|
ผู้เข้าร่วมกิจกรรมถ่ายรูปร่วมกับอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม หน้าสถูปเจดีย์วัดพระแก้วเมืองสรรค์ จังหวัดชัยนาท
|
เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา มูลนิธิเล็ก ประไพ วิริยะพันธุ์ ได้จัดให้มีการทัศนศึกษาจรเพื่อการเรียนรู้ท้องถิ่นเป็นครั้งที่ ๒ ในวาระ วันเล็ก ประไพ รำลึก ครั้งที่ ๕ โดยมีอาจารย์ ศรีศักร วัลลิโภดม ที่ปรึกษามูลนิธิฯ และผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ โบราณคดี มานุษยวิทยา เป็นวิทยากรกิตติมศักดิ์ ถ่ายทอดความรู้ตลอดการเดินทาง
ทัศนศึกษาจรครั้งนี้ทางมูลนิธิเล็ก ประไพ วิริยะพันธุ์ มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ร่วมเดินทางได้เรียนรู้และรู้จักกับประวัติศาสตร์ไทยนอกกรอบประวัติศาสตร์ชาติไทยแบบที่คุ้นเคย
ประวัติศาสตร์ชาติไทย : ประวัติศาสตร์ที่ติดกรอบ
|
พระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วัดสำคัญของอาณาจักรสุพรรณภูมิ
|
ความเป็นชาติไทยหรือประเทศไทยที่มีขอบเขตดินแดนแน่ชัดในปัจจุบันเริ่มต้นขึ้นในระยะเวลาไม่เกินกว่าศตวรรษที่ผ่านมา ด้วยความพยายามสร้างรัฐชาติไทยในหลากหลายทาง ได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงหลากหลายประการแก่สังคมและความเป็นไทย รวมทั้งการสร้างประวัติศาสตร์ชาติไทยภายใต้กรอบของความเป็นบ้านเมืองที่มีพัฒนาการยาวนาน ผ่านความสืบเนื่องและยิ่งใหญ่ของสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี รัตนโกสินทร์ ทั้งหมดนั้นได้ถูกผลิตซ้ำอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งกลายเป็นประวัติศาสตร์ชาติไทยฉบับมาตรฐานที่อยู่ในสำนึกของคนไทยทั่วไปกระทั่งในปัจจุบัน
การสร้างประวัติศาสตร์ชาติไทยดังกล่าว ก่อให้เกิดปัญหาต่อการอธิบายประวัติศาสตร์ของกลุ่มคน บ้านเมืองต่างๆ ที่เคยอยู่ในดินแดนประเทศมาก่อนหรือร่วมสมัยกับเมืองสุโขทัย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความสืบเนื่องของสุโขทัยกับกรุงศรีอยุธยาที่ต่างก็เป็นกลุ่มบ้านเมืองที่เคยอยู่ร่วมสมัย โดยมีความแตกต่างทางการเมืองการปกครอง ความเชื่อ ตลอดจนศิลปะและวัฒนธรรมทางศาสนาที่แสดงถึงความเป็นอิสระต่อกัน
การเกิดขึ้นของกรุงศรีอยุธยาไม่ได้มีสุโขทัยเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะเป็นพัฒนาการของการรวมกลุ่มกันภายในกลุ่มอำนาจในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาระหว่างอโยธยากับสุพรรณภูมิ แต่การสร้างประวัติศาสตร์ชาติไทยกลับเลือกที่จะใช้สุโขทัยเป็นจุดเริ่มต้นและลบบทบาทความสำคัญของบ้านเมืองคืออโยธยาและสุพรรณภูมิออกไป
กรณีของ สุพรรณภูมิ จึงเป็นตัวอย่างสำคัญประการหนึ่งในการเลือกที่จะรับหรือลบในการสร้างประวัติศาสตร์ชาติไทย
"เมืองที่ถูก (ทำให้) ลืม" : สุพรรณภูมิและแพรกศรีราชา
สุพรรณภูมิ เป็นชื่อเมืองและราชวงศ์ในกลุ่มอำนาจบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาสมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ก่อนการสถาปนาพระนครศรีอยุธย ซึ่งอาจารย์ศรีศักรตั้งข้อสังเกตเรื่องพระนามของผู้ปกครองสุพรรณภูมิและอโยธยาว่า สุพรรณภูมิมีธรรมเนียมใช้ พระบรมราชาธิราช เป็นพระนามของกษัตริย์ ส่วนอโยธยาใช้ พระรามาธิบดี เป็นพระนามของกษัตริย์
|
อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดมกำลังบรรยายให้ความรู้แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม |
ชื่อเมืองนี้ปรากฏในจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑ และจารึกวัดส่องคบ ชัยนาท ที่กล่าวถึงว่าเป็นเมืองใหญ่คู่กับศรีอโยธยา จากการศึกษาภาพถ่ายทางอากาศของอาจารย์ศรีศักร พบว่าที่ตั้งเดิมของสุพรรณภูมิเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่มีอยู่ทั้งสองฝั่งแม่น้ำสุพรรณบุรี ลักษณะเป็นเมืองอกแตก เมื่อรวมเข้ากับกรุงศรีอยุธยาได้ย้ายเข้ามาอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเพียงด้านเดียว โดยเห็นคูน้ำและแนวกำแพงชัดเจน เมืองรุ่นหลังนี้คือเมืองสุพรรณบุรี ส่วนเมืองเก่าในพื้นที่เดียวกันมีผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่คล้ายกับเมืองโบราณอื่น ๆ เช่น เพชรบุรี ราชบุรี และแพรกศรีราชา อีกทั้งยังพบโบราณวัตถุร่วมสมัยแบบเดียวกันด้วย เมืองสุพรรณภูมิที่จารึกกล่าวว่าเป็นเมืองคู่มากับศรีอโยธยาและสืบเนื่องต่อมา ก็น่าจะเป็นเมืองเดียวกันกับเมืองสุพรรณบุรีที่มีขนาดเล็กลง
ความเป็นเมืองใหญ่ของสุพรรณภูมิสังเกตได้จาก พระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ซึ่งเป็นวัดที่มีขนาดใหญ่ เมื่อสมัยหลังที่กษัตริย์ราชวงศ์สุพรรณภูมิได้ขึ้นครองกรุงศรีอยุธยาแล้วก็ยังได้กลับเข้ามาทำนุบำรุงและสร้างพระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุขึ้นเป็นพระปรางค์ประธานของวัดและเป็นศูนย์กลางของเมือง นอกจากนั้นแล้ว การสร้างพระปรางค์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุยังเป็นการแสดงออกถึงสถานะของตนที่เหนือกว่าผู้ปกครองคนอื่นๆ ทางด้านบุญบารมีที่สามารถครอบครองพระบรมสารีริกธาตุ
ก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๙ สุพรรณภูมิมีสถานะเป็นนครรัฐที่รวมกันอยู่กับแพรกศรีราชา เพชรบุรี โดยมีสุพรรณภูมิเป็นศูนย์กลางของกลุ่มนครรัฐ และมีเพชรบุรีเป็นเมืองท่าออกสู่ทะเล ด้วยความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างสุพรรณภูมิกับอโยธยาในปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๙ จึงสามารถร่วมกันสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นเป็นศูนย์กลางอำนาจในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ดังปรากฏความอยู่ในพระราชพงศาวดารที่กล่าวว่าพระรามาธิบดีที่ ๑ เป็นเขยของผู้ปกครองเมืองสุพรรณภูมิ และมีฐานะเป็นน้องเขยของขุนหลวงพ่องั่ว ซึ่งก็คือ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ กษัตริย์องค์ที่สองของกรุงศรีอยุธยา
|
อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดมกำลังบรรยายให้ความรู้แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม |
แพรกศรีราชา ตั้งอยู่พื้นที่อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาทในปัจจุบัน เป็นเมืองลูกหลวงสำคัญของสุพรรณภูมิ เนื่องจากที่ตั้งซึ่งมีแม่น้ำน้อย แม่น้ำสุพรรณบุรี แม่น้ำเจ้าพระยา สบกันอยู่ ทำให้เป็นศูนย์กลางของการคมนาคมทางน้ำ แพรก มีความหมายว่าเป็นพื้นที่ซึ่งเป็นทางแยกของแม่น้ำ ในความหมายเดียวกันหากเป็นทางแยกบนบกเรียกว่า แพร่ง
เมืองแพรกเป็นเมืองต่อแดนกับอำนาจจากสุโขทัย จึงทำให้มีการส่งพระอุปราชของสุพรรณภูมิไปครองเมืองอยู่อย่างสม่ำเสมอ อาจารย์ ศรีศักร ตั้งข้อสังเกตว่า พระอุปราชจากสุพรรณภูมิที่ออกไปครองเมืองแพรกศรีราชา คงมีตำแหน่งเป็น พระนครินทราธิราช เช่นเดียวกับพระอุปราชของอโยธยาที่มีตำแหน่งเป็น พระราเมศวร
แม้จะสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นแล้ว แพรกศรีราชายังเป็นเมืองที่เป็นขุมกำลังของราชวงศ์สุพรรณภูมิอยู่เสมอ เห็นได้จากการที่กษัตริย์ราชวงศ์สุพรรณภูมิส่งพระโอรสออกไปครองเมืองแพรกศรีราชา ไม่ว่าสมเด็จพระนครินทราธิราชที่โปรดให้พระโอรสองค์รองหรือเจ้ายี่พระยา และในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา) ก็ได้มีการส่งพระโอรส คือ พระยาแพรกออกไปครองเมืองพระนคร (เขมร)
|
อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดมกำลังบรรยายให้ความรู้แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม |
จากการศึกษาค้นคว้าของอาจารย์ ศรีศักร วัลลิโภดม เกี่ยวกับตำแหน่งที่ตั้งของเมืองแพรกศรีราชาได้พบว่า
เมืองแพรกศรีราชามีลักษณะผังเมืองที่ซับซ้อน แสดงให้เห็นว่าเป็นเมืองใหญ่ที่อยู่ต่อเนื่องมานาน มีลำแม่น้ำน้อยเป็นคูเมืองทางด้านเหนือและด้านตะวันออก มีลำน้ำเก่าตัดผ่านบริเวณกลางเมืองไปทางตะวันตกเฉียงใต้ ทำให้ตัวเมืองมีลักษณะแบ่งแยกเป็นเมืองอกแตกหรือกลายเป็นสองเมืองแยกกันอยู่คนละฝั่งแม่น้ำ ดังนั้นในการออกสำรวจดูลักษณะเมืองจึงแบ่งออกเป็น ๒ บริเวณ คือ เมืองทางด้านเหนือและด้านใต้
บริเวณเมืองด้านเหนือ มีอาณาเขตแต่บ้านวังทองซึ่งอยู่ทางใต้ของโรงเรียนโพธารามลงมา ในเขตบ้านแพรกศรีราชา มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมอย่างไม่สม่ำเสมอ ประมาณขนาดได้ราว ๑,๔๕๐ x ๑,๔๐๐ ตารางเมตร ใช้ลำแม่น้ำน้อยเป็นคูเมืองด้านเหนือ ด้านตะวันออกและด้านใต้มีร่องของคูน้ำและแนวคันดินที่ลบเลือน แยกออกจากลำแม่น้ำน้อยขนานไปกับคูเมืองด้านตะวันตก ซึ่งไหลผ่านตอนใต้ของบริเวณเมืองไปบรรจบด้วย... ส่วนบริเวณเมืองด้านใต้อยู่ในเขตบ้านหัวเมือง ซึ่งอยู่ต่ำจากลำน้ำเก่าที่ไหลผ่านกลางเมืองไปทางตะวันตก ใช้ลำแม่น้ำเก่าเป็นคูเมืองด้านเหนือ ลำแม่น้ำน้อยเป็นคูเมืองด้านตะวันออก ส่วนด้านตะวันตกและด้านใต้มีคูน้ำและคันดินที่ยังหลงเหลือร่องรอยให้เห็นได้ชัดกว่าบริเวณอื่นๆ กำแพงและคูเมืองเริ่มแต่ริมน้ำเก่า ตอนกลางเป็นคลองควายผ่านคันชลประทานไปจดบริเวณตรงข้ามหน้าวัดพระแก้ว แล้ววกขึ้นเหนือไปบรรจบกับลำน้ำน้อย บริเวณเมืองตอนนี้มีขนาด ๒๒๐๐ x ๘๐๐... ( แพรกศรีราชาหรือสรรคบุรี ใน วารสารเมืองโบราณ, ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑ กันยายน ๒๕๑๗, หน้า ๔๑ ๔๖.)
แพรกศรีราชายังมีความน่าสนใจในฐานะที่เป็นเมืองที่มีรูปแบบของศิลปะที่มีความหลากหลายที่ส่งผ่านออกมาจากสถาปัตยกรรมทางศาสนา อันเป็นผลมาจากการเป็นเมืองรอยต่อทางอำนาจระหว่างสุพรรณภูมิ อโยธยา อาทิ
วัดมหาธาตุ อันเป็นวัดประจำเมือง เป็นสถานที่จัดงานพระราชพิธี รวมทั้งมีการสร้างเจดีย์รายบรรจุอัฐิของเชื้อพระวงศ์ที่สิ้นพระชนม์ โดยมีเจดีย์ศิลปะอู่ทอง สุพรรณภูมิ ที่มีฐานแปดเหลี่ยมต่อด้วยฐานซุ้มพระรอบองค์รับเจดีย์ทรงระฆังคว่ำ ซึ่งเจดีย์ในลักษณะนี้ได้รับอิทธิพลปาละเข้ามา และยังมีพระปรางค์ทรงกลีบมะเฟืองที่เป็นศิลปะแบบอโยธยา
วัดพระแก้ว เป็นวัดที่มีเจดีย์แบบอู่ทอง สุพรรณภูมิ ที่มีความสวยงามมากจนกระทั่ง อาจารย์ น. ณ ปากน้ำ บรมครูทางศิลปะไทยยกย่องให้เป็นราชินีแห่งเจดีย์
วัดสองพี่น้อง เป็นวัดที่มีเจดีย์ ๒ องค์อยู่คู่กัน จึงมีการเรียกชื่อว่าวัดสองพี่น้อง เจดีย์ทั้งสององค์มีความแตกต่างกัน องค์หนึ่งเป็นรูปแบบศิลปะอู่ทอง สุพรรณภูมิ ส่วนอีกองค์เป็นพระปรางค์ศิลปะอโยธยา นอกจากนี้บริเวณใกล้เคียงยังมี วัดโตนดหลาย ซึ่งมีเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ รูปแบบสุโขทัย นับเป็นการพบเจดีย์ทรงนี้ที่อยู่ต่ำสุดในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา อันแสดงถึงอิทธิพลพระพุทธศาสนาจากเมืองสุโขทัยอย่างเต็มที่
ความสำคัญและบทบาทของสุพรรณภูมิ แพรกศรีราชา ที่มีอยู่ภายในประวัติศาสตร์สมัยก่อนอยุธยาจนถึงอยุธยาตอนต้นดังกล่าวข้างต้น กลับไม่ได้แสดงออกให้เห็นได้เลยในหน้าประวัติศาสตร์ชาติไทย ทั้งที่ความต้องการสร้างรัฐไทยในจินตนาการที่มีพัฒนาการสืบเนื่องยาวนานมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่ส่งผลกระทบสำคัญต่อบ้านเมือง ชุมชน กลุ่มคนเล็กๆ ทั้งหลายให้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ไทย และมอบประวัติศาสตร์ชาติที่รูปแบบชัดเจนตายตัวแต่ขาดชีวิตและพลวัตมาให้แทน
ปิยชาติ สึงตี
|