงกันข้ามกับความเป็นทางธรรมชาติ
ทั้งศาสนาและไสยศาสตร์เป็นสิ่งที่ไม่หยุดนิ่ง มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาในทุกยุคทุกสมัยในสังคมมนุษย์ แม้แต่ในศาสนาสากลก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน ดังจะเห็นได้ว่าคำสอนของพระศาสดาที่ในระยะแรกอาจมีเพียงไม่กี่คำหรือกี่บรรทัด แต่ต่อมาได้มีการตีความและขยายความจนแตกต่างกันไปคนละทิศคนละทาง จนมีจำนวนมากกว่า ๕๐๐ เล่มเกวียนก็ได้ การเปลี่ยนแปลงของศาสนาไปตามสภาวะทางสังคมและวัฒนธรรมนั้น เห็นได้จากการเกิดสิ่งที่เรียกว่านิกายและลัทธิใหม่ๆ ขึ้นมาก โดยเริ่มจากผู้ที่เป็นเจ้าลัทธินั่นเอง เมื่อเปลี่ยนได้สำเร็จมีผู้ตามหรือสาวกเป็นมวลชนจำนวนมากอย่างสืบเนื่องก็เกิดนิกายใหม่ๆ ขึ้นมา แต่ถ้าไม่ประสบความสำเร็จ ขบวนการของลัทธิและบุคคลที่เป็นผู้นำก็กลายเป็นผีบุญไป ซึ่งอาจมีผลไปถึงการปราบปราม ความขัดแย้งและความรุนแรงในสังคมได้
สังคมในขณะนี้กำลังมีความวุ่นวายอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงและความขัดแย้งในเรื่องศาสนาและไสยศาสตร์มาก เกิดลัทธิใหม่ขึ้นมากมาย บางลัทธิก็พบความสำเร็จในสังคม เช่น กลุ่มลัทธิสันติอโศกและธรรมกาย โดยเฉพาะธรรมกายนั้นมีแนวโน้มจะทำให้เกิดนิกายใหม่ในทางพุทธศาสนา เป็นนิกายของวัตถุธรรมและบริโภคธรรม ที่มีพลังท่ามกลางความวุ่นวายใจที่ขาดที่พึ่งทางจิตวิญญาณของปัจเจกเดรัจฉาน ก็คงเพราะเหตุนี้กระมังที่บรรดาพระภิกษุสงฆ์เป็นจำนวนมากที่ต้องการทำให้พระพุทธศาสนาต้องถูกปกป้องโดยกฎหมายรัฐธรรมนูญกัน
การเคลื่อนไหวของลัทธิและนิกายธรรมกายดูเป็นเรื่องทางศาสนาสากล และมีการสร้างคำสอนหลักธรรมแบบใหม่ๆ ขึ้น ทำความเข้าใจอย่างมีหลักการเหตุผลและมีระบบในเรื่องจักรวาลด้านข้างชัดเจน ต่างไปจากความเคลื่อนไหวของจตุคามรามเทพซึ่งเป็นเรื่องศาสนาในระดับจิตวิญญาณ [Supernaturalism] ที่เกี่ยวกับผีและเทพ การเริ่มต้นก็ดูเป็นเรื่องศาสนา เพราะต้องการพึ่งเทพผู้รักษาพระบรมธาตุนครศรีธรรมราชในเรื่องของความทุกข์และความไม่มั่นคงทางสังคมเศรษฐกิจ ดูมีการอธิบายระบบจักรวาลที่เกี่ยวกับตำแหน่งและหน้าที่ของเทพได้อย่างมีเหตุผลในการสร้างรูปเคารพและประกอบพิธีกรรม ซึ่งมีทั้งศาสนาและไสยศาสตร์อยู่ด้วยกัน พอจะนับเนื่องเป็นลัทธิความเชื่ออย่างหนึ่งได้ในการนับถือพระพุทธศาสนาของคนไทย
แต่ต่อมาการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นอย่างมากมาย โดยกลุ่มมิจฉาทิฐิและมิจฉาชีพเพื่อสร้างลัทธิจอมปลอมและพิธีกรรมทางไสยศาสตร์เพื่อมอมเมาฝูงชน ทั้งหมดนี้แลเห็นได้จากรูปแบบของจตุคามรามเทพเองที่มีการปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา แบบจับโน่นผสมนี่ จนทำให้อธิบายอะไรไม่ได้ในจักรวาล [Cosmology] ทางพุทธศาสนาและศาสนาฮินดู การสร้างรูปแบบใหม่ๆ เหล่านี้แตกต่างกันไปตามที่ต่างๆ ในกลุ่มไล่เลี่ยกัน ปั๊มกันเป็นจำนวนมากๆ แบบโรงงานอุตสาหกรรมก็ว่าได้ แต่ที่น่าสลดใจก็คือ การประกอบพิธีกรรมกันตามวัดที่ทำให้เข้าใจไปอย่างอื่นไม่ได้ว่า บัดนี้วัดวาอารามในพระพุทธศาสนาเถรวาทที่บรรดาพระสงฆ์เป็นจำนวนมากที่เคลื่อนไหวให้มีการบัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น หาได้เป็นวัดวาอารามที่เป็นศูนย์กลางในความมั่นคงทางจิตใจและสังคมของชุมชนดังแต่ก่อนไม่
เพราะแต่เดิมนั้นวัดกับชุมชนทั้งระดับ บ้าน และ เมือง ไม่แยกจากกัน ดังเช่นชื่อวัดกับชื่อบ้านชื่อเมืองเป็นชื่อเดียวกัน แต่บัดนี้วัดกลายเป็นคฤหาสน์เป็นวังของบรรดาเจ้าลัทธิทางไสยศาสตร์แบบไม่มีหัวนอนปลายตีน (คืออธิบายในเรื่องความเชื่อมโยงทางจักรวาลในพระศาสนาไม่ได้) เพื่อรับใช้ผู้คนที่ถูกมอมเมาและเป็นทาสของวัตถุธรรมแต่เพียงอย่างเดียว
|
| |
|
|
ร่วมแสดงความคิดเห็นต่อบทความนี้ |
|