บันทึกจากท้องถิ่น

  ศาลากลางบ้าน – ศาลาคามวาสี

   นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว

     

คนเมืองปัจจุบันเห็นจะรู้จักศาลากลางจังหวัด หากได้หลงลืมศาลากลางบ้าน อันเป็นบรรพบุรุษของศาลากลางจังหวัดกันไปแล้ว สาเหตุสำคัญน่าจะมาจากสภาพสังคมเปลี่ยนไป มีกลุ่มคนบ้านจัดสรร กลุ่มคนอพาร์ทเม้นต์ กลุ่มคนคอนโดมิเนียม ชุมชนปัจจุบันมิได้ร้อยรัดกันด้วยระบบเครือญาติและผู้คนก็มิได้เห็นว่ากิจกรรมทางศาสนาเป็นเรื่องของชุมชน หากถูกลดทอนลงเป็นเรื่องของครอบครัว และที่แคบลงไปอีกก็คือ เหลือแค่การทำสังฆทานสะเดาะเคราะห์เฉพาะตัว ศาลาคามวสีเป็นศาลากลางบ้านของคนแถบหน้าวัดมหาธาตุ จังหวัดเพชรบุรี ตั้งอยู่เกือบประชิดติด ฝั่งแม่น้ำเพชร ในหนังสือนายทองคำ มนุษย์ประหลาดชาติไทย ของคุณอเนก นาวิกมูล ซึ่งเล่าถึงนายทองคำ นักผจญภัย ชาวเพชรบุรีผู้มีชีวิตอยู่ในช่วงสมัยรัชกาลที่ ๕-๖ และได้เดินทางไกลไปแสดงละครถึงอเมริกา ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาชั้นต้นของนายทองคำว่า เริ่มเรียนหนังสือที่ศาลาคามวาสี และศาลาหลังนี้เดิมมีชื่อว่าศาลาธรรมวาศรี แต่จะมีการเปลี่ยนชื่อในชั้นหลังเป็นศาลาคามวาสีด้วยสาเหตุใดยังไม่มีผู้ใดทราบแน่ชัด ตัวศาลาเก่าเคยถูกไฟไหม้วอดไปพร้อมกับคราวไฟไหม้เมืองเพชร ๒ ครั้ง หลังที่ปรากฏอยู่ปัจจุบันเป็นศาลาที่ได้รับการซ่อมแซมปรับปรุงขึ้นใหม่

     คุณยายสงวน พะวงมาลัย ผู้ดูแลศาลาเล่าว่าศาลานี้มีมานานแล้ว ตอนคุณยายย้ายมาอยู่ที่หน้าวัดมหาธาตุเมื่อ ๔๕ ปีก่อน คนรุ่นท้ายๆ ที่เคยเรียนหนังสือที่ศาลาคามวาสีล้วนเป็นหนุ่มเป็นสาวกันหมดแล้ว ยายสงวนยังเล่าอีกว่าคุณยายหริ่ม สุนทรานนท์ อายุ ๘๗ ปี ที่เพิ่งเสียชีวิตไปไม่นานเคยบอกว่าเกิดมาก็เห็นศาลาหลังนี้แล้ว แต่จะมีมาเมื่อไหร่ไม่เคยมีใครรู้แน่ชัด

     เดิมนั้นบริเวณใต้ถุนศาลาเคยใช้เป็นที่สอนหนังสือชั้นต้นให้กับกุลบุตรกุลธิดาเมืองเพชรบุรีกันมาช้านาน เรียกได้ว่าสมัยก่อนคนแถบนั้นทุกคน ต้องผ่านสำนักศาลาคามวาสี และคงเป็นสำนักชื่อดังพอดู เพราะก่อนจะเลิกกิจการเนื่องจากเริ่มมีโรงเรียนต่างๆของราชการเปิดข ึ้ นในจังหวัด ศาลาคามวาสียังอุตสาห์ผลิตนักเขียนนามอุโฆษ ผู้ได้สมญาว่าราชสีห์แห่งวงการนักเขียนไทยออกมาด้วยคนหนึ่ง คือเจ้าของเรื่องสั้น " จับตาย " ครูมนัส จรรยงค์

     ส่วนบนศาลา ปกติเมื่อก่อนจะมีกิจกรรมต่างๆ ทางพระพุทธศาสนา ได้แก่การถวายสังฆทาน มีพระมาเทศน์ทุกวันพระและวันนักขัตฤกษ์ เป็นที่อยู่อุโบสถถือศีลของชาวบ้านผู้ใฝ่ธรรม นอกจากนั้นแต่เดิมศาลายังเกื้อกูลพระศาสนาด้วยการเป็นสถานศึกษาของพระอัตคัดยากจนที่ถูกส่งมาเรียนหนังสือยังศาลานี้

     หลังจากใช้งานมานาน มีหลักฐานว่าศาลาคามวาสีได้รับการปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ปรากฏเป็นลายมือเขียนบนแผ่นไม้ ในบริเวณคอสองของศาลาว่า ศาลานี้ทำตั้งปีมะโรงอัจศก สำเหร็จเมื่อปีมะเมียสำฤทธิศก พุทธศักราช ๒๔๖๑) คุณยายสงวนเล่าเพิ่มเติมอีกว่าในคราวนั้นเองได้มีการต่อเติม จากที่เคยเป็นศาลาโล่งก็มีการทำฝาเพิ่มขึ้น แต่สภาพน้ำหลากจากแม่น้ำเพชรที่ขึ้นมาท่วมขัง ก็ทำให้ศาลาทรุดเตี้ยตะหมุดขุด เสาผุคอด ขึ้นบันไดโย้เย้สามขั้นก็ถึงพื้นศาลาแล้ว ชาวบ้านและคณะสงฆ์เพชรบุรีจึงพร้อมใจปฏิสังขรณ์ยกศาลาซ่อมแซมขึ้นใหม่ในปีพ.ศ.๒๕๓๗ มีพระมาออกแบบให้ใหม่ หลวงพ่อวัดยางช่วยเรื่องช่าง ส่วนเสาที่ขาดคอดิน หลวงพ่อเสียงวัดชีสระอินทร์กับศิษย์วัดยางมาช่วยกันต่อเสา

     ในทุกวันพระของปัจจุบัน เวลาค่ำยังมีพระวัดต่างๆ เวียนกันมาเทศน์อยู่ที่ศาลาคามวาสี นอกจากนั้นในวันสงกรานต์ เข้าพรรษา วิสาขบูชา ฯลฯ ชาวบ้านละแวกวัดมหาธาตุกลางเมืองเพชรบุรี ก็ยังใช้ศาลาเป็นที่พบปะทำบุญร่วมกันอยู่เสมอ นอกจากนี้ยังเป็นที่รู้กันทั่วไปว่าในวันที่ ๑๒ สิงหาคมของทุกๆ ปี ที่ศาลาคามวาสีจะมีเทศน์คาถาพัน และวันที่ ๑๓ สิงหาคม ก็จะมีเทศน์มหาชาติ จัดเป็นงานใหญ่ของชุมชน

     คุณยาย สงวน พวงมาลัย รับช่วงเป็นผู้ดูแลศาลาคามวาสีมาหลายปีทุกวันนี้คุณยายยังคอยทำความสะอาด ใส่กุญแจ ดูแลความเรียบร้อยไม่ให้ใครขึ้นไปขโมยพระพุทธรูปบนศาลา และปูที่หลับปัดที่นอนหาหมอนมุ้งให้กับคนต่างถิ่น ที่มีคนรู้จักพามาของนอนค้างบนศาลาในหน้าเทศกาล อันเป็นอีกหน้าที่หนึ่งของศาลาคามวาสีที่เพิ่มขึ้นมาในโลกปัจจุบัน

     เพชรบุรีเคยมีศาลากลางบ้านลักษณะเดียวกับศาลาคามวาสีอยู่หลายหลัง ดังเช่นศาลาบ้านจีน ปัจจุบันรื้อถวายวัดกำแพงแลงไปแล้ว ศาลาต้นมะม่วงปัจจุบันผุพังรื้อทิ้งไปกลายเป็นที่สร้างตึกแถวขนาดใหญ่แทนศาลาดอนไก่เตี้ยอยู่ท้ายโรงเรียนวัดดอนไก้เตี้ย ยังมีพระมาเทศน์อยู่ประจำทุกคืน คืนละรูป มีอุบาสกอุบาสิกาขาประจำฟังเทศน์อยู่ ๕ คน และที่คอสองยังมีภาพจิตรกรรมไทยฝีมือครูเลิศ พ่วงพระเดช ปรากฏอยู่ ส่วนอีกศาลาหนึ่งซึ่งงามล้ำเลิศถือเป็นตัวอย่าง ของสถาปัตยกรรมไทยได้ คือ ศาลาท่าสงฆ์ที่ถูกรื้อถวายวัดชีว์ประเสริฐไปนานแล้ว

หากต้องการบอกรับเป็นสมาชิกจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ กรุณาส่งชื่อ ที่อยู่พร้อมแสดมป์ ๖ ดวงต่อปี มาตามที่อยู่มูลนิธิฯ