เมืองโบราณ
พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ
วารสารเมืองโบราณ
สารคดีดอตคอม
วิทยาลัยการจัดการทางสังคม
แสดงความคิดเห็นผ่านสมุดเยี่ยมชม

ดรรชนีบทความ
อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

จดหมายข่าวมูลนิธิฯ
ปีที่ ๑๒ ฉบับที่ ๗๐ มกราคม-กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑
     
   
เปิดประเด็น - ศรีศักร วัลลิโภดม
 

โครงการผันน้ำโขง-ชี-มูล กรรมวิบัติของคนสยาม

พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น - สุดารา สุจฉายา

 

พิพิธภัณฑ์อัลซาส : ชัยชนะของคนท้องถิ่น

รายการทัศนศึกษาจร - ปิยชาติ สึงตี
  ตามรอย"ประวัติศาสตร์ที่ถูก (ทำให้) ลืม?" ทัศนศึกษาจรเพื่อการเรียนรู้ท้องถิ่น (ครั้งที่ ๒) สุพรรณบุรี-ชัยนาท
บันทึกจากท้องถิ่น - เหมือนพิมพ์ สุวรรณกาศ
  เสวนา" โครงการภูมิวัฒนธรรมพื้นที่ชุ่มน้ำภาคอีสาน "
 
 

 

   
 

ตามรอย"ประวัติศาสตร์ที่ถูก (ทำให้) ลืม?"
ทัศนศึกษาจรเพื่อการเรียนรู้ท้องถิ่น (ครั้งที่ ๒) สุพรรณบุรี-ชัยนาท

ในวาระวันเล็ก-ประไพ รำลึก ครั้งที่ ๕

 
 

 

 

ผู้เข้าร่วมกิจกรรมถ่ายรูปร่วมกับอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม หน้าสถูปเจดีย์วัดพระแก้วเมืองสรรค์ จังหวัดชัยนาท

 


เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา มูลนิธิเล็ก – ประไพ วิริยะพันธุ์ ได้จัดให้มีการทัศนศึกษาจรเพื่อการเรียนรู้ท้องถิ่นเป็นครั้งที่ ๒ ในวาระ “ วันเล็ก – ประไพ รำลึก ครั้งที่ ๕ ” โดยมีอาจารย์ ศรีศักร วัลลิโภดม ที่ปรึกษามูลนิธิฯ และผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ โบราณคดี มานุษยวิทยา เป็นวิทยากรกิตติมศักดิ์ ถ่ายทอดความรู้ตลอดการเดินทาง

ทัศนศึกษาจรครั้งนี้ทางมูลนิธิเล็ก – ประไพ วิริยะพันธุ์ มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ร่วมเดินทางได้เรียนรู้และรู้จักกับประวัติศาสตร์ไทยนอกกรอบประวัติศาสตร์ชาติไทยแบบที่คุ้นเคย

 

ประวัติศาสตร์ชาติไทย : ประวัติศาสตร์ที่ติดกรอบ

 

พระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วัดสำคัญของอาณาจักรสุพรรณภูมิ

ความเป็นชาติไทยหรือประเทศไทยที่มีขอบเขตดินแดนแน่ชัดในปัจจุบันเริ่มต้นขึ้นในระยะเวลาไม่เกินกว่าศตวรรษที่ผ่านมา ด้วยความพยายามสร้างรัฐชาติไทยในหลากหลายทาง ได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงหลากหลายประการแก่สังคมและความเป็นไทย รวมทั้งการสร้างประวัติศาสตร์ชาติไทยภายใต้กรอบของความเป็นบ้านเมืองที่มีพัฒนาการยาวนาน ผ่านความสืบเนื่องและยิ่งใหญ่ของสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี รัตนโกสินทร์ ทั้งหมดนั้นได้ถูกผลิตซ้ำอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งกลายเป็นประวัติศาสตร์ชาติไทยฉบับมาตรฐานที่อยู่ในสำนึกของคนไทยทั่วไปกระทั่งในปัจจุบัน

การสร้างประวัติศาสตร์ชาติไทยดังกล่าว ก่อให้เกิดปัญหาต่อการอธิบายประวัติศาสตร์ของกลุ่มคน บ้านเมืองต่างๆ ที่เคยอยู่ในดินแดนประเทศมาก่อนหรือร่วมสมัยกับเมืองสุโขทัย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความสืบเนื่องของสุโขทัยกับกรุงศรีอยุธยาที่ต่างก็เป็นกลุ่มบ้านเมืองที่เคยอยู่ร่วมสมัย โดยมีความแตกต่างทางการเมืองการปกครอง ความเชื่อ ตลอดจนศิลปะและวัฒนธรรมทางศาสนาที่แสดงถึงความเป็นอิสระต่อกัน

การเกิดขึ้นของกรุงศรีอยุธยาไม่ได้มีสุโขทัยเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะเป็นพัฒนาการของการรวมกลุ่มกันภายในกลุ่มอำนาจในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาระหว่างอโยธยากับสุพรรณภูมิ แต่การสร้างประวัติศาสตร์ชาติไทยกลับเลือกที่จะใช้สุโขทัยเป็นจุดเริ่มต้นและลบบทบาทความสำคัญของบ้านเมืองคืออโยธยาและสุพรรณภูมิออกไป

กรณีของ สุพรรณภูม จึงเป็นตัวอย่างสำคัญประการหนึ่งในการเลือกที่จะรับหรือลบในการสร้างประวัติศาสตร์ชาติไทย

 

"เมืองที่ถูก (ทำให้) ลืม" : สุพรรณภูมิและแพรกศรีราชา

สุพรรณภูม เป็นชื่อเมืองและราชวงศ์ในกลุ่มอำนาจบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาสมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ก่อนการสถาปนาพระนครศรีอยุธย ซึ่งอาจารย์ศรีศักรตั้งข้อสังเกตเรื่องพระนามของผู้ปกครองสุพรรณภูมิและอโยธยาว่า สุพรรณภูมิมีธรรมเนียมใช้ “ พระบรมราชาธิราช ” เป็นพระนามของกษัตริย์ ส่วนอโยธยาใช้ “ พระรามาธิบดี ” เป็นพระนามของกษัตริย์

 

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดมกำลังบรรยายให้ความรู้แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม

ชื่อเมืองนี้ปรากฏในจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑ และจารึกวัดส่องคบ ชัยนาท ที่กล่าวถึงว่าเป็นเมืองใหญ่คู่กับศรีอโยธยา จากการศึกษาภาพถ่ายทางอากาศของอาจารย์ศรีศักร พบว่าที่ตั้งเดิมของสุพรรณภูมิเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่มีอยู่ทั้งสองฝั่งแม่น้ำสุพรรณบุรี ลักษณะเป็นเมืองอกแตก เมื่อรวมเข้ากับกรุงศรีอยุธยาได้ย้ายเข้ามาอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเพียงด้านเดียว โดยเห็นคูน้ำและแนวกำแพงชัดเจน เมืองรุ่นหลังนี้คือเมืองสุพรรณบุรี ส่วนเมืองเก่าในพื้นที่เดียวกันมีผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่คล้ายกับเมืองโบราณอื่น ๆ เช่น เพชรบุรี ราชบุรี และแพรกศรีราชา อีกทั้งยังพบโบราณวัตถุร่วมสมัยแบบเดียวกันด้วย เมืองสุพรรณภูมิที่จารึกกล่าวว่าเป็นเมืองคู่มากับศรีอโยธยาและสืบเนื่องต่อมา ก็น่าจะเป็นเมืองเดียวกันกับเมืองสุพรรณบุรีที่มีขนาดเล็กลง

ความเป็นเมืองใหญ่ของสุพรรณภูมิสังเกตได้จาก พระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาต ซึ่งเป็นวัดที่มีขนาดใหญ่ เมื่อสมัยหลังที่กษัตริย์ราชวงศ์สุพรรณภูมิได้ขึ้นครองกรุงศรีอยุธยาแล้วก็ยังได้กลับเข้ามาทำนุบำรุงและสร้างพระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุขึ้นเป็นพระปรางค์ประธานของวัดและเป็นศูนย์กลางของเมือง นอกจากนั้นแล้ว การสร้างพระปรางค์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุยังเป็นการแสดงออกถึงสถานะของตนที่เหนือกว่าผู้ปกครองคนอื่นๆ ทางด้านบุญบารมีที่สามารถครอบครองพระบรมสารีริกธาตุ

ก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๙ สุพรรณภูมิมีสถานะเป็นนครรัฐที่รวมกันอยู่กับแพรกศรีราชา เพชรบุรี โดยมีสุพรรณภูมิเป็นศูนย์กลางของกลุ่มนครรัฐ และมีเพชรบุรีเป็นเมืองท่าออกสู่ทะเล ด้วยความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างสุพรรณภูมิกับอโยธยาในปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๙ จึงสามารถร่วมกันสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นเป็นศูนย์กลางอำนาจในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ดังปรากฏความอยู่ในพระราชพงศาวดารที่กล่าวว่าพระรามาธิบดีที่ ๑ เป็นเขยของผู้ปกครองเมืองสุพรรณภูมิ และมีฐานะเป็นน้องเขยของขุนหลวงพ่องั่ว ซึ่งก็คือ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ กษัตริย์องค์ที่สองของกรุงศรีอยุธยา

 

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดมกำลังบรรยายให้ความรู้แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม

 

แพรกศรีราชา ตั้งอยู่พื้นที่อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาทในปัจจุบัน เป็นเมืองลูกหลวงสำคัญของสุพรรณภูมิ เนื่องจากที่ตั้งซึ่งมีแม่น้ำน้อย แม่น้ำสุพรรณบุรี แม่น้ำเจ้าพระยา สบกันอยู่ ทำให้เป็นศูนย์กลางของการคมนาคมทางน้ำ แพรก มีความหมายว่าเป็นพื้นที่ซึ่งเป็นทางแยกของแม่น้ำ ในความหมายเดียวกันหากเป็นทางแยกบนบกเรียกว่า แพร่ง

เมืองแพรกเป็นเมืองต่อแดนกับอำนาจจากสุโขทัย จึงทำให้มีการส่งพระอุปราชของสุพรรณภูมิไปครองเมืองอยู่อย่างสม่ำเสมอ อาจารย์ ศรีศักร ตั้งข้อสังเกตว่า พระอุปราชจากสุพรรณภูมิที่ออกไปครองเมืองแพรกศรีราชา คงมีตำแหน่งเป็น พระนครินทราธิราช เช่นเดียวกับพระอุปราชของอโยธยาที่มีตำแหน่งเป็น พระราเมศวร

แม้จะสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นแล้ว แพรกศรีราชายังเป็นเมืองที่เป็นขุมกำลังของราชวงศ์สุพรรณภูมิอยู่เสมอ เห็นได้จากการที่กษัตริย์ราชวงศ์สุพรรณภูมิส่งพระโอรสออกไปครองเมืองแพรกศรีราชา ไม่ว่าสมเด็จพระนครินทราธิราชที่โปรดให้พระโอรสองค์รองหรือเจ้ายี่พระยา และในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา) ก็ได้มีการส่งพระโอรส คือ พระยาแพรกออกไปครองเมืองพระนคร (เขมร)

 

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดมกำลังบรรยายให้ความรู้แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม

 

จากการศึกษาค้นคว้าของอาจารย์ ศรีศักร วัลลิโภดม เกี่ยวกับตำแหน่งที่ตั้งของเมืองแพรกศรีราชาได้พบว่า

“ เมืองแพรกศรีราชามีลักษณะผังเมืองที่ซับซ้อน แสดงให้เห็นว่าเป็นเมืองใหญ่ที่อยู่ต่อเนื่องมานาน มีลำแม่น้ำน้อยเป็นคูเมืองทางด้านเหนือและด้านตะวันออก มีลำน้ำเก่าตัดผ่านบริเวณกลางเมืองไปทางตะวันตกเฉียงใต้ ทำให้ตัวเมืองมีลักษณะแบ่งแยกเป็นเมืองอกแตกหรือกลายเป็นสองเมืองแยกกันอยู่คนละฝั่งแม่น้ำ ดังนั้นในการออกสำรวจดูลักษณะเมืองจึงแบ่งออกเป็น ๒ บริเวณ คือ เมืองทางด้านเหนือและด้านใต้

บริเวณเมืองด้านเหนือ มีอาณาเขตแต่บ้านวังทองซึ่งอยู่ทางใต้ของโรงเรียนโพธารามลงมา ในเขตบ้านแพรกศรีราชา มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมอย่างไม่สม่ำเสมอ ประมาณขนาดได้ราว ๑,๔๕๐ x ๑,๔๐๐ ตารางเมตร ใช้ลำแม่น้ำน้อยเป็นคูเมืองด้านเหนือ ด้านตะวันออกและด้านใต้มีร่องของคูน้ำและแนวคันดินที่ลบเลือน แยกออกจากลำแม่น้ำน้อยขนานไปกับคูเมืองด้านตะวันตก ซึ่งไหลผ่านตอนใต้ของบริเวณเมืองไปบรรจบด้วย... ส่วนบริเวณเมืองด้านใต้อยู่ในเขตบ้านหัวเมือง ซึ่งอยู่ต่ำจากลำน้ำเก่าที่ไหลผ่านกลางเมืองไปทางตะวันตก ใช้ลำแม่น้ำเก่าเป็นคูเมืองด้านเหนือ ลำแม่น้ำน้อยเป็นคูเมืองด้านตะวันออก ส่วนด้านตะวันตกและด้านใต้มีคูน้ำและคันดินที่ยังหลงเหลือร่องรอยให้เห็นได้ชัดกว่าบริเวณอื่นๆ กำแพงและคูเมืองเริ่มแต่ริมน้ำเก่า ตอนกลางเป็นคลองควายผ่านคันชลประทานไปจดบริเวณตรงข้ามหน้าวัดพระแก้ว แล้ววกขึ้นเหนือไปบรรจบกับลำน้ำน้อย บริเวณเมืองตอนนี้มีขนาด ๒๒๐๐ x ๘๐๐... ” ( แพรกศรีราชาหรือสรรคบุรี ใน วารสารเมืองโบราณ, ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑ กันยายน ๒๕๑๗, หน้า ๔๑ – ๔๖.)

แพรกศรีราชายังมีความน่าสนใจในฐานะที่เป็นเมืองที่มีรูปแบบของศิลปะที่มีความหลากหลายที่ส่งผ่านออกมาจากสถาปัตยกรรมทางศาสนา อันเป็นผลมาจากการเป็นเมืองรอยต่อทางอำนาจระหว่างสุพรรณภูมิ อโยธยา อาทิ

วัดมหาธาตุ อันเป็นวัดประจำเมือง เป็นสถานที่จัดงานพระราชพิธี รวมทั้งมีการสร้างเจดีย์รายบรรจุอัฐิของเชื้อพระวงศ์ที่สิ้นพระชนม์ โดยมีเจดีย์ศิลปะอู่ทอง – สุพรรณภูมิ ที่มีฐานแปดเหลี่ยมต่อด้วยฐานซุ้มพระรอบองค์รับเจดีย์ทรงระฆังคว่ำ ซึ่งเจดีย์ในลักษณะนี้ได้รับอิทธิพลปาละเข้ามา และยังมีพระปรางค์ทรงกลีบมะเฟืองที่เป็นศิลปะแบบอโยธยา

วัดพระแก้ว เป็นวัดที่มีเจดีย์แบบอู่ทอง – สุพรรณภูมิ ที่มีความสวยงามมากจนกระทั่ง อาจารย์ น. ณ ปากน้ำ บรมครูทางศิลปะไทยยกย่องให้เป็นราชินีแห่งเจดีย์

วัดสองพี่น้อง เป็นวัดที่มีเจดีย์ ๒ องค์อยู่คู่กัน จึงมีการเรียกชื่อว่าวัดสองพี่น้อง เจดีย์ทั้งสององค์มีความแตกต่างกัน องค์หนึ่งเป็นรูปแบบศิลปะอู่ทอง – สุพรรณภูมิ ส่วนอีกองค์เป็นพระปรางค์ศิลปะอโยธยา นอกจากนี้บริเวณใกล้เคียงยังมี วัดโตนดหลาย ซึ่งมีเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ รูปแบบสุโขทัย นับเป็นการพบเจดีย์ทรงนี้ที่อยู่ต่ำสุดในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา อันแสดงถึงอิทธิพลพระพุทธศาสนาจากเมืองสุโขทัยอย่างเต็มที่

ความสำคัญและบทบาทของสุพรรณภูมิ แพรกศรีราชา ที่มีอยู่ภายในประวัติศาสตร์สมัยก่อนอยุธยาจนถึงอยุธยาตอนต้นดังกล่าวข้างต้น กลับไม่ได้แสดงออกให้เห็นได้เลยในหน้าประวัติศาสตร์ชาติไทย ทั้งที่ความต้องการสร้างรัฐไทยในจินตนาการที่มีพัฒนาการสืบเนื่องยาวนานมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่ส่งผลกระทบสำคัญต่อบ้านเมือง ชุมชน กลุ่มคนเล็กๆ ทั้งหลายให้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ไทย และมอบประวัติศาสตร์ชาติที่รูปแบบชัดเจนตายตัวแต่ขาดชีวิตและพลวัตมาให้แทน

ปิยชาติ สึงตี

 

 

 

 

 

   
ร่วมแสดงความคิดเห็นต่อบทความนี้

 

 

 

 



เว็บไซต์ของมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์จัดทำขึ้น เพื่อเผยแพร่การดำเนินงาน ข่าวสาร ข้อมูลของมูลนิธิฯ บทความ จดหมายข่าว พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กิจกรรม ตลอดจนความรู้ทางสังคมและวัฒนธรรม โดยมีคำจำกัดความกิจกรรมของมูลนิธิฯ ว่า " รวบรวม บันทึก ศึกษา ข้อมูลทางวัฒนธรรม สนับสนุนการอนุรักษ์เพื่อพัฒนา เผยแพร่เพื่อการศึกษาของสาธารณชน " ดังนั้น ทางมูลนิธิฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง หากท่านผู้มาเข้าชมได้รับสาระความรู้จากเว็บไซต์ของมูลนิธิฯ หรือหากต้องการนำข้อมูลหรือรูปภาพที่ได้จากเว็บไซต์นี้ไปใช้ประโยชน์เพื่องานด้านวิชาการ กรุณาแจ้งมาที่ webmaster ทางอีเมล์ หรือตามที่อยู่ด้านล่างนี้

ติดต่อมูลนิธิฯ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
ทาง E-mail: lek_prapai@yahoo.com โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘-๙ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
เว็บมาสเตอร์ : อนุสรณ์ โพธิ์แก่นแก้ว