|
ใต้ถุนบ้านเป็นที่เก็บเครื่องมือการเกษตรและสัตว์เลี้ยง
|
ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มีพิพิธภัณฑ์ทั่วทุกหนแห่ง แม้แต่ตามชนบทหรือแคว้นเล็ก ๆ ก็มีจัดแสดง แถมยังแบ่งพิพิธภัณฑ์ได้หลากหลายประเภทอีกด้วย พิพิธภัณฑ์อัลซาสตั้งอยู่ในแคว้นอัลซาส ซึ่งเป็นแคว้นที่เล็กที่สุดอยู่ทางทิศตะวันออกของประเทศใกล้ชายแดนเยอรมัน และมีเมืองสตราสบูร์กเป็นเมืองหลวงของแคว้น
|
กระเบื้องหลังคาแบบอัลซาส ทำด้วยดินเผา เขียนภาพและลายอันเป็นสัญลักษณ์ให้ปกป้องคุ้มครองคนในบ้าน |
จากตำแหน่งที่ตั้งของแคว้น ในอดีตบางช่วงเวลาจึงตกอยู่ภายใต้การครอบครองของเยอรมัน โดยเฉพาะในช่วงต้นศตวรรษที่ ๒๐ เมื่อฝรั่งเศสแพ้เยอรมันในสงครามปี ค.ศ. ๑๘๗๐ อัลซาสถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐเยอรมนี ซึ่งดำเนินนโยบายใช้อารยธรรมเยอรมันเข้าครอบงำครั้งใหญ่ทั้งด้านระบบการศึกษาและวัฒนธรรม ทว่าผลลัพธ์ที่ตามมาก่อให้เกิดกระแสการเคลื่อนไหวต่อต้านการครอบงำทางวัฒนธรรมจากประชาชนชาวอัลซาสอย่างกว้างขวาง และ พิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์อัลซาส ( Musee ethnographique alsacien) ก็คือ ประจักษ์พยานแห่งชัยชนะของคนอัลซาสในครั้งนั้น
การก่อตั้งพิพิธภัณฑ์
|
จำลองห้องปรุงยาสมุนไพรภายในบ้าน |
เมื่อเยอรมันเข้าครอบครองแคว้นอัลซาสซึ่ง เยอรมันเข้าครอบครองอัลซาสสองครั้ง คือ ปี ค.ศ. ๑๘๗๐ กับ ค.ศ. ๑๙๔๐ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ครั้งนั้น ได้ทุ่มเทงบประมาณจำนวนมากในการพัฒนาแคว้นนี้ ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างพระราชวังริมแม่น้ำไรน์ การวางสายรถราง การออกแบบผังเมืองในสตราสบูร์ก รวมไปถึงห้ามใช้ภาษาฝรั่งเศสและสวมหมวกเบเรต์ เพื่อเป็นการแสดงออกถึงชัยชนะทางทหารของตนเหนือดินแดนฝรั่งเศส สิ่งเหล่านี้ทำให้บรรดานักคิดนักเขียนชาวอัลซาสต่างลุกขึ้นมาคัดค้านวิพากษ์วิจารณ์ ข้อเขียนของพวกเขาจุดประกายให้ชาวอัลซาสพากันตระหนักถึงความมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนจนนำไปสู่การรวมตัวก่อตั้ง บริษัทพิพิธภัณฑ์อัลซาส เอกชน จำกัด ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่ออนุรักษ์สักขีพยานจากอดีต ซึ่งได้แก่ศิลปวัตถุอันทรงคุณค่าไว้ให้คนรุ่นใหม่ได้ศึกษาเรียนรู้และภาคภูมิใจ
การดำเนินงานระยะแรกได้เลือกคฤหาสน์พื้นเมืองยุคเรอเนสซองส์หลังหนึ่งบนถนนเลียบแม่น้ำลีลในเมืองสตราบูร์กเป็นอาคารพิพิธภัณฑ์ จากนั้นก็ร่วมกันแสวงหาศิลปวัตถุมากมายมาบริจาคเพื่อการจัดแสดง พร้อมกับปรับปรุงชื่อเสียงเรียงนามของพิพิธภัณฑ์ให้เหลือเรียกเพียงสั้น ๆ ว่า พิพิธภัณฑ์อัลซาส และที่สุดในเดือนพฤษภาคมปี ค.ศ. ๑๙๐๗ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็ได้เปิดประตูต้อนรับสาธารณชนเป็นครั้งแรก โดยมีการจัดพิธีเปิดอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการเดินขบวนของสตรีชาวอัลซาสในชุดประจำแคว้น ภายในอาคารพิพิธภัณฑ์ประดับประดาด้วยธงชาติฝรั่งเศสของปี ค.ศ. ๑๗๙๓ และบรรดาหุ้นส่วนผู้ร่วมก่อตั้งพิพิธภัณฑ์เองมาร่วมงานในชุดทหารยุคปฏิวัติฝรั่งเศส พิธีดังกล่าวจึงถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดโดยทางการเยอรมัน และในหนึ่งปีถัดมา (ค.ศ. ๑๙๐๘) รัฐบาลเยอรมันได้ออกกฎหมายห้ามตกแต่งเคหสถานด้วยธงและสัญลักษณ์ของฝรั่งเศส พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถูกประมูลขายทอดตลาดทั้งตัวอาคารไม้โบราณและของจัดแสดงต่างๆ ทว่าโชคดีที่เทศบาลนครสตราสบูร์กยื่นมือเข้ามาซื้อพิพิธภัณฑ์นี้เอาไว้พร้อมกับชดใช้เงินให้แก่ผู้ถือหุ้น และผนวกพิพิธภัณฑ์นี้ไว้เป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์แห่งเมืองสตราสบูร์ก ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ที่คนต่างถิ่นสามารถเรียนรู้และทำความเข้าใจถึงตัวตนของคนอัลซาสได้ในระยะเวลาชั่วไม่กี่ชั่วโมง
ชีวิตวัฒนธรรมของชาวอัลซาส
การต่อสู้เพื่อแสดงตัวตนของชาวอัลซาสสะท้อนผ่านสิ่งของจัดแสดงซึ่งส่วนใหญ่มีอายุระหว่างปี ค.ศ. ๑๗๕๐-๑๘๕๐ อันเป็นยุคทองของสังคมชนบทและศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นของแคว้นอัลซาส ด้วยแคว้นแห่งนี้เป็นแหล่งเกษตรกรรมที่มีความอุดมสมบูรณ์ อันเนื่องจากมีแม่น้ำสองสายไหลผ่าน คือ แม่น้ำไรน์และแม่น้ำลีล โดยเฉพาะแม่น้ำไรน์เมื่อเข้าสู่ต้นฤดูใบไม้ผลิหิมะละลาย จะเอ่อล้นนำพาตะกอนแร่ธาตุจากเทือกเขาแอลป์และเทือกเขาวอสจ์ลงมาทับถม
|
| |
|
ข้าวของเครื่องใช้ไม่ว่าถาดหรือพิมพ์ขนม กระทั่งพนักเก้าอี้ก็ทำลวดลายที่บอกถึงวิถีความเชื่อของชาวอัลซาส |
นับแต่ย่างล่วงเข้าสู่คฤหาสน์เรือนไม้เก่าแก่บนฝั่งแม่น้ำลีลซึ่งเป็นตัวอาคารพิพิธภัณฑ์ ผู้มาเยือนก็สัมผัสได้ถึงชีวิตวัฒนธรรมของคนอัลซาส ด้วยตัวเรือนเป็นบ้านแบบอัลซาส มีลานตรงกลางระหว่างอาคารสองปีกซึ่งยกพื้น มีใต้ถุนสูงสำหรับเก็บเครื่องมือเครื่องใช้ในการเกษตรและงานช่างต่าง ๆ ตลอดจนพาหนะอย่างรถม้าหรือแม้กระทั่งสัตว์เลี้ยงและผลผลิตจากท้องไร่ท้องนา ตัวบ้านจะสร้างฐานอาคารด้วยหิน แล้วใช้ไม้ก่อขึ้นเป็นโครงอาคารที่มีทรวดทรงทั้งแนวตั้ง แนวนอน จากนั้นจึงใช้ทรายผสมดินเหนียว ฟางหรือแกลบและมูลวัว ก่อเป็นผนังเรือนยึดกับโครงไม้ดังกล่าว เมื่อมองจากภายนอก ผนังเรือนจึงมีลวดลายอันเกิดจากการจัดวางไม้โครงสร้างในทรวดทรงต่าง ๆ ขณะที่ผนังภายในถ้าเป็นห้องสำคัญ ๆ นิยมตีทับด้วยไม้ แล้วตกแต่งเขียนลวดลายเป็นรูปดอกทิวลิปบ้าง นกกระสาคู่บ้าง หรือมิเช่นนั้นก็จารึกถ้อยคำปลุกใจให้ขยันหมั่นเพียร กระทั่งบทสวดให้พระผู้เป็นเจ้า เทวดา หรือนักบุญต่างๆ คุ้มครองดูแลรักษาบ้านและผู้อยู่อาศัยให้อยู่ดีมีสุข
|
 |
| ข้าวของเครื่องใช้ไม่ว่าถาดหรือพิมพ์ขนม กระทั่งพนักเก้าอี้ก็ทำลวดลายที่บอกถึงวิถีความเชื่อของชาวอัลซาส |
หัวข้อการจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์มี ๒ ประเด็นหลักที่ดำเนินเรื่อยมาตั้งแต่ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ คือ การแสดงวิถีชีวิตชาวนากับคติความเชื่อของท้องถิ่น ซึ่งถูกนำเสนอผ่านวิถีชีวิตในครัวเรือน โดยแต่ละห้องถูกสร้างและตบแต่งแบบบ้านในชนบทที่ยังคงยึดมั่นขนบธรรมเนียมแบบแผนดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นห้องนอน ห้องครัว ห้องนั่งเล่น ห้องผสมยา ฯลฯ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งจัดแสดงศิลปวัตถุประเภทต่าง ๆ โดยแบ่งเป็นห้อง ๆ เช่น ห้องเครื่องจักรกลการเกษตร ห้องเครื่องกระเบื้อง ห้องของเล่นและเครื่องแต่งกาย เป็นต้น
ห้องที่โดดเด่นและจัดวางของจัดแสดงตามแบบแผนดั้งเดิมได้ดีที่สุดก็คือ ห้องชาวนา ( la Stube ) ซึ่งจำลองมาจากหมู่บ้าน Wintzenheim ใน ค.ศ. ๑๘๑๐ ห้องนี้เป็นห้องที่ชาวนาหรือชาวชนบทใช้ประกอบกิจกรรมหลายอย่างในครัวเรือนด้วยกัน ถือ เป็นห้องอเนกประสงค์สำหรับทุกคนในครอบครัว เปรียบได้กับบริเวณชานบ้านของเรือนไทยที่คนในบ้านมักประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ณ ที่นั้น ห้องนี้สร้างด้วยไม้ทั้งหมด เมื่อผ่านเข้าประตูไป มุมห้องด้านซ้ายมือที่ติดหน้าต่าง ตั้งโต๊ะและเก้าอี้สำหรับทุกคนในบ้านใช้รับประทานอาหารร่วมกัน แม้แต่คนรับใช้ก็ได้นั่งร่วมโต๊ะด้วย นี่ถือเป็นธรรมเนียมของชาวอัลซาสที่ทุกคนในครอบครัวต้องรับประทานอาหารร่วมกัน และหัวหน้าครอบครัวมีที่นั่งติดกับหน้าต่างเสมอ ขวามือฝั่งตรงกันข้ามกับโต๊ะอาหาร เป็นที่ตั้งเตียงนอนของเจ้าของบ้าน รวมถึงเปลเด็กและเตาไฟประกอบอาหาร เพราะในช่วงฤดูหนาวสมาชิกครอบครัวทั้งหมดจะอาศัยอยู่ร่วมกันในห้องนี้ และแบ่งงานกันทำคนละอย่าง โดยเฉพาะผู้หญิงมักทำงานจักสานหรือทอผ้าและกระทั่งทำอาหาร การทำครัวจะยิ่งช่วยให้อุณหภูมิของห้องอบอุ่นขึ้นด้วย
|
สมัยก่อนชาวอัลซาสประดิษฐ์ข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านเอง บางห้องจึงจัดแสดงเครื่องมือช่าง |
แต่เมื่อพ้นฤดูหนาวจะกลับไปใช้ห้องครัวปรกติของบ้าน ซึ่งเป็นอีกห้องที่สร้างบรรยากาศได้เหมือนจริง ห้องครัวจะถูกวางผังให้อยู่ในสุดของบ้าน โดยแบ่งเป็นห้องน้ำสำหรับใช้ทำความสะอาดและทำครัว ส่วนอีกห้องเป็นครัวไฟเพื่อทำการหุงต้ม อุปกรณ์การทำครัวทุกชนิดจะอยู่ในห้องนี้ ไม่ว่าเตาอบขนมปัง หม้อ ถ้วย จาน ชาม กระทั่งเครื่องเทศเครื่องปรุงนานาประเภทถูกบรรจุใส่ขวดจัดวางบนชั้นอย่างเป็นระเบียบ ที่น่าแปลกก็คือห้องครัวดังกล่าวไม่มีโต๊ะเก้าอี้วางตั้งไว้สักตัว ที่เป็นเช่นนี้เพราะสตรีชาวอัลซาสสมัยก่อนจะยืนทำครัวเท่านั้น
|
หน้ากากที่แขวนตรงปากท่อรองรับแป้ง แป้งจะไหลออกจากปากของหน้ากาก |
นอกจากการจำลองบรรยากาศห้องต่าง ๆ ภายในบ้านแล้ว บรรดาศิลปวัตถุหรือสิ่งของจัดแสดงล้วนน่าสนใจ เพราะสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมความเชื่อของชาวอัลซาส ทั้งก่อนและหลังการเข้ามาของคริสต์ศาสนาในยุโรป เช่น ความเชื่อพื้นถิ่นดั้งเดิมในศตวรรษที่ ๑๘ ที่นิยมแขวนหน้ากากไม้แกะสลักไว้ปากประตูโรงสี ตรงปากท่อที่รองรับแป้ง หน้ากากส่วนใหญ่มักสลักเป็นหน้าสัตว์หรือคนที่ดูน่าเกลียดน่ากลัว อย่างหน้าสัตว์ต่าง ๆ ในตำนาน ทั้งนี้ก็เพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้ายที่จะมาทำให้แป้งหรือเมล็ดพืชต่าง ๆ ให้เน่าเสียหายได้ กระเบื้องหลังคาที่ทำด้วยไม้หรือดินเผามักวาดหรือจารเป็นภาพสัญลักษณ์ต่าง ๆ เช่น รูปไม้กางเขนและพระนามของพระเยซูคริสต์เพื่อให้ปกป้องคุ้มครอง รูปต้นไม้แห่งชีวิต หรือรูปดาวหกแฉก ที่แฝงนัยยะแห่งความเชื่อนอกรีต กระทั่งลวดลายที่ปรากฏอยู่ในแม่พิมพ์ขนม ถาดขนม หรือพนักเก้าอี้ ก็ล้วนซ่อนคติความเชื่อเอาไว้ทั้งสิ้น
|
ห้องจัดแสดงเครื่องแต่งกายพื้นถิ่นของชาวอัลซาส |
อาคารแม้ดูภายนอกไม่ใหญ่โต มีเพียงสองปีก แต่เมื่อเดินชมวนไปตามห้องต่าง ๆ จะรู้สึกได้ว่าภายในบ้านมีห้องมากมายและถูกจัดวางอย่างซับซ้อน หากชมอย่างถ้วนถี่จึงใช้เวลาไม่ต่ำกว่า ๓-๔ ชั่วโมง แต่กระนั้นก็ไม่น่าเบื่อหน่าย ด้วยของแต่ละชิ้นมีเรื่องราวอันน่าสนใจจนสามารถดึงดูดให้ผู้ชมต้องใช้เวลาพอควรในการพินิจค้นหาความหมาย และที่สำคัญพิพิธภัณฑ์ที่นี่ไม่หวงห้ามการถ่ายภาพ ไม่มีเจ้าหน้าที่มาเดินประกบทุกฝีก้าวจนชวนให้อึดอัด การเดินชมจึงมีบรรยากาศเสมือนกำลังเดินอยู่ในคฤหาสน์ที่เพิ่งปราศจากผู้อยู่อาศัยไปหมาด ๆ
อย่างไรก็ดี สิ่งที่ขาดไปสำหรับพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็คือ แผ่นพับหรือคู่มือนำชมที่เป็นภาษาอังกฤษ เพราะของจัดแสดงส่วนใหญ่ถูกอธิบายเป็นภาษาฝรั่งเศส ผู้เข้าชมจึงควรหาผู้รู้ภาษาและวัฒนธรรมฝรั่งเศสไปด้วย จะทำให้เข้าใจสิ่งของจัดแสดงได้ดียิ่งขึ้น
สุดารา สุจฉายา
ขอขอบคุณ : คุณชญา ภัทราชัย ที่เป็นไกด์ช่วยอธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ตลอดจนการแปลเอกสารบางชิ้น
|