เมืองโบราณ
พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ
วารสารเมืองโบราณ
สารคดีดอตคอม
วิทยาลัยการจัดการทางสังคม
แสดงความคิดเห็นผ่านสมุดเยี่ยมชม

ดรรชนีบทความ
อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

จดหมายข่าวมูลนิธิฯ
ปีที่ ๑๒ ฉบับที่ ๖๘ กันยายน-ตุลาคม ๒๕๕๐
     
   
เปิดประเด็น - ศรีศักร วัลลิโภดม
 

พระพุทธบาทที่บัวเชดและช่องบาระแนะ

สโมสรพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น - ปิยชาติ สึงตี

 

การดำรงอยู่ของหนังใหญ่วัดขนวนและการก้าวย่างสู่พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นวัดขนอน

บันทึกจากท้องถิ่น -เหมือนพิมพ์ สุวรรณกาศ
  ตานก๋วยสลาก วัดศรีสุทธาวาส
นิทรรศกา่ร - มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์
  เล็ก วิริยะพันธุ์ กับผู้คนและสังคมในย่านตลาด
ข่าว กิจกรรม การเคลื่อนไหว
 

กิจกรรม งานเล็ก-ประไพ รำลึก ครั้งที่ ๕

   
   
 

เล็ก วิริยะพันธุ์ กับผู้คนและสังคมในย่านตลาด

 
 

 

 

“ การสร้างเมืองโบราณของคุณเล็ก... ความสำคัญอยู่ที่การนำเอาสิ่งที่เรียนรู้จากอดีตมาสร้างเป็นความรู้อย่างเป็นรูปธรรม... การขุดค้นหลักฐานข้อมูลในอดีต คุณเล็กมักเริ่มต้นด้วยการอ่านหนังสือเพื่อหาสิ่งที่สนใจ หรือไม่ก็เพื่อหาความรู้และข้อมูลที่เกี่ยวกับสิ่งที่สนใจ เมื่อเข้าใจได้ระดับหนึ่งแล้ว จึงไปพบปะและเรียนรู้จากคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ... แต่การพบปะกับผู้รู้เป็นเพียงการได้ยินและได้ฟังเท่านั้น ยังไม่เพียงพอ ต้องไปพบเห็นด้วยประสบการณ์ จึงจะคิดได้และทำได้ ”

สิ่งที่อาจารย์ ศรีศักร วัลลิโภดม อธิบายข้างต้นถึงคุณเล็ก เป็นเสมือนคำตอบอันแจ่มชัดว่าเหตุใดโบราณสถานและสิ่งก่อสร้างกว่า ๑๑๖ แห่งบนพื้นที่ประมาณ ๘๐๐ กว่าไร่ของเมืองโบราณ สมุทรปราการ จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งระดับโลก ที่ทำให้แลเห็นแผ่นดินไทยและผู้คน สังคม ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมอย่างลุ่มลึก เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ของเยาวชนไทยรุ่นแล้วรุ่นเล่า ด้วยทุกสิ่งทุกอย่างที่นำมาสร้างหรือเก็บรักษา ล้วนเป็นสิ่งที่มีความหมายและเรื่องราวที่เป็นความรู้ทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี และศิลปวัฒนธรรมทั้งสิ้น บางสิ่งเป็นของเก่าที่ซื้อหาหรือขอผาติกรรม แล้วนำมาบูรณะปฏิสังขรณ์ให้อยู่ในสภาพที่ดี บางแห่งก็จำลองหรือสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ โดยมิได้ให้ความสำคัญกับรูปแบบ แต่เน้นเรื่องความหมายที่แฝงอยู่เบื้องหลังอีกมากมาย ซึ่งหนึ่งในจำนวนสิ่งก่อสร้างนับร้อยนั้นก็คือ ตลาดบก ตลาดน้ำ ที่คุณเล็กมิได้มุ่งหวังให้คนแลเห็นรูปแบบของการเป็นตลาดขายของขายสินค้าเท่านั้น หากหวังให้คนได้รู้จักความเป็นเมืองและสภาพความเป็นอยู่ของคนในสังคมเมืองมากกว่า เพราะคุณเล็กตระหนักว่าย่านตลาดแท้จริงแล้วก็คือ แหล่งที่มีผู้คนหลายอาชีพ รวมทั้งหลายชาติพันธุ์เข้ามาตั้งที่อยู่อาศัยและประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างมีระเบียบแบบแผนในการดำรงชีวิตร่วมกัน จึงเป็นชุมชนที่มีความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างกัน มีพื้นที่ทางเศรษฐกิจ เช่น ตลาดขายของสดและของต่าง ๆ ในการดำรงชีวิต และมีพื้นที่ทางจิตวิญญาณและพิธีกรรม เช่น วัด ศาลเจ้า และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เหตุนี้เมื่อสร้างย่านตลาดขึ้นในเมืองโบราณ คุณเล็กจึงนำแนวความคิดดังกล่าวถ่ายทอดให้เห็นภาพชีวิตของคนไทยในสังคมเมือง ทั้งที่ตั้งถิ่นฐานอยู่บนบกและตามลุ่มน้ำลำคลองต่าง ๆ โดยผ่านการจัดวางผัง คัดสรรสร้างตัวอาคารที่มีนัยความหมายและมีบรรยากาศย้อนกลับไปเมื่อร่วมร้อยปีคืนหลัง เพื่อแสดงถึงการดำรงชีวิตของคนในอดีตที่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ทางภูมินิเวศ

 

 

ตลาดบก หรือตลาดโบราณ ถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางแหล่งพบปะของผู้คนซึ่งตั้งชุมชนถิ่นฐานอยู่บริเวณชุมทางทางบกที่สะดวกในการสัญจรเดินทางไปมาหาสู่กับชุมชนต่าง ๆ ลักษณะการค้าขายมีทั้งแบบติดตลาดชั่วคราว คือ ขายเฉพาะช่วงเช้าหรือเย็น ร้านค้าจึงมักสร้างขึ้นง่าย ๆ เป็นแบบแผงเพื่อวางขายสินค้าเท่านั้น ส่วนอีกลักษณะเป็นแบบที่เรียกว่า “ ย่าน ” คือ นอกจากจะเป็นที่ค้าขายประกอบสัมมาอาชีพแล้ว ยังเป็นถิ่นฐานที่อยู่อาศัยของผู้คน มีการติดตลาดค้าขายกันตลอดวัน ร้านค้าจึงจำเป็นต้องสร้างอาคารโรงเรือนให้แข็งแรงมั่นคง และภายในยังมีการจัดแบ่งพื้นที่ ประกอบด้วยพื้นที่ที่ผู้คนใช้เป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนซื้อขายผลผลิตและสิ่งของนานาชนิด ตั้งแต่อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค และพื้นที่สาธารณะสำหรับใช้ในการพบปะสังสรรค์ หรือใช้ประโยชน์ในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน เช่น บ่อน้ำ โรงมหรสพการแสดง สถานเริงรมย์และแหล่งอบายมุข อย่างโรงเหล้า โรงน้ำชา โรงบ่อน โรงยาฝิ่น กระทั่งสำนักโคมเขียว รวมไปถึงพื้นที่ที่เป็นสัญลักษณ์ทางความเชื่อ เช่น หอพระ หอผี ศาลเจ้า แม้แต่ต้นไม้ใหญ่หรือจอมปลวกก็ยังกลายเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนบางกลุ่ม สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของผู้คนในชุมชนลักษณะต่าง ๆ ที่ผสมผสานรวมกันอยู่ในสังคมเมือง

สำหรับตลาดบกในเมืองโบราณเป็นลักษณะแบบย่านตลาด ซึ่งคุณเล็กได้รับแรงบันดาลใจในการจัดวางผังมาจากถนนสายเก่าเส้นหนึ่งในจังหวัดตาก กอปรกับความทรงจำที่ได้เคยพบเห็นและคลุกคลีกับสังคม “ ย่านตลาด ” มาตั้งแต่เล็กจนโต ในการก่อสร้างอาคารบางหลัง คุณเล็กได้ทำการรื้อถอนมาจากย่านตลาดเก่าและที่อยู่อาศัยจริง ๆ เช่น จากย่านยานนาวา กรุงเทพฯ หรือแม้แต่อาคารที่สร้างขึ้นเองก็พยายามเลียนแบบรูปทรงให้เหมือนกับของเดิมมากที่สุด ไม่ว่ารูปแบบอาคารที่ตั้งประชิดริมถนนทางเดิน เพื่อเปิดหน้าบ้านเป็นแหล่งค้าขายและให้บริการ ส่วนด้านบนเป็นที่อยู่อาศัย อาคารมีทั้งสถาปัตยกรรมทรงไทย เก๋งแบบจีน เรือนไม้ฉลุแบบขนมปังขิง ( Ginger Bread ) ทั้งที่เป็นเรือนปั้นหยาหรือเรือนมะนิลา ซึ่งได้รับอิทธิพลจากตะวันตก หรืออาคารแบบผสมที่ด้านล่างก่ออิฐถือปูน ส่วนด้านบนทำเป็นเครื่องไม้ อันพัฒนามาจากอาคารที่เป็นตึกดินผสมกับเรือนไม้ ตลาดบกในเมืองโบราณจึงเป็นแหล่งรวมรูปทรงทางสถาปัตยกรรมของตัวอาคารประเภทอาคารย่านตลาดในสังคมไทยที่สมบูรณ์แห่งหนึ่ง

ส่วนผู้ที่ตั้งถิ่นฐานในที่ราบลุ่มแม่น้ำ ตลาดน้ำ ก็คือภาพสะท้อนชุมชนเมือง ที่อาศัยเครือข่ายแม่น้ำลำคลองเป็นเส้นทางสัญจรเชื่อมโยงให้ผู้คนต่างถิ่นมาปะทะสังสรรค์ ค้าขายแลกเปลี่ยนสิ่งของที่จำเป็นทางเศรษฐกิจ ตลอดจนมาดำรงชีวิตอยู่รวมกันได้ในวัฒนธรรมอันหลากหลาย

 

 

ชุมชนหรือเมืองริมน้ำจึงเกิดขึ้นในพื้นที่ที่แม่น้ำลำคลองไหลผ่าน หรือจุดที่สบกันระหว่างลำคลองสายต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณปากคลองอันเป็นจุดที่คลองมาสบกับแม่น้ำ มักเกิดเป็นชุมชนขนาดใหญ่ เพราะมีคนหลายอาชีพหลายเชื้อชาติเข้ามาอยู่รวมกัน เกิดการตั้งบ้านเรือนและร้านค้าเรียงรายริมน้ำอย่างแออัด ขณะที่บนท้องน้ำก็มีเรือแพเข้ามาจอดซื้อขายสินค้ากันเป็นประจำ และยังมีเรือใหญ่น้อยสัญจรไปมา จนในที่สุดได้กลายเป็น “ ตลาดเรือ ” หรือ “ ตลาดท้องน้ำ ” ที่พ่อค้าแม่ค้าจากที่ต่าง ๆ ทั้งภายในและระหว่างท้องถิ่นนำสินค้ามาขายหรือแลกเปลี่ยนกัน โดยมีการตกลง “ นัด ” หมายติดตลาด ณ วันใดวันหนึ่งในสัปดาห์ตามเวลาที่กำหนด ตามท้องน้ำแถบที่ราบลุ่มภาคกลางในอดีตจึงเกิดตลาดนัดทางเรือหลายแห่ง เช่น นัดคลองโคน นัดท่าคา นัดบางน้อย ในสมุทรสงคราม นัดหลักห้า นัดหลักหก นัดปากคลองลัดพลี ในราชบุรี หรือแม้แต่กรุงเทพฯ ก็มีตลาดท้องน้ำตามลำคลองต่าง ๆ โดยเฉพาะในแถบฝั่งธนฯ เช่น คลองบางกอกน้อย คลองบางกอกใหญ่ คลองดาวคะนอง คลองบางขุนเทียน เป็นต้น

ตลาดน้ำในเมืองโบราณเป็นการถ่ายทอดประสบการณ์ความคิดของคุณเล็ก ซึ่งได้เห็นสภาพชุมชนริมน้ำเมื่อครั้งเดินทางไปศึกษาตามท้องถิ่นต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้เป็นข้อมูลที่ทำให้การสร้างตลาดน้ำมีความงามและความหมายที่บ่งบอกวิถีชีวิตของคนเมืองน้ำได้อย่างสมบูรณ์

อาคารบ้านเรือนและร้านค้าขายถูกจัดวางให้เป็นเมืองลอยน้ำ การปลูกสร้างจึงมีลักษณะฝังเสาปลูกเรือนบนบกริมฝั่งน้ำ และยื่นบางส่วนของตัวเรือนลงไปในน้ำ หรือบ้างก็วางตอม่อฝังเสาเพื่อปลูกเรือนลงไปในน้ำทั้งหลัง แม้กระทั่งเรือนที่มีลักษณะลอยอยู่บนน้ำที่เรียกว่า “ เรือนแพ ” นอกจากเป็นเรือนพักอาศัยและค้าขายแล้ว ยังสามารถเคลื่อนย้ายเป็นดัง “ เรือนพาหนะ ” ไปยังที่ต่าง ๆ ได้ด้วย

บรรดาอาคารเรือนไม้หรืออารามสถานในตลาดน้ำแห่งนี้ บางหลังรื้อถอนมาจากสถานที่จริง เช่น วิหารวัดพร้าวจากจังหวัดตาก ศาลาโรงธรรมจากวัดระฆัง ฝั่งธนฯ รวมทั้งเรือนบางหลังก็รื้อมาจากเรือนเก่าแล้วมาติดตั้งใหม่ ขณะที่หลายหลังสร้างใหม่เลียนแบบอย่างของเดิม หรือทำขึ้นเพื่อแสดงสัญลักษณ์อันเป็นตัวแทนของความต่างวัฒนธรรมและหลากลัทธิศาสนาที่สามารถอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน เช่น โบสถ์คริสต์ มัสยิดอิสลาม ฮินดูสถาน ศาลเจ้าจีน และศาลเจ้าที่ นอกจากนี้ยังมีการสร้างสะพานและทางเดินแผ่นไม้ลัดเลาะเชื่อมต่อกันเป็นเส้นทางเดินสัญจรภายในชุมชน ควบคู่ไปกับการใช้เรือซึ่งเป็นพาหนะหลัก

ตลาดบก ตลาดน้ำในเมืองโบราณ จึงมิใช่สถานที่ที่มีบริบทเพียงเพื่อค้าขายสินค้า หากเป็นภาพสะท้อนการดำรงอยู่ของชาวสยามในสังคมเมือง ที่มีนิเวศวัฒนธรรมอันแตกต่างกัน

มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์

   
ร่วมแสดงความคิดเห็นต่อบทความนี้

 


 

 
 


 

 

 

 

 

 

 



เว็บไซต์ของมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์จัดทำขึ้น เพื่อเผยแพร่การดำเนินงาน ข่าวสาร ข้อมูลของมูลนิธิฯ บทความ จดหมายข่าว พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กิจกรรม ตลอดจนความรู้ทางสังคมและวัฒนธรรม โดยมีคำจำกัดความกิจกรรมของมูลนิธิฯ ว่า " รวบรวม บันทึก ศึกษา ข้อมูลทางวัฒนธรรม สนับสนุนการอนุรักษ์เพื่อพัฒนา เผยแพร่เพื่อการศึกษาของสาธารณชน " ดังนั้น ทางมูลนิธิฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง หากท่านผู้มาเข้าชมได้รับสาระความรู้จากเว็บไซต์ของมูลนิธิฯ หรือหากต้องการนำข้อมูลหรือรูปภาพที่ได้จากเว็บไซต์นี้ไปใช้ประโยชน์เพื่องานด้านวิชาการ กรุณาแจ้งมาที่ webmaster ทางอีเมล์ หรือตามที่อยู่ด้านล่างนี้

ติดต่อมูลนิธิฯ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
ทาง E-mail: lek_prapai@yahoo.com โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘-๙ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
เว็บมาสเตอร์ : อนุสรณ์ โพธิ์แก่นแก้ว
แนะนำ ติ-ชม หรือหากคุณมีข่าวสารที่น่าสนใจต้องการนำเสนอ E-mail มาที่ webmaster@lek-prapai.org