การเสวนาวิชาการจากนักวิจัยท้องถิ่น

เรื่อง “ ทุกข์ของคนตานี ”

๑๔ ธ.ค. ๒๕๔๗ ณ ห้องประชุม 1 สกว.

 

 

ผู้อำนวยการ สกว.

คนในพื้นที่ แล้วก็ทำโดยคนใน น่าจะเป็นประโยชน์กับการอธิบายสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระยะหลังๆ ใน 3 จังหวัดภาคใต้ได้ ก็เลยอยากจะขอให้ผู้ที่ทำวิจัยจริงๆ มานำเสนอว่าเขามองอย่างไร แต่ต้องเน้นว่าอันนี้ไม่ใช่การพยายามอธิบายสถานการณ์ของ 3 จังหวัดภาคใต้ทั้งหมด เพราะว่าไม่สามารถจะทำได้ เป็นมุมมองของคนในพื้นที่ที่อยู่ที่อ่าวปัตตานี ซึ่งบางส่วนก็น่าจะเป็นคำอธิบายได้ว่าเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างไรในช่วงหลังๆ ในช่วง 5 ปี 10 ปี จนถึงในปีที่แล้ว และก็คนในพื้นที่มีความคิดเห็นอย่างไร โดยเฉพาะในกรณีของหมู่บ้านที่ทำวิจัย ผมต้องขอเน้นตรงนี้เป็นพิเศษ เพราะว่ามันเป็นโครงการวิจัยที่ใช้แอปโพลชทางด้านประวัติศาสตร์โบราณคดีและชาติพันธุ์ ซึ่งหมายความว่าเป็นข้อมูลเฉพาะที่ แต่ว่าข้อมูลเฉพาะที่สามารถจะอธิบายอะไรที่กว้างกว่าพื้นที่นั้นได้ ถ้าเรามองดีๆ และก็หยิบข้อมูลที่คิดว่าจะเอาไปแปรความหมายต่อได้

อีกส่วนหนึ่งคือความเห็นและข้อมูลที่ได้จากโครงการวิจัยทำนองนี้ ในลักษณะนี้ก็จะให้ความหมายของเรื่องบางเรื่องที่เราอาจจะสับสนอยู่ในปัจจุบัน เช่นเรื่องของปอเนาะ ว่าความหมายดั้งเดิมของปอเนาะคืออะไร วิถีชีวิตของคนในสังคมมุสลิมที่อยู่กับปอเนาะ และอยู่กับการจัดการทรัพยากรท้องถิ่นเป็นอย่างไร แล้วความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระยะหลังๆ มันเกิดขึ้นเพราะอะไรและมีผลอย่างไร

ข้อมูลทำนองนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยนี้ ซึ่งพยายามจะตอบคำถามในบริบทของท้องถิ่น พื้นที่นั้น แต่มีกระบวนการที่เป็นเหตุเป็นผล มีกระบวนการหาข้อมูลที่ชัดเจน มีกระบวนการวิเคราะห์และยืนยันข้อมูล เป็นงานวิจัยที่ใช้วิทยาศาสตร์ ไม่ใช่งานวิจัยที่เป็นการบอกเล่า หรือว่าเป็นความเห็น เพราะฉะนั้นเราเชื่อง่าถึงแม้ว่าจะเป็นกรณีศึกษาเฉพาะที่ แต่ก็สามารถจะมีนัยในวงกว้างได้ และก็ขอขอบคุณทุกท่านที่มีความสนใจในเรื่องนี้ และผมอยากจะขออนุญาตเรียนเชิญท่านอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ซึ่งเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยได้กรุณาให้ความคิดเห็นเบื้องต้น ก่อนที่จะเชิญนักวิจัยท้องถิ่นได้นำเสนอ เชิญครับ

 

ศรีศักร วัลลิโภดม

ท่านผู้อำนวยการ สกว. ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ ผลงานวิจัยที่เสนอไปนี้ค่อนข้างจะเป็นสิ่งที่แปลกใหม่สำหรับคนทั่วไป เพราะว่าเราค่อนข้างจะมีระเบียบวิธีและแนวคิด ซึ่งไม่ค่อยได้รู้จักกันในสังคมไทย คือระเบียบวิธีหรือแนวคิดอันนี้อยู่ในกรอบของวิชามานุษยวิทยา วิชามานุษยวิทยานั้นก็คือการศึกษาให้เข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ เพื่อที่เราจะรู้จักสังคมและวัฒนธรรม เพื่อที่จะทำให้เราเข้าใจและอยู่ร่วมกันได้ ทีนี้การทำงานของด้านมานุษยวิทยานั้น เราเน้นเรื่องข้อมูลเชิงประจักษ์ ไม่เน้นข้อมูลทางเอกสารที่ไปรวบรวมและตีความขึ้นมา เราเน้นข้อมูลที่เกิดจากข้างใน เพราะการวิจัยของเราต้องคุมตัวแปรในแง่ของพื้นที่และกลุ่มคนโดยเฉพาะ งานวิจัยเราไม่ได้เน้นเรื่องปัญหาของปัจเจกกับบุคคล หรือกลุ่มคนที่เรากำหนดอะไรไม่ได้ เพราะฉะนั้นในกรอบวิธีเรามีพื้นที่และมีกลุ่มคนที่แน่ชัด เพราะฉะนั้นถ้าพูดถึงงานวิจัยอันนี้ มองมาในภาพรวมของปัตตานีขณะนี้ ผมวิเคราะห์คนออกเป็น 3 กลุ่มด้วยกัน กลุ่มหนึ่งคือผู้ที่เราไม่รู้จัก แต่มองได้ว่าเป็นกลุ่มพ่อค้า นักธุรกิจ นักการเมืองที่มีผลประโยชน์ทั้งสิ้น กลุ่มนั้นเราไม่รู้จัก โพสปอร์ตไม่ได้ว่าอยู่ตรงไหน และเป็นใคร อีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มที่ทำให้เกิดความรุนแรงขึ้นมา จะเป็นพวกแบ่งแยกดินแดนหรือเปล่า เราไม่รู้ เพราะถ้าทำก็เป็นเรื่องของปัจเจกกับบุคคล อันนี้อยู่นอกกรอบวิธีวิจัยทางด้านมานุษยวิทยา แต่เราศึกษาคนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเราสามารถคุมตัวแปรได้ คือกลุ่มคนที่อยู่ในพื้นที่ และมีชีวิตเป็นกลุ่ม มีสังคมวัฒนธรรมที่สืบเนื่องกันมา เพราะฉะนั้นงานวิจัยเราจึงใช้พื้นที่เป็นหลัก ความเป็นชุมชนท้องถิ่นเป็นหลัก เราศึกษาคนในฐานะที่เป็นกลุ่ม และวิถีชีวิตของกลุ่มก็คือสังคมและวัฒนธรรมนั่นเอง เราศึกษาตรงนี้ และวิธีการศึกษาของเรา เราก็ใช้วิธีการแบบนักมานุษยวิทยานั่นเอง คือจะต้องไปเก็บข้อมูลเชิงประจักษ์ในท้องถิ่นให้ได้ ทีนี้งานของเราในฐานะที่เราเป็นนักมานุษยวิทยา เราทำไม่ได้ เพราะว่าการที่จะเก็บข้อมูลเชิงประจักษ์ในท้องถิ่น ต้องใช้เวลามาก แล้วเรามีจำนวนน้อย เราจึงเปลี่ยนแบบใหม่คือให้คนท้องถิ่นทำเอง แล้วเราเข้าไปร่วม เพราะฉะนั้นงานวิจัยอันนี้คนท้องถิ่นเป็นพระเอก แล้วนักวิจัยภายนอกร่วม เรามีนักวิจัยอาวุโสทางมานุษยวิทยาถึง 3-4 คน ที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ท่านแรกคือ ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ ท่านที่ 2 คือ ดร.สุเทพ สุทรเภสัช และท่านที่ 3 คือ อาจารย์ปรานี วงษ์เทศ ทั้ง 3 ท่านเป็นนักมานุษยวิทยาอาวุโสที่ผ่านประสบการณ์ทางด้านมานุษยวิทยามามาก โดยเฉพาะอาจารย์ปรานีนั้นเอานักมานุษยวิทยารุ่นเด็กเข้าไปศึกษาร่วมกันกับคนในท้องถิ่น คนในท้องถิ่นเก็บข้อมูลที่เขาอยู่มาเป็นเวลาหลายชั่วคน เพราะฉะนั้นงานวิจัยของเรา สิ่งที่สำคัญข้อมูลคือต้องเก็บเป็นองค์รวมที่เรียก เอทเทอร์โนกราฟี คือหมายความว่าชีวิต วัฒนธรรม ของคนในท้องถิ่นนั้นทั้งหมด ซึ่งถ้าเราเป็นคนนอก เราเข้าไปไม่ลึกหรอก แต่ถ้าคนในเขาเก็บ เขาอยู่ เขาเห็น ทำให้การประเมินง่าน แล้วงานวิจัยอันนี้เมื่อเก็บข้อมูลแล้ว พวกเราเข้าไปศึกษาร่วม ทั้งที่ปรึกษาและอาจารย์รุ่นพี่เลี้ยง ทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน ผมยอมรับว่าผมไม่รู้เรื่องท้องถิ่นภาคใต้ เมื่อเข้าไปแล้วเราได้เรียนรู้อะไรมากๆ ทำให้ผมคิดว่างานวิจัยนั้นคือกระบวนเรียนรู้ร่วมกัน อย่างที่อาจารย์เสน่ห์พยายามจะปรับให้เข้าใจ แล้วสิ่งที่เราได้คือข้อมูลพื้นฐานที่รวมกันมาเป็นระยะ เพราะฉะนั้นสิ่งที่คนในท้องถิ่นทำมักจะเป็นภาพนิ่งก่อน แต่เราใช้ภาพนิ่งนั้นตั้งคำถามเป็นระยะไปเลย จนกระทั่งได้ผลสรุปเป็นเล่มขนาดนี้ เพราะฉะนั้นงานวิจัยที่ได้ข้อมูลเชิงประจักษ์นี้ ไม่ขึ้นอยู่กับการอ้างอิง ถ้าการอ้างอิงหนังสือคนโน้นคนนี้ เอาใครๆ มาพูดแล้วมาตีความ อันนั้นไม่ใช่งานด้านมานุษยวิทยา เป็นนักตีความเลอะๆ เทอะๆ แล้วก็มีโอกาสที่จะใช้แอทจัสเมนต์ของตัวเอง แต่งานนี้เบสออนข้อมูลพื้นฐานตรงนี้ เพราะฉะนั้นเวลาเราเสนอ สกว. เราเอาอันนี้ให้ทั้งหมดเลย เป็นระยะไปเลย แล้วข้อมูลอันนี้ใครหลายคนก็จะไปใช้ได้ เพราะเป็นข้อมูลที่เป็นองค์รวม ในวิถีชีวิตของเขา ข้อมูลเหล่านี้เราไม่เคยทำ เพราะส่วนมากเราเอาคนนอกเข้าไปทำ คนนอกก็ไปขี่ม้าก้านกล้วย แล้วก็รายงานบ้าๆ บอๆ ตีความเลอะๆ เทอะๆ แต่ไม่มีฐานข้อมูล เพราะฉะนั้นความสำคัญอยู่ที่ตรงนี้ครับ ข้อมูลทั้งปึ๊งนี่นะครับ เราถึงย่อยมาเป็นการตีความและการแสดงความคิดเห็น เพราะฉะนั้นหัวใจของงานวิจัยอันนี้อยู่ที่ข้อมูลเชิงประจักษ์อันนี้ ซึ่งถ้าประเมินในแง่ที่ต้องมีการอ้างอิง มีฟุตโน๊ต กี่สูญนะครับ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่มีในสังคมไทย แล้วตรงนี้ทำให้เราไม่เคยรู้จักว่าข้างในเขาเป็นอย่างไร แล้วคิดอย่างไร เพราะมองจากข้างนอกทั้งสิ้น แล้วเป็นการตีความ

อันนี้คือขอให้เข้าใจเจตนารมณ์ตรงนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เสนอในวันนี้มีขอบเขต มีกลุ่มชนที่แน่ชัด มีหลักฐานทางข้อมูลเชิงประจักษ์ที่แน่ชัด ซึ่งจะให้ท่านที่สนใจตรวจสอบได้ครับ เพราะฉะนั้นวันนี้เราก็นำเอาส่วนหนึ่งของการวิจัยอันนี้มาเสนอให้ฟัง เหมือนกับนำเอาพวกนักวิจัยท้องถิ่นมาสอบวิทยานิพนธ์ต่อหน้าพวกท่าน อันนี้คือสิ่งที่เราทำอันนี้นะครับ แล้วเวลานี้ก็เป็นหน้าที่ที่ผมจะอธิบายเริ่มต้น งานวิจัยอันนี้ไม่ได้อธิบายเรื่องการแบ่งแยกดินแดน หรือความรุนแรงทั้งสิ้น แต่จะพูดถึงชีวิต วัฒนธรรม ของคนในท้องถิ่นที่เขาอยู่มาชั่วนาตาปีนั้น เขาเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างไร เขาเดือดร้อนอย่างไร เพราะฉะนั้นต้องทำความเข้าใจตรงนี้ครับ เราไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งสิ้น

ทีนี้ก็มาถึงเรื่องว่างานอันนี้เป็นงานวิจัยแบบเต่า ไม่ใช่กระต่าย ก้าวกระโดดแบบกระต่าย คือเราค่อยๆ ไปทีละนิด จากพื้นที่แต่ละจุดๆ ถ้าทำได้มากๆ คือเราเข้าใจเรื่องของคนปัตตานีทั้งหมด เพราะฉะนั้นในการศึกษาของเรา เราใช้พวกนิเทศ ตำแหน่งเป็นหลักเลยครับ ขอให้ดูแผนที่นั้นครับ อันนี้จำเป็นต้องรู้ว่าบริเวณที่เราศึกษานั้นอยู่ตรงไหน อันนี้เป็นพื้นที่ที่เป็นอ่าวปัตตานี เป็นส่วนหนึ่งของเขตชายทะเล อ่าวปัตตานีมีลักษณะคล้ายๆ กับพื้นที่อื่น เพราะเป็นแหล่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชและสัตว์น้ำ อย่างเช่น ปากพะนัง ทะเลสาบสงขลา และอ่าวปัตตานี ลักษณะภูมิประเทศเหมือนกันหมด เพียงแต่ว่าสงขลานั้นปิดแล้ว ปากพะนังยังไม่ปิด อ่าวปัตตานีกำลังปิด แล้วอ่าวปัตตานีเป็นจุดย่อยๆ นี่คือตำแหน่งเราศึกษา

จากภาพนี้นะครับ เข้ามาสู่แผนที่ 1 : 250,000 อันนี้เป็น 1 : 250,000 เราศึกษาบริเวณนี้ บริเวณนี้ถ้ามองแล้วในลักษณะภูมิประเทศคือเขตเทือกเขาสันกาลาคีรี เพราะฉะนั้นภายในมันสันกาลาคีรี ภายนอกเป็นเขตเดลตาทะเลตม มีลำน้ำหลายสายมาออก พ่นโคลนตะกอนเข้าสู่บริเวณนี้ ทำให้บริเวณนี้เป็นทะเลตม ซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยหอย ปู ปลา ทำให้เกิดการตั้งหลักแหล่งขึ้น ลำน้ำหลายสาย แล้วตรงนี้เป็นท่าเรือจอดที่สำคัญในอดีต บริเวณนี้ทั้งหมดเป็นทรานเพนนิซูลาลูซมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 13 เพราะว่าจากลำน้ำปัตตานีจะตัดเข้าไปสู่ดินแดนภายใน ผ่านยะลา ข้ามเทือกเขาสันกาลาคีรีไปเขตไทรบุรี และเปรัก ทำให้เกิดการค้าติดต่อขึ้นมา แล้วในพุทธศตวรรษที่ 16, 17 ก็เกิดรัฐที่สำคัญ คือรัฐลังกาสุกะ ในบริเวณเขตๆ นี้ รัฐลังกาสุกะเป็นรัฐที่ใหญ่ อันนี้เป็นร่องรอยที่ไม่มีแห่งใดในภาคใต้จะมีร่องรอยทางประวัติศาสตร์โบราณคดีได้มากเท่ากับเขตปัตตานี หรือเขตอำเภอยะรัง ซ้อนกันถึง 3 ชั้น ยุคพุทธศตวรรษที่ 13, 14 มาถึงยุคพุทธศตวรรษที่ 18, 19 อันนี้คือหลักฐาน และก็จากตรงนี้พอมาถึงรุ่นพุทธศตวรรษที่ 19, 20 ตำแหน่งเมืองเปลี่ยนมาอยู่ที่ปากอ่าว ที่ปากอ่าวเมื่อสักครู่ขอย้อนไป จากบริเวณภายในเข้ามาสู่ปากอ่าว บริเวณแรกก็คือแถวกือเซะ ที่กือเซะมีลำน้ำหลายสาย บริเวณนี้เราพบแหล่งโบราณคดีมาก เพราะฉะนั้นพวกหอย เงินตราต่างๆ มาก ที่เมืองกือเซะคือเมืองปัตตานีในสมัยอยุธยา ก่อนที่จะย้ายมาอยู่ที่บริเวณที่เรีกจะบังติกอ ที่ปัตตานีปัจจุบันอันนี้คือลักษณะความเป็นอยู่ ความสัมพันธ์ของกือเซะ คือกือเซะเป็นมัสยิดที่สัมพันธ์กับตัวเมืองปัตตานี แต่ขณะเดียวกันการตั้งถิ่นฐานของชุมชนก็เลาะไปตามชายทะเล ทั้งรอบอ่าวและชายอ่าว ทำให้คนในปัตตานีแบ่งออกเป็นคนที่อยู่ชายเขตทะเล และเขตภายใน ที่ทำสวน ทำนา และทำประมง อันนี้คือให้เห็นภาพ

ชุมชนที่เราศึกษา เราเน้น 2 จุดด้วยกัน คือเราไม่สามารถจะศึกษาได้ทั้งหมด คำว่าปัตตานีตรงนี้ที่เราเกี่ยวข้องมาอยู่ตรงใต้ปากอ่าวแล้ว

ชุมชนที่เราศึกษาประกอบด้วย 2 แห่ง แห่งหนึ่งอยู่ชายทะเล อีกแห่งหนึ่งอยู่ข้างใน คือตรงบ้านภูมีอยู่ข้างใน ขอพาวเวอร์พอยต์ให้เห็นชัดลงไปหน่อย คือเราศึกษาเขตภายในเขตหนึ่ง แล้วอีกอันหนึ่งคือเขตข้างนอก เขตข้างนอกคือบ้านดาโต๊ะซึ่งอยู่ชายทะเล เราถือว่า 2 ชุมชนจะเป็นตัวแทนที่ทำให้เราเข้าใจเขตชายทะเลและข้างนอก ทีนี้เขตชายทะเลเป็นชุมชนที่เก่าแก่ มีมัสยิดที่เก่ารุ่นไล่เลี่ยกับกือเซะ แล้วก็มีคูโบร์มีแหล่งฝังศพที่สำคัญที่สุดในปัตตานี เพราะว่าใครๆ ก็ต้องการมาฝังศพที่นั่น ใกล้ๆ กับตราดของเขา อันนี้คล้ายๆ ว่าเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ของเขา แล้วคนเหล่านี้ คนที่อยู่ในหมู่บ้านนี้ประกอบอาชีพเป็นชาวประมง และเป็นชุมชนที่เกิดขึ้น เป็นชุมชนทางประวัติศาสตร์ด้วย และต่อเนื่องกันด้วย อีกชุมชนหนึ่งคือบ้านภูมี เป็นชุมชนที่เกิดโดยมีปอเนาะเป็นศูนย์กลาง เพราะฉะนั้นจะสังเกตว่าชุมชนในปัตตานีจะมีชุมชนลักษณะพิเศษซ้อนอยู่ คุมชนที่มีปอเนาะ เพราะปอเนาะก็ไม่มีทุกชุมชน ปอเนาะเป็นสถาบันในการสอนศาสนา ซึ่งผิดจากที่อื่น เป็นอัตลักษณ์ของปัตตานีเลย เพราะฉะนั้นชุมชนที่เกิดขึ้นที่บ้านภูมีนี้จึงเป็นชุมชนอีกอันหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวแทนของปัตตานี เราเลือกทำการวิจัยใน 2 จุดนี้ โดยที่เอาคนข้างใน ที่เป็นผู้รู้ข้างในเป็นนักวิจัย แล้วเราเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ก็เป็นงานที่จะเสนอว่าคนข้างในเขาพูดถึงชีวิต วัฒนธรรม อย่างไร แต่คงไม่พูดละเอียดอย่างกว้าง เพราะว่าเวลาจำกัด แต่จะเน้นให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นผมก็ขอนำไปสู่นักวิจัยท้องถิ่นที่เสนองานอันนี้ครับ

 

นักวิจัยท้องถิ่น

ครับก็สวัสดีท่านผู้มีเกียรติทุกท่านในที่นี้นะครับ ในการอภิปรายวันนี้จะแบ่งเป็น 2 ช่วงด้วยกันก็คือ ช่วงแรกจะเกี่ยวกับปอเนาะภูมี และก็ในช่วงที่ 2 ก็จะเกี่ยวกับบ้านดาโต๊ะ เรามาเริ่มในส่วนของบ้านภูมีก่อน อันดับแรกจะแนะนำบ้านภูมีก่อนว่าอยู่ในส่วนไหนของจังหวัดปัตตานี บ้านภูมีตั้งอยู่ที่หมู่ 4 ต.ยามู อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี บ้านภูมีตั้งอยู่ห่างจาก อ.เมือง จ.ปัตตานี ประมาณ 15 กิโลเมตร และก็ตั้งอยู่ห่างจาก อ.ยะหริ่งประมาณ 2 กิโลเมตร ลักษณะที่ตั้งของบ้านภูมี จะเป็นที่ดอนน้ำท่วมไม่ถึง และก็ลักษณะภูมิอากาศมีอยู่ 2 ฤดู เช่นเดียวกับภาคใต้โดยทั่วไป คือฤดูร้อนและก็ฤดูฝนนะครับ

การกำเนิดของปอเนาะภูมี คือเริ่มแรกผู้ก่อตั้งปอเนาะภูมีก็คือ ดะยะแตร์ จบการศึกษาจากเมืองมะกะห์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย แล้วก็ท่านมีความประสงค์ที่จะมาตั้งสถานศึกษาขึ้นในตัวเมืองปัตตานี จึงเลือกบริเวณที่ตั้งของปอเนาะภูมีปัจจุบัน โดยการเลือกที่ตั้งก็คือว่า เช่นเดียวกับคนไทยในสมัยโบราณก็คือว่า จะเลือกบริเวณที่มีสายน้ำพัดผ่าน ก็คือว่าตรงนี้จะเป็นคลองยามู ซึ่งถ้าผ่านหมู่บ้านภูมี แล้วก็ผู้ก่อตั้งคนหนึ่งได้เรียกบริเวณนั้น ซึ่งก่อนที่จะก่อตั้งบริเวณที่ทำการก่อตั้งปอเนาะ พื้นที่บริเวณนั้นจะเป็นป่าทั้งหมด แล้วก็ไม่มีคนอาศัยอยู่ หลังจากได้ที่ทำเป็นที่ตั้งแล้ว ท่านก็ได้ทำการปลูกบ้านของท่านขึ้นมา ลักษณะการถือกำเนิดของปอเนาะภูมีจะแตกต่างจากหมู่บ้านทั่วๆ ไป ก็คือว่าจากเดิมที่เป็นผืนป่า ต่อมาผู้ก่อตั้งปอเนาะในยุคแรก ก็ทำการตั้งปอเนาะโดยที่ยังไม่มีบ้านคนอาศัยอยู่ หลังจากนั้นผู้ที่มีความประสงค์ที่จะศึกษาหาความรู้ทางด้านศาสนาก็ย้ายถิ่นฐานเข้ามาเรียนกับปอเนาะภูมี นานวันเข้าจากที่มีเฉพาะบ้านของโต๊ะครู เวลาผ่านไปๆ เมื่อมีศิษย์จำนวนมากขึ้นก็เกิดขึ้นเป็นปอเนาะ หรือว่าที่พักอยู่บริเวณรอบบ้านของผู้สอน จนกระทั่งผู้ที่มาเรียน หลังจากสำเร็จการศึกษาแล้วก็มีความผูกพัน และก็ต้องการที่จะอยู่ใกล้กับผู้มีความรู้ทางศาสนา ต้องการที่จะใช้ชีวิตประจำวัน ดำเนินชีวิตในกรอบของศาสนาอิสลาม จึงไม่ได้ย้ายกลับไปบ้านหรือว่าภูมิลำเนาของตัวเอง จึงได้ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณปอเนาะ นานวันขึ้นจากที่เป็นปอเนาะ เมื่อกาลเวลาผ่านไป 10 , 20 ปี ตรงนั้นก็เกิดกลายเป็นชุมชนขึ้นมา ซึ่งลักษณะการถือกำเนิดของปอเนาะจะแตกต่างจากการถือกำเนิดของปอเนาะทั่วๆ ไป ก็อยู่ตรงที่ว่าปอเนาะทั่วๆ ไปจะเป็นหมู่บ้านขึ้นมาก่อนแต่เดิมเขาจะเป็นหมู่บ้าน หลังจากนั้นก็มีผู้มีความรู้มาตั้งถิ่นฐานในหมู่บ้านนั้น แล้วก็เปิดเป็นปอเนาะ แต่ว่าปอเนาะภูมีจะเริ่มจากปอเนาะแล้วก็สังคมก็ขยายขึ้น กลายเป็นชุมชน เพราะฉะนั้นชื่อของหมู่บ้านก็เลยเป็นขื่อของปอเนาะ ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นเอกลักษณ์และก็เป็นความโดดเด่นของปอเนาะที่ต่างจากปอเนาะทั่วๆ ไป

การแบ่งพื้นที่การทำมาหากินในปอเนาะภูมี ก็คือปอเนาะมีประชากรทั้งหมดประมาณ 644 คน แล้วก็มีทั้งชาวไทย - พุทธ และชาวไทย - มุสลิม อาศัยอยู่ในบริเวณปอเนาะ ส่วนโซนที่เป็นสีเขียวก็คือเป็นที่ทำการเกษตรของชาวบ้าน เป็นสวนต่างๆ เป็นสวนมะพร้าว ต้นตาล ต้นตาลที่มีอยู่ในหมู่บ้าน จะเป็นต้นตาลที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่ว่าจะขึ้นบนที่ดินของชาวบ้าน แต่ว่าชาวบ้านสามารถที่จะนำพืชผลตัวนี้ไปใช้ได้ โดยที่จะไม่มีการหวง แม้ว่าจะเป็นที่ดินของคนอื่นก็ตาม คือใครมีความสามารถในการเก็บก็คือสามารคที่จะเก็บได้ ส่วนที่เป็นสีเหลืองที่เห็นอยู่ ก็คือปอเนาะ พื้นที่ของปอเนาะ ส่วนที่เป็นสีแดงจะเป็นพื้นที่พักอาศัย ส่วนของชาวไทย - พุทธ จะอยู่บริเวณตรงนี้ เป็นสีแดงโซนนี้ แล้วก็การสัญจรของปอเนาะภูมีก็จะมีถนน 2 สาย และก็ทางลำคลอง แต่ปัจจุบันนี้ทางลำคลองจะใช้ในการทำเกษตรกรรมเท่านั้น

สภาพแวดล้อมโดยทั่วไปของปอเนาะภูมี จุดแลนด์มาร์กของบ้านภูมีจะมีอยู่ 2 ที่ด้วยกันก็คือ ส่วนที่เป็นมัสยิด และก็อีกส่วนหนึ่งก็คือส่วนที่เป็นปอเนาะ ภาพที่เห็นอยู่ตรงนี้ ตรงนี้เมื่อก่อนนี้จะเคยเป็นที่พักหรือว่าปอเนาะของคนที่เรียนอยู่ เมื่อวันเวลาผ่านไปสักพักหนึ่ง คนที่เรียนก็จบการศึกษาแล้วก็ไม่ได้ย้ายถ่านฐานกลับไป ก็ตั้งเป็นบ้านเรือนอยู่บริเวณปอเนาะ

ก่อนที่จะอธิบายให้ทราบถึงลักษณะของชีวิตในปอเนาะ จะขออธิบายในส่วนของจุดเริ่มต้นของระบบการศึกษาปอเนาะก่อนว่ามีความเป็นมาอย่างไร ซึ่งจะขอให้บาบออธิบาย

 

นักวิจัยท้องถิ่น

สวัสดีผู้เข้าร่วมการเสวนาในวันนี้ทุกๆท่าน กระผมมูฮัมหมัดอาดำ ในฐานะที่เป็นรุ่นที่ 3 ของปอเนาะ สถานบันแห่งนี้ คือเริ่มตั้งแต่คุณลุง แล้วก็คุณพ่อ ขอเรียนให้ทราบว่าคุณพ่อเป็นคนปทุมธานีนะครับ ได้ไปศึกษาปอเนาะที่ปัตตานี คุณลุงเห็นแววว่าพอจะมีโอกาสสืบทอดสถาบันนี้ได้ ก็เลยยกลูกสาวให้ ก็เลยเป็นลูกผสมปัตตานีกับปทุมธานี เรื่องการศึกษาปอเนาะนี้ ถ้าเรากลับไปสู่ของการศึกษาอิสลาม เราจะพบว่าการศึกษาศาสนานั้นเป็นเรื่องจำเป็นของมุสลิมทุกคน เพราะฉะนั้นอันเรื่องมาจากอิสลามเป็นศาสนาที่ถือกำเนิดมาจากประเทศซาอุดีอาระเบียเพราะฉะนั้นการศึกษาศาสนา ต้นตำรับจริงๆก็มาจากประเทศซาอุดีอาระเบีย ก็คือมากจากนครเมกกะฮ์ เพราะฉะนั้นการศึกษาปอเนาะ ถ้าย้อนในอดีตก็คือ ครูทุกคนถ้าจะเรียนที่ไหนก็แล้วแต่จะต้องไปจบการศึกษาที่เมกกะฮ์ทั้งนั้นเลย

รูปที่เป็นรูปใหญ่ ตรงกลางนั้นก็คือคุณลุง ซึ่งจริงๆแล้วท่านเป็นผู้ที่เราต้องการที่จะหากระบวนประวัติศาสตร์ เพราะถือว่าเป็นคนที่มีบทบาทอย่างสูงในการศึกษาปอเนาะ ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา

การศึกษาของปัตตานี คือการศึกษาปอเนาะถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ถ้าพี่น้องเราไปเยี่ยมในประเทศอาเซียน ถ้าไปถามคนมาเลย์ก็ดี คนสิงคโปร์ก็ดี คนบรูไนก็ดี บอกว่าปัตตานีรู้จักไหม เขาบอกเขาจะรู้จัก ถามว่าเขารู้จักปัตตานีเพราะอะไร ที่เขานับถืออยู่ในใจผมเชื่อเหลือเกินว่าเขาต้องตอบว่า เพราะว่าปัตตานีเป็นดินแดนของอูรามะ เขาเรียกแหล่งของผู้รู้ ในสมัยของคุณลุงจะมีนักศึกษามาจากแถบอาเซียนทั้งหมดเลย มาจากพม่าก็มี มากจากกัมพูชาก็มี มากจากมาเลเซียก็มี จนกระทั่งคุณลุงไม่ทราบว่าเป็นคนที่โชคดีหรือโชคร้าย หนึ่งในภรรยาของท่านก็เป็นคนมาเลเซีย เป็นคนมีญาติพี่น้องทางพม่าก็มีครับ

ที่เมกกะฮ์มีการสอนศาสนา ไม่ใช่ว่าเฉพาะสมัยนี้ครับ มีมาตั้งแต่ประมาณ 15 ศตวรรษ ตั้งแต่เริ่มอิสลามมาครับ ที่เมกกะฮ์เขาจะมีการสอนมาเรื่อยๆ โดยที่การสอนตรงนั้นเป็นการสอนที่ปอเนาะจำลองมา ก็คือการสอนที่ เดี๋ยวน้องจะอธิบายเพิ่มเติมว่ามีกันอย่างไร คือมีครู มีลูกศิษย์ และการสอนที่ฟรี การเรียนที่ฟรี การสอนที่ไม่มีประกาศนียบัตร ใครที่รู้ที่ครูเห็นว่าคนนี้มีความรู้สมบูรณ์แล้ว จะอนุญาตให้กลับภูมิลำเนา โดยไม่มีประกาศนียบัตร แต่มีการอนุญาตถ่ายทอดทางวิชาการ ให้กับได้เปิดปอเนาะได้ เปิดสถาบันการศึกษาได้ นั่นคือต้นกำเนิดของการศึกษาปอเนาะ ถ้าถามว่ามาจากไหน แต่สิ่งที่ผมอยากจะขออย่างหนึ่งก็คือ ปัตตานีในความรู้สึกของคนอาเซียน เขาถือว่าเปรียบเสมือนส่วนหนึ่งของบ้านก็คือระเบียง เขามีอยู่คำหนึ่งเขาบอกว่า ปัตตานีคือสลามีมักกะฮ์ สลามีมักกะฮ์ก็คือระเบียงของมักกะฮ์ นี่คือวิชาการของศาสนา ในอดีตพื้นที่ปัตตานีเองเป็นสาหมัดอูรามะ หมายถึงผู้รู้ที่สังคมอาเซียนเขายอมรับ แต่น่าเสียดายประวัติศาสตร์ของคนเหล่านั้นไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในสังคมไทย อาทิเช่น..... ซึ่งท่านเขียนหนังสือหลายสิบเล่มด้วยกัน และอีกท่านหนึ่ง..... ซึ่งท่านเป็นผู้รู้ทั้งหมดเกือบ 50 สาขาวิชา หนังสือของท่านถูกรวบรวมไว้ที่พิพิธภัณฑ์ในมาเลเซีย แล้วท่านมีความรู้ไม่ใช่เฉพาะค่าภาษายาวี หรือภาษามาลายูเฉยๆ ท่านยังแต่งหนังสือเป็นภาษาอาหรับได้ จนกระทั่งว่าผู้รู้ในประเทศอาหรับยอมรับ เคยได้รับการแต่งตั้งจากเจ้าผู้ครองนครเมกกะฮ์ในสมัยนั้น ให้เป็นทูตจองเมกกะฮ์ไปพบผู้นำอิสลามในประเทศตุรกี ซึ่งท่านมีเชื้อสายมาจากปัตตานีนั่นเองเพราะฉะนั้นความสำคัญของปัตตานีในอดีตก็คือเป็นหนึ่งในแหล่งวิชาการทางศาสนาที่สังคมอาเซียนยอมรับ ปอเนาะจะเป็นสถาบันที่ถ่ายทอดแหล่งความรู้ในแง่วิชาการ นี่คือข้อสังเกตที่ผมจะเรียนให้พวกเราทราบในวันนี้

 

นักวิจัยท้องถิ่น

การศึกษาของระบบปอเนาะเป็นแบบตลอดชีพ และเป็นการศึกษาตามอัธยาศัย ผู้เรียนสามารที่จะเลือกเรียนได้ แล้วแต่ว่าเราสนใจหรือว่าถนัดในด้านวิชาอะไร อย่างเช่นว่าในปอเนาะนี้จะมีการสอนเกี่ยวกับวิชากฎหมายอิสลาม หรือไม่ก็อาจจะเป็นเกี่ยวกับด้านไวยากรณ์ภาษาอาหรับ ผู้เรียนคนไหนที่มีความสามารในด้านวิชาสาขาไหน เขาก็จะพยายามมุ่งมั่นในสาขานั้น จะไม่มีการบังคับว่าจะต้องเรียน คุณไม่ถนัดอันนี้ต้องเรียนอีกวิชาหนึ่ง แต่ว่าในระดับพื้นฐานทุกคนต้องเรียนก่อน ทุกวิชาที่กำหนด

ช่วงอายุของผู้ที่เรียนปอเนาะ ก็คือว่าจะเริ่มตั้งแต่ประมาณ 15 ปี จนถึงวัยชรา เราจะไม่แปลกใจครับถ้าเห็นเด็กอายุ 15 ปี นั่งเรียนร่วมกับคนแก่อายุ 60 ปี ภาพนี้เป็นวิถีชีวิตประจำวัน และเป็นภาพที่เห็นได้ปกติในปอเนาะ ลองคิดๆดูถ้าเกิดว่าอายุ 60 ปีแล้ว จะมีใครที่จะกล้าไปเรียนร่วมกับเด็กนักเรียนอายุ 15 ในระบบการศึกษาอื่น อย่างเช่นโรงเรียนมัธยม ฉะนั้นการศึกษาปอเนาะจะไม่มีการจำกัดอายุ แล้วก็นอกจากที่จะเป็นแหล่งศึกษาแล้ว ปอเนาะยังเป็นแหล่งที่ให้ที่อยู่อาศัยแก่คนชราและคนที่ไร้ที่พึ่งพิงด้วย ภายในปอเนาะจะประกอบไปด้วยโซนต่างๆอยู่มากมาย ตรงที่เห็นอยู่นี้ก็คือผังของปอเนาะภูมี ภายในปอเนาะจะแบ่งเป็นประมาณ 3-4 โซน ส่วนนี้ก็คือบ้านของผู้สอนก็คือบาบอ ส่วนที่เห็นการะจัดกระจากอยู่บริเวณนี้ก็คือที่พักของผู้เรียน ผู้เรียนในปอเนาะเราจะเรียกว่าโต๊ะปาเก นี่คือภาพของบรรยากาศในปอเนาะ

จากคำว่าปอเนาะนี่แหละครับ โดยปกติแล้วเขาจะเรียกว่าปอเนาะ นี่ก็คือที่มาของปอเนาะ ปอเนาะซึ่งหมายความว่ากระท่อม หรืออีกความหมายหนึ่งอาจจะแปลว่าที่พักคนเดินทาง ความหมายของปอเนาะก็เลยมาจากคำๆนี้

ในปอเนาะจะประกอบไปด้วยคนหลายประเภทด้วยกัน อย่างแรกก็คือบาบอหรือโต๊ะครู ในปอเนาะๆหนึ่งจะมีโต๊ะครู 1 คน หรืออาจจะมากกว่านั้น คืออาจจะมี 2-3 คน เพราะฉะนั้นบางครั้งบางตอนเราอาจจะสับสนระหว่างคำว่าโต๊ะครูกับคำว่าอุสตะ และคำว่าครูสอนศาสนา โต๊ะครูจะทำหน้าที่เป็นเหมือนกับครูใหญ่ แล้วก็ยิ่งกว่าครูใหญ่ คือเป็นทั้งผู้จัดการในทุกเรื่องเกี่ยวกับในปอเนาะแล้วก็เป็นผู้สอนนักเรียนด้วยตัวของท่านเอง ซึ่งจะแตกต่างจากผู้จัดการโรงเรียนก็คือทำหน้าที่ในการบริหารเท่านั้น แล้วก็แตกต่างกับอุสตะ อุสตะก็คือครูผู้สอนเท่านั้น

วิชาที่สอนในปอเนาะก็จะประกอบไปด้วยวิชาที่เกี่ยวกับนิติศาสตร์อิสลาม และก็ตำราเกี่ยวกับพระเจ้า ความเป็นพระเจ้าองค์เดียว แล้วนอกนั้นก็จะมีทุกวิชาเกี่ยวกับจริยธรรม คุณธรรม ลองสังเกตหากว่ามีเพื่อนเป็นมุสลิม อิสลาม ลักษณะการดำเนินชีวิตของเขาในแต่ละวันจะเกี่ยวกับศาสนาอยู่ตลอด แม้กระทั่งเวลากิน เวลาดื่ม หลังจากทานข้าเสร็จแล้ว หรือก่อนนอน ท่านลองสังเกตจะมีการอ่าน เขาเรียกเดอะออ หรือว่าคล้ายๆกับคาถาอยู่ตลอดเวลา อย่างเช่นก่อนที่จะมีการรับประทานอาหารก็จะมีการอ่านเดอะออ ก่อนจะเข้านอนก็จะมีการอ่านเดอะออ ขอยกตัวอย่างครับ อย่างเช่นก่อนเข้านอนเราก็พูดว่า(ภาษาอิสลาม) ก็คือขอความคุ้มครองจากพระเจ้าให้พ้นจากมารร้าย ซึ่งทั้งหมดนี้จะได้มาจากการเรียนในปอเนาะ และบาบอจะเป็นคนถ่ายทอด คำว่าบอบอก็คือมีความหมายว่าพ่อ ใช้เรียกแทนโต๊ะครู ซึ่งเป็นคำที่ไม่เป็นทางการแบะก็ให้ความสนิทสนมมากกว่า เด็ก โต๊ะบาเก หรือว่าผู้เรียนในปอเนาะจะมีบาบอเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต สำหรับนักเรียนชาย ส่วนนักเรียนหญิงก็จะมีมามา หรือภรรยาของบาบอ เป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต

ลักษณะการเรียนในปอเนาะจะเป็นลักษณะเรียนฟรี ที่พักฟรี ส่วนที่นักเรียนต้องหามาเองก็คือส่วนของอาหาร ค่าใช้จ่ายในการหาอาหาร คนที่มาเรียนปอเนาะถ้าเผื่อว่าผ่านการเรียนไปแล้ว จะมีมีการถือตัวเป็นอันขาด ไม่มีการแบ่งชนชั้น ไม่มีการแบ่งวรรณะ ไม่มีการแบ่งว่าฉันรวยกว่า จนกว่า เพราะว่าอยู่ปอเนาะจะอยู่บ้านลักษณะคล้ายๆกันหมด

ปอเนาะภูมีจะประกอบไปด้วยทั้งนักเรียนชายและนักเรียนหญิง ซึ่งมีการแบ่งโซนกัน โซนที่เห็นบริเวณสีฟ้าตรงนี้จะเป็นโซนของนักเรียนหญิง ส่วนข้างหน้าจะเป็นของนักเรียนชาย สถานที่ทำการสอนศาสนาของปอะเนาะภูมีก็คือ เรียกว่า บาลาเซาะ บาลาเซาะนี้จะเป็นทั้งที่สอนศาสนา ที่ละหมาด และที่ประชุมสำหรับนักเรียน ในการเรียนของปอเนาะภูมีจะครอบคลุมตลอดทั้งวัน คือเริ่มเวลาตี 5 ของทุกวัน และสิ้นสุดประมาณ 3 ทุ่ม การเรียนก็จะครอบคลุมไปตลอดการทำการละหมาด 5 เวลา ก็คือเวลาช่วงประมาณตี 5 ช่วงเที่ยง ช่วงบ่าย ช่วงพลบค่ำ และก็ช่วงค่ำ ชาวปอเนาะจะไม่มีการกำหนดว่าจะให้ผู้เข้าเรียนนอนในเวลากี่ทุ่ม แต่ว่าทุกๆ คนจะต้องตื่นให้ทันในเวลาตี 5 ของทุกๆ วัน ไม่เช่นนั้นจะมีการทำโทษ อย่างเช่นให้ล้างห้องน้ำบ้าง ให้กวาดขยะบ้าง

สังคมที่อยู่ในปอเนาะจะเป็นการจำลองสังคมมุสลิมภายนอก ในนี้จะมีครบทั้งที่พักอาศัย และเป็นการฝึกการใช้ชีวิตร่วมกัน ในทางการดำเนินชีวิตตามแบบของอิสลาม

ลักษณะการเรียนของปอเนาะ จะเป็นลักษณะของคือ พวกผู้สอนจะมานั่งสอนแล้วก็อ่านและตีความในส่วนที่สำคัญให้ผู้เรียนได้ฟังและจดบันทึก หลังจากจดบันทึกแล้วผู้เรียนมีควยามสงสัยในเรื่องไหน ก็สามารถถามผู้สอนได้ และก็อาศัยช่วงเวลาว่าง อาจจะเป็นช่วงเวลาหลัง 3 ทุ่มไปแล้วในการทบทวนบทเรียน

หลายคนอาจจะสงสัยว่าโต๊ะครูหรือว่าบาบอ ในเมื่อต้องทำหน้าที่ในการสอนและจัดการบริหารปอเนาะ ทีนี้เขามีเงินทุนหรือว่าแหล่งสนับสนุนเงินทุนมาจากที่ใด

ลักษณะการเรียนของปอเนาะ จะเป็นการเรียนแบบสมถะ ก็คือว่าจะไม่ใช้เงินทุนในการเรียนมาก เพราะฉะนั้นค่าใช้จ่ายต่างๆ อย่างของบาบอก็จะได้จากการทำสวน อาจจะเป็นบ้านเช่า อาจจะมีการเลี้ยงนก และก็อาจจะมีการทำนา หรือแบ่งให้ชาวบ้านมาเช่าทำนาแล้วก็แบ่งรายได้กัน ฟังว่าเวลาที่เราเป็นผู้บริหารโรงเรียนหรือว่าระบบการศึกษาโรงเรียนอาจจะมีค่าใช้จ่ายในการเรียนเยอะ แต่จริงๆ แล้วระบบตามปอเนาะ ค่าใช้จ่ายต่อเดือนน้อยมาก ไม่เช่นนั้นเงินทุนสนับสนุนจากที่ใดก็ตามที ถือว่าเป็นสิ่งที่เกินความจำเป็นจากที่ผ่านมาทั้งหมด และก็จากช่วงเวลาที่ผ่านมา ในการนำเสนอข่าวหรือว่าความเข้าใจของผู้คนทั่วไป จะมีความคลาดเคลื่อนเป็นอย่างมาก ระหว่างปอเนาะกับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม จนมีความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลง แล้วก็แก้ไขปฏิรูประบบการศึกษาปอเนาะ โดยที่ความต้องการเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดจากความเข้าใจผิดส่วนหนึ่ง ที่ผมจะอธิบายให้ทราบต่อไปนี้

โรงเรียนปอเนาะกับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม จุดประสงค์ในการเรียนของโรงเรียนปอเนาะ คือเรียนเพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน เป็นการเรียนขั้นพื้นฐาน จนกระทั่งถึงระดับสูง ส่วนมากแล้วผู้ที่จบการเรียนนี้จะนำไปสอน นำไปใช้ด้วย แล้วก็ส่วนหนึ่งจะเป็นผู้นำในท้องถิ่น อย่างเช่นเป็นโต๊ะอิหม่าม หรือว่าเป็นผู้สอนโรงเรียนตาดีกา อย่างที่โรงเรียนปอเนาะภูมีได้ส่งผู้สอนไปสอนยังบ้านดาโต๊ะ การเรียนของปอเนาะจะเป็นการเรียนแบบลึกซึ้ง มีการเรียนและก็ปฏิบัติควบคู่กันไป โดยมีบาบอหรือว่าโต๊ะครูให้คำปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง เพราะฉะนั้นกิจกรรมทุกกิจกรรมที่เกิดขึ้นในปอเนาะของนักเรียนจะอยู่ในสายตาของบาบอตลอด ผู้เรียนก็สามารถที่จะสอบถามข้อสงสัยกับบาบอได้ตลอด 24 ชั่วโมง บาบอก็สามารถให้คำแนะนำแล้วก็ดูแลลูกศิษย์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เช่นกัน ซึ่งต่างจากโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม การสอนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม การเรียนจะเริ่มเรียนตั้งแต่เวลาประมาณ 8 โมงเช้า และก็สิ้นสุดการเรียนเวลาประมาณ 16.30 นาฬิกา โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีมีการพักอยู่ที่โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ผู้ที่มาเรียนปอเนาะส่วนใหญ่จะมีฐานะยากจน เขาไม่สามารถที่จะเข้าเรียนในระบบการศึกษาอื่นของรัฐได้ ส่วนใหญ่นะครับไม่ใช้ทั้งหมด เพราะว่าฐานะยากจนแล้วก็ในการศึกษาระบบของรัฐจะต้องมีค่าใข้จ่ายเยอะ ทั้งเรื่องตำราเรียน ทั้งค่าชุด ค่าเดินทางในการไปโรงเรียน ที่แตกต่างอีกอย่างหนึ่งก็คือว่าปอเนาะจะไม่จำกัดผู้เรียน ซึ่งได้อธิบายไปแล้ว

ส่วนในการเรียนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม จะเป็นการเรียนศาสนาคู่กับสามัญ แต่ก็ยังมีโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามบางประเภทที่เปิดสอนเฉพาะศาสนาอย่างเดียว ซึ่งการเปิดสอนเฉพาะศาสนาอย่างเดียวจะทำให้ไม่สามารถรับเงินอุดหนุนจากทางรัฐบาลได้ เพราะฉะนั้นโรงเรียนบางส่วนต้องแปรสภาพ และเปิดสอนสามัญด้วยจึงสามารถรับเงินอุดหนุนได้

สำหรับโรงเรียนเอกชนที่เปิดสอนและมีความพร้อมจะได้รับเงินอุดหนุน 100% จากทางรัฐบาล เพราะฉะนั้นถ้าหากเราสังเกตอาคารเรียนของปอเนาะกับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในพื้นที่ จะเห็นว่ามีความแตกต่างเป็นอย่างมาก ไม่เฉพาะอาคารเรียน แล้วก็ในเรื่องของอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ

สำหรับผู้เรียนสามารถที่จะเรียนต่อมหาวิทยาลัยได้เพราะว่าจบชั้น ม. 6 แล้วก็ผู้เรียนจะมีการจำกัดอายุ คือระหว่าง 12-25 ปี ฐานะส่วนใหญ่ก็คือว่าปานกลางหรือว่าพอมีพอใช้

ในส่วนของเงินอุดหนุนจากภาครัฐ โรงเรียนปอเนาะจะไม่รับเงินอุดหนุนจากภาครัฐ ส่วนโรงเรียนเอกชนก็จะได้ตามฐานะของโรงเรียนเอง จะมีทั้งวงเล็บ 1 ถึงวงเล็บ 3

 

นักวิจัยท้องถิ่น

ต้องขออธิบายเพิ่มเติม เมื่อสักครู่น้องบอกว่าไม่รบใช่ไหมครับ ไม่ใช่ไม่รับ ไม่มีเงินอุดหนุน คือถ้ามาก็รับ

 

นักวิจัยท้องถิ่น

ชาวบ้านพื้นถิ่นเขาจะเรียกโรงเรียนปอเนาะว่าปอเนาะ แล้วก็โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม เขาจะเรียกว่าสกอเลาะ หรือว่าจะเรียกว่า (ภาษาอิสลาม) นี่คืออีกอย่างหนึ่งที่เห็น

ลักษณะการแต่งกายก็จะต่างกัน ก็คือว่าโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจะแต่งเป็นชุดเสื้อเชิ้ตแล้วก็กางเกงขายาว จะเป็นสีดำหรือสีน้ำเงิน ของปอเนาะจะเป็นผ้าโสร่งแล้วก็เป็นชุดลักษณะของการทำพิธีละหมาด คล้ายๆบาบอสวมอยู่ หรืออาจจะเป็นชุดคลุมยาวเลยก็มี

ในเรื่องของค่าเทอมหรือค่าบำรุง ทางปอเนาะจะไม่เก็บ ส่วนโรงเรียนเอกชนตอนนี้ค่าเทอมไม่มี แต่จะมีคำบำรุง แล้วก็เก็บค่าอุปกรณ์ต่างๆ

ที่พัก ปอเนาะจะมีที่พักรองรับ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาแบบใช้ชีวิตอยู่ในนั้น จำลองชีวิตอยู่ในนั้น ส่วนโรงเรียนเอกชนจะมีเฉพาะบางส่วนเท่านั้นที่มีที่พักรองรับ แล้วโรงเรียนปอเนาะบางแห่งจะไม่เปิดสอนสามัญ แต่จะมีเฉพาะบางแห่งเท่านั้นที่เปิดสอน กศน. อย่างเช่นที่ปอเนาะภูมีก็จะมีการเปิดสอน กสน. จนถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ส่วนคนที่มีความสนใจก็สามารถศึกษาต่อเองได้ เวลาเรียนก็อย่างที่อธิบายไปแล้ว ก็คือว่าปอเนาะจะเรียนตลอดวัน

ในการร่วมพิธีกรรมทางศาสนา ความผูกพันของปอเนาะ จะมีความสัมพันธ์กับชุมชนมากกว่า ทุกกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับศาสนา ปอเนาะจะได้รับเชิญไป อาจจะเป็นทั้งพื้นที่ใกล้เคียง หรือว่าในพื้นที่ หรือว่าพื้นที่ห่างออกไป อย่างเช่นที่ดาโต๊ะเองก็จะเชิญนักเรียนปอเนาะจากภูมีไปร่วมพิธีละหมาดแล้วก็ทำพิธีต่างๆอยู่เป็นประจำ แต่ปอเนาะสามารถศกษาต่อต่างประเทศได้เช่นเดียวกับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม โดยบาบอจะเป็นผู้ที่ออกใบ เขาเรียกใบชะฮะดะห์ให้ แล้วก็นักเรียนก็ไปทำการเทียบกับทางต่างประเทศเอง ใบชะฮะดะห์ก็คล้ายๆกับใบรับรองวุฒิการศึกษา ของปอเนาะ และที่สำคัญก็คือปอเนาะสามารถเรียนรู้แล้วก็ปฏิบัติจริงได้มากกว่า คือว่าได้ปฏิบัติจนเป็นกิจวัตรประจำวันอยู่แล้ว ความสัมพันธ์ก็จะมีมากกว่าเพราะว่าเป็นการเรียนประจำ อย่างโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามครูบางคนยังไม่รู้จักชื่อนักเรียนด้วยซ้ำ นักเรียนบางคนก็ยังไม่รู้จักชื่ออาจารย์ อาจจะมีการตั้งฉายาแทนชื่อก็มี ส่วนความสัมพันธ์จะมีมาก

การแบ่งระดับชั้นจะไม่แบ่งตามอายุ แต่จะแบ่งตามความรู้ที่มี แล้วก็ความยากง่าย จะไมได้แบ่งว่าใครมาก่อนมาหลัง ถ้าหากว่าหัวไวหรือว่ามีความรู้ สามารถไปได้เร็วก็จะสามารถขึ้นระดับชั้นได้สูงขึ้น แต่จะไม่มีการแบ่งแบบตายตัว จะแบ่งเป็นอาจารย์ไปครับ คือคนนี้มีความรู้ระดับนี้ก็ให้เลื่อนไปเรียนกับอาจารย์อีกคนหนึ่ง

ผู้จับจากปอเนาะส่วนหนึ่งจบจากปอเนาะเอง บางส่วนก็จบจากต่างประเทศ ส่วนของเอกชน ส่วนหนึ่งก็จบจากโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามเอง แล้วก็จบจากต่างประเทศ แล้วก็ยังมีการดึงครูจาปอเนาะไปสอนในโรงเรียนเอกชน เพราะว่าผู้ที่เรียนปอเนาะจะมีความลึกซึ้งในเรื่องเกี่ยวกับภาษา และก็จะมีความรู้ทางด้านศาสนามากกว่า

เส้นทางชีวิตของนักเรียนปอเนาะภูมี ก็คือว่าหลังจากจบ ม. 3 แล้วโดยส่วนใหญ่จะเข้าเรียนต่อปอเนาะภูมีประมาณ 5-15 ปี แล้วจากนั้นก็ไปเรียนต่อต่างประเทศ แล้วก็ลังจากจบ 15 ปีแล้วก็จะเป็นโต๊ะอิหม่าม ครูผู้สอน หรือว่าครูสอนศาสนา หรือไม่ก็จะประกอบอาชีพส่วนตัวก็ได้ หรือจะไปต่อปอเนาะอื่นก็ได้ เพราะว่าแต่ละปอเนาะจะมีความเชี่ยวชาญในแต่ละวิชาแตกต่างกัน เราเองก็สามารถเลือกเรียนได้ ส่วนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม จบ ม. 1 ถึง ม. 3 ถ้าอยากจะประกอบอาชีพส่วนตัวก็สามารถศึกษาต่อม.ปลาย แล้วก็ต่อมหาวิทยาลัยได้ หรือไม่ก็ศึกษาศาสนาชั้นสูง แล้วก็ไปศึกษาต่อต่างประเทศ กลับมาก็จะเป็นโต๊ะอิหม่าม ครูสอนศาสนา แล้วก็งานเกี่ยวข้องกับศาสนา หรือไม่ก็สามารถประกอบอาชีพส่วนตัวได้เหมือนกัน

ทีนี้ในความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นระหว่างปอเนาะกับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ผมขอใช้คำว่าโรงเรียนเอกชนนะครับ มันมีความเปลี่ยนแปลงเริ่มขึ้นจริงๆเลยตั้งแต่ปี 2485 ในช่วงนั้นจอมพล ป.พิบูลสงครามได้ออกกฎหมาย ลักษณะเป็นกฎหมายชาตินิยม ก็จะมีการบังคับในเรื่องของภาษา ศาสนา แล้วก็การใช้ชีวิต ตรงนี้เองที่จะให้เกิดความสับสนว่าจริงๆ แล้วมันก็คือคนละอย่างกันหรือว่าอย่างเดียวกัน ซึ่งถ้าดูจากตารางต่อไป แล้วจะได้เห็นว่ามันเริ่มแตกต่างกันเมื่อไร

ในปี 2504 รัฐบาลได้ประกาศให้โรงเรียนปอเนาะทุกแห่งให้ขึ้นทะเบียนกับรัฐ และในปี 2508 ปอเนาะที่ขึ้นทะเบียนแล้วก็ทำการแปรสภาพจาปอเนาะ ตรงนี้จะเริ่มเป็นจุดเปลี่ยนแปลงของปอเนาะกับโรงเรียนเอกชนแล้วครับ (เสียงเงียบหายไป)

.........เร่งรัดให้มีการจัดเป็นห้องเรียนและทำหลังสูตรให้เสร็จสิ้น

ในปี 2514 ปอเนาะ 426 แห่ง ยื่นขอแปรสภาพ แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงเรื่อยมา จนกระทั่งในปี 2526 รัฐบาลก็ได้ทำการเปลี่ยนชื่อจากโรงเรียนราษฎร์สอนศาสนาอิสลามเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามแทน คำว่าโรงเรียนเอกชนก็เลยเกิดขึ้นมาตั้งแต่ 2526 และหลับจากนั้นก็มีการแปรสภาพเรื่อยมาจนกระทั่งมีการตั้งเงื่อนไขในการให้เงินอุดหนุน เพราะว่าโรงเรียนบางโรงเรียนได้ทำการจดทะเบียนแล้ว แต่ว่าไม่ทำการปรับปรุง ก็เลยจะมีการตั้งเงื่อนไขในการให้เงินอุดหนุน เพื่อที่จะให้ทางโรงเรียนมีความกระตือรือร้นในการที่จะแปรสภาพ แต่ในขณะเดียวกันเส้นสีแดงที่คู่ขนานกับเส้นสีเขียวซึ่งเป็นโรงเรียนปอเนาะ ไม่ได้มีการแปรสภาพหรือว่าจดทะเบียนใดๆ ทั้งสิ้น ยังคงรักษาเอกลักษณ์และขนบธรรมเนียมของการเป็นสถาบันเพื่อสังคมของอิสลามได้อยู่เรื่อยมา ไม่มีการจดทะเบียน จนกระทั่งในปี 2547 เมื่อต้นปีนี้เอง ได้มีการจดทะเบียนอย่างเป็นทางการเกิดขึ้น เพราะว่าบางปอเนาะมีความต้องการที่จะจดทะเบียน แต่ว่าติดอยู่ที่เงื่อนไขของรัฐเสมอมา ว่าถ้าจดทะเบียนแล้วต้องแปรสภาพ ต้องมีหลักสูตร ต้องมีการวัดผลที่แน่นอน ซึ่งที่ผ่านมาไม่ใช่ว่าผู้ที่สอนไม่ต้องการที่จะแปรสภาพ แต่ว่าเขาพยายามที่จะรักษาอุดมการณ์ของความเป็นสถาบันเพื่อสังคมอิสลามไว้ เพราะว่าเมื่อใดก็ตามที่มีการแปรสภาพจะมีเงื่อนไขและกฎระเบียบต่างๆ ที่จะทำให้ไม่สามารถที่จะดำรงการสอนได้อย่างที่เป็นอยู่ ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป

ถ้าหากเปรียบลักษณะการสอนของโรงเรียนปอเนาะ ได้จากวัดนั่นเอง เห็นง่ายๆ ก็คือว่าผู้ที่เรียนเข้าไปเรียนเพื่อด้านศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม ก็เช่นเดียวกับวัด

ทีนี้ในหลักสูตรการศึกษามุ่งพัฒนาในด้านต่างๆ หลายด้านด้วยกัน อย่างเช่นด้านจริยธรรม พัฒนาทักษะ วัฒนธรรม สังคม และเศรษฐกิจ แต่ว่าในเมื่อปัจจุบันรัฐมองการศึกษาเฉพาะเศรษฐกิจเป็นสำคัญ โดยที่ไม่ได้มองถึงด้านจริยธรรม วัฒนธรรม หรือว่าสังคม โดยมองเป็นเรื่องรอง เพราะฉะนั้นระบบการศึกษาที่เน้นในด้านจริยธรรม จึงดูเหมือนว่าไม่สามารถที่จะรองรับเศรษฐกิจได้ ฉะนั้นทางรัฐจึงมีความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงปอเนาะ เพื่อให้รองรับระบบเศรษฐกิจได้

เมื่อทางปอเนาะมีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงแล้ว ปัญหาที่จะตามมาก็มีอยู่หลายๆ ด้านเช่นกัน ที่จะยกตัวอย่างในที่นี้ก็อย่างเช่น ค่าใช้จ่ายของผู้เรียน เพราะว่าผู้เรียนมีความต้องการมาเรียนศาสนาโดยเฉพาะ เป็นการเรียนแบบอัธยาศัย และผู้เรียนเองก็มีความยากจน จึงไม่สามารถจะเรียนหลักสูตรหรือระบบการศึกษาอื่นได้ เพราะฉะนั้นปัญหาที่จะตามมาก็คือ เรื่องค่าใช้จ่าย เรื่องอุดมการณ์ เรื่องเวลาเรียน และความต้องการของผู้เรียน เพราะว่าคนที่มาเรียนไม่ใช่ว่าถูกบังคับให้มาเรียนศาสนาอย่างเดียว เขารู้ว่าเข้ามาเรียนปอเนาะเขาจะเรียนศาสนาอย่างเดียว มันจะเป็นความต้องการของเขา หากว่าเรานำวิชาสามัญเข้าไป ทีนี้ผู้ที่ไม่ได้มีความต้องการที่จะเรียนในด้านของสามัญอยู่แล้วก็จะมีความลำบากใจ อันนี้คือจากความคิดเห็นของคนทั่วๆ ไป ที่ทำการสำรวจมา

เราจะเปรียบเทียบภาพให้เห็นง่ายๆ ว่าในการเรียนตามอัธยาศัย สมมติว่าเราอยากจะไปเรียนในด้านสายอาชีพ แล้วเกิดรัฐบาลได้ยื่นหลักสูตรว่าคนที่มาเรียนอาชีพต้องเรียนวิชาพุทธศาสนา หรือว่าศาสนาอิสลามทุกคน มันจะรู้สึกถึงข้อนี้ได้ เพราะว่าผู้เรียนต้องการที่จะเรียนอาชีพโดยตรงอยู่แล้ว หรือว่าต้องการจะเรียนสามัญโดยตรงอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อเรานำอาชีพเข้ามาสู่ปอเนาะ ก็คือว่าจะผิดวัตถุประสงค์และก็ความต้องการของผู้เรียนไป

ในความคิดเห็นของคนในปอเนาะ เขามีความคิดเห็นว่าในการที่จะพัฒนาด้านอาชีพ รัฐควรจะพัฒนาตามความต้องการของแต่ละกลุ่มบุคคล ผู้ที่มาเรียนปอเนาะเขาต้องการด้านศาสนา แต่ว่าผู้ที่ต้องการด้านการทำมาหากินหรือว่าอาชีพ ก็คือชาวบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านนั่นเอง ซึ่งปัจจุบันยังไม่ได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนเท่าที่ควรจากรัฐ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่ารัฐบาลต้องการให้คนที่อยู่ในชุมชนมีอาชีพ มีรายได้ และสามารถที่จะรองรับสภาวะเศรษฐกิจได้จริงๆ ควรที่จะเน้นหนักไปในด้านของชาวบ้านที่มีความพร้อมตรงนี้มากกว่า

ส่วนในการศึกษาสามัญของโรงเรียนปอเนาะ อย่างมากที่สุดจะรองรับในส่วนของความรู้ขั้นพื้นฐานได้ เพราะว่าผู้เรียนไม่ได้ต้องการที่จะเรียนทางด้านนี้อยู่แล้ว

ทีนี้ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงต้องการที่จะมีศาสนาด้านเดียว มันอยู่ในจุดประสงค์มุ่งหมายทางการศึกษา การศึกษาสมัยใหม่ก็คือมุ่งเกี่ยวกับชีวิตในโลกนี้ มุ่งในเรื่องการทำมาหากิน เรื่องสภาวะเศรษฐกิจ เรื่องเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง แต่ว่าการศึกษาของศาสนาอิสลามมุ่งสำคัญในชีวิตในโลกหน้า เพราะมีอัลกุรอานบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า (อ่านอัลกุรอาน) ก็คือว่าแท้จริงเรามาจากพระเจ้า เราเป็นของพระองค์ และเราทั้งหมดจะกลับไป เพราะฉะนั้นผู้ที่ศึกษาศาสนาอิสลามจึงมีแนวคิดแตกต่างจากการศึกษาสมัยใหม่ ตรงนี้ที่ยังเป็นปัญหาอยู่ เพราะว่าคนส่วนหนึ่งจะมุ่งในโลกนี้ แต่คนอีกส่วนหนึ่งก็จะมุ่งในโลกหน้า เพราะว่าผู้ที่มีความศรัทธาในศาสนาอิสลามจะมีความศรัทธาที่เป็นหลักอยู่อย่างหนึ่งก็คือว่า เมื่อเสียชีวิตไปแล้วทุกคนจะกลับไปหาพระเจ้า แล้วก็สิ่งที่นำติดตัวไปไม่ใช่ว่าเป็นทรัพย์สิน หรือทรัพย์สมบัติ พระเจ้าไม่ได้ถามเราถึงสิ่งนั้น แต่เขาจะถามว่าเราได้ทำความดีอะไรไว้บ้างบนโลกนี้ เราได้ทำอะไรเกี่ยวกับศาสนา และเราได้ใช้ชีวิตอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับศาสนาของเราและก็ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน ตรงนี้ก็เลยกลายเป็นจุดที่ยังขัดแย้งกันอยู่ ถ้าเกิดว่าเราสามารถทำความเข้าใจในส่วนนี้ได้ ในการแก้ปัญหาต่างๆ ให้ลุล่วงก็สามารถจะทำได้โดยไม่ยาก

 

นักวิจัยท้องถิ่น

ตรงนี้ขออธิบายเพิ่มเติมนะครับ เพราะถ้าดูเผินๆ นั้นจะเข้าใจว่าการศึกษาอิสลามนั้นจะเน้นโลกหน้าอย่างเดียว แต่ที่จริงแล้วไม่นะครับ คือการศึกษาอิสลามจะเน้นทั้งโลกนี้และโลกหน้า คือจะใช้ชีวิตบนโลกนี้อย่างไรเพื่อให้สบายในโลกหน้า เพราะฉะนั้นเราต้องศึกษาว่าคนบนโลกนี้จะใช้ชีวิตอย่างไร ปฏิบัติตัวอย่างไร เพราะฉะนั้นคำตอบตรงนี้จะมีในหลักการของอิสลาม คุณจะปกครองอย่างไร คุณจะอยู่กับภรรยาอย่างไร จะอยู่กับสังคมอย่างไร ทั้งหมดมีคำตอบอยู่ในบทเรียนของอิสลาม เพราะฉะนั้นต้องเรียน ไม่ใช่ว่าจะอยู่โลกหน้าอย่างเดียว เรียนเพื่อจะสบายในโลกหน้า แต่ต้องปฏิบัติในโลกนี้

 

นักวิจัยท้องถิ่น

เพราะฉะนั้นก็เลยเป็นหน้าที่ที่สำคัญของมุสลิมทุกคน ที่จะต้องศึกษาหาความรู้ เพราะการศึกษาของอิสลามจะศึกษาเพียงเผินๆ ไม่ได้ ต้องศึกษาอย่างลึกซึ้งจึงจะสามารถนำมาปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง ไม่บิดเบือน เพราะฉะนั้นในศาสนาอิสลามจึงมีคำอยู่คำหนึ่ง ก็คือว่า คนที่เรียนจะต้องพยายามหาหลักฐานว่าคำกล่าวคำนี้มาจากต้นเหตุอย่างไร ไม่ใช่ว่าอีกคนหนึ่งบอกมาว่าควรทำอย่างนี้นะ เราก็เชื่อ ถ้าอย่างนั้นก็คือว่าเป็นการศึกษาที่ผิด การศึกษาที่ถูกต้องแล้วในภาษาอาหรับเขาเรียกว่า ดาเลน ก็คือต้องหาหลักฐานมายืนยันให้ถูกต้องให้ได้

สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ที่ว่ามีการพยายามที่จะปรับปอเนาะ ปอเนาะในมุมมองของคนทั่วไป โรงเรียนเอกชนก็จะมีมุมมองว่า ระบบโรงเรียนเอกชนก็จะเป็นระบบที่พัฒนาแล้วของปอเนาะ แต่ว่าระบบที่พัฒนาแล้วของปอเนาะซึ่งมีความเจริญในด้านของหลักสูตร สถานที่เรียน แล้วก็ผู้สอน ขาดสิ่งที่เป็นอุดมการณ์ดั้งเดิมของปอเนาะไป ก็คือว่าการศึกษาระบบปอเนาะจะทำโดยไม่ได้หวังผลตอบแทนในด้านเงินทองทั้งสิ้น ผลตอบแทนของผู้สอนปอเนาะที่ได้ อย่างบาบอเองไม่ได้รายได้ของผู้ที่มาเรียนปอเนาะโดยสักบาทเดียว นี่คืออุดมการณ์ของปอเนาะ และเมื่อเป็นอย่างนี้ ทางปอเนาะหลายๆ แห่งก็เลยพยายามที่จะคงเอกลักษณ์ของความเป็นปอเนาะไว้ เมื่อมีแรงอึดอัดและก็ต้านแรงกระทำจากภายนอกขึ้นมา จนมองดูเหมือนว่าปอเนาะ ลักษณะถ้าคล้ายๆ กับคำพูดก็คือ คล้ายๆ กับหัวแข็ง หรือว่าไม่ยอมรับการพัฒนา แต่ที่จริงแล้วก็คือว่าสิ่งสำคัญก็คือว่าอุดมการณ์ทางศาสนาที่เขาจะต้องธำรงไว้คือจุดสำคัญที่สุด เพราะว่าเราสามารถมองเห็นได้แล้ว พิสูจน์ได้แล้วว่าโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามบางแห่ง ไม่ใช่ทั้งหมด ไม่สามารถที่จะมีมาตรการรองรับเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว โดยเฉพาะผู้ที่เข้ามาศึกษาเอง หากเปรียบเทียบในเรื่องของจริยธรรม ความเคร่งศาสนาของคนที่มาเรียน เปรียบเทียบระหว่างปอเนาะกับโรงเรียนเอกชน จะมีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อมีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงปอเนาะไปเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาแล้ว การมีส่วนร่วมของชุมชน การเป็นสถาบันที่ให้ชุมชนเป็นส่วนร่วม มีส่วนในการคิดและเสนอแนะ ปัญหาต่างๆ จะลดน้อยลง ในปอเนาะทุกๆ อย่าง คนทุกๆ คนสามารถจะมีส่วนร่วมได้ เขารู้สึกว่าข้อปฏิบัติที่มีอยู่ไม่ถูกต้อง ก็สามารถมาปรึกษาได้กับปอเนาะ และพร้อมที่จะปรับปรุง เปลี่ยนแปลง หากว่าไม่ถูกต้อง แต่ว่าเกี่ยวกับโรงเรียนเอกชน จะเกิดช่องว่างทางสังคมขึ้น ก็จะคล้ายๆ กับโรงเรียนมัธยม ก็คือว่าความมีส่วนร่วมของชุมชนจะลดน้อยลง แต่จะมีส่วนร่วมก็ต่อเมื่อมีงานต่างๆ เกิดขึ้นเท่านั้นเอง แต่ว่าในการดำเนินชีวิตประจำวัน โรงเรียนเลิกก็เลิกกันไป ไม่มีการติดตามดูแล หรือว่าควบคุมความประพฤติได้ ตรงนี้ก็เลยเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ส่วนหนึ่งที่ทำให้ความประพฤติและความเข้มแข็งในด้านศาสนาลดน้อยลง เพราะฉะนั้นในปัจจุบันในการแก้ปัญหาทุกอย่างที่ผ่านมา รัฐมักจะนำกฎหมายเป็นตัวตั้ง เอากฎหมายมาตั้งไว้ แล้วก็นำวัฒนธรรมเดิมที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาปรับให้เข้ากับกฎหมายที่มีอยู่ ที่เป็นอย่างนี้มันขัดกับลักษณะความเป็นจริง อย่างเช่นว่า เราหาปลาอยู่ทุกวันๆ เราไม่ได้เป็นลูกจ้างใคร เราก็หาปลา เราพอมีพอใช้ อยู่มาวันหนึ่งรัฐออกกฎมาว่าให้คนบริเวณนี้เปลี่ยนแปลงจากการทำประมงเป็นโรงงานอุตสาหกรรม หรือว่าให้คนที่ทำประมงเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรม คำถามมีอยู่ว่า คนที่ทำประมงอยู่ทุกวัน รายได้พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ไม่เดือดร้อน เขาจะยอมไหมที่จะไปทำโรงงานอุตสาหกรรม เขาจะยอมหรือเปล่าที่จะไปเป็นลูกจ้างคนอื่นเขา เขาจะยอมหรือเปล่าที่ว่าชีวิตไม่มีความวุ่นวาย ไม่ดิ้นรนมาก จะต้องทำตามเวลา มีการกำหนดกะ มีการกำหนดระเบียบที่บางส่วนเขารับไม่ได้และก็กระทบต่อวัฒนธรรมดั้งเดิมของเขา เพราะฉะนั้นในการแก้ปัญหาที่อยากเสนอเกี่ยวกับปอเนาะ รัฐเองควรที่จะมีการนำวัฒนธรรม และก็ศึกษาวัฒนธรรมเดิมพื้นถิ่น และก็ความต้องการของคนในพื้นถิ่น ว่าเขามีความต้องการอย่างไร และก็เขาดำเนินชีวิต วิถีชีวิตเขาเป็นอย่างไร แล้วก็ออกกฎหมายมาเพื่อให้เข้ากับวัฒนธรรม ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรม การแก้ลักษณะอย่างนี้จะทำให้ปัญหาอื่นๆ ลดลง และก็สามารถที่จะพัฒนาในด้านอื่นๆ ควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาที่มีอยู่ในปัจจุบันได้ อย่างมีประสิทธิผล

นี่ก็คือรายงานที่เกี่ยวกับปอเนาะทั้งหมด ในการแก้ปัญหาสุดท้ายที่อยากจะฝากไว้ก็คือว่า สิ่งที่ขาดและเปลี่ยนแปลงไม่ได้ของศาสนาอิสลามและก็การศึกษาระบบปอเนาะ ก็คือว่า ศาสนาอิสลามกฎหมายที่อยู่ในคัมภีร์อัลกุรอาน สิ่งใดก็ตามที่มีการเปลี่ยนแปลง คือถ้าหากว่ามีกฎหมายมา คนในพื้นถิ่นไม่สามารถที่จะเปลี่ยนตัวเองได้ เพราะว่าเขาใช้ศาสนาอิสลามในการดำเนินชีวิต มันไม่เหมือนกับข้อเสียบางส่วนของระบบประชาธิปไตย อย่างเช่นในเรื่องของการพนัน คาสิโน เมื่อรัฐมองเห็นว่าคาสิโนจะมีผล คือช่วยให้ระบบเศรษฐกิจดีขึ้น และคนส่วนหนึ่งก็เห็นด้วย แล้วก็ยกมือผ่าน มันก็มีการปรับเปลี่ยนได้ แต่ว่ากฎหมายในศาสนาอิสลาม เมื่อเป็นมาและมีมาอย่างไร จะไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ เพราะว่าเขาใช้คัมภีร์อัลกุรอานเป็นกฎหมายในการดำเนินชีวิต และอีก 3 สิ่งสำคัญที่สุด สุดท้ายที่อยากจะฝากไว้ก็คือว่า 3 สิ่งที่บริสุทธิ์เกี่ยวกับปอเนาะ ที่ไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงได้ ก็คือหลักสูตรและตำราเรียน หลักสูตรหมายถึงว่าตำราเรียน ตำราเรียนที่เป็นการเรียนแบบลึกซึ้ง และก็มีหลักฐานยืนยันว่าสิ่งที่ปฏิบัติมาจากสิ่งใด ซึ่งในหลักฐานของศาสนาอิสลามมีอยู่ 2 อย่างก็คือ อัลกุรอาน และก็วจนะของท่านนบีมูฮัมหมัด ซึ่งเรียกว่า หะดิษ นี่คือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้

ในการเปลี่ยนระบบ อย่างที่เราเห็นตัวอย่างของโรงเรียนเอกชน ความเข้มข้นของหลักสูตร ของตำราเรียนจะลดน้อยลง คือเราจะเรียนกันแค่เปลือกนอก และก็การปฏิบัติจะลดลง 2 ก็คือผู้สอนที่บริสุทธิ์ใจไม่หวังผลตอบแทน เงินจะไม่นำมามีส่วนสำคัญเป็นอันขาดในการศึกษาระบบปอเนาะ จะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะว่าผู้เรียนและผู้สอนสอนด้วยความบริสุทธิ์ใจ และผู้เรียนก็มีฐานะยากจน ถ้าหากว่ามีเรื่องของเศรษฐกิจมาเกี่ยวข้อง โอกาสในการรองรับ การเป็นสถาบันเพื่อรองรับโอกาสของคนที่มีฐานะยากจนก็จะลดน้อยลง ส่วนสุดท้ายก็คือผู้เรียนเอง จะต้องมีความบริสุทธิ์ใจ ศรัทธา และมุ่งมั่นที่จะเรียนศาสนา โดยความมุ่งมั่นจริงๆ ผู้เรียนแบบเล่นๆ หรือว่าต้องการที่จะเรียนสามัญเป็นหลัก โดยที่ไม่ต้องเรียนศาสนา ส่วนมากจะไม่ประสบความสำเร็จ และก็ความเจริญจากที่ผ่านมา จะไม่สามารถที่จะลุล่วง เรียนศาสนาให้ลุล่วงได้ นี่คือ 3 ส่วนที่อยากจะฝากไว้ และก็เป็นการรายงานสรุปทั้งหมดเกี่ยวกับปอเนาะในครั้งนี้ครับ

 

ศรีศักร วัลลิโภดม

ขอบคุณครับ ผมจะยังไม่เปิดให้ซักถามนะครับ คืองานสัมมนาครั้งนี้ไม่มีการอภิปรายเพราะว่าเป็นเรื่องของการให้ซักถามคนที่เป็นผู้รู้จากข้างในเท่านั้นเอง เพื่อว่าจะประหยัดเวลา แล้วก็ผมอยากจะขอเข้าสู่อีกชุมชนหนึ่งคือชุมชนบ้านดาโต๊ะเลย แล้วหลังจากนั้นเราจะเปิดโอกาสให้ซักถาอีกทีหนึ่ง

 

นักวิจัยท้องถิ่น

ครับ ขอสวัสดีผู้เข้าร่วมเสวนาในครั้งนี้ กระผมนายมะลอดี ซาและ ซึ่งเป็นชาวบ้านดาโต๊ะ หมู่ 4 ตำบลแหลมโพธิ์ ยะหริ่ง ปัตตานี แต่ก่อนที่ผมจะมานำเสนอในวันนี้ ผมต้องขอบคุณทุกท่านที่ให้โอกาสผม และโอกาสแบบนี้คงหาไม่ได้ง่าย ในขณะที่ชาวบ้านธรรมดาๆ อย่างพวกผม ได้มีโอกาสมาทำงานวิจัยเพื่อสังคมและก็ชาวบ้าน คือจริงๆ แล้วพวกเราก็ไม่มีความรู้มากมาย อย่างแบเลาะก็จบ ป. 4 ผมก็แค่ ม. 3 เท่านั้นเอง ทีนี้ในเรื่องของพูดคุยต่างๆ หรือว่าการเขียนต่างๆ บางครั้งก็ตก ไม่ถูก แต่ผมก็ภูมิใจที่ผมได้มีโอกาสและได้เรียนรู้มาจากโครงการนี้ ซึ่งในวันนี้ผมอยากจะบอกว่าบ้านดาโต๊ะนั้นเป็นบ้านที่มีประวัติศาสตร์มายาวนาน ซึ่งทุกท่านคงอาจจะได้รู้มาบ้าง ผมจะไม่พูดยาว ผมกลัวจะกินเวลาเยอะ ทีนี้ถ้าคุณสามารถจะดูในเอกสารได้ แต่ผมอยากจะบอกคร่าวๆ เท่านั้นเอง

ถ้าเราดูจากแผนที่ ประมาณปี 2474 ซึ่งแผนที่เหล่านี้ไม่มีในเอกสารหรือว่าไม่มีในประวัติศาสตร์ คือเขียนเอง จากการที่เราได้สอบถามผู้อาวุโส และก็คนที่มีความรู้ในหมู่บ้านว่า ก่อนที่คุณจะมาอยู่ที่นี่ คุณพอจะทราบไหมว่าแผนที่ของบ้านดาโต๊ะอยู่ที่ไหน และก็เส้นทาง คลองอะไรต่างๆ อยู่ที่ไหน แกก็บอก เราก็วาดภาพเอาเอง ผมก็ต้องขอยกเครดิตให้กับแบเลาะกับเซ็ง ซึ่งเป็นนักวิจัยท้องถิ่นที่มีความสามารถโดยเฉพาะ โดยไม่ได้เรียนแม้แต่นิดเดียว

ซึ่งเมื่อปี 2447 จะเห็นได้ว่าคลองต่างๆ ที่อยู่หลังบ้านดาโต๊ะนั้นมีความสำคัญต่อชุมชนบ้านดาโต๊ะมากมาย เป็นเส้นทางเดินเรือหากินของชาวบ้านในป่าเลน แต่ว่าปัจจุบันก็ยังมีอยู่ แต่คงไม่สมบูรณ์แบบ เพราะว่าป่าชายเลนก็มาปิดบังคลองหมดแล้ว ซึ่งเป็นที่น่าเสียดาย และก็บ้านดาโต๊ะจากการที่เราดูในแผนที่นั้น ก่อนนั้นมีมัสยิดแค่ 1 หลังเอง หลังจากนั้นก็ได้เกิดมาเป็นบาลาเซาะ เป็นมูซัลลา อีก 2 หลัง จากการที่ชุมชนเยอะ

อันนี้ก็แผนที่ตำบลแหลมโพธิ์ ในอ่าวปัตตานี เส้นทางเดินเรือในอดีต ซึ่งจากการที่เราได้คุยกับชาวบ้าน ท่านก็จะทราบดีว่าอ่าวปัตตานีเป็นอ่าวที่มีท่าเทียบเรือที่ใหญ่ที่สุด สมัยปัตตานี ซึ่งผมอยากจะบอกว่าอ่าวปัตตานีเป็นประวัติศาสตร์ แต่ผมไม่ได้ยุยงให้พวกเรามาแย่งกันนะครับ แต่ผมอยากจะบอกว่าผมภูมิใจที่ผมอยู่ในหมู่บ้านที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ที่ผมภูมิใจ แต่ว่าความภูมิใจเหล่านั้นกำลังที่จะถูกทำลาย ก็น่าเสียดายนะครับ

แผนที่ที่เห็นคลองนั้นคือคลองยามู ซึ่งเป็นคลองที่ว่ากันว่าสมัยก่อน สมัยปัตตานีดาลูซาลัมที่รุ่งเรืองนั้นมีนักค้าขายมาจากต่างประเทศ ก็ไปมีนาเกลืออยู่ที่ตาหยงลูลุ ปานดา ซึ่งเป็นนาเกลือในอดีต ตอนนี้ก็ยังมีอยู่ แต่ก็กำลังที่จะหายไปจากการที่มีโครงการของรัฐลงเข้าไป

อันนี้ก็ภาพวาด ภาพสเก็ตช์ของมัสยิดดาโต๊ะ จากแบเลาะที่เขาวาดกัน นี่ก็มัสยิดที่ก่อนบูรณาการ ก่อนที่สมเด็จพระเทพฯ จะเสด็จไป ก็มีการบูรณาการและก็ที่ฉาบนั้นก็เอาออกและก็ฉาบใหม่ ซึ่งจากการที่พระเทพเสด็จไป และหลังจากนั้นชาวบ้านก็บอกว่าจริงๆ แล้วในการที่บูรณะนั้น คิดว่ามันน่าเสียดาย งบประมาณตั้งเยอะ แต่ว่าทำแต่นิดเดียวเอง ของกรมศิลป์ แต่ผมไม่ได้โทษนะ บอกตามความเป็นจริง

จากการที่บ้านดาโต๊ะเป็นหมู่บ้านชุมชนขนาดใหญ่ ซึ่งชาวบ้านก็ได้คิดว่าถ้าหากเราไม่ให้ลูกหลานมาเรียนหนังสือเกี่ยวกับศาสนาหรือว่าตาดีกานั้น ชาวบ้านคิดว่าถ้าหมู่บ้านไหนไม่มีตาดีกา หมู่บ้านนั้นล้าหลังในเรื่องของศาสนา ที่จริงดาโต๊ะก็มีอยู่ก่อนแล้ว ตาดีกา ก็เลยได้ประชุมกับคณะกรรมการมัสยิดว่าเราต้องสร้างโรงเรียนตาดีกาแล้วนะ เพราะว่าเราไม่มีสถานที่รองรับเด็ก ทีนี้ก็ได้เก็บเงินจากชาวบ้านนิดๆ หน่อยๆ ก็สร้างเสา พอสร้างเสา ตอนนี้ก็กลายเป็น 2 ชั้น งบประมาณก็ประมาณ 1 ล้านกว่าบาท ซึ่งชาวบ้านก็ภูมิใจที่หยาดเหงื่อของตัวเองสามารถที่จะสร้างโรงเรียนได้ขนาดนั้น ทั้งๆ ที่รัฐบาลก็ไม่ค่อยสนใจเท่าไร แต่ก่อนนะ ตอนนี้ก็ไม่ใช่แล้ว เขาให้แล้ว

อันนั้นคือภาพที่ซากะ มิตาเลาะ ทุกคนที่เป็นมุสลิมต้องจ่ายซากะ มิตาเลาะ ซึ่งแต่ก่อนนั้นก่อนที่จะมีกิจกรรมของมัสยิด คนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านจะจ่ายกันเอง ทีนี้จ่ายกันเองโดยไปหาเองว่าคนไหนบ้างที่มีส่วนได้ซากะ ทำให้คนในหมู่บ้านรับไม่ทั่วถึง ถึงเกิดการว่าเราต้องคุยกันนะ ถ้าแบบนี้คนที่ได้รับซากะส่วนอื่นๆ นั้นเขาก็ไม่ได้ จริงๆ เขาก็มีส่วนได้ แต่เขาก็ไม่ได้ เพราะว่าชาวบ้านไปหาคนมีบารมี คนที่จนๆ เขาไม่ให้ ทีนี้ก็เลยตกลงว่าเราต้องทำกองทุนซากะขึ้นมา พอหลังจากที่เกิดขึ้นมา จากคนที่เคยได้รับซากะ 5 คน กลายมาเป็น 67-70 คน แล้วก็กระจายอำนาจภายในหมู่บ้าน 9 ปีที่ผ่านมาก็เก็บได้ประมาณเกือบๆ 5 หมื่นบาท ก็แจกจ่ายให้กับคนในหมู่บ้านที่ได้รับซากะ

อันนี้ก็อาชีพซึ่งไม่ใช่อาชีพส่วนใหญ่นะครับ คือในการเลี้ยงปลาดุกก็ประมาณ 300 กว่าบ่อ ที่บ้านดาโต๊ะ ซึ่งเป็นอาชีพเสริม อาชีพเสริมจากการที่ตำข้าวเกรียบ และก็เอาเศษปลาไปให้กับปลาดุก ซึ่งมีมาประมาณ 300 กว่าบ่อ มีตลาดนัดด้วย ซึ่งตลาดนัดก็สร้างรายได้ให้กับมัสยิดเหมือนกัน

ภาพนั้นผมอยากจะบอกว่า ก่อนปี 2447 นั้น จะเห็นว่าในอ่าวไม่มีอะไร สิ่งกีดขวางก็ไม่มี แต่หลังจากที่เกิดเขื่อนบางลางขึ้นมา ตั้งแต่ปี 2519 ความเปลี่ยนแปลงและอะไรต่างๆ ก็ได้กระทบกับชาวปัตตานีมาก ซึ่งก่อนที่เขื่อนบางลางเขาจะทำ เขาก็บอกว่าทำเขื่อนนั้นเฉพาะในการเกษตร เขาไม่ได้บอกว่าจะผลิตกระแสไฟฟ้า แต่ทีนี้เราไม่ได้โทษ ข้อดีก็มีอยู่ แต่รัฐบาลเขาก็ไม่ได้ทบทวนความดีความชอบของชาวบ้านในพื้นที่ จะสังเกตได้ว่าอ่าวปัตตานีนั้นเป็นศูนย์กลางแย่งอำนาจในการจัดการทรัพยากรที่ไร้มนุษยธรรมก็ว่าได้ จะเห็นได้ว่าในอ่าวปัตตานีนั้นดังที่อาจารย์เขาบอกว่ากำลังจะปิด แต่เมื่อไร เราอาจจะเสียชีวิตก่อนก็ได้ แต่ลูกหลานของเราสิครับ หลังจากแสดงว่าเขตโรงงาน มีการทำโรงงาน นากุ้ง อะไรมากมาย แต่ถามว่าทำไมกฎหมายไม่สามารถที่จะจัดการเขาได้ ผมก็เพิ่งรู้เองว่าในเขตอุตสาหกรรมนั้นกฎหมายไม่สามารถที่จะจัดการเขาได้ นอกเสียจากว่าเป็นนิคม อันนี้ผมก็แปลกใจมากๆ ขนาดในเขตอุตสาหกรรมยังมีโรงงานตั้ง 50 กว่าโรง มาปล่อยน้ำเสียลงไปก้นทะเล พอเราไปบอกว่าต้องบำบัดนะ เขาว่า ไม่ได้ ผมไม่ได้อยู่ในนิคมอุตสาหกรรม ผมอยู่ในเขตอุตสาหกรรม คุณไม่สามารถจะจัดการผมได้ เราเป็นชาวบ้านธรรมดาก็งงเหมือนกัน

และอีกโครงการหนึ่งซึ่งชาวบ้านคิดว่าโครงการนี้ไม่ใช่โครงการของภาคประชาชนโดยแท้จริง คือโครงการซีฟู้ดแบงค์ ซึ่งกำลังจะเกิดในอ่าวปัตตานี ซึ่งจากการที่เราได้คุยกับชาวบ้านหลายๆ คน ไม่ว่าจะเป็นร้านน้ำชา เขาก็บอกว่าทำไมท่านเนวินของเราถึงเอาประเพณี วิถีชีวิตจากอีสานมาลงใต้ ทั้งๆ วิถีชีวิตมันไม่เหมือนกัน ท่านเนวินจะต้องรู้ว่าวิถีชีวิตของคนในพื้นที่เป็นที่ชายฝั่ง ทำงานเหมือนกับนกไปหาอาหาร วันนี้อาจจะบินไปหน้าบ้านผม แต่ในเมื่อเนวินจัดสรรที่ดินให้โดยชอบธรรม แล้วถามว่าผมจะไปหาปลาบ้านคุณได้ไหม เป็นไปไม่ได้เพราะว่าเขามีหลักฐานครบ มีเอกสารสิทธิ์ มีอะไรครบ นี่แหละครับความหายนะจะสู่คนที่อยู่ในรอบอ่าว เอาประเพณีทางอีสานมาให้คนรอบอ่าวรับ ผมรับไม่ได้ ขนาดที่ยังไม่มีโครงการซีฟู้ดแบงค์ ชาวบ้านที่อยู่ใกล้ๆ อ่าวนั้นจะบอกได้เลยว่าเราประเมินที่ตรงไหน ตอนที่มีการจัดกิจกรรมซากะ บางคนยังไม่ออกมาจ่ายซากะเลย เงินไม่มี อันนี้จริงนะครับ ผมไม่ได้แต่งละครขึ้นมา จากการที่ผมทำงานวิจัยในครั้งนี้ ผมไม่ได้คิดเอง ทำเอง ถึงแม้ว่าผมจะเรียนจบแต่ ม. 3 แต่ผมก็อยู่ในหมู่บ้าน และก็ได้รู้จักกับผู้อาวุโสในฐานะที่เป็นเพื่อนบ้าน นี่คือความเป็นห่วง

ถ้าหากดูฝั่งอ่าวไทยก็มีอวนรุน ทีนี้ถามว่าทำไม อวนรุนมีอยู่ไหม ก็มีอยู่นะครับ อย่างเช่นเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 47 ก็ได้ทำลายอุปกรณ์อวนรุนของชาวบ้าน ทั้งๆ ที่กฎหมายก็มีบังคับใช้ แต่ก็ไม่ใช้ ทีนี้ชาวบ้านบางคนเขาบอกว่า ทุกบาททุกสตางค์ที่ลงไป ทำโครงการภาคใต้ โดยเฉพาะรอบอ่าว บางคนว่ามันไม่ใช่ มันไม่ใช่ตัวจับปลาให้ความหายนะของภาคใต้มาสู่ความสันติสุข มันไม่ใช่ เขาไม่ต้องการหรอกครับเงินก้อนที่มาฟาดหัว แต่เขาต้องการว่าจะทำอย่างไรให้อวนรุน อวนลากหมดจากประเทศไทย โดยเฉพาะปัตตานี เขาไม่ต้องการเงินหรอกครับ เพราะว่าเงินบางทีก็เหมือนกับฝนหลวง ทำฝนหลวงเฉพาะอีสาน เฉพาะที่มีความแห้งแล้ง ที่เราก็ไม่ต้องทำก็ได้ อันนี้ผมขอฝาก

ทีนี้ผมขอพูดสั้นๆ นะครับ ผมก็เบื่อจะพูดมาก ถ้าหากมีปัญหาอะไรก็สามารถที่จะถามได้ มีผิดพลาดประการใดผมต้องขออภัยด้วยครับ

 

นักวิจัยท้องถิ่น

ครับอันนี้ก็ ผมก็จะมาเพิ่มเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมของอ่าวปัตตานีนะครับ ที่เห็นสีแดงอยู่นี้ก็คือเป็นเขตวิกฤตินะครับ เขตวิกฤติก็คือหมายความว่ามันมาจากหลายๆ อย่าง อย่างเช่นน้ำเสียจากโรงงาน และก็ที่ตรงนี้เขาเรียกว่าที่ถมดินจากขุดรอกร่องน้ำอ่าวปัตตานี และก็มาถมดินนี้ประมาณ 800 กว่าไร่ ก็คือมันมีผลกระทบของอ่าวปัตตานีอย่างเช่น กั้นขีดขวางการไหลเวียนของอ่าวปัตตานี น้ำในอ่าวปัตตานี ก็โชคดีอ่าวปัตตานีก็มีเป็นบ้านของปลา ก็มีป่าชายเลนที่เป็นสีเขียว ป่าชายเลนของยะหริ่งก็มีประมาณ 6,000 กว่าไร่ ก็คือเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ ของในอ่าวปัตตานี และก็อย่างเช่นในอ่าวปัตตานีสมัยก่อนนี้ก็คือว่ามีความอุดมสมบูรณ์มากเลย ก็มีปลานานาชนิด แต่ในปัจจุบันนี้ปลาในอ่าวปัตตานีก็สูญหายหลายชนิดแล้ว ก็คือว่ามันจะอยู่ไม่ได้เพราะว่าบ้านของเขาถูกทำลาย อย่างเช่นมาจากโรงงานอุตสาหกรรม นาเกลือ สารเคมีต่างๆ ก็คือชาวบ้านรอบอ่าวปัตตานีมีความลำบากพอสมควร อย่างเช่นมีอวนลาก อวนรุน ตั้งแต่ผมยังไม่เกิด แต่ก่อนนี้เขารุนในอ่าวปัตตานีโดยเฉพาะเลย แต่เดี๋ยวนี้เขาพัฒนาเหมือนกัน แต่ก่อนเขาใช้คันรุนที่มีไม้ 2 อัน ก็คือเขาใช้ไม้เลาโอน และก็ไม้ที่เป็นไม้เนื้อแข็ง แต่ปัจจุบันนี้คันรุนเขาจะใช้เหล็กเลย แต่ก่อนนี้เขาใช้คันรุนไม้เลาโอนนั้นก็คือปากกว้างของอวนรุนประมาณสัก 10-15 เมตร เท่านั้นเอง แต่พูดถึงปัจจุบันเขาใช้คันรุนประมาณ 40-50 เมตร น่าจะได้เพราะว่าเขาใช้คันรุนเหล็ก เขาใช้ไฮดรอริก เขาใช้เรือใหญ่มากเลย เวลาเขาใช้อุปกรณ์ในเรือส่วนมากเขาจะโยนออกไป แล้วเขาจะนับเป็นวา ก็ประมาณ 10-15 วา

อันนี้เป็นแม่น้ำปัตตานี แม่น้ำปัตตานีตรงที่เราเห็นคือที่จอดเรืออวนรุนทั้งนั้นเลย ตรงนี้จะเป็นท่าเทียบเรือ เป็นแพปลา และคนรอบอ่าวปัตตานีส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพทางการประมงมากกว่า แต่ปัจจุบันนี้ถามว่ามีไหมอาชีพทางการประมง ก็มี เพราะว่าเราจะไปหากินทางภูเขาไม่ได้ เราไม่ค่อยถนัด เพราะว่าบ้านเรามีภูเขา ไม่มีนา ไม่มีสวน มีแต่ทะเล และผลผลิตจากทะเลก็คือชาวบ้านจับปู จับปลา แต่ก่อนนี้จับปลาเป็นสิบๆ กิโล แต่ตอนนี้ไม่มีที่จะจับแล้ว เพราะว่าปลาก็ไม่มี และคนในหมู่บ้านส่วนใหญ่ก็จะอพยพไปใช้แรงงานที่ประเทศมาเลเซีย และก็มีปัญหาทางด้านการศึกษาของเด็ก บางทีก็คนที่ยากจน ซึ่งก็พาลูกหลานไปที่ทำงาน ที่ประเทศมาเลเซีย และก็ทำให้เด็กขาดการศึกษา ส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนั้นนะครับ อันนี้เป็นอุปกรณ์การประมงของชาวบ้าน เขาเรียกเบ็ดราว ตรงนี้ก็เป็นเรือคราดหอยแครง อันนี้เป็นปัจจุบันแล้ว ไม่ใช่อดีต คราดหอยแครงก็คือมันเป็นปัญหาเหมือนกัน อย่างเช่นทำลายระบบนิเวศวิทยา เวลาเขาคราดจะทำให้หน้าดินเสีย เพราะว่าหน้าดินเป็นแหล่งอาหารของปลาในอ่าวปัตตานี แต่ปัจจุบันในอ่าวปัตตานีเขาแย่งชิงกันมากเลย อย่างเช่นพวกนายทุนจับจองเลี้ยงหอยแครง และสร้างพวกกีดขวางในอ่าวปัตตานี อย่างเช่นสร้างกระท่อมเพื่อเฝ้าหอยแครง เขาทำให้ชาวบ้านลำบาก มีปัญหาต่างๆ ประกอบอาชีพในอ่าวปัตตานี บางที่ที่เขาจับจอง มีนายทุนจับจองต่อคนประมาณ 10 กว่าไร่ พอเขาจับจองและลงหอยลงอะไรเรียบร้อยแล้ว บางที่ชาวบ้านจะไปประกอบอาชีพในบริเวณนั้นไม่ได้ เพระว่าเขาเฝ้า จริงๆ แล้วในอ่าวปัตตานีนั้นเป็นของส่วนรวม ใครจะไปที่ไหน ตรงไหน อะไรก็ได้ ทุกที่ทุกแห่งเลย แต่พูดถึงมีระบบนายทุนแล้ว มันจะเป็นกฎกติกาของเขา ถ้ามึงเข้ามาในเขตกู กูเอาแน่เลย ก็คือเมื่อในอดีตอย่างเช่นเขตสีแดงจะมีท่าเทียบเรือ เขาเรียกว่าจาย จายนั้นเป็นภาษาท้องถิ่น ในอ่าวปัตตานีจะมีชื่อหมดเลย ชื่อบรรพบุรุษ คนเฒ่าคนแก่ของพวกเราเขาตั้งชื่อไว้ เพื่อความสะดวกในการประกอบอาชีพ แต่บริเวณจายที่เป็นสีแดงนั้น แต่ก่อนจะมีแหล่งหอยแครง แหล่งปลาดุก มีมากมายเลย แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีเลย บริเวณนี้เป็นดินโคลน คือว่าจายเป็นดินโคลน เวลาเราลงแล้วโคลนนั้นจะลึกมากเลย มันจะมีทรัพยากรมากมาย อย่างเช่นหอยกะพง หอยกะพงมีเยอะมากเลย หอยกะพงเป็นอาหารของสัตว์น้ำนานาชนิดเลย และก็ถามว่าบริเวณเขตสีแดงนั้นมีอะไรบ้าง ไม่มีเลย มีแต่น้ำเสีย และก็ถามว่าถ้าเราเอาเท้าไปลงที่บริเวณนั้น คันแน่เลย เพราะว่าโคลนนั้นเสียมากเลย น้ำเหม็นด้วย เพราะว่าเขาบอกว่าเป็นเขตกับนิคมมันต่างกัน แต่ปัจจุบันของปัตตานีเป็นเขต แต่เป็นเขตนั้นก็สะดวกดี สบายดี พวกโรงงานจะปล่อยไปเลย เพราะว่าเราเป็นเขต ไม่ใช่เป็นนิคม

ที่เห็นนั้นก็คือจากบ้านดาโต๊ะไปทำงานในอ่าวปัตตานี จะมีชื่อหมดเลย และก็มันมีปัญหาอย่างหนึ่ง อย่างเช่นตรงที่สีดำๆ 800 กว่าไร่ มันกันปากอ่าวเลย ทำให้พวกสัตว์น้ำจากฝั่งอ่าวไทยจะเข้าในอ่าวปัตตานี เพื่อให้คนรอบอ่าวปัตตานีจับ การประกอบอาชีพนี้ลำบาก เพราะว่าจะกั้นปากอ่าวประมาณครึ่งต่อครึ่งเลย และตรงที่ดำๆ นั้นแต่ก่อนจะเป็นแหล่งปลาดุกและหอย ตรงนั้นเป็นพันธุ์หอยแครงมากๆ เลย และก็ใหญ่ด้วย ตรงนี้ไม่มีแล้ว ตรงนั้นจะเป็นน้ำตื้นหมดเลย เพราะว่าจะเป็นตัวกั้นทำให้พวกตะกอนมาสะสม