การจัดสัมมนาเรื่องพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในเขตภาคเหนือตอนบนเมื่อต้นเดือนมีนาคม๒๕๔๐ที่ผ่านมานับเป็นการสร้างเครือข่ายการจัดพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นครั้งสำคัญที่ทำให้
มองเห็นภาพของความหลากหลายและธรรมชาติของความต้องการสร้างพิพิธภัณฑ์ในแต่ละภูมิภาคซึ่งทางมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ถือเป็นข้อมูลสำคัญในการสร้างเครือ ข่ายและทำความเข้าใจเพื่อนำไปสู่องค์ความรู้เรื่องความหลากหลายของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทยต่อไป
ในเขตภาคเหนือที่หมายรวมเป็นเขตวัฒนธรรมที่ผู้คนพูดภาษาเมืองเป็นภาษาท้องถิ่น มีลักษณะทางภูมิศาสตร์ส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาและหุบเขา มีผู้คนหลากหลายกลุ่มชน
สภาพสังคมและชุมชนเห็นได้ชัดว่ามีความแตกต่างในเรื่อง " เมือง " และ " ชนบท " อยู่อย่างชัดเจน การประสานที่ไม่กลมกลืนเหล่านี้ มีตัวอย่างเห็นชัดเจน โดยเฉพาะใน
จังหวัดเชียงใหม่ เกิดปัญหาเรื่องเอกลักษณ์ และความหมายของชุมชนที่ถูกทำลายไปอย่างรุนแรง แต่พระสงฆ์ และศรัทธาวัด คือกลุ่มผู้นำที่พยายามแสวงหาทางออกให้
ปัญหาเหล่านี้ โดยพยายามสร้างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นรวบรวมอดีตและปัจจุบันเพื่อบอกเล่าถึงเอกลักษณ์ของกลุ่มสิ่งเหล่านี้เห็นได้ชัดเจนเมื่อพระสงฆ์เป็นตัวแทนของวัด และ
ชุมชนเข้าร่วมสัมมนาเรื่องพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นอย่างคับคั่ง
ผู้เข้าร่วมสัมมนาแบ่งออกได้เป็น พระสงฆ์และศรัทธาวัด ซึ่งเป็นตัวแทนของวัดและชุมชน ๑๕ แห่ง กลุ่มเอกชนผู้สนใจจัดพิพิธภัณฑ์ ๗ แห่ง นักวิชาการ ข้าราชการครู
อาจารย์ และผู้สนในอีกจำนวนหนึ่ง การสัมมนาในวันแรกเป็นการบรรยายในห้องประชุม พูดถึงแนวความคิดจัดพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นซึ่งแตกต่างไปจากการจัดพิพิธภัณฑ์ของรัฐ
อย่างไรบ้าง ควรเริ่มต้นดำเนินการอย่างไร และสามารถขอคำปรึกษาจากกลุ่มใด หรือบุคคลใดได้บ้าง และควรจะมีสิ่งใดในพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น เพื่อการดำเนินการให้ผู้คนเข้า
ชมได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีการยกประเด็นปัญหาในเรื่องการจัดพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นนั้นขัดต่อกฎหมายโบราณสถานและโบราณวัตถุหรือไม่ ซึ่งมีการถกเถียง
อภิปรายกันตามสมควร เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ไม่มีผู้แทนจากหน่วยงานของรัฐเข้าร่วมตอบปัญหาเหล่านี้เลย แต่ผลสรุปที่ได้คือ พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเป็นพิพิธภัณฑ์ในเชิง
มานุษยวิทยา เน้นทางด้านวัฒนธรรมการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและประวัติศาสตร์ของชุมชน มิได้เน้นตัวโบราณวัตถุ ดังนั้น จึงไม่เห็นว่ามีการขัดต่อหลักกฎหมายแต่อย่าใด
วันต่อมาเป็นการทัศนศึกษาพิพิธภัณฑ์ ที่เป็นทั้งพิพิธภัณฑ์เฉพาะเรื่อง และพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในจังหวัดเชียงใหม่ เช่น พิพิธภัณฑ์เรือนซ้อหงษ์ ที่ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัด
เชียงใหม่ ที่แสดงถึงบ้านเรือนของคหบดีชาวเชียงใหม่ในอดีต พิพิธภัณฑ์ผ้าป้าแสงตา บ้านไร่ไผ่งาม อำเภอจอมทอง ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์เฉพาะเรื่อง ส่วนที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
คือ ที่พิพิธภัณฑ์วัดร้องเม็ง อำเภอสันทราย ที่พระครูโกวิทธรรมโสภณ เก็บรวบรวมข้าวของเครื่องใช้ภายในท้องถิ่นจัดแสดงในอาคารเล็กๆ เป็นพิพิธภัณฑ์ของชุมชน ซึ่งเห็น
ได้ชัดเจนว่ากำลังเปลี่ยนผ่านจากสังคมชนบทเป็นสังคมเมือง ทุ่งนาป่าตาลที่เคยล้อมรอบวัด กำลังถูกแบ่งเป็นล๊อคเพื่อทำบ้านจัดสรร เกิดการโยกย้ายถิ่นฐาน สิ่งเหล่านี้เห็นได้
ทั่วไปในอำเภอรอบๆ เมืองเชียงใหม่ เป็นการทำลายความเป็นท้องถิ่นอย่างน่าตกใจ
การสัมมนาที่เชียงใหม่นี้ จะเป็นการนำไปสู่การจัดสัมมนาเรื่องพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในภูมิภาคต่างๆ ซึ่งเป็นความต้องการของมูลนิธิฯ อย่างยิ่งที่จะจัดให้ครบทุกภูมิภาค
เพื่อสร้างเครือข่าย กลุ่มองค์กรพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นให้เป็นรูปธรรมต่อไป
ในการจัดครั้งนี้มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ร่วมกับ โครงการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นภาคเหนือตอนบน ได้รับความร่วมมือได้ดีจากอาจารย์ ศิริชัย นฤมิตรเรขการ และ
คณาจารย์จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่หลายๆ ท่าน ซึ่งเป็นอดีตคณะอนุกรรมการโครงการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นภาคเหนือตอนบนของสำนักคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
(สวช.) น่าเสียดายที่บทบาทของ สวช. ซึ่งเป็นผู้กำหนดมาตรการเพื่อการใช้จ่ายเงินของรัฐ สนับสนุนโครงการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กลับประสบความล้มเหลวในโครงการ
นำร่องครั้งแรก
มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ขอแสดงความเสียใจกับบทบาทดังกล่าวของ สวช. ที่ไม่สามารถช่วยเหลือชุมชนท้องถิ่นในการจัดพิพิธภัณฑ์ได้ อย่างไรก็ตาม ทางมูลนิธิฯ
ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนจะดำเนินการสร้างเครือข่าย และให้ความรู้เรื่องการจัดพิพิธภัณฑ์ โดยร่วมมือกับกลุ่มเอกชนต่างๆ ต่อไป
สำหรับผู้สนใจเนื้อหาของการสัมมนาเรื่องพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในเขตภาคเหนือตอนบน โปรดติดต่อขอรับเอกสารรายงานการสัมมนาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ได้ที่มูลนิธิ
เล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป |