เมืองโบราณ
พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ
วารสารเมืองโบราณ
สารคดีดอตคอม
วิทยาลัยการจัดการทางสังคม
แสดงความคิดเห็นผ่านสมุดเยี่ยมชม

ดรรชนีบทความ
อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

จดหมายข่าวมูลนิธิฯ
ปีที่ ๑๒ ฉบับที่ ๗๑ มีนาคม-เมษายน ๒๕๕๑
     
   
เปิดประเด็น - ศรีศักร วัลลิโภดม
 

จากจักรพรรดิฝรั่งเศส–อังกฤษถึงจักรพรรดิอเมริกา : กระบวนการสนตะพายคนไทยสยาม

บันทึกจากท้องถิ่น - วลัยลักษณ์ ทรงศิร

 

เล็กนั้นดี ไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กสำหรับชาวบ้านในลาว

บันทึกจากท้องถิ่น - เหมือนพิมพ์ สุวรรณกาศ
  ทุ่งไหหิน : ดินแดนสำคัญที่เชียงขวาง
บันทึกจากท้องถิ่น - มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์
  งานสมโภช ๑๐๐ ปี วัดจันเสนและเสวนาเรื่อง"การเรียนรู้และประสบการณ์ ๑ ทศวรรษ พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจันเสน"
 
 

 

   
 

จากจักรพรรดิฝรั่งเศส–อังกฤษถึงจักรพรรดิอเมริกา : กระบวนการสนตะพายคนไทยสยาม

 
 

 

ศรีศักร วัลลิโภดม

 

หญิงพื้นเมืองในชุดเครื่องแต่งกายแบบตะวันตก สะท้อนถึงความคิดที่รับอิทธิพลจากจักรวรรดินิยม

ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ลงมาเกิดคนสยามรุ่นใหม่ที่ได้รับการศึกษาและรับรู้เรื่องราวของผู้คนและบ้านเมืองตะวันตกกันอย่างมากมาย จนให้ความสำคัญว่า คนตะวันตกเจริญก้าวหน้ากว่าตนจนต้องเอาอย่างจึงจะเป็นคนศิวิไลซ์ [Civilize] และการเป็นชาติที่ศิวิไลซ์คือมีอารยธรรมนั่นเอง

การทำตัวศิวิไลซ์ดังกล่าวนี้คือสิ่งที่ทำให้คนตะวันตกโดยเฉพาะชาติที่เป็นจักรวรรดินิยมยอมรับและไม่คุกคามทางการเมืองเพื่อเอาเป็นอาณานิคม คนสยามรุ่นนี้และพวกนี้คือคนที่เรียกว่า คนไทย และเป็นไทยอย่างสมบูรณ์เมื่อมีการยกเลิกชื่อประเทศสยามอย่างแต่เดิมมาเป็นประเทศไทยในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ความนิยมชมชื่นของคนไทยต่อคนฝรั่งตะวันตกดังกล่าวนี้ทำให้มีการเอาครูฝรั่งมาอบรมการศึกษาแบบใหม่ให้ทันสมัยเรื่อยมา ไม่ว่าการศึกษาแต่ระดับอุดมศึกษาขั้นมหาวิทยาลัย จนถึงขั้นมัธยมและประถมก็ล้วนแต่ดำเนินตามโครงสร้างแบบฝรั่งแทบทั้งสิ้น

 

กลุ่มนักเรียนไทยผู้ได้รับการศึกษาจากตะวันตก เป็นกลุ่มผู้นำทางความคิดที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย

ความรู้ทางวิชาการอย่างหนึ่งในบรรดาความรู้นานาชนิดทั้งหลายคือความรู้ทางประวัติศาสตร์ที่ฝรั่งสั่งสอนอบรมให้ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องของ คน กับ ดินแดน เวลาฝรั่งมาศึกษาเพื่อเอามาเป็นประโยชน์ในการล่าอาณานิคมนั้น ศึกษาทั้งด้านโบราณคดี [Archaeological past] ซึ่งเป็นเรื่องของอดีตความเป็นมาของดินแดน กับด้านชาติวงศ์วรรณนา [Ethnographical present] ซึ่งเป็นเรื่องของผู้คนในสังคมปัจจุบันของดินแดนนั้น การเข้าใจเรื่องทั้งสองนี้นำไปสู่การเข้าถึงความเป็นจริงทางสังคมและเศรษฐกิจที่จะเป็นประโยชน์ทางการเมืองของพวกตน

การศึกษาเรื่องราวทางโบราณคดีเป็นเรื่องอดีตที่ผ่านพ้นไปแล้วเป็นยุคเป็นสมัย แต่การศึกษาทางชาติวงศ์วรรณนาเป็นเรื่องการสืบเนื่องทางสังคมและวัฒนธรรมของคนในสังคมท้องถิ่น ฝรั่งเข้าใจการมองการเปลี่ยนแปลงทั้งสองอย่างนี้ แต่เวลาสั่งสอนอบรมให้คนไทยเรียนรู้กลับให้ความสำคัญเฉพาะการศึกษาเรื่องราวทางโบราณคดีเป็นส่วนใหญ่ เลยทำให้คนไทยเรียนรู้ประวัติศาสตร์แบบไม่เห็นคน กลับเห็นเพียงรูปแบบทางศิลปะและสมัยเวลาของโบราณสถานวัตถุเป็นสำคัญ

วิชาหลักที่ฝรั่งสอนคนไทยให้เชื่อและฟังกันอย่างตกผลึกมาจนทุกวันนี้ก็คือ วิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ เพราะมีศักยภาพในการสื่อสารได้อย่างเป็นรูปธรรมในเรื่องประวัติศาสตร์การเมืองที่ฝรั่งสร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ในการล่าอาณานิคม

ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสซึ่งเป็นนักล่าอาณานิคมตัวฉกาจในยุคนั้น ใช้หลักฐานทางโบราณสถานวัตถุทางศาสนาที่เป็นศิลปกรรมมาวิเคราะห์สร้างเป็นประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของบรรดาบ้านเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกด้วยโครงสร้างการเมืองการปกครองของยุโรปสมัยวิกตอเรีย ที่มีลักษณะรวมศูนย์เป็นราชอาณาจักรหรือจักรวรรดิ ประสบความสำเร็จในเรื่องการเป็นศูนย์กลางอำนาจของบ้านเมืองและผู้คนในภูมิภาคนี้ เช่น เรื่องของอาณาจักรฟูนัน ทวารวดี เจนละ ศรีวิชัย และเมืองพระนคร เป็นต้น

บรรดารัฐรวมศูนย์เหล่านี้สะท้อนการแสดงออกของการขยายดินแดนหรือครอบงำบ้านเล็กเมืองน้อยหรือบ้านเมืองใกล้เคียงด้วยการปกครองแบบจักรภพอังกฤษที่มีการส่งขุนนางตัวแทนเข้าไปปกครองเมืองขึ้นต่างๆ อำนาจเหนือบ้านเมืองและผู้คนนั้นแลเห็นได้จากรูปแบบทางศิลปกรรมและจารึกที่เป็นศิลปะอักษรและภาษาของเมืองที่เป็นศูนย์กลาง ประวัติศาสตร์แบบนี้ผู้คนในบ้านเมืองของไทย เขมร ลาว ญวน พม่า เขียนไม่เป็น เพราะมีแต่ประวัติศาสตร์แบบตำนาน ดังนั้นเมื่อต้องการความศิวิไลซ์และทันสมัยจึงต้องเรียนรู้ประวัติศาสตร์การเมือง ประวัติศาสตร์ศิลปะ แนวคิดและวิธีการจากฝรั่งเท่านั้น

ผลพวงจากการทำตัวให้ศิวิไลซ์และทำประเทศให้ทันสมัยแบบตะวันตกนี้เองทำให้มีการรับเอาความรู้และวิธีการในการศึกษา การปฏิรูปการปกครอง การบริหาร ตลอดจนแนวคิดทฤษฎีต่างๆ ของประเทศนักล่าอาณานิคมมาใช้ โดยเฉพาะการปฏิรูปการปกครองให้ประเทศสยามเป็นรัฐรวมศูนย์ที่มีโครงสร้างแบบฝรั่ง จึงมีผู้รู้มักพูดว่าเป็นการสร้าง อาณานิคมภายใน [Internal colonization]

ความเป็นรัฐรวมศูนย์ [Centralized state] นี้เคยมีมาแล้วแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา แต่สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถที่ให้อิทธิพลสืบมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ แต่ว่าเป็นรัฐรวมศูนย์แบบโบราณที่เคยมีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาก่อน คือมีโครงสร้างทางสังคมและการเมืองกับผู้คนตามท้องถิ่น เมืองขึ้น และบ้านเมืองใกล้เคียงอย่างหลวมๆ หากระชับและน่าอึดอัดแบบโครงสร้างของรัฐรวมศูนย์ที่เป็นอิทธิพลของพวกล่าอาณานิคมไม่ โครงสร้างแบบใหม่นี้เองที่ทำลายความสัมพันธ์ทางสังคมและการเมืองที่เคยมีกับเมืองขึ้นและบ้านเมือง เพื่อนบ้านที่เคยมีมาแต่เดิมให้หมดไป

แต่ที่สำคัญก็คือการปกครองท้องถิ่นที่เกิด หมู่บ้าน ตำบล จังหวัด ได้ทำลายระบบการปกครองท้องถิ่นแต่เดิม จนทำให้เกิดปัญหาในปัจจุบัน ยุคนี้เกิดนักวิชาการของสยามที่มีความศิวิไลซ์และทันสมัยมากมายหลายแขนงซึ่งล้วนแต่ได้รับการอบรมแนะนำและสั่งสอนโดยนักปราชญ์และนักวิชาการของมหาอำนาจนักล่าอาณานิคมทั้งสิ้น พวกนี้ไม่เพียงแต่ลอกเลียนและท่องจำความรู้ต่างๆ ของฝรั่งมาใช้ หากมีรูปแบบในการแต่งกาย การสร้างที่อยู่อาศัยและอะไรต่ออะไรหลายอย่างในการดำรงชีวิตลอกเลียนแบบฝรั่งเกือบทั้งสิ้น ซึ่งทำให้เห็นและคิดได้ว่า คนสยามแม้จะไม่เป็นเมืองขึ้นทางการเมืองของมหาอำนาจนักล่าอาณานิคมก็ตาม แต่ก็มีลักษณะเป็นอาณานิคมทางปัญญามาโดยตลอดและต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน

ข้าพเจ้าคิดว่าคนสยามก็ดี หรือคนในปัจจุบันก็ดี ส่วนใหญ่มักอยู่ได้ในบุญทางปัญญาของจักรพรรดิตะวันตกมาถึงสองระยะคือ จักรพรรดิฝรั่งเศส-อังกฤษ แต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ลงมากับจักรพรรดิอเมริกาตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรีจนกระทั่งปัจจุบัน

ภายใต้อิทธิพลของจักรพรรดิฝรั่งเศส-อังกฤษนั้น สังคมไทยมีการปกครองแบบรัฐธรรมนูญ (แบบฝรั่งยุคอาณานิคม) ที่คิดว่าคนไทยคือเชื้อชาติที่ยิ่งใหญ่ และคนอื่น ชาติพันธุ์อื่น ต้องต่ำกว่าตัวไปหมด ปลูกฝังให้เกิดสำนึกเช่นนี้ด้วยประวัติศาสตร์ของรัฐของชาติที่ได้รับการอบรมมาจากฝรั่งยุคอาณานิคม มีผลทำให้เกิดการขัดแย้งกับเพื่อนบ้าน เช่น ปัญหาเรื่องเขตแดนและการแบ่งแยกดินแดนทางภาคใต้ซึ่งนับวันจะรุนแรงขึ้นทุกที

 

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้นำเอาจักรพรรดิอเมริกาสู่สังคมไทย

 

ตั้งแต่ยุครัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ รัฐบาลไทยอยู่ภายใต้การบงการของจักรพรรดิอเมริกา เพื่อพัฒนาบ้านเมืองให้เป็นประชาธิปไตยแบบเลือกตั้ง และความมั่งคั่งทางวัตถุให้เป็นประเทศอุตสาหกรรมที่ร่ำรวยทุกสิ่งทุกอย่างเลียนแบบฝรั่งอย่างโงหัวไม่ขึ้น พร้อมกันนั้นก็ร่วมมือกับจักรพรรดิอเมริกาทำลายล้างประเทศเพื่อนบ้านที่มีความคิดทาง สังคมนิยม อันเป็นปรปักษ์กับ ชนชั้นนิยม ที่ได้รับการปลูกฝังและตอกย้ำเรื่อยมา

ความคิดทางสังคมนิยมของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาวและเวียดนาม มีความเป็นมาจากคนข้างล่างที่ได้รับความเดือดร้อนจากการเอารัดเอาเปรียบของคนจากข้างบนที่เป็นชนชั้นที่ทำตัวศิวิไลซ์แบบตะวันตก รับค่านิยมของนายทุนแบบตะวันตกมาปฏิบัติ จนในที่สุดผู้คนข้างล่างที่เดือดร้อนทนไม่ได้ก็ก่อการปฏิวัติทำลายล้างกันอย่างรุนแรง จนทำให้เกิดการเผชิญหน้าในยุคสงครามเย็นระหว่างฝรั่งสังคมนิยมในนามของพวกคอมมิวนิสต์กับฝ่ายชนชั้นนิยมที่เป็นพวกทุนนิยมในนามของเสรีประชาธิปไตย ซึ่งคนไทยอยู่ข้างฝ่ายหลังนี้

สังคมไทยนั้นนับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตย การเปลี่ยนแปลงไม่เคยริเริ่มมาจากความเดือดร้อนของคนข้างล่างเลย หากมาจากกลุ่มของชนชั้นข้างบนทั้งสิ้น ความขัดแย้งมาจากชนชั้นรุ่นเก่ากับรุ่นใหม่นั่นเอง โดยมีฐานสำนึกเป็นชนชั้นร่วมกันแต่ความคิดแตกต่างกัน ชนชั้นรุ่นใหม่มักเป็นพวกนักเรียนนอกที่ไปเรียนกับประเทศที่เป็นจักรพรรดิทางปัญญา เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส อเมริกา แลเห็นความศิวิไลซ์แบบประชาธิปไตยที่เป็นทุนนิยมเสรีของจักรพรรดิตะวันตกเหล่านั้นก็เลยคลั่งไคล้เอามาปฏิวัติเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองเพื่อให้ศิวิไลซ์และทันสมัยบ้าง

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นก็คือหลังจากโค่นล้างคนรุ่นเก่าสำเร็จก็ยังทำตัวเป็นชนชั้นอยู่ร่ำไป ความเป็นประชาธิปไตยที่รับเข้ามาจึงกลายเป็นประชาธิปไตยแบบชนชาติ ค่านิยมของความเป็นชนชั้นยังคงสืบเนื่องมาจากคนรุ่นใหม่อยู่นั่นเอง แต่ดูเหมือนชั่วร้ายกว่าเสียอีก เพราะพวกนี้เป็นวัตถุนิยมอย่างสุดโต่ง เห็นแก่ประโยชน์ของตัวเองและพรรคพวก รวมทั้งคิดอะไรต่ออะไรในลักษณะเลียนแบบจักรพรรดิอเมริกันทั้งสิ้น

ความชั่วร้ายที่สุดๆ ของชนชั้นรุ่นใหม่เหล่านี้ก็คือได้พัฒนาให้เกิดสำนึกความเป็นคนข้ามชาติและเป็นนายทุนข้ามชาติขึ้น เลยทำให้เมืองไทยทั้งประเทศกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่มีนายทุนข้ามชาติยึดครอง แล้วเอาชาวบ้านชาวเมืองทั่วไปที่ตามไม่ทันเป็นทาสแรงงานราคาถูกๆ ทาสคนไหนไม่พอใจก็เคลื่อนย้ายไปเป็นแรงงานข้ามชาติยังประเทศอื่น พวกนายทุนชั่วร้ายเหล่านั้นทำการอิมพอร์ตแรงงานทาสข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในลักษณะละเมิดกฎหมาย เกิดปัญหาค้าทาส ค้ามนุษย์ยุคใหม่ขึ้น ในขณะที่จักรพรรดิอเมริกันมุ่งจะมาแก้เกี้ยวด้วยการประณามผลที่เกิดขึ้นในเรื่อง สิทธิมนุษยชน อยู่ทั่วไป

ทั้งภายใต้การชี้แนะของจักรพรรดิอเมริกันที่ชอบตอกย้ำการปกครองประชาธิปไตย มีสิทธิและเสรีภาพ ต้องเลือกตั้งภายใต้การเลียนแบบและสำรอกแต่เปลือกของจักรพรรดิอเมริกันมาพัฒนาประเทศและบริหารประเทศของรัฐบาล นายทุนของชนชั้นรุ่นใหม่บนสังคมไทยคือ สังคมแห่งการละเมิดกฎหมาย [Law violating society] เต็มไปด้วยเดรัจฉานข้ามชาติมาปกครอง ในขณะที่สังคมของประเทศเพื่อนบ้านที่เคยเรียกว่าสังคมเผด็จการคอมมิวนิสต์นั้นกลายเป็นสังคมมนุษย์ที่คนในชาติมีสำนึกความรักชาติ [Patriotism] และเป็นสังคมเคารพกฎหมายที่จัดการกับคอรัปชั่นได้อย่างเด็ดขาด [Law abiding society]

ในที่สุดนี้อยากจะพูดว่าภายใต้รัฐประชาธิปไตยตามแบบจักรพรรดิอเมริกันนั้น รัฐบาลหลายสมัยที่ผ่านมาเป็นรัฐบาลของนายทุนข้ามชาติที่ไม่มีสำนึกความเป็นชาติ มักใช้การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญที่หลอกประชาชนว่าเป็นกฎหมายที่มีอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ เพื่อความชอบธรรมในการแสวงหาประโยชน์ ความสุขและความมั่งคั่งเพื่อตัวเองและพวกพ้องทั้งสิ้น กฎหมายรัฐธรรมนูญจึงนับได้ว่าเป็นกฎหมายศักดิ์สิทธิ์ที่อาภัพอัปภาคย์ที่สุด เพราะถูกละเมิดอยู่ตลอดเวลาที่ผ่านมานับแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง

 


 

 

 

   
ร่วมแสดงความคิดเห็นต่อบทความนี้

 

 



เว็บไซต์ของมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์จัดทำขึ้น เพื่อเผยแพร่การดำเนินงาน ข่าวสาร ข้อมูลของมูลนิธิฯ บทความ จดหมายข่าว พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กิจกรรม ตลอดจนความรู้ทางสังคมและวัฒนธรรม โดยมีคำจำกัดความกิจกรรมของมูลนิธิฯ ว่า " รวบรวม บันทึก ศึกษา ข้อมูลทางวัฒนธรรม สนับสนุนการอนุรักษ์เพื่อพัฒนา เผยแพร่เพื่อการศึกษาของสาธารณชน " ดังนั้น ทางมูลนิธิฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง หากท่านผู้มาเข้าชมได้รับสาระความรู้จากเว็บไซต์ของมูลนิธิฯ หรือหากต้องการนำข้อมูลหรือรูปภาพที่ได้จากเว็บไซต์นี้ไปใช้ประโยชน์เพื่องานด้านวิชาการ กรุณาแจ้งมาที่ webmaster ทางอีเมล์ หรือตามที่อยู่ด้านล่างนี้

ติดต่อมูลนิธิฯ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
ทาง E-mail: lek_prapai@yahoo.com โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘-๙ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
เว็บมาสเตอร์ : อนุสรณ์ โพธิ์แก่นแก้ว