ขอเชิญร่วมกิจกรรม
การเสนอผลงานวิจัยจากนักวิจัยท้องถิ่น
เรื่อง
เสียงจากสังคมชายแดน-ชายขอบ
รายการนำเสนอผลการศึกษาจากนักวิจัยท้องถิ่นเนื่องมาจาก โครงการ " อบรมและวิจัยเชิงปฏิบัติการทางประวัติศาสตร์โบราณคดีและชาติพันธุ์ " โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดยมีระยะเวลา ๑ ปีครึ่ง (กรกฏาคม ๒๕๔๖ ธันวาคม ๒๕๔๗) ที่มุ่งหมายเพื่อให้เกิดการศึกษา วิเคราะห์ และสังเคราะห์หลักฐานทางโบราณคดี ประวัติศาสตร์ และชาติพันธุ์ มาสร้างเป็นองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยผู้คนทั่วไปในท้องถิ่นมีส่วนร่วมและยอมรับ ใช้วิธีอบรมและให้ทุนนักวิจัยที่เป็นคนในท้องถิ่นจนสามารถทำการวิจัยร่วมกับนักวิจัยที่มาจากภายนอกได้อย่างเสมอภาค โดยมีนักวิชาการจากภายนอกเป็นพี่เลี้ยงและนักวิชาการทางมานุษยวิทยาอาวุโสเป็นที่ปรึกษา โดยมี ร.ศ.ศรีศักร วัลลิโภดม เป็นหัวหน้าโครงการและผู้ประสานงาน มีนักมานุษยวิทยาอาวุโส คือ ร.ศ.ดร.อคิน รพีพัฒน์ ดร.สุเทพ สุนทรเภสัช และ ร.ศ.ปรานี วงษ์เทศ เป็นที่ปรึกษา และมีอาจารย์และนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยร่วมเป็นพี่เลี้ยง การดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็นโครงการย่อยใน ๕ พื้นที่หรือท้องถิ่นดังนี้
ท้องถิ่นลุ่มน้ำลาวตอนบนในเขตอำเภอเวียงป่าเป้า ถึงอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย
ท้องถิ่นริมฝั่งแม่น้ำโขงในเขตอำเภอเชียงของและเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย
ท้องถิ่นลุ่มน้ำหมันในเขตอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย
ท้องถิ่นขายแดนเขมรในเขตอำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี
ท้องถิ่นริมอ่าวปัตตานีในเขตอำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี
โครงการนี้สืบเนื่องมาจากโครงการเมธีวิจัยอาวุโสของ ร.ศ.ศรีศักร วัลลิโภดม ที่พบว่าในการศึกษาวิจัยทางสังคมและวัฒนธรรมชุมชนในท้องถิ่นนั้น มักเป็นการวิจัยจากนักวิชาการจากภายนอกแทบทั้งสิ้น โดยมีคนในชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมเพียงให้ข้อมูล เป็นลูกมือและช่วยเหลือในด้านความสะดวก หาได้มีบทบาทในการประเมินและวิเคราะห์สังเคราะห์ไม่ ผลที่ออกมาจึงมักมีข้อมูลจากความเป็นจริงน้อย แต่มีการวิเคราะห์และตีความในเชิงแนวคิดทฤษฎีเป็นส่วนมาก ผลงานวิจัยดังกล่าวนี้อาจเหมาะกับการสื่อกันเองในระหว่างนักวิชาการ แต่ขาดเนื้อหาที่เป็นรูปธรรมที่คนทั่วไปโดยเฉพาะคนในท้องถิ่นจะนำไปใช้ได้ ดังนั้น จึงเสนอขอทุนทำโครงการแบบนำร่องที่ให้คนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในฐานะนักวิจัยหลัก แล้วลดบทบาทนักวิจัยจากภายนอกให้มีฐานะเป็นที่ปรึกษาและพี่เลี้ยง ที่ช่วยในการแนะนำในเรื่องวิธีวิทยาและการวิเคราะห์ตีความ รวมทั้งช่วยในการทำรายงานเสนอผลงานด้วย การวิจัยมีลักษณะเป็นการศึกษาชุมชน (community based study) ในบริบทของนิเวศวัฒนธรรม (cultural ecology) นั่นคือเลือกชุมชนใดชุมชนหนึ่งในท้องถิ่นอย่างเป็นองค์รวมแล้วเชื่อมโยงความสัมพันธ์ทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมไปยังบรรดาชุมชนอื่นๆ ที่อยู่ในท้องถิ่นที่เป็นนิเวศวัฒนธรรมเดียวกัน การที่กำหนดบริบทให้เป็นนิเวศวัฒนธรรมก็เพราะในสังคมชาวนา (peasant society) เช่น ผู้คนที่อยู่ในดินแดนประเทศไทยมาช้านานนั้น ไม่มีชุมชนใดอยู่โดดๆ หากมีหลายชุมชนที่เข้ามาตั้งรกรากอยู่ในพื้นถิ่นเดียวกัน มีความสัมพันธ์ทางสังคมเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างกัน ใช้ทรัพยากรในพื้นที่สาธารณะเช่น ป่าเขา ลำน้ำ ลำห้วย ทุ่งหญ้า หรือหนองบึงร่วมกันอย่างมีกติกาและจารีต การปรับตัวของชุมชนทั้งหลายเหล่านี้เข้ากับสภาพแวดล้อมธรรมชาติของท้องถิ่น ได้ทำให้พื้นถิ่นนั้นกลายเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่เรียกได้ว่านิเวศวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นก็คือประวัติศาสตร์สังคมของผู้คนในชุมชนทั้งหลายเหล่านี้ ในขณะที่วัฒนธรรมท้องถิ่นคือการดำรงอยู่ร่วมกันที่เป็นวิถีชีวิตและสำนึกรวมของการเป็นคนถิ่นเดียวกันของผู้คนในชุมชนเหล่านี้ ผู้คนในท้องถิ่นแต่ละชุมชนเท่านั้นที่จะรู้ถึงขอบเขตของชุมชน และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมที่อยู่ในท้องถิ่นเดียวกัน ดังนั้นการเลือกศึกษาในลักษณะที่เป็นองค์รวมเพียงชุมชนใดชุมชนหนึ่งในท้องถิ่นก็สามารถที่จะเชื่อมโยงทำความเข้าใจสังคมวัฒนธรรมของท้องถิ่นได้ การวิจัยสังคมและวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ดำเนินการมาแล้วนี้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันทั้งคนในและคนนอก นั่นก็คือ แม้จะให้ความสำคัญอยู่ที่คนในก็ตาม แต่คนนอกที่เป็นนักวิชาการอาวุโสและนักวิชาการที่เป็นพี่เลี้ยงจะมีส่วนร่วมในการตรวจสอบประเมินข้อมูล และทำการวิเคราะห์ร่วมกันเป็นระยะๆ ไป เริ่มตั้งแต่ขั้นแรกภายหลังจากเลือกชุมชนที่จะศึกษาและกำหนดคนที่เป็นนักวิจัยแล้ว คณะที่ปรึกษา ก็ทำการอบรมวิธีการทางชาติพันธุ์วรรณาให้วิธีการนี้โดยปรกติ เป็นวิธีการเก็บข้อมูลของนักมานุษยวิทยา แต่ในที่นี้ได้ถ่ายโอนมาให้นักวิจัยที่เป็น คนใน ทำแทน เป็นการเก็บข้อมูลที่เป็นองค์รวม เริ่มตั้งแต่ตำแหน่งภูมิศาสตร์และสภาพแวดล้อมของท้องถิ่นและชุมชน ประวัติความเป็นมาของชุมชน การตั้งถิ่นฐานและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและสังคมระหว่างกัน ระบบเศรษฐกิจ การปกครอง ศาสนา ความเชื่อ ประเพณีพิธีกรรม และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรม ที่มีผลมาจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอก โดยเฉพาะ การรุกล้ำของนิเวศการเมือง (political ecology) ที่มาจากภายนอกโดยทั้งจากรัฐและนายทุนที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมือง ข้อมูลทางชาติพันธุ์วรรณาที่เป็นองค์รวมนี้ คณะวิจัยเชื่อมั่นว่าคนในทำได้ดีกว่าคนนอก เพราะเป็นสิ่งที่คุ้นเคยในชีวิตความเป็นอยู่มาตั้งแต่เด็ก การรวบรวมข้อมูลดังกล่าวนี้นักวิจัยพี่เลี้ยงมีส่วนร่วมในการแนะนำตลอดเวลา เมื่อครบ ๖ เดือนก็มีการทำผลมาเสนอต่อคณะที่ปรึกษา ซึ่งจะเป็นผู้ตรวจสอบให้คำแนะนำเพิ่มเติม พร้อมกับตั้งคำถามเพิ่มเติมในการรวบรวมข้อมูลให้สมบูรณ์ในขั้นต่อไป ประสบการณ์ในการรวบรวมข้อมูลขั้นแรกนั้น นักวิจัยจากภายในยังมีปัญหาในเรื่องความเข้าใจและข้อมูลที่ได้รวบรวมมา มีลักษณะเป็นภาพนิ่งและค่อนข้างเป็นเรื่องๆ ทำให้ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจเพิ่มขึ้น พอมาถึงชั้นที่สองใน ๖ เดือนต่อมาการรวบรวมข้อมูลเป็นปึกแผ่นขึ้น อีกทั้งผู้วิจัยได้เรียนรู้ จากการตั้งข้อสังเกตและการสังเกตการณ์มากขึ้น ทำให้เกิดฐานข้อมูลที่มาจากการวิจัยเชิงประจักษ์ (empirical materials) ที่สามารถนำไปตั้งคำถามและสังเกตการณ์เพิ่มเติมจากการเป็นภาพนิ่งให้เกิดการเชื่อมโยงเป็นภาพเคลื่อนไหวได้ คณะที่ปรึกษาและนักวิจัยพี่เลี้ยงเองก็ได้รับรู้และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่ทำให้แลเห็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมในท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงได้แนะแนวทางการสังเกตและเชื่อมโยงข้อมูลให้ผู้วิจัยที่เป็นคนในดำเนินการต่อไป พอถึงขั้นที่สาม เมื่อมีการประชุมร่วมกันอีกก็ได้ข้อมูลทางชาติพันธุ์ที่ค่อนข้างสมบูรณ์ สิ่งนี้คือหลักฐานสำคัญในการวิจัย เพราะเป็นข้อมูลที่มาจากการวิจัยเชิงประจักษ์โดยตรง เป็นพื้นฐานที่จะทำให้การวิเคราะห์ สังเคราะห์และตีความตั้งอยู่บนฐานของความเป็นจริง แต่จุดอ่อนก็คือ ฐานข้อมูลนี้มีรายละเอียดและข้อปลีกย่อยที่ยากแก่คนทั่วไปจะเข้าใจได้ ซึ่งก็จะเป็นปัญหาในเรื่องผลการเสนอการวิจัยที่เป็นมาตรฐาน ที่ต้องมีแนวคิดทฤษฎี และรูปแบบอันเป็นที่ยอมรับ จึงต้องเป็นหน้าที่ของคณะที่ปรึกษาและนักวิจัยพี่เลี้ยงต้องดำเนินการ ดังนั้นทางออกของการเสนอผลงานให้ได้ทั้งมาตรฐาน และการแสดงถึงความเข้าใจในผลงานวิจัยของนักวิจัยที่เป็นคนใน ก็คือได้กำหนดให้นักวิจัยที่เป็นคนในเสนอภาพรวมการเปลี่ยนแปลงทางสังคม วัฒนธรรมท้องถิ่น ที่ตนได้ศึกษาและเข้าใจโดยไม่ต้องสนใจกับฐานข้อมูลที่รวบรวมไว้ โดยที่ในการเสนอรายงานนี้คณะที่ปรึกษาร่วมวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงแนวคิดทฤษฎีด้วย ผลปรากฏออกมาว่านักวิจัยที่เป็นคนในรายงานได้ดีแลเห็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมที่เป็นรูปธรรม นักวิจัยเหล่านี้เกิดความเชื่อมั่นในตัวเองจนสามารถให้ข้อมูลเชิงประจักษ์อย่างเชื่อมโยงมากกว่าเก่า รวมทั้งมีความเข้าใจในเรื่องสังคม วัฒนธรรมอย่างเคลื่อนไหวและมีทิศทาง จากกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันดังกล่าวนี้ ทำให้นักวิจัยจากข้างนอกและข้างในสามารถสรุปวิเคราะห์ให้เห็นภาพพจน์ของการเปลี่ยนแปลงในลักษณะองค์รวมของท้องถิ่นที่เรียกว่า นิเวศวัฒนธรรม ที่มีปัจจัยมาจากการรุกล้ำของนิเวศการเมืองที่มาจากคนนอก ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงนิเวศวัฒนธรรม จึงเป็นประเด็นสำคัญในการเสนอผลงานวิจัยของงานวิจัยทั้ง ๕ กลุ่มในครั้งนี้ อีกทั้งสามารถบอกได้ว่า นิเวศวัฒนธรรมทั้ง ๕ พื้นที่หรือท้องถิ่นนี้ มีลักษณะทางสังคมวัฒนธรรมที่คล้ายกัน คือ เป็นเรื่องของสังคมชายแดน ชายขอบ ที่มีทั้งตำแหน่งทางภูมิศาสตร์อยู่ในพื้นที่ชายแดนและเป็นกลุ่มชนที่เป็นชายขอบของสังคมมหาชนที่เน้นความเป็นคนไทยไปพร้อมกัน
วัน- เวลา-สถานที่ พุธที่ ๑๖ และ พฤหัสบดีที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๔๘ ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ถนนบรมราชชนนี ตลิ่งชัน กรุงเทพฯ
กำหนดการ
" เสียงจากสังคมชายแดน-ชายขอบ "
พุธที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๔๘ ๘.๓๐น. - ๙.๐๐ น. ลงทะเบียน ๙.๓๐ น. - ๙.๔๕ น. เปิดการประชุมโครงการ โดย ศ.ดร.ปิยวัฒน์ บุญ-หลง ผู้อำนวยการสกว. ๙.๔๕ น. - ๑๐.๑๕ น. นำชมการจัดแสดงนิทรรศการของแต่ละพื้นที่ทั้ง ๕ โครงการ ๑๐.๓๐ น. - ๑๒.๐๐น. แนะนำโครงการทั้ง ๕ พื้นที่ โดย ศรีศักร วัลลิโภดม เสนอการสรุปเนื้อหาโครงการวิจัยฯ แต่ละพื้นที่ ๑๒.๐๐ น. - ๑๓.๑๕ น. รับประทานอาหารกลางวัน ๑๓.๑๕ น. - ๑๕.๐๐ น. เสนอผลงานศึกษา " ชลประทานราษฎร์ และ ชลประทานหลวง : การเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมในลุ่มแม่ลาวตอนบน " จากนักวิจัยท้องถิ่นเวียงป่าเป้า-แม่สรวย จังหวัดเชียงราย ๑๕.๑๕ น. ๑๗.๐๐ น. เสนอผลงานศึกษา " ผีกับพุทธ : ศาสนาและความเชื่อในสังคมชายขอบ " จากนักวิจัยท้องถิ่นโครงการ เมืองด่านซ้าย ลุ่มน้ำหมัน จังหวัดเลย
พฤหัสบดีที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๔๘ ๘.๔๕ น. ๑๐.๐๐ น. เสนอผลงานศึกษาเรื่อง " จากบ้านสำโรงถึงสวนส้ม : การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมในสังคมชายขอบจันทบูรณ์ " จากนักวิจัยท้องถิ่นสอยดาว จังหวัดจันทบุรี ๑๐.๑๕ น. ๑๑.๔๕ น. เสนอผลงานศึกษาเรื่อง " จากเชียงของถึงเวียงแก่น : การปรับตัวของชาวบ้านกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมริมฝั่งแม่น้ำโขง " จากนักวิจัยท้องถิ่นเชียงของ-เวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ๑๑.๔๕ น. - ๑๓.๐๐ น. รับประทานอาหารกลางวัน ๑๓.๐๐ น. ๑๔.๔๕ น. เสนอผลงานศึกษาเรื่อง " อ่าวปัตตานี : นิเวศวัฒนธรรมที่ถูกทำลาย " จากนักวิจัยท้องถิ่นอ่าวปัตตานี อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี ๑๕.๐๐ น. ๑๖.๓๐ น. การสรุปผลงานวิจัยโดยหัวหน้าโครงการและทีมที่ปรึกษาฯ - การอภิปรายแสดงความคิดเห็นจากที่ประชุม โดย ดร. มรว.อคิน รพีพัฒน์, ดร.สุเทพ สุนทรเภสัช, ศรีศักร วัลลิโภดม, ปรานี วงษ์เทศ
|