|
บรรยากาศบนเวทีเสวนา "การเรียนรู้และประสบการณ์ ๑ ทศวรรษ พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจันเสน"
|
นับถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่าศตวรรษแล้วที่วัดจันเสน ตำบลตาคลี อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมทางจิตใจและประเพณีวัฒนธรรมของชาวจันเสน ทั้งนี้วัดจันเสนได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยพระครูนิสัยจริยคุณ หรือหลวงพ่อโอด พระผู้มีลูกศิษย์ลูกหาเป็นจำนวนมาก ทั้งยังเป็นกำลังหลักในการพัฒนาวัดและชุมชนจันเสนเรื่อยมา รวมถึงการตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจันเสนด้วย
พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจันเสนถือเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นลำดับต้นๆ ของไทยที่มีการร่วมมือกันของวัด ชุมชน และโรงเรียนในการดูแลจัดการ มีนักเรียนในชุมชนรวมกลุ่มกันเป็นยุวมัคคุเทศก์เพื่อเรียนรู้ เกี่ยวกับชุมชนจันเสนของตนเอง และยังสามารถเผยแพร่ข้อมูลให้บุคคลภายนอกได้รับทราบอีกด้วย นับถึงปี พ.ศ. ๒๕๕๑ เป็นเวลากว่า ๑๐ ปีแล้วที่พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจันเสนยังคงดำรงอยู่
ในวาระที่วัดจันเสนมีงานสมโภช ๑๐๐ ปีขึ้นในช่วงวันที่ ๑๙-๒๑ เมษายน ๒๕๕๑ ทางวัดจันเสนร่วมกับมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ เปิดเวทีเสวนาเกี่ยวพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจันเสนขึ้น ในหัวข้อ การเรียนรู้และประสบการณ์ ๑ ทศวรรษ พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจันเสน ในวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๑ เพื่อทบทวนการดำเนินงานที่ผ่านมา และร่วมกันมองอนาคตของพิพิธภัณฑ์ผ่านสายตาของทั้งคนนอกและคนใน ผลจากการเสวนายังเป็นกรณีศึกษาสำคัญให้แก่พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นแห่งอื่นๆต่อไป
ปาฐกถา พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นไทยในรอบทศวรรษ
โดยคุณหญิง ไขศรี ศรีอรุณ
|
คุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ ปาฐกถานำ พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นไทยในรอบทศวรรษ |
กราบนมัสการท่านเจ้าอาวาสวัดจันเสน พระครูนิวิฐธรรมขันธ์ หลวงพ่อเจริญที่เคารพ ท่านผู้ทรงคุณวุฒิที่มาร่วมงานวันนี้ มีอาจารย์ นิจ หิญชีระนันทน์ อาจารย์ วนิดา พึ่งสุนทร ผู้ออกแบบมหาเจดีย์ศรีจันเสนที่เราเห็นกันอยู่ตรงนี้ อาจารย์ ศรีศักร วัลลิโภดม อาจารย์ ประสงค์ เอี่ยมอนันต์ และท่านผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรคนปัจจุบัน ดร. ปริตตา เฉลิมเผ่า กออนันตกูล ท่านผู้มีเกียรติและชาวจันเสนทุกท่าน รวมทั้งสื่อมวลชนด้วย
ดิฉันได้รับเชิญให้มาพูดด้วยความเป็นทุกข์เป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าคนที่จะพูดในหัวข้อที่กำหนดนี้ พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในรอบทศวรรษ ในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมานี้ คนที่จะพูดได้ดีที่สุดคืออาจารย์ ศรีศักร วัลลิโภดม เพราะฉะนั้นในสิ่งที่พูดนี่ ดิฉันไม่มีประสบการณ์ที่จะออกไปสำรวจหรือไปดูพิพิธภัณฑ์ต่างๆ อย่างที่อาจารย์ศรีศักรทำ ดิฉันหวังว่าถ้าดิฉันพูดไม่ครบท่านคงมาช่วยเติมให้
สิ่งที่จะพูดก็คือจะพูดจากประสบการณ์ที่ได้มามีส่วนเกี่ยวข้องกับพิพิธภัณฑ์จันเสนมาตั้งแต่ต้น ซึ่งหลายท่านก็อาจจะรู้จัก รู้แล้ว รู้ดีกว่าดิฉันด้วย ทีนี้ก็คงต้องย้อนไปว่าทำไมต้องเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเหมือนกับที่พิพิธภัณฑ์จันเสนได้ทำ
ในเวลาที่ผ่านมา อาจารย์ศรีศักรจะเน้นอยู่ตลอดเวลาว่า กรมศิลปากรจะทำแต่พิพิธภัณฑ์จังหวัดใหญ่ๆ พิพิธภัณฑ์แต่ละจังหวัดซึ่งทุกวันนี้ก็ยังมีไม่ครบทุกจังหวัด น่าจะมีประมาณสี่สิบหรือห้าสิบแห่งและในแต่ละแห่งก็จะมีคล้ายๆ กัน จะมีศิลปวัตถุ ไม่ค่อยแสดงอะไรเท่าไหร่ ทีหลังก็จะทำเรื่องของชุมชนเข้าไปใส่เอาไว้บ้าง แต่แน่นอนว่าในจังหวัดต่างๆ รวมหลายชุมชน หลายเผ่าพันธุ์ หลายชาติพันธุ์ เพราะฉะนั้นเป็นไปไม่ได้ที่พิพิธภัณฑ์แต่ละแห่งจะสะท้อนวิถีชีวิตหรือความเป็นอยู่ของคนในจังหวัดนั้น สิ่งที่จะทำได้ก็คือพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น แล้วอาจารย์ศรีศักรนั้นเป็นเจ้าของทฤษฎีที่จะพูดอยู่ตลอดเวลาว่า สิ่งที่เราจะต้านกับโลกาภิวัตน์ก็คือต้องมีท้องถิ่นภิวัตน์ ท้องถิ่นภิวัตน์หมายความว่า ต้องทำให้ชุมชนเข้มแข็ง ต้องทำให้ชุมชนได้ตระหนักถึงที่มา ประวัติ วิถีชีวิตของตัวและภูมิใจกับสิ่งนั้น
ในแต่ละชุมชนจะมีความเป็นอยู่ ขนบธรรมเนียม ประเพณีที่ต่างกันออกไป ถ้าหากว่ามีพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจะสะท้อนตรงนั้นได้ดีที่สุด หมายความว่าชุมชนร่วมใจกันทำเป็นของชุมชน โดยชุมชนเพื่อชุมชนนี้จะสร้างความเป็นเอกภาพ จะสร้างความสามัคคีและสร้างความเจริญให้กับท้องถิ่นนั้นด้วย ความเป็นเอกภาพและความเข้มแข็งของชุมชนจะเกิดขึ้นได้
ในระยะไม่กี่สิบปีที่ผ่านมานี้ เราจะเห็นว่ามีแนวโน้มที่การสร้างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเกิดขึ้นมากมายทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัดจะเป็นศูนย์กลางและก็เป็นสิ่งที่ดี เท่าที่ดิฉันได้เกี่ยวข้องด้วยรวมทั้งอาจาย์ศรีศักรก็คือ ที่จริงทั้งหลายทั้งปวงดิฉันไม่มีความรู้เรื่องพิพิธภัณฑ์เลย ไม่เคยเรียนมา เป็นครูสอนภาษาฝรั่งเศส ที่จริงอาจารย์ศรีศักรนั้นเป็นคนเดินทางทั่วประเทศ แล้วอาจารย์ศรีศักรเป็นคนมาเป่าหูดิฉันตลอดเวลา ดิฉันทำงานบริหารเป็นคณบดีอยู่คณะโบราณคดี อาจารย์ศรีศักรก็มานั่งเป่าหู เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร อาจารย์ศรีศักรก็มานั่งเป่าหูอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเรื่องวิชาการทั้งหลายดิฉันรู้มาจากท่านอาจารย์ศรีศักร และเป็นเรื่องครูพักลักจำมา
แห่งแรกที่เราทำด้วยกันคือพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง ซึ่งหลวงพ่อท่านเคยไปดูตอนที่เราเพิ่งเริ่มสร้างใหม่ๆ แต่น่าเสียดายตอนนี้พิพิธภัณฑ์จันเสนเลยหน้าไปร้อยเท่าแล้ว วัดม่วงกำลังต้องหาทางไปพัฒนาอยู่ เราสร้างพิพิธภัณฑ์วัดม่วงเมื่อเราเริ่มลงมือ พ.ศ. ๒๕๓๔ ความจริงพิพิธภัณฑ์จันเสนเริ่ม พ.ศ. ๒๕๓๒ เท่าที่ดิฉันทราบ อาจารย์วนิดาเป็นผู้ออกแบบ ท่านทำแบบเสร็จก่อนหน้านั้น พระมหาเจดีย์ศรีจันเสน แล้วก็วัดม่วงที่ทำก็อาจารย์ศรีศักรอีกเหมือนกันว่า ไปสำรวจที่วัดม่วงบ้านโป่ง และเป็นชุมชนมอญน่าสนใจมาก และหลวงพ่อวัดม่วงเก็บข้าวของไว้มากมายก่ายกอง เราน่าจะไปทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นตรงนั้น ดิฉันกำลังจะหาโครงการที่จะทำถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ เนื่องในโอกาสที่เจริญพระชนมพรรษา ๕ รอบ คือ ๖๐ พรรษาในปี ๒๕๓๕ เราก็พยายามโยงเข้ามาในเรื่องที่ท่านสนพระทัย ที่วัดม่วงนั้นจะมีผ้าห่อคัมภีร์เยอะมาก ท่านสนใจเรื่องผ้า เพราะฉะนั้นเราก็พยายามจะไปเน้นตรงนั้นก็คือ เป็นชุมชนมอญ วัฒนธรรมมอญ วิถีชีวิตมอญ และชาวมอญนี้จะเคร่งพุทธศาสนามาก และจะมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาอยู่ค่อนข้างมาก หนึ่งในนั้นคือคัมภีร์และผ้าห่อคัมภีร์
|
| รศ. ศรีศักร วัลลิโภดม ร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจันเสน |
เราทำพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วงจะให้เสร็จปี ๒๕๓๕ เพื่อที่จะทันฉลอง ๕ รอบสมเด็จพระนางเจ้าฯ แต่ทำไม่เสร็จ ไปเสร็จเอาปี ๒๕๓๖ สมเด็จพระเทพฯ ก็เสด็จไปทรงเปิดให้ หลังจากนั้นมา พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นก็บูมมาก ทุกคนจะเดินทางไปดูว่าพิพิธภัณฑ์วัดม่วงนั้นทำอย่างไร แค่ไหนแล้ว หลวงพ่อก็แอบไปดูด้วย เดี๋ยวนี้ถ้าท่านไปดูอีก ท่านคงนึกภูมิใจว่า ท่านทำได้ดีกว่าตั้งเยอะ
หลังจากนั้นก็จะมีวัดต่างๆ นี้ ทำให้เราได้ทราบว่ามีวัดต่างๆ เก็บศิลปวัตถุ เก็บข้าวของเครื่องใช้ที่เป็นวิถีชีวิตแต่ละชุมชนไว้มาก และก็อยากที่จะสร้างพิพิธภัณฑ์ขึ้นมา แต่ว่าในช่วงนั้นกรมศิลปากรก็บอกว่าเราทำให้ไม่ได้ทุกแห่ง ทุกคนก็ไปดูตัวอย่างที่วัดม่วง
ที่ทำต่อมาก็เป็นที่จันเสน และหลวงพ่อก็ได้ติดต่อไป มหาวิทยาลัยศิลปากรในฐานะเป็นมหาวิทยาลัยทางด้านศิลปะ เราก็สนับสนุนท่าน ก็มีนักวิชาการต่างๆ ที่มาช่วย คณะโบราณคดีก็มาขุดค้นเรื่องของยุคก่อนประวัติศาสตร์หรือทวารวดีอะไรก็แล้วแต่ ในเรื่องนี้ วลัยลักษณ์ ทรงศิริ ซึ่งทำที่นี่มาตั้งแต่ต้นจะอธิบายได้ดี อาจารย์วนิดากับอาจารย์บัญชาซึ่งอยู่ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยศิลปากรก็รับมาออกแบบให้ อาจารย์วนิดาท่านเป็นศิลปินแห่งชาติ เราจะเห็นพระมหาเจดีย์ที่สวยงามและมีหน้าที่ทำประโยชน์ได้มากมายตรงนี้
ก็เรียนว่าโดยความพยายามของหลวงพ่อที่ใช้เวลาตั้งเกือบสิบปีทำตรงนี้ขึ้นมา เรื่องของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเท่าที่มหาวิทยาลัยศิลปากรได้เกี่ยวข้องมาก็มีที่นี่ มีวัดม่วง อีกแห่งหนึ่งก็มียี่สาร สมุทรสงคราม อันนั้นก็เป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นอีกแห่งหนึ่ง และอีกแห่งหนึ่งอาจารย์ศรีศักรก็ไปช่วยดูแลอยู่คือที่วัดหนองขาว ท่าม่วง เมืองกาญจนบุรี
ดิฉันก็ตอบไม่ได้ในสิบปีที่ผ่านมานั้น มีพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นอะไรเกิดขึ้นแค่ไหน เพราะว่าไม่ได้เดินทาง อาจารย์ศรีศักรหรือว่าอาจารย์ปริตตาคงตอบได้ แต่จะเรียนให้ฟังว่าเท่าที่ได้เกี่ยวข้องด้วย ณ ปัจจุบันนี้ พิพิธภัณฑ์จันเสนของวัดจันเสนนี้ก้าวหน้ามากที่สุด เจริญก้าวหน้ามากที่สุด และประสบความสำเร็จมากที่สุด ในด้านต่างๆ ประเดี๋ยวดิฉันคงจะเรียนให้ทราบว่าตามข้อสังเกตส่วนตัวของดิฉันนี้ ดิฉันอยากจะให้ข้อสังเกตว่าเพราะอะไร พิพิธภัณฑ์จันเสนจึงประสบความสำเร็จ ในขณะที่ที่อื่นไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ดิฉันไม่ได้มาที่วัดนี้หลายปี แต่ว่ามาคราวนี้วัดแปลกหูแปลกตาไปมาก เจริญขึ้นมากเลยโดยเฉพาะมีสิ่งก่อสร้างสวยงามมากขึ้นด้วย ดูเป็นสัดเป็นส่วน เป็นระเบียบและมีกิจกรรมมากขึ้นด้วย ก็อยากจะเรียนว่า ดิฉันเมื่อเคราะห์หามยามร้ายได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมก็ได้ไปรื้อฟื้นโครงการขึ้นมาเพื่อว่า ดิฉันก็ลูกศิษย์อาจารย์ศรีศักรนั่นแหละ ดิฉันมีความเห็นว่าถ้าเราจะทำวัฒนธรรมหรือวิถีชีวิตถ้าจะให้เข้มแข็งและยั่งยืน ชุมชนต้องเข้มแข็ง ต้องให้ชุมชนเข้มแข็ง แล้ววิธีที่จะสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนก็จะต้องให้เขาตระหนักว่าเขาเป็นใคร อยู่ที่ไหน มีความสำคัญอย่างไร
กระทรวงวัฒนธรรมได้รื้อฟื้นโครงการที่เรียกว่า วัฒนธรรมไทย สายใยชุมชน ขึ้นมา ในโครงการดังกล่าวนี้ เราได้ให้ความสำคัญกับกิจกรรม ๕ ด้านด้วยกันว่า ชุมชนควรจะรื้อฟื้นหรือควรจะสำรวจตัวเองในด้านต่างๆ ต่อไปนี้
อันแรกก็คือเรื่องของปราชญ์ชาวบ้าน เราใช้คำว่าคลังสมอง ปราชญ์ชาวบ้านและภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้ดูว่าในชุมชนในตำบลของตัวนี้ มีใครที่เป็นปราชญ์รู้อะไรบ้าง แล้วพยายามให้ท่านถ่ายทอดหรือบันทึกเอาไว้ ภูมิปัญญาชาวบ้านมีอะไรที่จะสืบทอดและนำเอามาทำเป็นอาชีพได้ เรื่องของสมุนไพร เรื่องของจักสาน ที่ยี่สารเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดว่าเอาอะไรมาต่อยอดได้บ้าง เรื่องคลังสมองมีสองด้านคือ เรื่องปราชญ์ชาวบ้าน เรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่น
เรื่องของคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งโดยทั่วไปวัดที่อยู่ใกล้ชุมชนจะมีหน้าที่ตรงนี้
เรื่องของมีห้องสมุดหรือห้องอ่านหนังสือ ที่อ่านหนังสือของชุมชนนั้น และก็ท้ายที่สุดที่เป็นไปได้ก็คือถ้าทำพิพิธภัณฑ์ได้ก็น่าจะดีด้วย เพราะฉะนั้น ๕ ด้านที่เรารื้อฟื้นขึ้นมาในการทำโครงการวัฒนธรรมไทย สายใยชุมชนที่อยากจะให้แต่ละชุมชนไปสำรวจของตัวแล้วทำขึ้นมานี้ ที่วัดจันเสนมีหมดเลย
เมื่อตอนที่เราคิดถึงโครงการนี้ที่กระทรวงวัฒนธรรม ดิฉันไม่ได้นึกถึงสิ่งที่ทำที่วัดจันเสน แต่มานั่งวิเคราะห์ดูนี่ ที่วัดจันเสนนี้ทำ ๕ ด้านนั้นครบถ้วนหมดเลย แล้วยังได้ขยายมากมายกว่าที่เราคิดเอาไว้ด้วย โครงการวัฒนธรรมไทย สายใยชุมชนที่กระทรวงวัฒนธรรมอยากให้ชุมชนทั่วประเทศหรือตำบลต่างๆ ทั่วประเทศเกิดขึ้นนี้ ดิฉันคิดว่าให้มาดูที่จันเสน ให้มาดูตัวอย่างที่นี่ และสำนักงานวัฒนธรรมแห่งชาติได้ส่งเจ้าหน้าที่มาถ่ายวีดีทัศน์ เราได้ให้นักข่าวมาทำข่าววันนี้ ดิฉันอยากให้ตัวอย่างของจันเสนนี่เป็นตัวอย่าง แน่นอนเราอาจจะพูดถึงเรื่องพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น แต่กระทรวงวัฒนธรรมนั้นเราจะไปขยายถึงเรื่องโครงการวัฒนธรรมไทย สายใยชุมชน ที่นี่ทำครบถ้วน และทำได้อย่างดีด้วย
ดิฉันอยากจะวิเคราะห์ว่า พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วงซึ่งเกิดก่อนที่นี่ ตอนนี้ตายแล้ว เพราะเหตุว่าความต่อเนื่องในการทำงานไม่มี ซึ่งดิฉันได้กราบเรียนท่านหลวงพ่อไว้แล้วว่า สิ่งแรกที่ถามท่านคือ ท่านจะมีใครช่วยทำงานและช่วยทำงานต่อจากท่านได้หรือเปล่า ท่านบอกว่าท่านก็พอมีอยู่บ้าง ดิฉันก็บอกว่าตรงนี้สำคัญมาก เพราะเหตุว่าที่วัดม่วงที่บ้านโป่ง หลวงพ่อก็เป็นคนที่เอาใจใส่มากและสนใจมาก ท่านก็เป็นตัวตั้งตัวตีให้เราสร้างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นวัดม่วงขึ้นมาเป็นแห่งแรก และท่านเสียชีวิตไปเมื่อสองปีที่แล้ว พอหลังจากท่านตายพิพิธภัณฑ์ก็ตายสนิท กิจกรรมอะไรไม่มี และก็เลือกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือ อบต. ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนามธรรมมาก แต่จะทำก็คือจะก่อสร้าง จะลาดยาง จะก่อกำแพงท่าเดียว แล้วก็จะทำแล้วก็ดูไม่ได้ด้วย
สิ่งที่ต่อเนื่องในการทำงานนั้นสำคัญมาก ดิฉันอยากจะวิเคราะห์เมื่อเทียบกับที่อื่น อย่างบ้านยี่สารที่สมุทรสงครามก็ไปได้ดีพอสมควร แต่เมื่อมีเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาก็จะมีความขัดแย้ง เมื่อวิเคราะห์แล้วดิฉันอยากจะมองว่าที่จันเสนนี้ ทำไมจันเสนจึงได้ประสบความสำเร็จและขยายงานได้มากมายขนาดนี้ ประการแรกที่สุดดิฉันให้เครดิตกับหลวงพ่อ คือ หลวงพ่อนั้นเป็นผู้มีศักยภาพและเป็นที่พึ่งของชุมชนเป็นที่ไว้ใจของชุมชน มองย้อนกลับไปว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น คงต้องย้อนไปในสมัยหลวงพ่อโอดที่เป็นเจ้าอาวาสและท่านก็ได้สร้างบารมี สร้างความเชื่อมั่น สร้างความเชื่อถือให้กับชุมชนที่นี่ทุกด้าน ไม่ว่าจะด้านจิตใจ ด้านจิตวิญญาณ หรือทางด้านเป็นที่พึ่งของทางสังคมของชุมชนนี้ด้วย แล้วหลวงพ่อเจริญก็สืบทอดมาทุกอย่าง และยิ่งเมื่อมามีพิพิธภัณฑ์นี่ ทำให้วัดนี้เป็นจุดศูนย์กลางแหล่งเรียนรู้ที่จะดึงคนเข้ามาแล้วท่านก็ขยายกิจกรรมต่างๆ ออกไป
ความสำคัญที่สุดที่ทำให้จันเสน พิพิธภัณฑ์จันเสน และวัดจันเสนและชุมชนที่นี่เจริญก้าวหน้า ดิฉันให้เครดิตกับทางวัด ให้กับหลวงพ่อเป็นประการแรก
อันที่สองก็คือดิฉันได้ทราบว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือ อบต. ให้ความร่วมมืออย่างมากด้วย อันนั้นก็เป็นกำลังอีกอันหนึ่งที่เข้ามาเสริมศักยภาพตรงนี้
ส่วนที่สามสำคัญที่สุดก็คือชุมชน ชุมชนจันเสนที่ให้ความร่วมมือ ซึ่งก็คงจะมาจากหลวงพ่อที่พยายามดึงเอากิจกรรมต่างๆ เข้ามา ดิฉันดูจากเอกสารที่แจกให้มานี้ ทางวัดมีเครือข่ายมากเหลือเกิน นอกจากชมรมต่างๆ แล้วยังมีกลุ่มแม่บ้าน กลุ่มอาชีพต่างๆ ที่เข้ามาสนับสนุนตรงนี้ สถานศึกษาด้วยทุกระดับ โรงเรียนประถม มัธยม มหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้น สามภาคส่วนที่ทำให้เอื้อซึ่งกันและกัน และทำให้พิพิธภัณฑ์จันเสนหรือวัดจันเสน หรือชุมชนตรงนี้มีความเจริญก้าวหน้า และดิฉันนั่งวิเคราะห์ นั่งทานข้าวก็ทานกับอาจารย์จากศิลปากรด้วยกัน แล้วเราก็วิเคราะห์ว่า ทุกคนเข้ามาตรงนี้แล้วได้หมด คือ ทางวัดก็ได้จากชาวบ้าน ชาวบ้านก็ได้จากสิ่งนี้ มาดูพิพิธภัณฑ์ มาขายของได้ คนที่มาดูพิพิธภัณฑ์ก็ได้ของกลับไปด้วย อย่างนี้เป็นต้น ฉะนั้นทุกคนอยากจะมาที่นี่ เพราะมีอะไรที่จะติดไม้ติดมือ ติดตาติดสมองกลับไปมากมายก่ายกอง
ดิฉันอยากให้วัดจันเสนรักษาความเป็นศักยภาพที่เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน เป็นที่พึ่งของชุมชนอย่างนี้ตลอดไป อาจารย์ศรีศักรมีความเป็นห่วงเล็กๆ ว่า อะไรก็ตาม มัชชิมาปฏิปทาก็ยังใช้ได้อยู่ อาจารย์ศรีศักรเป็นห่วงว่า หวังว่าทางวัดจะไม่ก่อสร้างอะไรมากกว่านี้ เพราะว่าถ้าไม่เช่นนั้นภูมิทัศน์ แผนผังอะไรของวัดต่างๆ นี้ ความสวยงามก็จะหมดไป ถ้าหากว่ามีสิ่งก่อสร้างอะไรมากมาย แล้วทั้งหลายทั้งปวงนี้ก็คือว่าอยากให้เป็นความต้องการที่มาจากชุมชน ชุมชนช่วยกันสร้างขึ้นมา แล้วก็อยากให้ชุมชนช่วยดูแลตรงนี้ต่อไป ดิฉันเชื่อว่าตรงนี้จะเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นทั่วประเทศ สำหรับชุมชน สำหรับเรื่องของการทำงาน ความร่วมมือระหว่างวัด องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นและก็ชุมชนซึ่งเป็นเจ้าของตัวจริงของสถานที่ทั้งหมดนี้ ดิฉันเชื่อว่าความเจริญก้าวหน้าตรงนี้จะยั่งยืนต่อไป
ดิฉันจะเรียนว่าด้วยความชื่นชมอย่างมากที่ได้กลับมาครั้งนี้ ได้เห็นความก้าวหน้า ดิฉันมาที่นี่หลายหน มาตั้งแต่ยังไม่มีอะไรเลย แล้วก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามลำดับ ก็ขอถ่ายทอดความห่วงใยของอาจารย์ศรีศักรด้วยว่า หวังว่าทางวัดคงจะดูความเหมาะสมในการก่อสร้าง และชุมชนทั้งหลายคงจะต้องช่วยกันดูแลให้พิพิธภัณฑ์ ให้วัดจันเสนโดยรวมเป็นตัวอย่างของการทำงานร่วมกันระหว่างทางด้านภาคเอกชน ทางด้านภาคศาสนา ทางด้านชุมชนและการปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย และดิฉันคิดว่าตรงนี้จะทำให้เป็นที่ศึกษา เป็นที่ดูงาน เป็นที่เอาอย่างของวัดอื่นๆ ของชุมชนอื่นๆ ต่อไปทั่วประเทศ ดิฉันคงมีแค่นี้ ขอบคุณค่ะ
|