บันทึกจากท้องถิ่น

  พิพิธภัณฑ์วัดร้องเม็ง

    ศรัณย์ ทองปาน

    

มีผู้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ในเขตอำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ จะมีชื่อหมู่บ้านที่มีคำว่า " เม็ง" อยู่หลายแห่ง คำว่า " เม็ง " ในภาษาถิ่นเหนือนี้ มีความหมายเดียวกับคำว่า
"มอญ" ในภาษาไทยภาคกลางดังนั้นชุมชนหมู่บ้านเหล่านี้อาจมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่เกี่ยวข้องกับคนมอญก็เป็นได้แต่เรื่องนี้ก็ยังต้องการการศึกษาสืบค้นทางประวัติ
ศาสตร์ มานุษยวิทยาหรือภาษาศาสตร์ ต่อไปทว่าที่บ้านร้องเม็ง ตำบลหนองแหย่ง อำเภอสันทราย ซึ่งอยู่ห่างออกมานอกตัวเมืองเชียงใหม่ไม่มาก มีประวัติศาสตร์อีกชุดหนึ่ง
ที่เปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้ศึกษาเรียนรู้โดยไม่ต้องใช้ความพยายามมากนัก

     ตั้งแต่เมื่อสิบกว่าปีมาแล้วพระครูโกวิทธรรมโสภณ เจ้าอาวาสวัดร้องเม็ง ได้เกดแรงบันดาลใจจากไม้แบบที่บรรพบุรุษของท่านเคยใช้ปั้นทำอิฐ ท่านมีความคิดว่าข้าวของ
โบราณที่ปู่ย่าตาทวดเคยใช้ทำมาหากินเช่นนี้ถ้าไม่มีคนเก็บรักษาไว้ก็จะสูญไปหมด ท่านพระครูจึงได้นำแม่พิมพ์อิฐชิ้นนั้นมาเก็บไว้ที่กุฏิของท่าน และนั่นก็นับเป็นจุดเริ่มต้นที่
ทำให้ท่านเริ่มเก็บรวบรวมบรรดาของเก่าของโบราณต่างๆ ที่เคยมีอยู่ในท้องถิ่นของท่านไว้ให้ชนรุ่นหลังได้พบเห็น

     หลังจากการใช้เวลารวบรวมอยู่ราวปีเศษ ได้ของมากว่าร้อยชิ้น ท่านพระครูจึงขอแรงญาติโยมให้ช่วยสร้างห้องเก็บของขึ้น ก็เริ่มมีผู้มาเยี่ยมชมบ้าง ต่อมาเมื่อมีปัจจัยที่ได้
มาจากการทอดผ้าป่าเพิ่มขึ้นรวมทั้งมีของเก่าเพิ่มขึ้นอีก ทั้งจากที่ท่านพระครูโกวิทธรรมโสภณได้รวบรวมไว้ หรือที่มีผู้บริจาคมาให้ ท่านจึงได้สร้างอาคารพิพิธภัณฑ์หลัง
ปัจจุบันนี้ขึ้น เป็นอาคารคอนกรีตชั้นเดียวทรงไทยประยุกต์ ปัจจุบัน ท่านพระครูประมาณว่ามีของกว่า ๒,๐๐๐ ชิ้น ในพิพิธภัณฑ์วัดร้องเม็งแห่งนี้

     พิพิธภัณฑ์โดยทั่วไปในเมืองไทยนั้นมักเป็นเรื่องราวของ " อดีต " หรืออย่างน้อยก็ให้น้ำหนักกับเรื่องราวที่แล้วๆ มาเป็นหลัก ที่นี่ก็เช่นกัน ข้าวของที่นำมาวางไว้ตั้งแต่
ภายนอกอาคาร ไปจนถึงบรรดาที่จัดเรียงกันใส่ตู้ หรือตั้งรวมกันไว้ ล้วนแต่เป็นเรื่องของอดีตที่ผ่านมาแล้ว และไม่มีวันที่จะย้อนกลับคืนมาอีก ตั้งแต่เมื่อรางเจ็ดสิบแปดสิบปี
ก่อน สมัยที่ชาวบ้านยังทำไร่ไถนาลงมาจนถึงเมื่อสักยี่สิบปีมานี้ที่เริ่มมีเครื่องไฟฟ้าใช้

     ตั้งแต่ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ จะมีบรรดายานพาหนะของชาวบ้านในอดีต ทั้งเกวียนและจักรยานรุ่นเก่าจอดเรียงเข้าแถวกันไว้รวมกับเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำนาแบบพื้น
บ้าน ที่คงมีขนาดใหญ่โตเกินกว่าจะไปตั้งไว้ในอาคารได้ ส่วนภายในมีข้าวของจุกจิกสารพัดสารพัน

    ถ้าจะให้พรรณนาว่าเป็นพิพิธภัณฑ์วัดร้องเม็งมีอะไรบ้างก็คงจะเป็นในทำนองนี้ – ถ้วย ชาม หม้อ ไห ครก ปิ่นโต กระต่าย (ขูดมะพร้าว) เชี่ยนหมาก ถาด กระติ๊บ เตา ตู้
โต๊ะ เก้าอี้ ธรรมาสน์ พัดลม ตะเกียง กลอง ทีวี วิทยุ วัตถุมงคล กล้องถ่านรูป กระดึง รองเท้า หอก ดาบ หน้าไม้ ปืนแก๊บ นาฬิกา ลูกคิด ตู้เซฟ จักรเย็บผ้า ตาชั่ง เครื่องเล่นแผ่นเสียง กระดองเต่า สัตว์สตัฟฟ์ กระเป๋าเดินทาง ฯลฯ

เขียนอย่างนี้อาจจะดูเหมือนมีข้าวของวางระเกะระกะอยู่ทั่วไป ที่จริงแล้วเราก็ยังเห็นความพยายามของหลวงพ่อในอันที่จะคุมของต่างๆ นั้นให้เป็นหมวดเป็นหมู่ขึ้นมา เช่นพยายามเก็บของประเภทเดียวกันไว้ด้วยกัน หรือเช่นที่ท่านได้รวบรวมบรรดาเครื่องครัวไว้เป็น " ครัว " ที่มุมหนึ่ง ซึ่งมีแม้กระทั่ง " หนังควายแห้ง สำหรับใส่แก๋งบอน " วางไว้ให้ดูเป็นตัวอย่าง

     สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ก็คือภาพเขียนสีน้ำมันบริเวณผนังเหนือหน้าต่าง เป็นภาพวิถีชีวิตของชาวบ้านล้านนาในอดีตมีทั้งหัตถกรรมพื้นบ้าน
เช่นการจักสาน งานประเพณี เช่น ปีใหม่ขนทรายเข้าวัด ดำหัวครูบา และศิลปวัฒนธรรม เข่น การคมนาคมในอดีต ซึ่งเขียนเป็นภาพขบวนเกวียนอย่างเก่าๆ ภาพเหล่านี้
ปรากฏลายเซ็นของศิลปิน ว่าคือ คุณเจริญ มานิตย์ ตำบลหนองแหย่ง ซึ่งก็คือตำบลที่ตั้งของวัดร้องเม็งนี่เอง

     การที่ผู้มีฝีมือในท้องถิ่น เข่น สล่าเจริญ ได้มามีส่วนร่วมในพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นของตน เช่น ที่วัดร้องเม็งนี้นับเป็นเรื่องน่ายินดีมาก ยิ่งไปกว่านั้น ภาพเขียนสีน้ำมันชุดนี้
ยังดูมีเสน่ห์น่ารักแบบพื้นบ้าน ซึ่งถือได้ว่าเป็นมรดกวัฒนธรรมของท้องถิ่นที่สำคัญชิ้นหนึ่ง ซึ่งจะอยู่ติดกับตัวอาคารพิพิธภัณฑ์สืบไป

     บางท่านคงเห็นว่าพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ดูมีของแน่นไปหมด ผู้เขียนเองกลับเห็นว่าการมีของมากๆ ตรงโน้นตรงนี้ หรือความแออัดเช่นที่เป็นอยู่นี้ ก็ดูน่าสนุกไปอีกแบบหนึ่ง
(เพียงแต่ว่าน่าจะต้องมีป้านอธิบายให้มากกว่านี้) เพราะผู้ชมจะรู้สึกเหมือนได้ผจญภัยเที่ยวซอกแซกชะโงกดูตรงโน้นบ้างตรงนี้บ้าง ซึ่งนั่นก็คือการให้อิสระแก่ผู้ชม ที่จะเลือก
สร้างเรื่องราวในอดีตของบ้านร้องเม็ง หรือเมืองเชียงใหม่ขึ้นตามชอบใจจากสิ่งของที่มีอยู่ในพิพิธภัณฑ์ บางท่านก็ว่า ทางวัดหรือทางท่านพระครูเองน่าจะต้องทำความเข้า
ใจกับผู้มีจิตศรัทธาที่จะบริจาคของให้พิพิธภัณฑ์ว่า "หัวใจ " หรือหน้าที่สำคัญประการหนึ่งของพิพิธภัณฑ์วัดร้องเม็งในฐานะพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ก็คือการให้ความเข้าใจเกี่ยว
กับชุมชนบ้านร้องเม็ง ดังนั้นสิ่งของที่จะรับมาแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์จึงน่าจะเป็นสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของชาวบ้านในท้องถิ่น มากกว่าของ " แปลกถิ่น " ที่ไม่มีความ
หมาย

     ทว่าในวันนี้เอง ของแปลกถิ่นผิดที่ ดังเช่นหมู่บ้านและแปลงที่ดินจัดสรร ที่ตีรั้วรุกเข้ามาล้อมรอบวัดร้องเม็งไว้ ก็ได้ประกาศแสดงตน สื่อความหมายถึงความเปลี่ยนแปลง
ของบ้านร้องเม็ง และกลายเป็นประวัติศาสตร์ท้องถิ่นหน้าใหม่ของบ้านร้องเม็งไปด้วยในตัวแล้ว

หากต้องการบอกรับเป็นสมาชิกจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ กรุณาส่งชื่อ ที่อยู่พร้อมแสดมป์ ๖ ดวงต่อปี มาตามที่อยู่มูลนิธิฯ