|
ถอดเทปบันทึกเสียงงานเสวนา ในหัวข้อ " อยุธยาสยามประเทศ ความหลากหลายและบูรณาการ " ณ เมืองโบราณ สมุทรปราการ เมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๗
|
|
พิธีกร - คุณอาภาภิรัตน์ วัลลิโภดม วันนี้เราจะมาพูดเรื่อง อยุธยาสยามประเทศ วิทยากรหลักของการเสวนาในวันนี้ คือ ท่านอาจารย์ศรีศักร วัลลิ งานเสวนาในวันนี้ เราได้รับเกียรติจากท่านอาจารย์ธนกฤต อกนิษฐ์ธาดา อาจารย์เป็นผู้ก่อตั้งชมรมคีตวรรณกรรม เสียงดีมากจริงๆ น้องๆที่ได้อยู่สวดมนต์สรภัญญะในช่วงเช้าคงได้ฟังเสียงมาแล้ว ขอเรียนเชิญอาจารย์ ธนกฤต เปิดงานวันนี้ด้วยการอ่านโคลงกำศรวลสมุทรได้เลยค่ะ
อาจารย์ธนกฤต อกนิษฐ์ธาดา สวัสดีครับ ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพรักทุกท่านครับ ก่อนที่จะเข้าสู่พิธีการ โดยเริ่มต้นจากการอ่านบทกวี ผมจะขออนุญาตที่จะปูพื้นเกี่ยวกับเรื่องบทกวีที่จะอ่านต่อไปนี้ ซึ่งเรารู้จักกันดีในนามของ โครงกำสรวลศรีปราชญ์ ศรีปราชญ์นี้เป็นตำนานแต่งโดยพระปริยัติธรรมธาดา (แพ ตะลาลักษณ์) ท่านเป็นผู้ที่เขียนเรื่องตำนานศรีปราชญ์ แต่ก็เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันในวงวิชาการ แล้วในที่สุดในแวดวงวิชาการภายนอกกระทรวงศึกษาธิการ เขาสรุปกันเอาไว้แล้วว่า ศรีปราชญ์เป็นแต่เพียงตำนาน มิได้มีตัวตนจริงๆนะครับ เพราะฉะนั้นโคลงกำศรวลศรีปราชญ์ที่เราเชื่อกันแต่เดิมเนี่ยน่าจะเป็นโคลงกำสรวลสมุทร โดยมีตัวอย่างอยู่ในตำราแบบเรียนไทยเล่มแรก คือ จินดามณี ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ โคลงกำศรวลสมุทรหรือโคลงกำศรวลศรีปราชญ์ ที่ผมจะอ่านให้ฟังต่อไปนี้ เริ่มต้นด้วยบทร่าย แล้วก็ต่อด้วยโคลงดั้น โคลงดั้นนี้เป็นโคลงที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น เพราะฉะนั้นจึงน่าเชื่อถือ โดยถ้อยคำสำนวนแล้วก็เนื้อหาภาษาที่ปรากฏอยู่ในโคลงกำศรวลสมุทรนี้ น่าจะมีมาตั้งแต่สมัยพระบรมไตรโลกนาถหรือหลังจากนั้นเพียง ๒-๓ รัชกาลคิดว่าอย่างนั้น ผมจะเริ่มต้นอ่านโคลงกำศรวลสมุทรโดยเริ่มจากร่ายและท่านก็จะเห็นร่องรอยว่า ชื่อ กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยานั้น มาจากร่ายในโคลงกำสรวลสมุทรนี้เอง
โคลงกำศรวลศรีปราชญ์
ศรีสิทธิวิวิทธบวร นครควรชํ ไกรพํรหรงงสรรค สวรรคแต่งแต้ม แย้มพื้นแผ่นพสุธา มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานี บูรียรมยเมืองมิ่ง แล้วแฮ ราเมศไท้ท้าวต้งง แต่งเอง อยุทธยายศยิ่งฟ้า ลงดิน แลฤๅ อำนาถบุญเพรงพระ ก่อเกื้อ เจดีลอออินทร ปราสาท ในทาบทองแล้วเนื้อ นอกโสรม ฯ พรายพรายพระธาตุเจ้า จยรจนนทร แจ่มแฮ ไตรโลกยเลงคือโคม ค่ำเช้า พิหารรเบียงบรร รุจิเรข เรืองแฮ ทุกแห่งท้องพระเจ้า น่งงเนือง ฯ ศาลาอเนขสร้าง แสนเสา โสดแฮ ธรรมาศจูงใจเมือง สู่ฟ้า พิหารย่อมฉลักเฉลา ฉลุแผ่น ไส่นา พระมาศเลื่อมเลื่อมหล้า หล่อแสง ฯ ตระการหน้าวัดแหว้น วงงพระ บำบวงหญิงชายแชรง ชื่นไหว้ บูรรพาท่านสรรคสระ สรงโสรด ดวงดอกไม้ไม้แก้ว แบ่งบาล ฯ กุฎีดูโชติช้อย อาศํร เต็มร่ำสวรรคฤๅปาง แผ่นเผ้า เรือนรัตนพิรํยปราง สูรยปราสาท แสนยอดแย้มแก้วเก้า เฉกโฉม ฯ สนํสนวนสอาดต้งง ตรีมุข อร่ามเรืองเสาโสรม มาศไล้ เรือนทองเทพแปลงปลุก ยินยาก ยยวฟ้ากู้ไซ้ ช่วยดิน ฯ อยุทธยายศโยกฟ้า ฟากดิน ผาดดินพิภพดยว ดอกฟ้า แสนโกฏบยลยิน หยากเยื่อ ไตรรัตนเรืองรุ่งหล้า หลากสวรรค ฯ อยุทธาไพโรชไต้ ตรีบูร ทวารรุจิรยงหอ สรหล้าย อยุทธยายิ่งแมนสูร สุระโลก รงงแฮ ถนัดดุจสวรรคคล้ายคล้าย แก่ตา ฯ ยามพลบสยงกึกก้อง กาหล แม่ฮา สยงแฉ่งสยงสาวทรอ ข่าวชู้ อยุทธยายิ่งเมืองทล มาโนช กูเอย เขตรตระหลบข่าวรู้ ข่าวยาม ฯ สายาเข้าคว้าเหล้น หลายกล เดอรดีดเพลี้ย*เพลงพาล รยกชู้ สายาอยู่ในถนน ถามข่าว รยมฤๅ ยงงที่สาวน้อยรู้ รยกขวนน ฯ
(ตัดตอนมาจากโคลงกำศรวลศรีปราชญ์ จากหนังสือ วรรณกรรมสมัยอยุธยา เล่ม ๒ )
พิธีกร - คุณอาภาภิรัตน์ วัลลิโภดม ขอบพระคุณอาจารย์ ธนกฤต กนิษฐ์ธาดามากค่ะ ฟังแล้วคงไม่ได้เห็นว่าอยุธยาสูญสลายไปนานแล้ว แต่ theme ข้อหนึ่งที่สำคัญมากของอยุธยาคือ ความหลากหลายทั้งในแง่ชาติพันธุ์ ทั้งในแง่ความสมานฉันท์ ในเรื่องของศาสนา วันนี้เราจะเน้น theme นั้น ขอยกเวทีให้กับท่านอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม และอาจารย์สุเนตร ชุตินธรานนท์
อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม
ผมว่าความวุ่นวายในแผ่นดินสยามขณะนี้ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะต้องทำความเข้าใจประวัติศาสตร์บ้านเมืองของเราใหม่ เพื่อขจัดมิให้มีการทะเลาะเบาะแว้งกัน เมื่อถึงวันนี้เราก็ได้โอกาสที่จะมาฟื้นเรื่องราวเหล่านี้ เพราะมีเจตนารมณ์ของคุณเล็ก วิริยะพันธุ์ที่ท่านสร้างเมืองโบราณ ท่านเป็นคนที่อยู่ในท่ามกลางความหลากหลายของคนหลายชาติหลายศาสนา ท่านประทับใจตรงนั้น ท่านอยากจะเห็นสิ่งเหล่านี้ ท่านจึงสร้างเมืองโบราณขึ้นมา และท่านเป็นคนที่นำเอาบทความของท่านปรีดี พนมยงค์ ที่คัดค้านจอมพล ป. พิบูลสงครามมาบอกว่า วารสารเมืองโบราณต้องลงตรงนี้นะ เพราะฉะนั้นคนต่างชาติที่เข้ามาในดินแดนไทยเมื่อเขามาอยู่ในที่นี่แล้ว เขารู้ว่าเขามี ความศรัทธาหนึ่งในสังคมนี้ เพราะฉะนั้น มันดูดกลืนกันเข้ามาในสังคมไทย มันคือสำนึกร่วม เป็น assimilation เป็นอย่างหนึ่งที่เป็นบูรณาการร่วมกัน แต่ปัจจุบันนี้เราเข้าใจผิด เราตีความว่าเป็นเชื้อชาติ ต้องลากมาอย่างเอาให้ตายเลยสุโขทัยผ่านขึ้นมา คนอื่นไม่ใช่ไทยทั้งๆที่จริงแล้วมาจากที่ไหนก็ตั้งเยอะแยะ ร้อยพ่อพันธุ์แม่ แต่ว่ามาบอกว่าเป็นไทยทีหลัง นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้น จริงๆเวลานี้เราต้องมาทบทวนปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อให้สังคมมหาชนเข้าใจถึงความหลากหลาย แล้วเรามาเป็นหนึ่งอันเดียวกัน อันเป็นกลไกสำคัญ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมถือว่าสำคัญ แต่ที่สำคัญคือเราต้องเริ่มด้วยอยุธยา เพราะอยุธยาเป็นจุดศูนย์กลางของสยามประเทศ ก่อนหน้านั้นสยามประเทศ คือ ความหลากหลายของหลายบ้านหลายเมือง พอมาเกิดกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี คือการรวมเมืองสำคัญๆทั้งหลายของอยุธยามาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ภายใต้ราชอาณาจักรอยุธยา เพราะฉะนั้นความเป็นอยุธยาสยามประเทศ ต้องยกให้อาจารย์สุเนตร ชุตินทรานนท์ เพราะท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์อยุธยาโดยเฉพาะ แล้วยังเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เพื่อนบ้าน ซึ่งรู้ว่าอยุธยาไม่ได้อยู่โดดๆ เราสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน ไม่ได้เพียงการรบกันอย่างเดียว แต่เรายังมีความสัมพันธ์กันในฐานะเขยสะใภ้กัน โดยเฉพาะเรื่องราวของพระสุพรรณกัลยา ซึ่งอาจารย์เป็นผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้น ต้องยกเวทีให้อาจารย์สุเนตร แล้วผมเป็นตัวเสริมทีหลัง
อาจารย์สุเนตร ชุตินทรานนท์ ขอบคุณครับอาจารย์ศรีศักร คือ พออาจารย์ศรีศักร ชวนมาให้พูดเรื่องอยุธยากับความหลากหลายนะครับ คำถามสำคัญที่ผมตั้งขึ้นอยากจะมาคุยกับพวกเราคือว่า เมื่อเราคิดถึงความหลากหลายนั้น เราสามารถคิดถึงได้ในมิติไหนบ้าง ในรูปลักษณ์ไหนบ้าง ในหน้าตาไหนบ้าง และความหลากหลายถ้ามันมีหลายมิติ หลายรูปลักษณ์ หลายหน้าตามันน่าจะมีความสัมพันธ์ น่าจะเกี่ยวโยง น่าจะเกี่ยวข้องกันไหม และอันความหลากหลายที่มีอยู่ในแผ่นดินสยามประเทศ ที่อาจารย์ศรีศักรได้กล่าวถึง ซึ่งเอาเข้าจริงๆแล้วนั้นเนี่ยมีมาก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา เป็นราชธานีและราชอาณาจักรช้านาน เมื่อเกิดอยุธยาขึ้นแล้ว อยุธยาได้เข้ามาเกี่ยวพันกับความหลากหลายที่มีมาก่อนหน้านั้นอย่างไร เราจะมาคุยกัน ในประเด็นต่างๆเหล่านี้ ฉนั้น เราจะมาคุยกันในประเด็นเรื่องความหลากหลายก่อน ความหลากหลายเรามองได้หลายมิติหลายมุม และมุมหนึ่งที่ถูกนำเสนอได้อย่างน่าสนใจคือมุมของฝรั่ง ฝรั่งที่เข้ามาในเมืองไทย เข้ามาเห็นธรรมชาติก่อน ก่อนที่จะเห็นปราสาทราชวัง ก่อนที่จะเห็นผู้คน ฝรั่งนั้นเข้ามาเห็นสภาพธรรมชาติก่อน ผมมีงานชิ้นหนึ่งของ หมอแกมเฟอร์ หมอแกมเฟอร์ เป็นคล้ายกับหมอประจำคณะทูตของบริษัทอินเดียตะวันออกของพวกฮอลันดา หรือพวกเนเธอร์แลนด์ คาดว่าเข้ามาประมาณในสมัยพระเพทราชา พอเขาเข้ามาถึงปากแม่น้ำเจ้าพระยา เขาก็พูดถึงป่าละเมาะริมแม่น้ำเจ้าพระยา ข้าพเจ้าคาดว่าเป็นนักธรรมชาติวิทยา เพราะเมื่อเขาไปเดินเลาะตามริมตลิ่ง เขาได้พบพวกเฟิร์นมากมายเยอะแยะ และพบว่ามีอยู่หลายชนิดที่ขึ้นอยู่ในยุโรป แสดงว่าต้นเฟิร์นที่มีขึ้นอยู่ในเขตป่าชายเลนหรือบ้านเมืองของไทยเราสมัยก่อนเนี่ย ในเขตจากปากแม่น้ำขึ้นมานั้นเนี่ยมันมีความหลากหลายอยู่ มันมีพันธุ์ที่เข้าไปเกี่ยวพันกันของยุโรปได้ด้วย แกบอก แกค้นพบพวกหญ้าตระกูลต่างๆนะฮะ ต้นไม้พวกอะไรต่ออะไร เยอะแยะเลย โดยเฉพาะมีคนมาบอกเล่าว่า แถบบางกอกเนี่ยมีมะม่วงอยู่ดาษดื่น เยอะแยะไปหมด และแกก็ไม่พูดเรื่องมะม่วงอีกเลย สงสัยมาผิดหน้า ไม่ทันได้กิน ที่มาได้กินนี่คือ นิโคลัส แชร์แวส เขาเข้ามาก่อน แชร์แวสเนี่ยเป็นหมอสอนศาสนา ชาวฝรั่งเศส เข้ามาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ อยู่ในอยุธยาอยู่ถึง ๔ ปีด้วยกัน เสร็จแล้วก็มาเขียนหนังสือ รู้จักกับชื่อที่เขาแปลเป็นภาษาไทย ประวัติศาสตร์ธรรมชาติและการเมืองแห่งราชอาณาจักรสยาม บอกว่ามะม่วงของสยามเนี่ยเป็นผลไม้ที่มีรสดีกว่าผลไม้อื่นๆ แต่แกพูดถึงผลไม้อื่นเยอะแยะมากมายเลย ครับ รวมทั้งมังคุดด้วยแกได้ไปกินมังคุดเข้าบอก โห ! ไม่เคยกินอะไรอร่อยอย่างมังคุดเนี่ยเลย แต่สำหรับมะม่วง แกคุยให้ฟังบอกว่า ผลงามที่สุดยาวตั้งฝ่ามือ แล้วก็มีอยู่ 5-6 ชนิดด้วยกัน แต่ผมว่าจริงๆแล้วเนี่ยมีมากชนิดกว่านั้น อย่างที่เรารู้กันแต่ปัจจุบันเราก็ผันแปรความหลากหลายเหลือไม่กี่ชนิด ก็เป็นที่น่าเสียดายนะครับ แชร์แวสยังคุยว่า ข้าวที่ปลูกในสยามสมัยก่อนเนี่ยทราบไหมครับ ว่ามันมีตั้ง 3ชนิด ชนิดที่ไม่ต้องปักดำก็มี ปลูกกันในที่ลุ่มเลย อีก ๒ ชนิดเป็นชนิดที่ต้องปักดำ มีอยู่ชนิดหนึ่ง ชนิดที่ต้องปักดำมีอยู่ชนิดหนึ่ง แกบอกว่า เรียกว่า ปูโล ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับผู้ก่อการร้ายหรือเปล่า ปูโล ข้าวชนิดนี้ขาวราวกับหิมะ ย่อยง่ายกว่าข้าวชนิดอื่น ขึ้นอยู่ตามภูเขา เป็นพวกข้าวเบา แล้วก็แห้งสนิท มีราคาแพงมาก เฉพาะเศรษฐีหรือเจ้านายเท่านั้น ที่จะมีโอกาสกินพวกข้าวในลักษณะอย่างที่ว่านี้ คือ พันธุ์โปโล แถมยังบอกด้วยว่าสมัยนั้นมีการปลูกข้าวสาลีด้วย แชร์แวสเล่าถึงเรื่องสัตว์ และลืมพูดถึงไม่ได้เลยคือเรื่องของปลา แชร์แวสบอกว่าเป็น ชุมขนาดไหนรู้ไหมครับ แชร์แวสบอกว่าตอนหน้าน้ำที่มาเนี่ยครับ แม้ไม่ต้องลงจากเรือน คนๆหนึ่งจะตกปลาได้ภายใน ๑ ชั่วโมง พอบริโภคไปได้หลายวันทีเดียว ปรากฏว่าปลาที่ขึ้นชื่อลือชาของอยุธยาในสมัยก่อนนั้นเป็นปลาช่อน และเขาก็นิยมเอาไปทำเป็นปลาช่อนแห้ง ส่งเป็นสินค้าออกครับ บอกว่าประเทศเพื่อนบ้านต้องการมากเลย สั่งซื้อจากสยามเป็นสินค้ารายใหญ่นะครับ พวกที่ชอบกินปลาช่อนแห้งของเราพวกไหน ท่านรู้หรือไม่ไหมครับ พวกฮอลันดาครับ ฮอลันดาชอบกินมากกว่าพวกอื่น ได้สั่งมาที่เมืองปัตตาเวียซึ่งเป็นเมืองที่ฮอลันดาเขายึดครองมาเป็นอาณานิคม ใช้บริโภคแทนหมูแฮมจากเมืองมายัน เมืองมายันนี่ถือว่าเป็นเมืองที่ผลิตหมูแฮมดีที่สุด แต่พอฮอลันดามาก็ติดอกติดใจ ปลาช่อนแห้งบ้านเราบอกว่ากินแทนหมูแฮมได้เลยนะครับ งานของแกมเฟอร์ที่ผมเล่ามานั้น ที่ผมบอกว่าเป็นหมอ งานของนิโคลาส แชร์แวส ซึ่งเป็นมิชชันนารีนะครับ ยังมีงานของเดอ ลาลูแบร์ ซึ่งเป็นราชทูตที่เข้ามาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ที่มาจากราชสำนักของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ลาลูแบร์นี้ก็เป็นที่รู้จักกันดี หนังสือที่มีทั้งเขียนเป็นภาษาอังกฤษและแปลเป็นภาษาไทย ไปดูมีรูปหลากหลายอยู่นั้นเยอะแยะมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแกมเฟอร์ แชร์แวส หรือลาลูแบร์ ก็ตามที ยืนยันในข้อเท็จจริงประการหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าเราไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไหร่นัก คือยืนยันในความหลากหลายทางชีวภาพ ความหลากหลายทางชีวภาพซึ่งมีอยู่อย่างมหาศาลทั้งในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง และในเขตราชอาณาจักรสยามโดยรวม ความหลากหลายตรงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางชีวภาพก่อน มันมีความสัมพันธ์อย่างไรนะครับ ความหลากหลายทางชีวภาพนี้ มันเป็นปัจจัยสำคัญอันดับแรกสุดเลย มันเป็นพลังดึงดูดให้ผู้คนจากต่างถิ่นต่างที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอยู่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เพราะว่าตรงนี้เป็นเขตที่มีความอุดมสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นการปลูกข้าว ไม่ว่าจะเป็นการจับปลา ไม่ว่าการจะส่งของที่เป็นผลิตผลในพื้นถิ่นเป็นสินค้าออก สมัยหนึ่งนั้นมีการส่งหนังกวาง ปีหนึ่งเป็นจำนวนหลายๆหมื่นแผ่นไปขายที่ญี่ปุ่น เพราะฉะนั้นความหลากหลายตรงนี้มันจึงเป็นพลังดึงดูดให้ผู้คนหลากถิ่นหลายที่ เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งน่าจะเป็นเหตุปัจจัยสำคัญแรกสุดประการหนึ่ง ที่ทำให้ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เป็นแหล่งรวมของความหลากหลายของผู้คน เท่าๆกับเป็นขุมกำลังสำคัญ ที่อยุธยาอาศัยเป็นพื้นฐานในการเข้าไปยึดครองบ้านเมืองอื่นก็ดี การไปรบราฆ่าฟันในที่อื่นหรือแม้กระทั่งไปสร้างความสัมพันธ์ทางด้านการค้าสัมพันธไมตรีต่างๆอาศัยฐานกำลังคนจากลุ่มน้ำเจ้าพระยาตรงนี้ กล่าวกันว่า ความอุดมสมบูรณ์ของลุ่มน้ำเจ้าพระยานะครับ บางทีข้าวที่ปลูกได้ปีหนึ่งนั้นเนี่ยเก็บกินไปได้เป็นเวลาหลายปี นั่นหมายความว่า ก็สามารถที่จะมีส่วนเกินที่จะเก็บไว้เป็นเสบียงกลางสำคัญ ในคราวที่ต้องรบทัพจับศึกกับประเทศรอบข้างได้ด้วยเช่นกันในยามสงครามหรือจะเอามาเป็นสินค้าส่งออกก็ได้ ตรงนี้อยากจะกล่าวให้เห็นว่าความหลากหลายที่มันเป็นทางชีวภาพมันเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการเติบโตหรือพัฒนาการของบ้านเมืองในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างนี้ ความหลากหลายในทางชีวภาพมีความสำคัญอีกประการหนึ่ง คือเป็นปัจจัยในการสร้างความมั่งคั่งให้กับอยุธยา มันเป็นคล้ายๆกับทรัพย์หรือทุนทางสังคม ที่ทำให้อยุธยา สามารถผันตัวเองขึ้นมาเป็นเมืองท่าส่งออกที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าทั้งในเชิงอุปโภคบริโภคหรือสินค้าฟุ่มเฟือย ความสำคัญของดินแดนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างในการส่งสินค้าออกไปค้าขายยังบ้านเมืองไกล เพื่อนำความมั่งคั่งกลับมาสู่ดินแดนตน ความจริงมีมาก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยามาช้านานแล้ว ถ้าเราไปดูในพงศาวดารราชวงศ์หงวน เป็นหลักฐานของทางจีน บันทึกไว้ประมาณปี พ.ศ.๑๘๓๔ ถ้าเราประมาณเอาว่าสถาปนากรุงศรีอยุธยาประมาณ ๑๘๙๓ ความจริงก็มีก่อนหน้านั้น ถ้าเอา๑๘๙๓ เป็นเกณฑ์ ๑๘๓๔ ก็คือ ๕๙ ปี ก่อนการสถาปนาอยุธยา หลักฐานพงศาวดารราชวงศ์ หงวนพูดถึงกษัตริย์ละโว้ กษัตริย์ละโว้ส่งพวกเครื่องราชบรรณาการไปราชสำนักของจีน มีอะไรบ้างรู้ไหมครับ ทองคำ งาช้าง นกกระเรียน นกแก้ว ๕ สี นกกระเต็น นรมาศ ชัน การบูร อันนี้เป็นพวกสินค้าฟุ่มเฟือยส่วนหนึ่ง ที่เราจะเห็นเป็นพวกของป่า เป็นพวกของที่คล้ายๆกับจะเอาไปทำยา ไปทำเครื่องประดับ สวยงามได้อันสินค้าออกสำคัญ เราจะเห็นว่าฐานรากของความหลากหลาย มันเป็นตัวนำมาซึ่งความมั่งคั่ง มันอธิบายถึงการเติบโตของอยุธยา ในฐานะเมืองท่าค้าขายในสมัยต่อมาได้ เราลองมาดูหลักฐานในสมัยหลังลงมาซิ เมื่อมีการสถาปนากรุงศรีอยุธยามั่นคงขึ้นแล้ว มีฝรั่งคนหนึ่งเป็นเภสัชกรโปรตุเกส เป็นเภสัชกรของ เจ้าชายอัลเฟนโซ ชื่อ โทเม กิเซ่ เขามา เข้าใจว่าประมาณสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ระบุว่าสินค้าจากสยามที่ส่งไปมะละกามี ครั่ง กำยาน ไม้ฝาง ดีบุก เงิน ทอง งาช้าง เป็นต้น นอกจากนี้ยังนำพวกข้าวของประเภทเครื่องบริโภค อันมีข้าวเป็นจำนวนมหาศาล เกลือ ปลาเค็มตากแห้ง ผักต่างๆ ของชุดหลังนี้ส่งไปด้วยสำเภาจีนปีละ ๓๓ อย่างเพื่อไปค้าขายยังมะละกา เราจะเห็นว่าสินค้าหลายประเภทอาจจะไม่ได้เหมือนของใช้ที่หาง่ายๆ สิ่งของแลกเปลี่ยนอะไรก็ดีมารวมอยู่ที่กรุงศรีอยุธยานี่ แล้วอยุธยาก็อาศัยสิ่งเหล่านี้ส่งออกไปค้าขายยังดินแดนต่างๆ สร้างความร่ำรวยมั่งคั่งให้กับอยุธยา เพราะฉะนั้นเฉพาะความหลากหลายเชิงชีวภาพนะครับ มันทำให้เห็นพื้นฐานของการเติบโต หรือพัฒนาการของอยุธยาขึ้นมาในฐานะเมืองที่เป็นศูนย์กลางทั้งทางการคลัง เศรษฐกิจและการค้าของราชอาณาจักรสยาม ความหลากหลายที่ถูกสะท้อนทางหลักฐานชาวต่างประเทศในมิติอื่นนอกเหนือไปจากนี้นะครับ มันมีความหลากหลายในด้านอื่นด้วย ผมอยากจะบอกว่า มันเป็นความหลากหลายทางวัฒนธรรม อันนี้มีสะท้อนให้เห็นทั้งในหลักฐานทางอยุธยาเองและในหลักฐานของชาวต่างชาติ ความหลากหลายเชิงวัฒนธรรมของอยุธยา อาจแยกพิจารณาได้เป็น ๓ ลักษณะ ลักษณะแรกคือ ลักษณะที่เป็นนามธรรม คือทางด้านของคติความเชื่อ ซึ่ง เรามีคติความเชื่ออันหลากหลายมากที่เติบโตและพัฒนาขึ้นเป็นอยุธยา ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อดั้งเดิม ความเชื่อเรื่องภูตผี บรรพบุรุษ เจ้าป่าเจ้าเขา ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อที่รับมาจากภายนอกของศาสนาพราหมณ์ซึ่งเข้ามา พุทธศาสนาและนอกจากนั้นยังมีต่างชาติและต่างศาสนา ที่เข้ามาตั้งหลักแหล่งเข้าตั้งถิ่นฐานอยู่ด้วย มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมในเชิงของนามธรรม ความหลากหลายเชิงวัฒนธรรมนอกจากมีในเชิงนามธรรมแล้ว มีสิ่งหนึ่งที่ยังเห็นได้คือ เรื่องของประเพณีพิธีกรรม และสิ่งสุดท้ายผมอยากจะบอกว่า มันเป็นประเภทของผลผลิตทางวัตถุ ในรูปของวัตถุนี้เราคงพูดถึงผลไม่ได้ เราคงยกตัวอย่างความหลากหลายในเชิงวัฒนธรรมดังที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดไม่ได้ เพราะฉะนั้นอยากจะยกตัวอย่างความหลากหลากหลายทางวัฒนธรรมที่ชัดเจนที่สุดและเป็นรูปธรรมที่สุดประการหนึ่งมาให้เห็นภาพ เราจะได้รู้ว่าเมื่อเราพูดถึงอยุธยามีความหลากหลายทางวัฒนธรรมนั้น ความหลากหลายนั้นมีระดับความซับซ้อนนะครับ แกมเฟอร์พูดถึงอยุธยาก่อนที่จะพูดถึงความหลากหลายในเชิงนี้ ต้องมาทำความเข้าใจในเชิงตัวตนอยุธยาก่อน แกมเฟอร์พูดถึงตัวตนของอยุธยาโดยเล่าว่า กรุงศรีอยุธยามีคลองขุดจากแม่น้ำหลายสาย ทำให้เกิดเป็นเกาะ และก็เป็นเหลี่ยมเล็กๆ เป็นอันมาก ถึงกับว่าไปไหนไกล โดยไม่ใช้เรือไม่ได้ ก็เหมือนกับปัจจุบันนี้ ถ้าเราไม่มีรถคงไปไหนในกรุงเทพฯไม่ได้ สมัยก่อนถ้าไม่มีเรือก็ไม่ต้องไปไหนนะครับ นั่งอยู่กับบ้านละกันนะครับ หลักฐานที่แกมเฟอร์พูด ไปสอดคล้องกับหลักฐานของแขก มีหลักฐานของชาวเปอร์เซียที่เข้ามา แล้วก็เขียนหนังสือไว้เล่มหนึ่งประมาณพุทธศตวรรธที่ ๒๓ ชื่อ สำเภาสุไลมาน เขาบรรยายสภาพอยุธยาไว้ว่า กรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองที่มีน้ำล้อมรอบ มีแม่น้ำลำคลองหลายสาย ผู้คนอาศัยกันอยู่ในเรือเป็นส่วนมาก บ้างก็ประกอบการค้าขายในน้ำนั่นเอง จนกรุงศรีอยุธยาได้รับการขนานนามว่า ชาอุยนาว ซึ่งคือเมืองที่เต็มไปด้วยเรือ หรือ นาวานคร เพราะฉะนั้น มีฝรั่งนักรบคนหนึ่งในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ และเป็นคนมาสร้างป้อมที่เมืองบางกอก มีชื่อว่า มองบลังค์ มียศฐาบรรดาศักดิ์ทางไทยด้วย เข้ามาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ และเล่าถึงเรือด้วยเหมือนกัน อธิบายไม่รู้ผิดถูกอย่างไรว่า เรือที่พบนี้เป็นเรือขุด มีจำนวนมากตั้งแต่ขนาดเล็กนั่งได้เพียง ๒ คน ถึงขนาดยาวถึง ๒๐ วา ทั้งนี้ก็ยังไม่รวมเรือประเภทอื่นด้วย ในสมัยก่อนมีพวกเรือที่ขุดจากไม้ทั้งต้น ที่ใช้จากกลางดง เช่น พวกเรือชัย เรือพิฆาต และเสร็จแล้วเรือพวกนี้เนี่ยก็ถูกปรับเปลี่ยนเป็นเรือพระราชพิธี กระบวนเรือพระราชพิธี เป็น ๑๐๐ ลำ มีความสวยงาม นอกจากนี้มีพวกเรือขนส่งสินค้าอีก หลักฐานในลิลิตญวนพ่ายเรียกว่า เรือครึดหรือเรือแคร่ เ ป็นเรือประเภทเรือต่อ เรือนี้มิใช่เรือขุด แล้วก็ใช้ขนส่งสินค้า บางทีการไปรบเขาต้องมี เรือครึดเรือแคร่ เ ป็นเรือที่อยู่ในกองเรือเรียกเรือเสบียง ขนข้าวของไป วัฒนธรรมการใช้เรืออย่างที่ผมได้ยกตัวอย่างมาเป็นสังเขปเนี่ย เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนความหลากหลายของอยุธยาในมิติทางวัฒนธรรมนะครับ ที่สำคัญนะครับก็คือว่าเฉพาะประเด็นที่เป็นความหลากหลายเรื่องของการใช้เรือของอยุธยา ถ้าเรามองผ่านเฉพาะการใช้เรือของอยุธยาเท่านั้น เราจะสามารถมองย้อนกลับไปได้ถึงความเป็นภูมิหลังความเป็นมาของชุมชนบ้านเมืองลุ่มน้ำเจ้าพระยาด้วยว่า รับมรดกทางวัฒนธรรมมาจากที่ไหนบ้าง เทคโนโลยีมันเป็นตัวฟ้อง มันตัวบอกว่าชุมชนบ้านเมืองในเขตนั้น ให้การติดต่อปะทะสังสรรค์กับผู้คนต่างพื้นที่ ต่างถิ่นมากน้อยแต่ไหนและรับวัฒนธรรมจากภายนอกมาเท่าไหร่ มีคนจากภายนอกมาตั้งถิ่นฐานมากแค่ไหน ในส่วนเฉพาะเรื่องของเรือที่เป็นเรือขุดเนี่ย มีเหล่าเกจิอาจารย์ประเภทเรือขุด ได้ตั้งทฤษฎีไว้ สามทฤษฎี คือ ทฤษฎีที่แพร่หลายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้ในอยุธยาด้วย ทฤษฎีบอกว่าอาจจะมีพัฒนาการมาจากเรือส่งวิญญาณที่มีพบกันบนรูปจำหลักที่อยู่บนกลองมโหระทึกสำริด ซึ่งอยู่ในกลุ่มวัฒนธรรมดองซอน พ.ศ.ประมาณ ๒๐๐ มีความเก่าแก่ นี้เป็น ทฤษฎีหนึ่ง อีกทฤษฎีหนึ่งบอกว่าสงสัยเรือยาวที่เป็นเรือขุดนี่นะอาจมีวัฒนธรรมเป็นของ พวกวู หรือพวกเย่ว ซึ่งเป็นพวกชาวเล พื้นเมืองเดิมที่อยู่ทางจีนตอนใต้ และพวกนี้เดินทางจากจีนตอนใต้เข้ามาอยู่ในอินโดจีน นี่เป็น ทฤษฎีที่สอง ทฤษฎีที่สาม บอกว่าเรือยาวที่มันมีใช้กันอยู่เนี่ย น่าจะมีต้นเค้ามาจากเรือมังกร ภาษาอังกฤษว่า dragon boat ภาษาจีนเรียก ไหล่ฉ่าว หรืออะไรประมาณนี้ เป็นเรือที่ใช้กันอยู่ในลุ่มน้ำแยงซีเกียงและก็ใช้ในพิธีกรรม และในเรื่องการสงคราม บอกดีไม่ดีเรืออยุธยาอาจจะมีบรรพบุรุษจากเรือต่างๆเหล่านี้ซึ่งมีประวัติย้อนหลังความเป็นมาช้านาน แต่ไม่ว่าทฤษฏีนี้จะรับฟังได้หรือไม่แค่ไหน สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือว่า เขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างมันเป็นเขตของการปะทะสังสรรค์ของผู้คนจากหลายถิ่นหลายที่มาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์แล้ว ถ้าลองไปอ่านในงานของ ดร.ธิดา สาระยา เรื่องของ ศรีทวารวดี ก็จะเห็นว่าผู้คนในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์นั้นนะครับ ได้มีการติดต่อรับเทคโนโลยี มาจากไม่ว่าจะเป็นในเขตของลุ่มน้ำแควน้อย แควใหญ่ ในเรื่องของพวกเครื่องปั้นดินเผา ไม่ว่าจะเป็นจากทางพิมาย ไม่ว่าจะมีอิทธิพลของบ้านเชียงก็มีเข้ามาด้วย ยิ่งถ้าเป็นอิทธิพลทางด้านพวกสำริดต่างๆเหล่านี้ ย่อมมีทฤษฎีที่บ่งชี้ชัดว่า อาจมีความสัมพันธ์กันกับทางจีนตอนใต้ หรือรวมเป็นอีกหนึ่งเขตเวียดนามทางตอนเหนือ ซึ่งเป็นต้นเค้าของวัฒนธรรมสำริด ที่มีการติดต่อปะทะสังสรรค์ส่งทอดมาถึงภูมิภาคแถบนี้ เพราะฉะนั้นไม่ว่าทฤษฎีเรือที่บอกเล่าเมื่อกี้จะรับฟังได้หรือไม่ก็ตาม หลักฐานในทางโบราณคดีอื่นๆมากมาย ที่มันมีตรงข้ามให้เห็น มันบ่งบอกให้เห็นถึงความหลากหลายเชิงวัฒนธรรม ที่มีอยู่ในพื้นที่ในดินแดนแถบนี้มาก่อนสมัยอยุธยา ผู้คนในแถบนี้ก็คงได้มีโอกาสติดต่อปะทะสังสรรค์กับผู้คนต่างพื้นที่มาก่อนหน้า เพราะฉะนั้น ผมพูดถึงความหลากหลายมาใน ๒ มิติแล้ว มิติแรกคือ ความหลากหลายเชิงชีวภาพ มันสัมพันธ์กับเรื่องของทรัพยากร และการตั้งถิ่นฐานของชุมชนความหลากหลายเชิงวัฒนธรรม ซึ่งมีหลายแบบ จะหาตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมอย่างเดียวก็คือ กรณีเรื่องของวัฒนธรรมการใช้เรือ ให้เห็นว่าผู้คนแถบนี้มีความหลากหลายขนาดไหน ความรู้ความสามารถอาจติดต่อปะทะสังสรรค์กับคนภายนอกมากขนาดไหน ความหลากหลายในมิติที่สาม ที่ผมจะพูดถึงนอกเหนือจากเรื่องของชีวภาพ นอกเหนือจากเรื่องของวัฒนธรรมคือเรื่อง คน อยุธยากล่าวได้ว่า เป็นเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เป็นแหล่งที่มีความหลากหลายของชุมชนผู้คนจากต่างถิ่นต่างที่เยอะแยะที่เข้ามาตั้งถิ่นฐาน แชร์แวส เล่าว่า ไม่มีแห่งใดจะมีพลเมืองมากเท่าสยามประเทศ มีมากทั้งในที่ราบและตามชายน้ำ พลเมืองเป็นคนต่างด้าวเสียกว่า ๑ ใน ๓ เพราะฉะนั้นการที่เรามีคนต่างชาติ ต่างศาสนา ต่างวัฒนธรรม มาอยู่เป็นส่วนหนึ่งของประชาคมของสยาม ไม่ได้เป็นเรื่องผิดปกติ เขาอยู่กันมานมนานกาเลแล้ว แชร์แวสบอกสมัยอยุธยา คนลาวเหล่านี้ พื้นเพดั้งเดิม มีทั้งที่เป็นคนลาวและคนมอญโดยเป็นคนที่สยามจับมาเป็นเชลยศึก หรือกวาดต้อนเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักร เมื่อประมาณ ๒๐๐ ปีมาแล้ว แชร์แวสเล่าว่าอย่างนั้น ขณะเดียวกันเมื่อมีคนต่างด้าวอื่นอีก แชร์แวสบอกมีชาวโปรตุเกสและฮอลันดาเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ด้วยในนิคม มีกี่หลังคาเรือนรู้ไหมครับ ๗๐๐-๘๐๐ หลังคาเรือน สำหรับเมืองแบบอยุธยาก็ต้องนับว่าเยอะ มีชาวญี่ปุ่น มีพวกโคชินจีน มีชาวเขมร ที่มาตั้งนิคมของตนเองอยู่ด้วย นอกจากนี้ยังมีพวกมลายูอยู่มากมายเหลือคณานับ โดยที่ถือลัทธิทางศาสนาพระมะหะมัดสำหรับบ้านเมืองอย่างอยุธยาซึ่งเปิดตัว เปิดออก รับคนต่างชาติต่างวัฒนธรรมเข้ามาอยู่เป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโดยไม่ได้มีการเดียดฉันท์เลย เป็นสิ่งที่มีมาตั้งแต่ช่วงอยุธยาแล้ว นอกจากนี้ยังมีพวกฝรั่งเศส อังกฤษ แล้วก็มีพวกแขกมัวร์ พวกนี้น่าจะมาจากอาหรับ เข้ามาทำการค้าขายใหญ่ในประเทศ แล้วก็ที่สำคัญ นอกจากแขกมัวร์แล้ว ยังมีพวกจีนด้วย แต่ทางแชร์แวสบอกว่า จีนกับแขกมัวร์นี่มีปริมาณที่ค่อนข้างจะใกล้เคียงกัน แต่จริงแล้วจีนก็อาจจะมีมากกว่า เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราคิดว่าค่อนข้างสำคัญตรงนี้คือ มันไม่ใช่เป็นปรากฏการณ์ใหม่ในทางธรรมชาติของอยุธยาที่จะเห็นว่าเมื่อนับย้อนหลังไปแล้วเนี่ย เราเห็นถึงความหลากหลายของผู้คนที่มีอยู่ในดินแดนแถบนี้ ปรากฏการณ์ที่ผมเล่าให้ฟังว่าในอยุธยามีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติหลายภาษาที่เข้ามาอยู่ไม่ใช่เริ่มมาตั้งแต่อยุธยา ย้อนหลังไปเมื่อยุคก่อนประวัติศาสตร์ก็มีคนจากหลายถิ่นหลายที่ที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่นี้ ไม่ว่าจะเป็นตอนเหนือของแอฟริกา จากทางยุโรป สะท้อนให้เห็นว่ามีพวกชาวเรือ ชาวเล ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานกันอยู่เยอะแยะมากมาย และเป็นความต่อเนื่องมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นลักษณะสำคัญในดินแดนเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างนั้นเนี่ยคือว่า เป็นดินแดนหรือพื้นที่ที่เปิด ที่จะรับหรือซึมซับความหลากหลาย โดยเฉพาะกลุ่มคนนั้นเนี่ยมาจากที่ต่างๆมาแต่โบร่ำโบราณ และสืบเนื่องมาจนกระทั่งสมัยอยุธยา ธรรมชาติเช่นนี้ก็ยังคงมีอยู่ เมื่อมาถึงจุดนี้ ผมคิดว่ามีประเด็นที่เราต้องขบคิดต่อไปอีกขั้นคือ ผมลองมาคิดดูว่าความหลากลายทางชีวภาพก็ดี ความหลากหลายเชิงวัฒนธรรมก็ดี หรือความหลากหลายในเรื่องของคนก็ดี ที่เราเห็นว่ามีปรากฏอยู่ในอยุธยานั้นเนี่ย บ้านเมืองที่ร่วมสมัยกับอยุธยา หรือบ้านเมืองที่เจริญมาก่อนสมัยอยุธยา ก็มีองค์ประกอบของความหลากหลายในลักษณะนี้อยู่ด้วยเหมือนกัน ถ้าอย่างนั้นอยุธยากับความหลากหลายมันแตกต่างจากบ้านเมืองอื่นที่มีความหลากหลายเหมือนกับอยุธยาตรงไหน ความสำคัญของอยุธยาอยู่ตรงไหน มีลักษณะเฉพาะอย่างไร ในเมื่อลักษณะนี้ไม่ได้เป็นคุณสมบัติเฉพาะในกรณีของลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างเท่านั้น หลังจากที่เราไปศึกษาหลักฐานข้อมูลทางประวัติศาสตร์หลายอย่าง เราจะเห็นว่าอยุธยา เป็นสังคมและวัฒนธรรมที่มีคุณสมบัติพิเศษสำคัญประการหนึ่ง คือมีความสามารถในการจัดระบบความหลากหลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าท่านจะดูสังคมที่มีการจัดระบบความหลากหลายนะครับ สังคมไหนก็ตามที ผมไม่คิดว่าจะมีสังคมไหนจะจัดระบบความหลากหลายได้ดีเท่ากับอยุธยา อยุธยาเป็นสังคมที่จัดระบบความหลากหลายได้อย่างมหาศาล อย่างเช่น ในเรื่องของภาษา ที่ใช้สื่อสารเป็นหลัก เราอาจจะเห็นได้ว่าเป็นภาษาไทย แต่ในโลกภาษาไทยของคนอยุธยา ไม่ได้มีภาษาไทยเท่านั้น ภาษาราชาศัพท์ของอยุธยาเป็นภาษาที่มีความสลับซับซ้อน เป็นภาษาที่บ่งชี้ให้เห็นถึงวงศ์ศัพท์ที่มีจำนวนกว้างขวาง และการจัดลำดับชั้นของคำ เรารับภาษาเขมรมาเยอะ ในขณะที่เรามีภาษาของเราเอง แต่การที่รับภาษาเขมรมานั้น รับมาเพื่อใช้ประโยชน์ ในการจัดสถานะของกลุ่มคนในสังคมว่าใครควรจะอยู่ลำดับสูง ลำดับต่ำ ใครควรอยู่ตรงไหน ที่ทางของคนเหล่านั้นอยู่อย่างไร คิดดูถึงความสามารถในการจัดระบบความหลากหลาย แต่เมื่อเข้ามาในโลกของโหราศาสตร์แล้ว อยุธยามีความสามารถทางด้านบาลี แต่มาในโลกของวรรณกรรม เราจะเห็นว่าอยุธยามีความสามารถในการใช้ภาษา และวรรณกรรมทางด้าน สันสฤตเยอะสุด เพราะฉะนั้น เฉพาะในมิติทางภาษาอย่างเดียวนี้ เราเห็นได้ถึงความสามารถในการจัดระบบความหลากหลายให้เข้ามาลงตัว ให้เข้ามาอยู่ในที่เดียวกันอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดระบบความหลากหลายที่มีตัวอย่างสะท้อนให้เห็นที่น่าสนใจอีกอันหนึ่งคือ ผมไปดูที่เรื่องของ ประเพณีพิธีกรรม ผมอยากจะยกตัวอย่างประเพณีพิธีกรรมอันหนึ่งของอยุธยาที่น่าสนใจมากคือ พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ซึ่งมีลิลิตองค์การแช่งน้ำเป็นคาถานำ จากการศึกษาพิธีนี้ และตัวความที่ปรากฏในลิลิต เราเห็นถึงการจัดระบบความหลากหลาย เพราะการแช่งน้ำดูให้ดีนะว่า มันเป็นการผสมผสานของคติความเชื่อที่มีทั้งพราหมณ์ พุทธ ผี เอาไว้ในที่เดียวกันอย่างกลมกลืนที่สุด สถานที่ในการประกอบพิธีกรรมอันนี้เป็นพิธีไสย แต่ประกอบพิธีกรรมในวัดพระศรีสรรเพชญ เทียบเท่ากับวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ย้ายมาที่กรุงเทพฯ มาจัดที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เป็นพิธีไสยที่ประกอบในวัดหลวง ที่มีความสำคัญเป็นศูนย์กลางของความศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นคติพุทธ แต่ต้นรากของคติของการประกอบพิธีกรรม เป็นเรื่องทางไสยและทางพราหมณ์ ผู้เข้ามาประกอบพิธีมีทั้งพราหมณ์และพระสงฆ์ ภาษาที่ใช้ เขาเลือกใช้คำ จิตร ภูมิศักดิ์ ศึกษาแล้วบอกว่า เจอคำบาลี สันสกฤต น้อยมาก ขณะที่ราชสำนักของอยุธยา เป็นราชสำนักที่มีความรู้ทางด้านวรรณกรรม ภาษา และวรรณคดีภาษาสันสกฤตและบาลีอย่างสูง แต่เมื่อมาจัดการในเรื่องของแช่งน้ำ ไม่ได้ใช้ศัพท์บาลีสันสกฤตศัพท์สูงอะไรเข้ามา แต่จงใจที่จะเลือกใช้ศัพท์ที่พอพูดไปแล้วโดนใจผู้ฟัง เพียงแต่ว่ามันเป็นภาษาเก่า เราฟังแล้วไม่เข้าใจ แต่คนสมัยก่อนเขาฟังแล้ว เขาเข้าใจ มันเป็นการเอาศัพท์เอาเรื่องเอาราว เอาตำนานต่างๆที่เราอาจจะบอกว่ากล่าวถึง เราจะเห็นได้ในทางธรรมเนียมบาลีสันสฤต มาทำให้เป็นไทยได้อย่างผสมกลมกลืน มากเช่น ยกตัวอย่างสั้นๆง่ายๆเช่น เขาเรียกเขาพระสุเมรุว่า ผาหลวง เรียก พระอิศวร ว่า เจ้าผาหลวง เรียกตะลากูดว่า ผาคำ เขาเรียกวิมานไทยของพระอินทร์ว่า เรือนอินทร์ เรียกทศกันฐ์ว่า สิบหน้าเจ้าอสูร เรียกพระพรหมผู้ทรงหงษ์ว่า ขนหงษ์พองเกล้าสิงห์ เห็นไหมครับความรู้ความสามารถในการจัดความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของตำนานต่างๆ เรื่องของภาษาทางพื้นถิ่นที่มีอยู่ เอามาทำให้ลงตัว เพื่อสนองประโยชน์ในการใช้เพื่อการราชพิธีนี้ เพื่อสร้างความรู้สึกให้เกิดความจงรักภักดี คนอยุธยา สามารถจัดการกับความหลากหลายได้ เราจะดูการจัดการกับความหลากหลายของกรุงศรีอยุธยาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในเรื่องของการบริหารต่างๆผมไม่เคยเห็นกฎหมายใด ของภูมิภาคใด ในพื้นภูมิภาคนี้จะดูละเอียดยิบและมีหลักแนวคิด มีความละเมียดละไม มีความระมัดระวังได้เช่นนี้ ดูตำแหน่งพระอัยการพลเรือน ตำแหน่งพระอัยการหัวเมืองหรือกฎหมายศักดินาที่เราเรียกนี้ ไม่มีคนที่อยู่ในอยุธยาแล้วจะไม่รู้จักระบบ ยาจกยังมีศักดินา ไม่ว่าจะเป็นคนต่างชาติต่างภาษาหลากหลายก็ตาม อยุธยาก็รู้จักที่จะยอมรับในความหลากหลายของเขา สามารถที่จะดึงดูดให้เข้ามาในระบบบริหารราชการแผ่นดินของอยุธยาได้ ถ้าไปเปิดดูภาคที่เกี่ยวกับการรบ รณรงค์สงคราม ก็จะเห็นว่ามีพวกฝรั่งแม่นปืนทั้งหลายถูกเอาเข้ามาจัดระบบ ให้รับใช้ราชการอยุธยา ไปเปิดดูในส่วนของทหาร เจอมอญ สมิงเนี่ยเป็นหน้าๆเลย มียศฐาบรรดาศักดิ์อยู่เป็นหน้าๆเลยเขียนเรียงไว้ ว่าอยู่ในตำแหน่งไหน เปิดเลยต่อไปจะถึงจาม ซึ่งเป็นคนอีกชาติพันธุ์หนึ่ง ซึ่งอยู่ตอนกลางและทางตอนใต้ของเวียดนาม ถูกเอามารับใช้ราชการในกรุงศรีอยุธยา เพราะฉะนั้น กฎหมายศักดินา เป็นกฎหมายที่จัดสรรและควบคุมกำลังคน ตัวกฎหมายเองสะท้อนถึงศักยภาพอันสูงของรัฐอยุธยาในการจัดระบบความหลากหลาย เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นความหลากหลายทางชีวภาพ ทางวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นความหลากหลายของกลุ่มคน หรือชาติพันธุ์ ถูกจัดระบบหมด ช้างศึกเนี่ยนะครับ ขอให้ได้เปิดดูในลิลิตญวนพ่าย มีช้างกี่เพศ กี่ลักษณะ รู้หมดเลยว่าช้างนี้มีลักษณะไม่ดี ต้องมี ๓๓ ประการของช้างเลวเอามาใช้ไม่ได้ นี่เป็นช้างพนักงาน นี่เป็นช้างมีคุณสมบัติ นี่เป็นช้างพัง ต้องเอามาให้เพื่อการนั้นการนี้ ช้างเนี่ยเป็นสัตว์พื้นฐานที่อยู่ในภูมิภาคนี้ และเป็นความหลากหลายทางชีวภาพอย่างหนึ่ง แต่ผู้ปกครองอยุธยานั้น เอามาจัดระบบ พวกสินค้าของป่าต่างๆถูกจัดระบบแยกประเภท ของไหนมีค่ามีราคา ของไหนมีราคาต่ำกว่า น้ำผึ้งต้องเป็นเดือนไหน จึงเป็นของมีคุณภาพสูงสุด ความละเอียด ความประณีต ของความหลากหลายเหล่านี้ จัดระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ มันสะท้อนให้เห็นธรรมชาติของรัฐอยุธยา ซึ่งเป็นรัฐที่มีศักยภาพ เป็นรัฐที่ท้ายที่สุดแล้ว ในภูมิภาคแถบนี้ไม่มีรัฐไหนที่มีระบบความหลากหลายได้ดีเท่ารัฐอยุธยา มันจึงบอกได้ว่า ท้ายที่สุด ในภูมิภาคนี้ทั้งหมดเนี่ยอยุธยาดึงขึ้นมา แล้วจริงๆ เมื่อเทียบกับพม่านั้นไม่แพ้พม่า เพราะพม่าถึงจะมีการขึ้นมาได้บางครั้งบางคราว และรบชนะอยุธยา แต่ประวัติศาสตร์พม่าส่วนใหญ่แล้วเนี่ยเป็นเรื่องของการแตกแยกภายใน ซึ่งมีอยู่ค่อนข้างมหาศาล แต่ประวัติศาสตร์อยุธยาเป็นเรื่องของบูรณาการมาโดยตลอด ผสมผสานดูดกลืนมาโดยตลอด ด้วยเหตุนี้เนี่ยอยุธยาจึงมีความต่อเนื่องของศูนย์กลางอำนาจ ๔๑๗ ปี โดยไม่ขาดสาย น่าสนใจมาก ถ้าไปเทียบกับประเทศใกล้เคียงโอกาสน้อยที่จะมีความยั่งยืนของศูนย์กลางอำนาจเดียวที่ต่อเนื่องยาวนาน อย่างเช่น กรณีที่อยุธยา การจัดการความหลากหลายของอยุธยา เป็นคุณสมบัติเฉพาะของคนในภูมิภาคเราที่มีมานมนานกาเลแล้ว รู้จักที่จะจัดการตรงนี้ ความสามารถในการจัดการตรงนี้ได้เนี่ย มีกระบวนการ ๒ กระบวนการ ที่สำคัญด้วยกัน กระบวนการแรกคือ ความเข้าใจ ( understanding ) จะเห็นว่าคนอยุธยา เข้าใจในวัฒนธรรมเงื่อนไขของตัวเองเนี่ยอย่างถ่องแท้มาก ด้วยเหตุนี้การรับวัฒนธรรมจากภายนอกนั้นเนี่ย จึงไม่ได้รับแล้วเข้ากระทบโครงสร้างของวัฒนธรรมเดิม จึงทำให้เกิดการวิปลาสผิดแผกแตกต่าง หรือเกิดอาเพศ เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังมาก ของที่เขาต้องใช้ในการที่เป็นการพระศาสนา ก็ไม่เอาใช้ปะปนในการของชาวบ้านของที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่เอามาปะปนกับของที่เป็นสาธารณ์ เมื่อรับวัฒนธรรมพราหมณ์มาแล้ว รับความรู้ความสามารถศาสตร์ต่างๆที่พราหมณ์มี ทางโหราศาสตร์ ศาสตร์เกี่ยวกับช้าง สัตว์ต่างๆแต่ไม่ได้รับระบบวรรณะมาด้วย อันนี้รู้ว่าตัวเองคือใคร ประเด็นที่สอง คือ รู้จักในสิ่งที่ตัวเองรับเข้ามา คือ รู้ว่าสิ่งที่ตัวจะรับเข้ามานั้นคือใคร เป็นบุคคลกลุ่มไหน เข้ามีธรรมชาติของเขาอย่างไร เราจะให้เขาอยู่ได้อย่างไร จะอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขได้อย่างไร จะให้สิทธิอำนาจเขาแค่ไหน จะอาศัยพึ่งพาเขาแค่ไหน อยุธยามีการจัดระบบในเรื่องนี้ ต้องกล่าวว่าค่อนข้างมีประสิทธิภาพ เราจึงไม่เห็นภาวะความแปลกแยกในสังคมซึ่งมีอยู่สูง เมื่อเทียบกับชาติอื่น และวัฒนธรรมอื่น เราจะเห็นว่ามีปัญหาความขัดแย้งในกลุ่มชาติพันธุ์ค่อนข้างมาก แต่อยุธยาเนี่ย คริสต์ พราหมณ์ พวกศาสนาพระมะหะหมัดเข้ามาอยู่กันใน community ที่อยู่ติดๆกัน ไปได้ ถ้าเราไปดูหลักฐานความขัดแย้งมีน้อยเหลือเกิน เพราะว่าเขารู้ว่าสิ่งที่เขารับเข้ามาเนี่ย ธรรมชาติมันเป็นอย่างนี้ ความเข้าใจมีความสำคัญมากเป็นอันดับแรก สอง คือกระบวนการปรับให้เป็นส่วนหนึ่งของสังคม เราอาจจะเรียกว่าเป็นกระบวนการปรับให้เป็นท้องถิ่นหรือ localization ได้ สิ่งที่มันมีอยู่แล้วอยุธยารับมาเนี่ย ไม่ได้รับมาแล้วคงสภาพไว้อย่างเดิม๑๐๐ % เต็ม แต่มันมีกระบวนการปรับเปลี่ยน หรือเลือกรับปรับใช้ให้สอดคล้องกับเงื่อนไขของเขา เห็นไหมว่ากระบวนการ Apply เข้ามาเนี่ยเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งของพัฒนาการที่สำคัญ และเราเห็นความต่อเนื่องว่า ๔๐๐ ปีที่มีอยู่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยานี้ ในขณะที่อยุธยาเป็นราชธานีมาโดยตลอด และด้วยความสำเร็จในการจัดการความหลากหลายตรงนี้เอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบทบาทของพระมหากษัตริย์ที่ขึ้นมาเป็นผู้นำทั้งทางโลกและทางธรรม สามารถที่จะแสดงพระองค์ว่าเป็นบารมีในลักษณะที่เป็นเทวราชา แต่ในขณะเดียวกันก็ทรงเป็นกษัตริย์ที่สนับสนุนพุทธศาสนา และเป็นองค์ศาสนูปถัมภกของศาสนาอื่นๆด้วย ต้อนรับคริสตศาสนา ศาสนาอื่นไม่ได้ทำให้เกิดความแตกแยก หรือความร้าวฉานเกิดขึ้น อันนี้เป็นภาพสะท้อนถึงความชาญฉลาดที่ผ่านมานมนานของคนเราที่เปิดใจว่า โดยธรรมชาติพื้นฐานเบื้องต้น ไม่ว่าจะเป็นดิน น้ำ ทราย สัตว์ มันมีความหลากหลาย แล้วจงเข้าใจความหลากหลายนั้น แล้วรู้จักที่จะอยู่เป็นส่วนหนึ่งกับมัน จับเข้ามาในมิติทางวัฒนธรรม รู้ว่าวัฒนธรรมมีความหลากหลาย แต่ก็รู้จักที่จะจัดระบบ ในความหลากหลายนั้น และสร้างเงื่อนไขให้เข้ามาเฉพาะ ให้เป็นประโยชน์แก่ตนเองให้มากที่สุด เช่น วัฒนธรรมการใช้เรือ เป็นต้น รู้จักคนที่มีอยู่อย่างหลากหลาย และสามารถที่จะร้อยรัดคนอันหลากหลายเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมเดียวกัน และอยู่ด้วยกันได้อย่างสันติสุข พึ่งพาอาศัยกันได้อย่างต่อเนื่อง ช้านาน และนี่คือความสำเร็จและเป็นสิ่งที่บ่งชี้ว่า ทำไมอยุธยานั้นจึงเข้ามายิ่งใหญ่ได้กว่าอาณาจักรอื่นๆ ในภูมิภาคนี้มากมาย เพราะอยุธยานั้น มีความสามารถพิเศษในการจัดการกับความหลากหลายซึ่งมีอยู่ในสังคมของเขา
อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ขอบคุณครับอาจารย์สุเนตร ผมเกือบไม่ต้องพูดอีกเลย เพราะอาจารย์สุเนตรได้พูดคลุมไว้หมดแล้ว ผมแต่พูดเสริมเท่านั้นเองว่า ความเป็นอยุธยาเนี่ย มันเป็นจุลภาคของภูมิภาคที่ใหญ่ นอกจากสยามประเทศแล้ว คือ สุวรรณภูมิ ภูมิภาคสุวรรณภูมิ คือ ภูมิภาคหนึ่งที่เป็นของ Asia pacific อัตลักษณ์ที่สำคัญของ Asia pacific คือ ความหลากหลายทางชีวภาพ และใน Asia pacific นั้น มีเอเชียอาคเนย์ ซึ่งมีทั้ง Mainland และ Island Southeast Asia ในสมัยโบราณเมื่อครั้งพุทธกาล เรียกภูมิภาคนี้ว่าสุวรรณภูมิ คือ ความหลากหลาย และความหลากหลายนี่เอง เป็นสิ่งที่นำมาซึ่งความหลากหลายทางวัฒนธรรม เพราะว่าคนหลายชาติหลายภาษา ทั้งใกล้ไกลมุ่งเข้ามาที่สุวรรณภูมิ มันเป็นโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ที่อาจารย์สุเนตรพูด คนต่างชาติเข้ามา เพราะฉะนัน เรื่องพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนกเนี่ย พระมหาชนกเป็นพ่อค้าคนหนึ่งของ India ค้าขายที่สุวรรณภูมิ นำความมั่งคั่งของสุวรรณภูมิขึ้นมา และคนที่เข้ามาในดินแดนเอเชียอาคเนย์เนี่ย ไม่ได้เกิดจากกระบอกไม้ไผ่ แต่มาจากที่ต่างๆ เข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนเขตนี้ แล้วไม่ได้มาอย่างยกโขยงเข้ามา แต่ไปๆมาๆอยู่ตลอดเวลา คือ ไม่ได้เข้าแล้วอยู่อย่างนี้เรื่อยไป แต่มันมีคนกลุ่มใหม่ผลัดกันเข้ามาตามยุคสมัย และนักประวัติศาสตร์ทางสังคมของเอเชียอาคเนย์ไม่หยุดนั่ง มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา และถ้ามองมหภาค คือสุวรรณภูมิ ถัดลงคือ สยามประเทศเหมือนกันทั้งสิ้น หลังสยามประเทศมาเป็นอยุธยา ทำไมถึงเป็นอยุธยาที่อาจารย์สุเนตรพูดเพราะอยุธยานั้นมีพื้นที่สำคัญอยู่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เข้าใจตรงนั้นนะครับ ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างนั้น คือหัวใจความเป็นอยุธยา แล้วก็ตอบรับความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรมในมิติใหม่ กลุ่มคนไม่ถ่ายทอดมาตั้งแต่สมัยสุวรรณภูมิเลย แต่ว่ามันเป็นกระบวนการที่เข้ามาตลอดและพัฒนาการของอยุธยาเนี่ย เกิดขึ้นในพื้นที่และระบบนิเวศที่เป็นลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ซึ่งภาษาอังกฤษเรียกว่า Young Delta เพราะฉะนั้นลุ่มน้ำเจ้าพระยาจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ตั้งแต่นครสวรรค์ ชัยนาทลงมาถึงสมุทรปราการ เพชรบุรี ที่เป็น Delta ขนาดใหญ่ แต่ว่า Delta เก่าเนี่ย อยู่เหนืออยุธยาขึ้นไป ตั้งแต่อยุธยาขึ้นไปถึงชัยนาท นครสวรรค์ สิงห์บุรีเนี่ย เป็น Delta เก่า เพราะฉะนั้นบางเมืองต่างๆรุ่นก่อนอยุธยาอยู่ทางนั้นทั้งสิ้น แต่อยุธยาอยู่ใน Young Delta คือ ตอนล่างเป็นดินดอนเกิดใหม่ เพราะฉะนั้นพัฒนาการอยุธยาจึงเป็นจุดเปลี่ยนในด้านภูมิประเทศ จากบริเวณที่เป็น Delta เก่า มาสู่อันใหม่ทำให้อยุธยาเป็นศูนย์กลาง เพราะฉะนั้นสภาพอยุธยาเหมือนกับที่เราพูดถึงว่า อย่างเช่น เราพูดถึง Roman ว่า All Roads Lead To Rome แต่อยุธยา All Rivers Lead To Ayudhaya อันนี้เห็นชัดเลยนะครับ และการที่การคมนาคมสมัยก่อนของเอเชียอาคเนย์ของสุวรรณภูมินั้น คือการค้าสำเภาอย่างที่อาจารย์สุเนตรพูดเนี่ย ความหลากหลายของชาติต่างๆที่เข้ามา อยุธยาเป็นจุลภาคของเอเชียอาคเนย์ของสุวรรณภูมิทั้งหมด ซึ่งไม่มีที่อื่นและที่สำคัญ คือในดินดอนสามเหลี่ยมตอนล่างของเจ้าพระยาของอยุธยา มันโดดเด่นกว่าที่อื่น โดดเด่นกว่าดินดอนสามเหลี่ยมของลุ่มน้ำโขง หรือที่อิระวดี หรือที่สาละวินอีก เพราะอะไร อันนี้เป็นสิ่งที่คนต้องเรียนรู้ เพราะในบริเวณนี้มีลักษณะบูรณาการมาก ใน Young Delta นี้มันเกิดระบบนิเวศอยู่ ๔ อันด้วยกัน ดินดอนสามเหลี่ยมอันนี้ตอนที่อยู่ติดทะเล เกิดระบบนิเวศที่เรียกว่า ทะเลตม เต็มไปด้วยหอย ปู ปลา บางปู คือ ส่วนหนึ่งของทะเลตม คนโบราณถือว่า อันนี้คือความมั่งคั่ง อ่าวไทยตรงเขตทะเลตมเนี่ย มีลำน้ำที่พ่นโคลนตะกอนถึง ๓-๔ ลำน้ำ บางปะกง เจ้าพระยา ท่าจีน แม่กลอง เพชรบุรี แล้วจากลำน้ำ ๔ สายเนี่ย แต่ละสายเป็นลำน้ำซึ่งเรือเดินทะเลเข้าไปจอดเทียบท่าเมืองสำคัญใหญ่ๆ เช่น นครปฐม คูบัว ราชบุรี มีมาตั้งเป็นพันๆ ปีแล้ว มันแสดงถึงระบบนิเวศทางแม่น้ำลำคลองที่ชัดเจน เพราะไม่ใช่มีแม่น้ำอย่างเดียว มีการขุดคลองเพื่อการคมนาคมด้วย เพื่อการตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัย เพราะการตั้งถิ่นฐานบนเขตอยุธยา หรือลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างเนี่ย เป็นการตั้งถิ่นฐานของการตั้งถิ่นฐานบนเกาะทั้งสิ้น เกาะมีทั้งเกาะธรรมชาติ และเกาะที่มนุษย์สร้างขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าหากดูเรื่องของแผนที่อยุธยาที่ทำไว้ ตัวอยุธยาเป็นเกาะ กรุงเทพฯก็เป็นเกาะ ธนบุรีก็เป็นเกาะ เพราะฉะนั้นเหตุเราเรียกว่าบางกอกเนี่ย คือ แท้ที่จริงมันคือ บางเกาะ เรามาเปลี่ยนเป็นบางกอก คนที่ไม่รู้จักความหลากหลายทางชีวภาพบางคน มาจากพุทธศตวรรษที่ ๑๘-๑๙ นี้เอง แล้วก็ลักษณะการทำสวนนี้คือ พวกมาจากจีนใต้ ที่เราเรียกว่าพวกเจ๊กทั้งหลายเราก็เป็นลูกหลานเจ๊กทั้งนั้น พวกนี้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณนี้ ก็เป็นหนึ่งในความหลากหลาย ทางชีวภาพที่สัมพันธ์กับความหลากหลายทางชาติพันธุ์ คนเหล่านี้เข้ามา เพราะฉะนั้นคนที่เข้ามาในสุวรรณภูมิ เข้ามาในดินแดนที่เป็นประเทศไทยนี้ ไม่ใช่เข้ามาแล้วถูกสืบเนื่องเรื่อยมา มันมีหลายระลอกที่เข้ามา เพราะฉะนั้นเวลาศึกษาประวัติศาสตร์เรื่องความหลากหลาย เราอย่าไปท้าวความถึงสุโขทัย รีเทิร์นจนห่างตัวเกินไปเอาแคบๆใกล้อย่างอยุธยาก็แย่แล้วมันมาเหลือเกิน แล้วโดยเฉพาะเมื่อมาถึงกรุงเทพฯ มันก็ไม่เหมือนอยุธยา เพราะความหลากหลายทางชีวภาพของคน เพิ่มขึ้นสมัยรัชกาลที่ ๓ เยอะแยะเลย โดยเฉพาะคนจีนที่เข้ามามาก เข้ามามากขึ้นเลย เพราะฉะนั้นพื้นที่เนี่ยมันตอบรับหลายอย่าง หวนกลับถึงอยุธยาอีกทีหนึ่ง อยุธยาเกิดขึ้นโดยคนกลุ่มใหม่ที่เข้ามาเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๘-๑๙ นั้นเอง แล้วมาสัมพันธ์กับตำนานของอาจารย์สุเนตร ที่เป็นผู้ค้นคว้าอีกอันหนึ่ง ตำนานที่ฝรั่งพูดถึงคืออะไร คือ ตำนานพระเจ้าหัว ของ ซาวาลิต ซาวาลิต พูดถึงว่า มีลูกพระเจ้ากรุงจีน เดินทางเข้ามาค้าขาย ถูกพ่อไล่มาหรือเปล่าไม่รู้ ชายทะเลตลอดเลย เริ่มปัตตานี มานครศรีธรรมราช มากุยบุรี เพชรบุรี หลังจากนั้นรุ่นพระเจ้าอู่ทองทะลักเข้าอยุธยา สุพรรณบุรี ไปถึงนครสวรรค์ มีชื่อของท้าวอู่ทองทั้งสิ้น แต่นักประวัติศาสตร์ไม่เข้าใจ นักประวัติศาสตร์รุ่นก่อนอาจารย์สุเนตรมองว่า พระเจ้าอู่ทองเป็นบุคคลในประวัติศาตร์ เลยไปใส่ว่าพระรามาธิบดีที่ 1 ผู้สร้างนครศรีอยุธยาคนละเรื่องกัน พระเจ้าอู่ทองเป็นบุคคลในตำนาน กำหนดเวลาไม่ได้ แต่เป็นตัวแทนของคนกลุ่มใหม่ที่เข้ามา ต้องถือว่า ตำนานเนี่ยมันสร้างสิ่งที่เรียกว่า Culture Hero ผู้นำทางวัฒนธรรม พระเจ้าอู่ทองเป็นผู้นำทางวัฒนธรรมของคนกลุ่มใหม่ เข้ามาทางทะเล และคนเหล่านี้เข้ามาในพุทธศตวรรษที่ 18-19 มีการสร้างบ้านแปงเมืองตามบ้านเมืองเก่าๆที่เขามีอยู่แล้ว ไม่ว่าปัตตานี นครศรีอยุธยา กุยบุรี เพชรบุรี รวมถึงอยุธยา เข้ามาตั้งถิ่นฐาน ณ ตรงนี้ พวกนี้เข้ามาพร้อมกับชาวสวนต่างๆผ่านทะเลขึ้นไป ถ้าเรามองในมิติพุทธศตวรรษ ที่ ๑๘-๑๙ ท่านจะเห็นว่าถ้าเราย้อนไปกับปัตตานีรุ่นลังกาสุกะ คนละเรื่องครับ ๑๘-๑๙ ปัตตานี ก็เป็นปัตตานีในยุคนี้ เพราะฉะนั้นมันสัมพันธ์กันหมดเลยในเรื่องความหลากหลายของชาติพันธุ์ มองในแง่ประวัติศาสตร์หรือตำนานมันลึกลงไปเห็นด้วยกัน แล้วมันเกิดสิ่งที่เมื่อมันบูรณาการแล้วจึงเกิดราชอาณาจักรอยุธยาขึ้น ในอยุธยาจะต้องแบ่งเป็นยุคๆด้วยกัน ในยุคแรกประมาณพุทธศตรวรรษที่ ๑๙-๒๐ อันนี้เป็นจุดเริ่มต้น อยุธยายังเป็นบ้านเมืองใหญ่ๆเป็นรัฐๆหนึ่งในสยามประเทศ ยังไม่ได้มีการรวบรวมกัน ยังไม่ได้เป็นศูนย์กลาง พอถึงพุทธศตวรรษที่ ๒๑ เราจะเห็นการเป็นศูนย์กลางของอยุธยาของสยามประเทศ ตั้งแต่รัชกาลของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเป็นต้นมา และในช่วงนี้มีการเปลี่ยนแปลงในอยุธยาอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการเกิดพระบรมมหาราชวัง ก่อนหน้านั้นไม่มีพระบรมมหาราชวังในอยุธยา มีแต่วัดมหาธาตุ กำสรวลสมุทรผมว่ายังไม่ได้พูดถึงพระบรมมหาราชวัง แต่เน้นมหาธาตุเจดีย์เป็นศูนย์กลางที่บอกว่า พรายพรายพระธาตุเจ้า เจรจันทร์ แจ่มแพง ไตรโลกเล็ง คือโค ค่ำเช้า ยังไม่เห็นภาพของพระบรมมหาราชวัง ที่อาจารย์สุเนตรพูดถึงวัดพระศรีสรรเพชญนั้น เกิดพระบรมไตรโลกนาถเป็นต้นมา แล้วก็เป็นจุดบูรณาการที่สำคัญ เพราะว่าเป็นราชอาณาจักรเนี่ยเปลี่ยนแม้กระทั่งแนวคิดของพระมหากษัตริย์ จะเห็นภาพเลยว่าเปลี่ยนตอนพุทธศตวรรษที่ ๒๑ จะเห็นว่าเป็นยุคที่เกิดราชอาณาจักร และรุ่งเรืองที่สุด และเป็นจุดบูรณาการที่สำคัญ เพราะว่าพระมหากษัตริย์ในสมัยอยุธยาตอนนั้น เอาสิ่งต่างๆที่มีอยู่มาปรับ มาผสานใหม่
พูดถึงสมัยพุทธศตวรรษที่ 21 สถาบันกษัตริย์ปรากฏตัวขึ้นที่สำคัญ ทำให้เกิดบูรณาการที่สำคัญขึ้นมา ก็คือ สังคมศักดินา ศักดินาที่ตัวบูรณาการ การเป็นกษัตริย์ การให้ตำแหน่งฐานะ ยศฐาบรรดาศักดิ์ ถึงได้คติว่า ยศช้างขุนนางพระขึ้นมา ใครก็ได้ที่มีประโยชน์ต่อแผ่นดิน ที่มีความดี เอามาเป็นข้าราชการหมด ให้ยศถาบรรดาศักดิ์หมด ชาวต่างประเทศที่เข้ามาเนี่ย เข้ามาอาจจะเสื่อผืนหมอนใบก็ได้ แต่เผอิญมีสติปัญญา มาทำประโยชน์กับคนอื่นก็ให้ตำแหน่งเลย เพราะฉะนั้นสถาบันศักดินาอยุธยา สามารถบูรณาการพวกที่หลากหลายในเรื่องชาติพันธุ์เข้าอยู่ในราชอาณาจักรได้ และอันนี้ก็ไปสัมพันธ์กับการถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาของที่อาจารย์สุเนตรพูด อันนี้คือบูรณาการ 3 อันที่เกิดขึ้น ที่สร้างความเป็นคนไทย
พุทธศาสนาแบบเถรวาท ภาษาไทย ระบบศักดินา แต่เพื่อขจัดความขัดแย้งในเรื่องศาสนาของกษัตริย์เอง ทรงรับหน้าที่เป็นองค์อัครศาสนูปถัมภก คือ อุปถัมภ์ทุกศาสนา ทำให้เราเกิดเป็นกระทรวงพุทธศาสนาขึ้นมา มองศาสนาเป็นเชิงเดี่ยว แต่ที่จริงในสยามประเทศไม่ใช่ เพราะกษัตริย์เป็นองค์อัครนูปถัมภก และกษัตริย์ของอยุธยาไม่ใช่เทวราช ท่านเป็นมนุษย์ ถ้าเป็นเทวราชพังไปนานแล้ว กษัตริย์อยุธยาเป็นมนุษย์นั้นเอง และความเป็นมนุษย์สะท้อนให้เห็นจากวิธีการสอนศาสนา ไม่ใช่บ้าพระไตรปิฎก แต่สั่งสอนในเรื่องชาดก ชาดกของเถรวาทของเรา ชาดกพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นมนุษย์พระพุทธเจ้า และเป็นมนุษย์โพธิ์สัตว์ เมื่อเช้านี้เราเข้าไปดูที่วิหารสุโขทัย มีชาดกพระเจ้า ๕๕๐ ชาติ เป็นประเพณีของทางลังกาหรือทางพุกาม ทั้ง ๕๕๐ ชาติเนี่ยนำเอาชีวิตของพระพุทธเจ้าแต่ละเรื่องมาอบรมสั่งสอน ถึงได้เกิดเป็นชาดกขึ้นมา เพราะฉะนั้นความเป็นมนุษย์ต้องเลียนแบบพระพุทธเจ้า ถึงจะสมบูรณ์แบบ พอถึงอยุธยาพระบรมไตรโลกนาถตัด ๕๕๐ ชาติเหลือเพียง ๑๐ ชาติ เน้นที่ ตัวกษัตริย์ คือทศบารมี และกษัตริย์ที่เป็นแบบอย่างของพระสมมุติราชที่สำคัญคือ พระมหาเวชสันดร ทางสุดท้ายของพระมหาเวสสันดร คือ ทานบารมี ทานบารมีคือสอนให้คนให้ไม่ใช่เอามันถึงมีเรื่อง สอนให้เอื้ออาทร สมัยนั้นเขาสอนให้ทำทานกัน มันถึงเอื้ออาทร นั้นคือภูมิปัญญาของสยามประเทศ ซึ่งผ่านจากสถาบันวัฒนธรรมหลวง สู่วัฒนธรรมราษฎร์ ปัจจุบันนี้เมืองไทยทั่วราชอาณาจักรชุมชน ต้องทำบุญสวดพระเวส ปัจจุบันนี้สังคมไทยไม่รู้ว่ามันขายฝรั่งหมดเลย มันเพียงแต่รูปแบบ แต่ไม่เข้าใจนัยที่อยู่ข้างหลังนั้น นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น แล้วอยุธยาเองตัวพระบรมมหาราชวังของอยุธยาเองนั้น พยายามจำลอง concept ของราชอาณาจักรใหญ่ ไม่ว่าจีน พุกาม หรือเมืองพระนคร โดยเฉพาะราชวังอยุธยานั้น ให้เอาตัวแบบมาจาก เมืองพระนครโดยตรง วัดพระศรีสรรเพชญนั้นเปรียบเทียบได้กับปราสาทบาปวนของนครธม ตัวพระราชวังเลียนแบบนครธม โดยเฉพาะพระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนตร์ หรือพระที่นั่งตรีมุข ซึ่งเหมือนกับพระที่นั่งที่อยู่หน้าสนามไชยของเมืองพระนคร แล้วมี ๓ ชั้น นั่นคือการแสดงความเป็นราชอาณาจักร อยุธยารับอิทธิพลขอมแต่ไม่ใช่ขอม โดยเฉพาะพระราชพิธีที่เรียกว่า อินทราภิเษก สิ่งที่สำคัญคือ การกวนเกษียรสมุทร นั้น เป็นเรื่องเทวราชา แต่อยุธยาเอามาใช้ในเรื่องเกี่ยวกับเสริมบารมีในพระราชพิธี ๑๒ เดือน และนั่นคือการปรับเปลี่ยนมา แต่พระราชพิธีของอยุธยานั้น ที่เห็นความสำคัญของภูมิประเทศที่เป็นลุ่มน้ำลำคลอง คือ พระราชพิธี ๑๒ เดือน อันนี้ปรากฎในทวาทศมาศ อย่างเช่น พระราชพิธีแข่งเรือ เสี่ยงน้ำ ส่งน้ำ และไล่น้ำ อันนี้เป็นหัวใจสำคัญ เป็นการสร้างพระราชพิธีเพื่อความอุดมสมบูรณ์ ปรับเข้าสู่ระบบนิเวศ ที่เป็นแม่น้ำลำคลอง เพราะฉะนั้นเห็นไหม ประเพณีที่สำคัญคือ การแข่งเรือ ที่เวลานี้เราเดือน ๑๑ เรามีการแข่งเรือ จริงแล้วสมัยก่อนเนี่ย คือ เสี่ยงทาย สมัยอยุธยาเนี่ยต้องเสี่ยง เสี่ยงโดยเอาเรือพระมเหสีกับกษัตริย์ แข่งกันตั้งแต่บางปะอิน ถ้าหากเรือกษัตริย์ชนะ ปีนั้นจะไม่ดี ถ้าเรือพระมเหสีชนะปีนั้นดี อยุธยาให้ความสำคัญกับผู้หญิงมาก ไม่ว่าทำไมผู้หญิงสมัยนี้ต่ำต้อยก็ไม่รู้ สมัยก่อนนี้เค้าให้เกียรติภูมิมาก แล้วก็ที่อาจารย์สุเนตรพูดถึงเรือที่แข่งนี้ อยุธยาได้มาจากไหน เรือที่แข่งนี้เป็นเรือชุมพันมเหรา คชสีห์ สุพรรณหงส์ เรือสุพรรณมเหราเนี่ย เป็นเรือแบกมังกร ที่อาจารย์สุเนตรพูด เป็นเรือแบกอัญเชิญส่งวิญญาณ มันเข้ามาเป็นตรงนี้ สัตว์ตัวนี้มันเป็นตะเข้ ตะเข้กับมังกรอย่างเดียวกัน เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับพิธีกรรม เรือนาคมาทีหลัง เพราะฉะนั้น เวลาไปดูเรือราชฑูตที่เข้ามาจากที่เดอลาลูแบร์ต่างๆ เป็นเรือสุพรรณมเหราทั้งสิ้น แล้วมันก็ปรากฎในนามของ ศรีสมัทธชัยไกรสรมุข อันนี้จะต้องเข้าใจตรงนี้ เพราะฉะนั้นการเกิดของอยุธยา ไม่ได้เกิดมาจากรูกระบอกไม้ไผ่นะครับ การเกิดจากความเป็นมาของสยามประเทศ ที่ลึกซึ้ง แล้วผู้ที่เข้าใจเนี่ย เขาก็ยังปรับเข้ากับระบบนิเวศ ทำให้เกิดเป็นวัฒนธรรมของอยุธยาขึ้นมา สิ่งที่สำคัญของอยุธยา คือ ไม่เหมือนกับสยามประเทศในระยะแรก เพราะมันเกิดในลุ่มน้ำลำคลอง เมืองที่เกิดขึ้นเป็นเกาะทั้งสิ้น ความยิ่งใหญ่ของอยุธยาอย่ามองที่ตัวอยุธยา ต้องมองอยุธยาไปถึงปากน้ำ เมืองที่เป็นบริวารที่สำคัญของอยุธยาคือ ธนบุรี นนทบุรี ปทุมธานี ธนบุรีศรีมหาสมุทร นนทบุรีศรีมหาสมุทร เป็นเมืองชาวสวน เป็นฐานทางเศรษฐกิจ และเป็นที่พักสินค้า ทำไมเกิดธนบุรีกับนนทบุรี เมื่อสมัยพระชัยราชาธิราชขุดคลองบางกอกน้อย บางกอกใหญ่ และทำให้เกิดเกาะบางกอกขึ้นมา ตรงนี้ยังไม่พอ เมื่อสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ขุดคลองเชื่อมระหว่างคลองแม่น้ำอ้อมบางกอกกับคลองบางกรวย จึงเกิดนนทบุรีกับธนบุรีขึ้นมา ทั้ง 2 อันนี้ เป็นสังคมชาวสวน เป็นฐานของสังคมแม่น้ำลำคลอง และเป็นจุดกำเนิดของกรุงเทพฯ เพราะอยุธยาไม่ได้อยู่ในระบบนิเวศที่เป็นสวนเหมือนแบบกรุงเทพฯ ถ้าพูดถึงการขุดแม่น้ำลำคลองที่ซับซ้อน กรุงเทพฯมีมากกว่า เพราะกรุงเทพฯต้องปรับสภาพแวดล้อมจากบริเวณดินน้ำจืด เค็ม ให้เป็นพื้นที่สวน พื้นที่สวนต้อง Control เรื่องน้ำ น้ำเค็ม เพราะฉะนั้น การขุดคลอง การขุดลำกระโดงเหล่านี้ ต้องระวังเรื่องนี้มาก เพราะฉะนั้นเป็นระบบนิเวศที่บอบบางมาก พอมาถึงสมัยกรุงเทพฯ ที่ไม่เข้านะครับ ความไม่เข้าเกิดขึ้นครั้งหนึ่งในสมัยรัชกาลที่ ๓ พยายามจะขุดคลองบางกระเจ้า พอน้ำเค็มเข้าท่านเลิกเลย เพราะฉะนั้นรัชกาลที่ ๓ ท่านสนใจพาณิชย์นาวี แต่พอรู้ว่าอะไรที่เป็นทุกข์แก่ราษฎร์ ท่านหยุด เพราะฉะนั้น เราจึงเหลือบางกระเจ้าเป็นโอเอซิสอยู่ ยังเขียวอยู่เลย ดังนั้นระบบนิเวศของชาวสวนพังเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๕น้ำเค็มเริ่มเข้า แล้วก็มาพังชิบหายวายป่วง ตอนที่เกิดโรงงานอุตสาหกรรม เกิดที่แถวฝั่งธนบุรี คลองด่าน บางขุนเทียน มี ๑๕๐๐ กว่าโรงงาน เรามีกรุงเทพฯขึ้นมาแทน ปัจจุบันกรุงเทพฯซึ่งเป็นตัวความหลากหลาย มันไม่เป็นอย่างนั้นแล้ว มันเละตุ้มเป๊ะเลย เพราะฉะนั้นหวนกลับไปอยุธยาอีกทีหนึ่ง ความรุ่งเรืองของอยุธยา ถ้าตอนต้นท่านอ่านกำสรวลสมุทร ตอนท้ายอ่านพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระบวรนาถเจ้ามหาสุรสีหนาถ เป็นเพลงยาวรบพม่า ที่ท่านเสียดายอยุธยาว่า ท่านบอกว่า เสียเพราะว่ามีคนโง่ปกครองประเทศ ท่านพูดถึงว่าเสียยศ เสียศักดิ์นคเรศ เสี่ยทั้งพระนิเวศวงศา เสียทั้งตระกูลนานา เสียทั้งไพร่ฟ้าประชาชน คำว่าตระกูลนานาหมายถึงอะไร ก็คือตระกูลที่เป็นคนไทย คนที่เป็นตระกูลในกรุงเทพฯหรืออยุธยามหานครนั้นไม่มีคนไทย เป็นชาวต่างชาติที่เข้ามา ดุ่มๆเข้ามาทั้งชาวไทยทั้งชาวต่างประเทศเข้ามา คนเหล่านั้นถ้ามีสติปัญญา รัฐบาลรับเข้าเป็นขุนนาง อย่างเช่น ฟอลคอน เป็นต้น และที่เด่นชัด คือตระกูลบุนนาค เป็นแขกเปอร์เซีย ตระกูลอะไรต่างๆ เข้ามา พวกเจ๊กแขก การเป็นมหานครนั้น ไม่ใช่ให้คนไม่มีหัวนอนปลายตีนมาทำเป็นห้องแถวเล็ก บ้าๆแบบกรุงเทพฯ เขาปลูกฝังให้เกิดชุมชน ตรงท้องถิ่นย่านนั้นเป็นตระกูลไหน มันถึงเกิดตระกูลนานาขึ้นมา มันมีเวลา แต่สังคมที่เกิดในกรุงเทพฯขณะนี้มันไม่มีหัวนอนปลายตีน มันไม่มีท้องถิ่น มันไม่มีอะไรเลย มันแย่ที่สุด มันเละตุ้มแลย เพราะฉะนั้นสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาถ ท่านโกรธมากเลยและความเจ็บปวดเนี่ยท่านบรรยายไว้เลย ทำให้ท่านโกรธพม่ามาก ท่านพูดว่าอยุธยาเนี่ย ฤดูใดได้เล่นเกษมสุข แสนสนุกทั่วเมืองหรรษา ตั้งแต่นี้แหละหนาอกนา อยุธยาอาภัพ ลับไป จะหาไหนได้เหมือนกรุงแล้ว ดั่งดวงแก้วอันสิ้นแสงใส คือเป็นความเจ็บปวดมาก แต่ทุกคนมองอยุธยาว่าเป็นเมืองที่มีความสุขสนุกสนาน นี่คือภาพที่เราเห็นจากอยุธยาในฐานะที่เป็นสยามประเทศและเป็นเมืองที่รวมเอาความหลากหลายทางวัฒนธรรม และชีวภาพ และจะเห็นว่า แม้ว่าการต่อเนื่องของอยุธยาดันคนต่างๆขึ้นมาทั้งสิ้น ตามลำน้ำเจ้าพระยา ธนบุรี นนทบุรี คนจีนเข้ามาตั้งถิ่นฐาน คนมอญเข้ามาแซม ปทุมธานี มอญเข้ามา ในสมัยพระเจ้าทรงธรรมขุดคลองลัด พอสมัยสมเด็จพระนารายณ์ เอามอญเข้ามา ตั้งถิ่นฐานที่นั่นเกิดสามโคกขึ้นมา มอญพวกนั้น มาทำอุตสาหกรรม เพราะฉะนั้นพวกตุ่มไหต่างๆที่ใช้ในอยุธยาหรือจนกระทั่งมาถึงกรุงเทพฯเนี่ย เกิดจากพวกมอญบางกลุ่มแถวอยุธยามาถลุงโลหะ จึงเกิดวัดสมิงโน้น สมิงนี้ และอยุธยาเนี่ยนำคนที่มีความรู้เข้ามา เพราะฉะนั้นคนที่เข้ามานั้นได้รับการต้อนรับให้อยู่ดี ให้ประกอบอาชีพ ให้มีฐานะ ให้มีศักดิ์ศรี เพราะฉะนั้น มอญสามโคก คือ มอญที่มีประโยชน์ เพราะผลิตเครื่องปั้นดินเผา ทำไมเครื่องปั้นดินเผาต้องมี เพราะสมัยก่อนไม่มีน้ำประปา คุณจะเอาหม้อดินแบบที่เผาไปบนผิวดินใช้เวลา ๒ วันก็แตก มันต้องโอ่ง ตุ่ม ไห ซึ่งเทคโนโลยีต้องก้าวหน้า เพราะฉะนั้น ต้องเอาสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา เพราะฉะนั้นปัจจุบันนี้สมัยก่อนที่ไม่มีน้ำประปา เราก็ได้ตุ่มของสามโคก ตุ่มที่สำคัญๆคือ ตุ่มอีเลิ้ง นางเลิ้ง อะไรพวกนี้ นี่คือการเกิดขึ้นมาในการเป็นสยามประเทศ และความหลากหลายทางวัฒนธรรม นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ถ้ามองจะเห็นว่าจากอยุธยาลงมาเนี่ย ดูแผนที่ฝรั่งทำไว้เลย ด้านคลองตะเคียนก็เป็นเกาะเล็กๆ พวกมุสลิม ต่ำไปเป็นจีน ถึงสามโคกมอญ และจากสามโคกค่อยๆขยายมาถึงปากเกร็ด ตอนหลังการเผาเครื่องปั้นดินเผาทำกันที่ปากเกร็ด นนทบุรีผสม เจ็ก มอญ ไทย ถัดมาถึงดาวคะนองทั่วไปหมดเลย แล้วเกิดนิทานท้องถิ่นที่ทุกคนไม่เข้าใจ อาจารย์สุเนตรพูดว่า มันอยู่กันในเรือ ที่จริงเรือนี้ มีทั้งแพด้วย เรือด้วย แล้วมันขึ้นล่องไป เพราะฉะนั้นสังคมอยุธยาเมื่อมีทั้งอยู่ติดที่และเคลื่อนที่ เพราะว่าเป็นสังคมพ่อค้าแม่ค้า และนิทานที่มันเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ คือ ไกรทอง ไกรทองมันไปค้าขายพิจิตรได้ลูกสาวพิจิตร ขณะนั้นในพิจิตรก็มีชาละวัน ที่จริงตะเข้มีตลอดแม่น้ำเลย เพราะมีตะเข้ตั้งตาดาวคะนองเลย ตะเข้ดาวคะนองดุนะ สองพันธุ์ที่มาพบกัน ถ้าคุณไปอ่านไกรทองสนุกเลย พันธุ์อยู่ดาวคะนอง คือท้าวพันตา พระยาพันวา ส่วนที่อยู่พิจิตรคือ ชาละวัน คือไปอัดกันที่นั่น ที่จริงพวกที่เดินเรือแบบนี้มีทั่วไปในเอเชียอาคเนย์ ตำนานต่างๆ เหล่านี้ ถ้าเราอ่านมาถอดรหัสปั๊บเราจะเห็นความหลากหลายทางชีวภาพในดินแดนนี้ทั้งสิ้น แต่มันน่าเสียใจตรงที่ปัจจุบัน เราไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้ ท่านรู้ไหมกระทั่งคนที่เป็นแขกที่อยู่เพชรบุรีนี่ นี่ก็เป็นกลุ่มพวกจามที่เข้ามา ถามว่าเขาเป็นแขกแต่จริงๆเขาเป็นคนไทย แล้วแขกพวกนี้นะเขามีบรรพบุรุษเป็นตะเข้ แล้วพวกแขกบางพวก ก็เป็นพวกที่ทำให้เกิดกองทัพเรือขึ้นมา หรือสมัยสมเด็จพระนเรศวร ผู้ที่เป็นทัพเรือเป็นมุสลิม ทำไมเราไม่พูดอย่างนี้บ้าง แล้วเวลามีการรบฆ่าฟันกัน เวลาสู้พม่าสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าเนี่ย ประวัติศาสตร์เรานี่แปลกนะ พอพูดถึงรบกู้ชาติเนี่ย มองพระเจ้าตากหรือกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาถหมดและสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าทั้ง ๓ พระองค์นี้กู้ชาติได้ แต่ไม่ได้มองว่ามันมีคนอีกตั้งแยะ ว่าตอนรบพม่า ๙ ทัพของอาจารย์สุเนตรเนี่ย มันมีพวกมอญมาช่วยตั้ง ๔ หมื่นคน และยังมีกะเหรี่ยง และพวกนี้เป็นพวกกองโจรทั้งนั้นเลย บ้านเมืองไม่ได้กู้มาจากวีรบุรุษที่สร้างมาเป็นตำนาน มันมาจากประชาชนที่หลากหลาย แต่ที่มีสำนึกร่วมกันว่านี่คือสยามประเทศ นี่เป็นเรื่องที่สำคัญ ผมขอยุติตรงนี้นะครับ
ผู้ร่วมฟังเสวนา ขออนุญาตกราบเรียนถาม เรื่องความล่มสลายของอยุธยา และก็นึกเปรียบเทียบถึงยุคนี้ ซึ่งท่านอาจารย์สุเนตรได้สรุปแล้วอย่างเป็นอย่างดี แล้วว่าอยุธยารุ่งเรืองได้นั้น ก็เพราะว่าสามารถจัดการกับความหลากหลายได้ แต่เมื่อถึงคราวที่ล่มสลาย อาจจะเป็นเพราะสาเหตุตรงนี้ด้วยกระมังครับที่ว่า ความสามารถในการจัดการกับความหลากหลายลดลง จะเป็นเช่นนั้นได้หรือไม่ และยุคนี้ได้เปรียบเทียบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับทางปักษ์ใต้ของเรานั้น ก็ฟ้องถึงเรื่องความสามารถในการจัดการกับความหลากหลายอีกเหมือนกัน มันเป็นไปได้ไหมครับว่ากรุงรัตนโกสินทร์จะล่มสลายเหมือนกับในสมัยอยุธยาที่ล่มไปครับ
อาจารย์สุเนตร ชุตินทรานนท์ คือในประเด็นนี้ได้มีนักวิชาการได้เสนอเรื่องนี้ไว้ อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ อาจารย์สายชล ได้พูดถึงเหมือนกัน คือ อาจารย์ศรีศักรเอง ผมก็เคยได้ยินที่อาจารย์เคยคุยให้ฟังด้วย เพราะว่า แสดงให้เห็นว่าอยุธยาในช่วงตอนปลาย สังคมเติบโตและขยายตัวมากขึ้น การขยายตัวทางการค้า เป็นการขยายตัวอย่างหนึ่ง มีนักวิชาการอย่างอาจารย์นิธิ พยายามจะชี้ให้เห็นว่า กลุ่มคนนั้นเริ่มมีความหลากหลายขึ้น และเริ่มมีพวกชนชั้นกลางเข้ามาและเติบโตขึ้น ในความเติบโตการขยายตัวตรงนี้เนี่ยดู เหมือนว่าอำนาจรัฐเนี่ย มันไม่สามารถที่จะเข้าไปดูแลจัดการควบคุมคนเหล่านี้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นประการหนึ่ง อีกประการหนึ่ง คือความสัมพันธ์ของคนในสังคมนั้นเนี่ยมันเริ่มขยายตัว สลับซับซ้อน ออกนอกลู่นอกทาง เริ่มผิดแผกแหวกแนวออกไปกว่าที่เป็นอยู่ อันนี้จะเป็นผลสืบเนื่องจากการเติบโตขยายตัวทางการค้าหรือเปล่ามารู้ได้แน่ แต่สิ่งหนึ่งซึ่งมันเห็นได้ชัดก็คือว่า เมื่อรัชกาลที่ ๑ ขึ้นมา ท่านพยายามลุกขึ้นมาจัดระบบ เราเห็นความพยายามอย่างมากในกรุงเทพฯ คล้ายสมัยเรอเนอซองส์
ผู้ร่วมฟังเสวนา วันนี้ฟังอาจารย์ทั้ง ๒ ท่านแล้วรู้สึกว่า คนรุ่นเราคงต้องรีบทำงานให้มากขึ้นอีกแล้ว เพราะเห็นความหลากหลายในความรู้ทั้งทางชีวภาพและทางวัฒนธรรมต่างๆก็ตาม มันมีอะไรที่จะต้องทำอีกเยอะ เพราะอย่างน้อยที่สุดเราคงจะต้องใช้ความรู้สึกตัวนี้ในการสร้างความเป็นปึกแผ่น เพื่อทางเลือกแก่คนรุ่นหลังต่อจากเราไปอีกและอาจใช้สำหรับการแก้ปัญหาสำหรับขณะนี้ด้วย ขอบคุณอาจารย์ทั้ง ๒ ท่านที่ช่วยให้ข้อคิดต่างๆแก่เรา
อาจารย์สุเนตร ชุตินทรานนท์ ผมอยากจะย้ำในประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งนะครับว่า คือว่าเราจะเห็นว่า สืบทอดมาในอดีตเนี่ย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอยุธยาและช่วงต้นกรุงเทพฯเนี่ย คนสยามไม่ได้ดูความหลากหลายเป็นความแปลกแยก ไม่ได้ดูความหลากหลายเป็นภัยคุกคาม สิ่งที่เขาทำ คือว่า เขาพยายามทำความเข้าใจ ความหลากหลายที่มีอยู่นั้น และจะดูว่าความหลากหลายที่มีอยู่นั้น จะสามาถที่จะเข้าไปดูแลจัดการ เพื่อการอยู่ร่วมกันได้อย่างสุขสันติ และยังประโยชน์ได้อย่างสมบูรณ์มากน้อยแค่ไหน ผมคิดว่ามันออกมาในลักษณะนั้น แต่พอมาในช่วงหลัง ๒๔๗๕ ลงมา มันเกิดภาพความรู้สึกที่ว่า ความเป็นไทยมันต้องเป็นหนึ่งเดียว เป็นเอกเทศ เป็นเฉพาะ ถ้ามีสิ่งที่เป็นความหลากหลาย ความหลากหลายถูกมองว่าเป็นสิ่งผิดปกติ ความหลากหลายถูกมองว่าเป็นภัยคุกคาม ความหลากหลายถูกมองว่าเป็นอันตราย และก็ถูกมองท้ายที่สุด ก็ต้องเข้าไปจัดการปรับเปลี่ยนให้ภาวะความหลากหลายนั้นหมด มักจะต้องมีเพียงหนึ่งเดียวอันเดียวเกิดขึ้น ผมคิดว่า ทัศนคตินี้ก็ดี การจัดการเพื่อให้เกิดสิ่งดังกล่าวนี้ก็ดี มันเป็นการกระทำที่สวนทางกับความเป็นจริง และวัฒนธรรมที่อยู่ในประวัติศาสตร์ของการ บูรณาการมาเป็นหลายต่อหลายศตวรรษ ตรงนี้เองมันเป็นปัญหาว่าท้ายที่สุด สิ่งที่ทำขึ้นมามันสวนทางกันกับขนบที่เคยมีมาตลอด กับวิถีแห่งการดำรงอยู่ที่เคยตกทอดมา และตรงนี้กลายเป็นความยาก ความลำบากเกิดขึ้น ผมคิดว่าถ้าเราไม่ปรับเปลี่ยนทัศนคติ จะเกิดปัญหาขึ้น เพราะว่าความหลากหลาย มันไม่ได้เป็นสิ่งที่น่ากลัว เพราะเป็นสิ่งที่มีอยู่ในวัฒนธรรมเรา ที่สำคัญก็คือ ทำอย่างไรที่จะสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน และสร้างกลไกที่เข้ามาจัดการ เพื่อให้อยู่ร่วมกันได้ เหมือนอย่างกับสมัยก่อนที่เคยอยู่ร่วมกันได้มาช้านาน
พิธีกร- คุณอาภาภิรัตน์ วัลลิโภดม งานดำเนินมาถึงช่วงท้ายของรายการ งานวันเล็ก-ประไพ รำลึก ครั้งที่ ๒ ปิดตัวลงแล้วด้วยความช่วยเหลือจากทุกคนนะค่ะ ท่านผู้มีเกียรติอาจจะรู้สึกว่า ข้อมูลที่อาจารย์ทั้งสองให้ อย่างท่วมท้น ตัวเองฟังเองก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน เรื่องฟังนะค่ะ สนใจอะไร ขอให้วันนี้เพียงอาหารที่จุดประกาย อย่าอิ่มนะค่ะ ขอให้หิวต่อไปในการแสวงหาความรู้นี้ และสิ่งหนึ่งขอให้ระลึกอยู่ร่วมกัน สติของคนอยุธยาที่รู้จักตัวเอง และสามารถบูรณาการความหลากหลายได้ ในนามของมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ต้องขอขอบพระคุณท่านอาจารย์ สุเนตร ชุตินทรานนท์ อาจารย์ธนกฤต อกนิษฐ์ธาดา และอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม
|