ศรีศักร วัลลิโภดม
โอ้พสุธาหนาแน่นเป็นแผ่นพื้น |
ถึงสี่หมื่นสองแสนทั้งแดนไตร |
| เมื่อเคราะห์ร้ายกายเราก็เท่านี้ |
ไม่มีที่พสุธาจะอาศัย |
ล้วนหนาวเหน็บเจ็บแสบคับแคบใจ |
เหมือนนกไร้รังเร่อยู่เอกา |
| |
(นิราศภูเขาทอง) |
|
ลักษณะชุมชนภาคอีสานซึ่งตั้งชุมชนโดยมีสระน้ำ (ตระพัง) กลางใช้ร่วมกัน |
ข้าพเจ้าคิดว่าคำกลอนที่ยกมานี้คือความเจ็บปวดและคับแค้นใจของ คนสยาม ในแผ่นดินที่เรียกว่าประเทศไทย เพราะเต็มไปด้วยผู้มีอภิสิทธิ์ที่เรียกตนว่า คนไทย ทั้งสิ้น ผู้ล้วนเป็นชาติพันธุ์ที่สูงส่ง ฟ้าประทานให้มาเกิดแต่สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้คนสยามที่หลากหลายไปด้วยชาติพันธุ์นานาทั้งเก่าและใหม่เคลื่อนย้ายกันมาอยู่อย่างสมานฉันท์ในดินแดนที่เรียกว่าสยามประเทศอันมีมานับพันปีต้องกลายเป็นคนสิ้นไร้ไม้ตอก เพราะโครงการพัฒนาเศรษฐกิจ-การเมืองของรัฐบาลแต่ละชุดแต่ละสมัยนั้น ล้วนแต่มาจากการใส่แว่นตาเหยี่ยว แร้ง และนกอินทรีแทบทั้งสิ้น เพราะบรรดาสัตว์กินเนื้อจากเบื้องบนเหล่านี้ล้วนมองอะไรแต่เฉพาะที่จะเป็นอาหารที่แย่งกินได้ ทึ้งได้ และโกงได้เพื่อการอยู่รอดของตนและพรรคพวก หาเข้าใจถึงการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนและสมานฉันท์ของสัตว์บนพื้นพิภพ ซึ่งเป็นหนอน ไส้เดือน และกิ้งกือไม่
คนสยามก็คือประเภทไส้เดือน กิ้งกือและตัวหนอนเช่นนี้แหละที่มีอยู่ทุกภูมิภาคของประเทศ คนไทยไม่เคยรู้จักคนสยามเพราะเรียนรู้ความเป็นมาของชาติโดยประวัติศาสตร์ของรัฐที่สร้างโดยเจ๊กขบถที่ให้สถาบันการศึกษาทั้งโรงเรียนและมหาวิทยาลัยทำหน้าที่สอนให้เชื่อว่า คนไทยเป็นเชื้อชาติที่สืบกันมาอย่างไม่มีการเจือปนกับคนอื่นแต่เพียงอย่างเดียวจะคัดค้านหรือซักถามก็ไม่ได้ ทั้งๆ ที่คนสยามนั้นเต็มไปด้วยชาติพันธุ์ทั้งใหม่และเก่า เช่น เจ๊ก แขก ไท ลาว ญวน เขมร พม่า มาเลย์ รวมทั้งฝรั่งผิวขาวดำแดงเต็มไปหมด
วิถีทางของประวัติศาสตร์ไทยอันเป็นเรื่องของการบังคับให้เชื่อฟังนั้นคือการเปลี่ยนแปลงทางสังคม วัฒนธรรม การเมือง และเศรษฐกิจที่มาจากเบื้องบน จากรัฐและจากภายนอกที่ไม่อาจแลเห็นและเข้าใจผู้คนภายในท้องถิ่นแต่ละแห่งแต่ละกลุ่มเหล่าได้ ทั้งๆ ที่ผู้คนแต่ละท้องถิ่นก็ล้วนมีประวัติศาสตร์ของตนเหมือนกัน คือการเรียนรู้และแลเห็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมจากภายใน
|
ชุมชนที่ตั้งอยู่รอบแหล่งน้ำ |
นับแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรีแต่ราว พ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นต้นมา ก็เกิดประวัติศาสตร์รัฐยุคใหม่ขึ้น คือประวัติศาสตร์ของการพัฒนาเศรษฐกิจการเมือง พัฒนาหมายถึงการเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น แต่ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงจากภายนอก โดยเฉพาะจากทางรัฐในรูปของโครงการนานาชนิดที่ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับการให้ความรู้ใหม่ๆ เทคโนโลยีใหม่ๆ และความคิดใหม่ๆ ที่มาจากตะวันตก ในการจัดการกับทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อมที่เคยมีมาแต่เดิมให้เปลี่ยนแปลงไปแบบมั่วภายใต้คำว่า ถูกต้องทางวิชาการ เพื่อให้เกิดผลประโยชน์ในทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ
โครงการของการเปลี่ยนแปลงจากภายนอกจากรัฐบาลดังนี้ ไม่เคยมีพื้นที่ใดๆ ที่จะแลเห็นหรือเข้าใจการเปลี่ยนแปลงจากภายนอกของคนหลายกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ในแต่ละท้องถิ่นแม้แต่น้อย เพราะคนเหล่านั้นเป็นแค่ไส้เดือนและกิ้งกือเท่านั้น จึงเท่ากับเป็นการเบียดบังให้คนที่อยู่ตามท้องถิ่นต่างๆ กลายเป็นคนชายขอบที่ด้อยโอกาส [Marginalization] เพราะไม่สามารถจะแสดงตัวตนอย่างมีความรู้ความเข้าใจและจัดการใดๆ ด้วยศักยภาพของความเป็นมนุษย์ที่มีสติปัญญาและภูมิปัญญาของตนได้
ดังนั้นการจัดการใดๆ ในเรื่องการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิต จึงเป็นเรื่องที่มาจากภายนอก คนนอก ที่ทำให้คนในรู้สึกว่าตนเองเป็นคนโง่อยู่ร่ำไป แต่ที่น่าทึ่งแกมสมเพชในขณะนี้ก็คือบรรดานักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญการวิจัยเพื่อการพัฒนาจากสถาบันการศึกษาและกองทุนต่างๆ มักพร่ำเพ้อแต่คำว่าจะต้องสร้างความเข้มแข็งและพลังชุมชนขึ้น [Empowerment] เหมือนกับคาถากันผี แต่การดำเนินการใดๆ ก็มักจะมาจากการชี้แนะและริเริ่มควบคุม (โดยเฉพาะเงินทุน) จากคนนอกทุกทีไป
สิ่งที่น่าเศร้าใจในขณะนี้ก็คือ พอเปลี่ยนรัฐบาลทีก็มีการทำโครงการพัฒนาที่เคยล้มเหลวและทำลายชีวิตวัฒนธรรมและความเป็นอยู่ของคนท้องถิ่นอันเป็นคนชายขอบออกมาปัดฝุ่นทุกทีไป อย่างเช่น โครงการมหาภัยใกล้วิบัติ เช่น การปราบปรามยาเสพติด และโครงการผันน้ำโขง-ชี-มูล ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และการฟื้นโครงการสร้างแก่งเสือเต้น เป็นต้น
โครงการปราบปรามยาเสพติดแบบเด็ดขาดนั้นจะไม่กล่าวถึงในบทความนี้ เพราะเห็นประจักษ์กันทั่วไปเกี่ยวกับความรุนแรงในภาคใต้ที่นำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนจนนานาชาติต่างประณาม แต่จะพูดเฉพาะโครงการผันน้ำโขง-ชี-มูลเป็นสำคัญ ความคิดเรื่องการเอาน้ำโขงมาใช้นั้นมีประวัติของความล้มเหลวมาตั้งแต่โครงการสร้างเขื่อนและโครงการขององค์การแม่น้ำโขงของสหประชาชาติ แม้ว่าจะถูกต้องกับทฤษฎีในการผันน้ำจากที่สูงเข้าสู่ที่ราบลุ่มของภาคอีสานแบบคุ้มทุนก็ตาม แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเพราะประเทศลาวไม่ร่วมมือด้วย ซึ่งก็แสดงให้เห็นว่าการเอาน้ำจากแม่น้ำนานาชาติมาใช้นั้น ย่อมมีปัญหาทางการเมืองแน่
โครงการแบบซื่อบื้อผันน้ำโขง-ชี-มูลนั้นก็คงไม่คุ้มทุนจากการใช้พลังงานไฟฟ้าสูบน้ำจากแม่น้ำโขงที่มีตลิ่งสูงกว่าระดับน้ำกว่า ๒๐ เมตรในฤดูแล้ง แต่ที่เสียหายอย่างแน่ชัดเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนตามท้องถิ่นที่ท่อน้ำหรือคลองส่งน้ำต้องผ่านไปก็คือ บรรดาทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อมที่อยู่ในสิทธิ์ของคนท้องถิ่นต้องเสียหาย ซึ่งจะมีผลนำไปสู่ความเป็นบ้านแตกสาแหรกขาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ชีวิตความเป็นอยู่ในระดับครอบครัวและชุมชนจะไม่มีอะไรเหลือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ถูกเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าโรงงาน โรงแรม คอนโดมิเนียม ทาวน์เฮาส์ และที่พักของคนงาน เพื่อคนเข้ามาใหม่เป็นจำนวนมากที่ไม่มีหัวนอนปลายตีน ซึ่งทุกวันนี้ก็แลเห็นอยู่แล้วหลายแห่งที่มีเหมือนรังผึ้ง รังต่อแตน และคอกสัตว์ที่อยู่กันอย่างปัจเจก ไม่มีโครงสร้างความสัมพันธ์กันอย่างมนุษย์เช่นครอบครัวและชุมชนได้
ภาคอีสานนั้นเป็นพื้นที่กึ่งแห้งแล้งและชุ่มชื้นที่คนจากภายนอกแลเห็นว่าเป็นพื้นที่แห้งแล้งทุรกันดาร แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการตั้งถิ่นฐานบ้านเมืองของมนุษย์ที่มีร่องรอยของอารยธรรมมาแต่โบราณกว่า ๒,๕๐๐ ปี อารยธรรมที่ว่านี้ก็คือการจัดการน้ำ [Water Management] ที่แลเห็นได้จากแบบแผนของการตั้งชุมชนหลายยุคหลายสมัย เช่น สมัยแรกเริ่มมักอยู่ชายขอบที่สูงอันเป็นป่าโคกและใกล้พื้นที่ลุ่มที่เป็นแอ่งหรือหนองน้ำ หรือกุด (ลำน้ำด้วน) อันเป็นที่กักเก็บน้ำได้
|
ศาลผีประจำแหล่งน้ำเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เปรียบเหมือนกับกฎระเบียบในการใช้แหล่งน้ำสาธารณะร่วมกัน |
เมื่อเกิดเป็นชุมชนใหญ่ที่อยู่กันอย่างหนาแน่นก็มีการขุดสระน้ำล้อมรอบชุมชน [Tank-moated settlement] ที่ทำให้คนปัจจุบันแลเห็นว่าเป็นเมืองไปก็มี ดูแตกต่างจากชุมชนเมืองในที่อื่นๆ เช่นในพม่าที่มีลักษณะเป็นกำแพงล้อมรอบ [Walled Settlement] มากกว่าการขุดคูเมืองให้กว้างใหญ่ ยิ่งในสมัยหลังลงมาก็มีพัฒนาการขุดอ่างเก็บน้ำที่เรียกว่า บาราย ขึ้นให้เป็นแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนที่เป็นเมือง อันมีศาสนสถานที่มีกำแพงล้อม (ปุระ) เป็นเครื่องบ่งบอกยิ่งในสมัยหลังๆ ลงมาจนปัจจุบันก็มีการกักเก็บน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่โดยกรมชลประทานและการขุดอ่างเก็บน้ำเล็กๆ สำหรับชุมชนที่เกิดใหม่แทบทุกชุมชน ซึ่งก็ทำให้สระน้ำ (ตระพัง) คือสัญลักษณ์ของชุมชนบ้าน และอ่างเก็บน้ำ [Tank] เป็นสัญลักษณ์ของชุมชนเมือง เพราะที่ใดมีอ่างเก็บน้ำหรือสระน้ำย่อมมีชุมชน นับเป็นอัตลักษณ์สำคัญของสังคมน้ำทั้งในภาคอีสานที่แตกต่างไปจากสังคมน้ำไหลที่อาศัยแม่น้ำลำคลองและคลองชลประทานเป็นโครงสร้างในการจัดการน้ำ
ระบบการจัดการน้ำของอีสานแต่โบราณที่ยังหลงเหลืออยู่ในหลายๆ ท้องถิ่นนั้น เป็นการจัดการภายในนิเวศธรรมชาติของแต่ละท้องถิ่นไป โดยใช้ระบบบังคับน้ำจากทางลาดหรือที่สูงเข้ามากักเก็บไว้ในที่ต่ำ [Gravity] ที่มาของน้ำที่สำคัญ คือ มาจากป่าโคกซึ่งเป็นที่สูง มักเป็นป่าโปร่งที่มีพืชพันธุ์ ต้นไม้ และสัตว์นานาชนิดที่คนได้พึ่งพาในการหาอยู่หากิน ป่าโคกเหล่านี้จะไม่โดนทำลาย เป็นที่ซึ่งมีอำนาจเหนือธรรมชาติเช่นผีดูแล เช่น ผีปู่ตา เป็นต้น คนอีสานส่วนใหญ่อาศัยน้ำจากฟ้าคือในฤดูฝน ฝนตกผ่านที่สูงจากเทือกเขา เขาและป่าโคกลงสู่ที่ราบลุ่ม น้ำจะไหลลงมาตามร่องน้ำหรือลำห้วยและไหลแผ่กันลงมาเป็นบริเวณกว้างก็จะใช้คันดินและทำการชักน้ำ เบนน้ำและกันน้ำเข้าไว้ในพื้นที่ทำการเพาะปลูกหรือพื้นที่ซึ่งเป็นสระหรืออ่างเก็บน้ำ เช่นในการทำนาได้อาศัยน้ำไหลแผ่ลงมาจากที่สูงเข้าเก็บไว้ในบิ้งนาหรือคันนารูปสี่เหลี่ยม เมื่อน้ำเต็มที่แล้วก็ปล่อยผ่านรูพักช่องทางเล็กๆ ลงสู่บิ้งนาในระดับต่ำต่อไป
แต่ถ้าบริเวณพื้นที่ลุ่มทำการเพาะปลูกกว้างใหญ่ก็จะทำทำนบ [Weir] ขวางทางน้ำเพื่อชะลอน้ำและกระจายน้ำเข้าสู่ที่นา โดยไม่ปล่อยให้ไหลลงหนองบึงหรือลำน้ำอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการชะลอน้ำนั้นมักจะทำกันในตอนใกล้สิ้นฤดูน้ำ เมื่อน้ำที่ไหลเร็วเจิ่งนองไหลกลับคืนสู่หนองบึงและลำน้ำ ทำนบดังกล่าวจะช่วยชะลอน้ำที่จะใช้ในการปลูกข้าวต่อไป นับเป็นการทำนาแบบนาทามนั่นเอง
แนวทำนบที่ทำหน้าที่กั้นน้ำ ขวางน้ำ ชะลอน้ำ และเบนน้ำดังกล่าวนี้มักถูกเรียกโดยคนปัจจุบันว่า ถนนโบราณ จนมักมีการศึกษาและตีความไปต่างๆ นานา เช่นว่า เป็นถนนหลวงจากกษัตริย์ของเมืองนครธมหรือนครหลวงจากกัมพูชาเข้ามาเมืองไทย เป็นต้น
ในท้องถิ่นหลายๆ แห่งที่เป็นเมืองก็มักมีการขุดอ่างเก็บน้ำแบบ บาราย กักน้ำจากทำนบหรือจากลำน้ำ ร่องน้ำ ให้เพียงพอแล้วก็ปล่อยให้ไหลลงไปยังท้องถิ่นอื่นต่อไป วิธีการกักน้ำระบบบาราย [Tank] ตามลำน้ำเช่นนี้เป็นชลประทานราษฎร์ที่พบมากมายในศรีลังกา ต่างกันแต่ว่าอ่างเก็บน้ำของทางศรีลังกาเป็นการกักน้ำเพื่อการเพาะปลูกให้ได้สัดส่วนกับจำนวนครัวเรือนและพื้นที่การเพาะปลูกของชุมชน แต่ของทางอีสานไม่มุ่งหวังในการเพาะปลูก หากเก็บไว้ใช้เพื่อการบริโภคอุปโภคเป็นสำคัญ
ดินแดนอีสานส่วนใหญ่ขาดน้ำใต้ดิน อีกทั้งข้างล่างเป็นหินเกลือ จึงมักเก็บน้ำบนผิวดินด้วยการยกขอบเขื่อนของอ่างเก็บน้ำให้สูง จึงเรียกว่า บาราย อันเป็นภาษาสันสกฤตที่แปลว่า ยกให้สูง
|
บึงโขงหลง จังหวัดหนองคาย ตัวอย่างของแหล่งน้ำสาธารณะที่ใช้ร่วมกันของผู้คน |
บารายเป็นอ่างเก็บน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนจะเอาวัวควายลงไปอาบกินไม่ได้ เพราะมุ่งหวังให้เป็นแหล่งน้ำกินน้ำใช้ในการดำรงชีวิต เป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นว่าหัวใจของการจัดการน้ำที่สำคัญของคนอีสานแต่โบราณ หรืออาจจะกล่าวว่าของทุกท้องถิ่นแต่ละถิ่นฐานบ้านเมืองก็ได้ คือการจัดการน้ำกินน้ำใช้ หาใช่เพื่อการเกษตรกรรมไม่ แม้กระทั่งน้ำในแม่น้ำลำน้ำใหญ่ๆ ก็ไม่นำมาใช้ทั้งการอุปโภคบริโภค ยกเว้นพื้นที่บางแห่งในบริเวณที่สูงเท่านั้นที่มีการใช้ระหัดชักน้ำที่เรียกว่า พัด หรือ หลุก วิดน้ำเข้าไปใช้ในแปลงนา เช่นที่พบในต้นน้ำลำตะคองในเขตจังหวัดนครราชสีมา ต้นน้ำชีในเขตจังหวัดชัยภูมิ และลำน้ำหมันในเขตอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย
การจัดการน้ำกินน้ำใช้ของคนอีสานนั้น เป็นระบบที่สัมพันธ์กับลำน้ำธรรมชาติที่มีต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำทั้งสิ้น โดยมีอำนาจเหนือธรรมชาติ เช่น ผี พระ และเทพเป็นเจ้าที่คุมกติกาในการใช้น้ำร่วมกัน
แต่โครงการผันน้ำโขง-ชี-มูลนั้นเป็นโครงการผันน้ำเพื่อการเกษตรมารับใช้การเกษตรอุตสาหกรรมเพื่อบรรดาเหยี่ยวกา นกแร้ง และนกอินทรี เป็นทั้งสาธารณ์ที่ทำความพินาศวอดวายมาให้กับแหล่งน้ำธรรมชาติ ย่อมนำไปสู่การทำลายนิเวศธรรมชาติและระบบทางวัฒนธรรมของผู้คนตามท้องถิ่นต่างๆ ของอีสานอย่างไม่มีทางกู่ให้กลับ
นับเป็นการเชื้อเชิญความวิบัติอย่างใหญ่หลวงมาสู่ชีวิตคนพอๆ หรือมากกว่าโครงการเหมืองโปแตสอุบาทว์ในพื้นที่รอบๆ อำเภอหนองหาน อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี และโครงการโรงงานอุตสาหกรรมเหล็กในเขตอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รวมไปถึงโครงการแก่งเสือเต้นที่มาจากอเวจีด้วย
|