เมืองโบราณ
พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ
วารสารเมืองโบราณ
สารคดีดอตคอม
วิทยาลัยการจัดการทางสังคม
แสดงความคิดเห็นผ่านสมุดเยี่ยมชม

ดรรชนีบทความ
อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

index

รศ. ศรีศักร วัลลิโภดมได้รับรางวัลวัฒนธรรมเอเชียฟูกูโอกะ ประจำปี ๒๕๕๐

 

ชมภาพพิธีมอบรางวัลวัฒนธรรมแห่งเอเชียเมืองฟูกูโอกะอย่างเป็นทางการแด่ รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม

รศ. ศรีศักร วัลลิโภดมได้รับรางวัลวัฒนธรรมเอเชียฟููกูุโอกะ ประจำปี ๒๕๕๐


รองศาสตราจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ที่ปรึกษามูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ได้รับรางวัลวัฒนธรรมแห่งเอเชียเมืองฟูกูโอกะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นคนไทยคนที่ ๕ ที่ได้รับรางวัลนี้

เมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่ผ่านมา   นายฮิเดอากิ โคบายาชิ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย คุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ร่วมแถลงข่าวและแสดงความยินดีแก่ รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม ที่ห้องประชุมใหญ่เจแปนฟาวน์เดชั่น ในโอกาสที่จะได้รับรางวัลวัฒนธรรมแห่งเอเชียเมืองฟูกูโอกะประเภทผลงานวิชาการ ครั้งที่ ๑๘ ประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๐ (The 18th Fukuoka Asian Culture Prizes 2007, Academic Prize) ซึ่งจะมีพิธีมอบรางวัลอย่างเป็นทางการในวันที่ ๑๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่อาครอส ฟูกูโอกะ ซิมโฟนี ฮอลล์ เมืองฟูกูโอกะ ประเทศญี่ปุ่น ในปีนี้มีผู้ได้รับรางวัลร่วมกับ รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม อีก ๓ ท่าน ได้แก่ ศาสตราจารย์อสิช นานดี นักวิจารณ์ด้านสังคมและวัฒนธรรมชาวอินเดีย คุณจู หมิง นักประติมากรรมชาวไต้หวัน และคุณคิม ดัค ซู ศิลปินแสดงศิลปะดั้งเดิมชาวเกาหลีใต้

รางวัลวัฒนธรรมเอเชียฟูกูโอกะเป็นรางวัลที่เมืองฟูกูโอกะ ประเทศญี่ปุ่น มอบให้แก่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม โดยเฉพาะผลงานที่จรรโลงและสร้างสรรค์ความหลากหลายทางวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชีย ก่อให้เกิดความตระหนักในคุณค่าของวัฒนธรรมเอเชีย และส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ระหว่างคนกลุ่มต่างๆ ในภูมิภาค

สุจิตต์ วงษ์เทศ

เหตุผลในการมอบรางวัลแก่รองศาสตราจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

รศ. ศรีศักรจัดว่าเป็นหนึ่งในนักมานุษยวิทยาและนักโบราณคดีชั้นแนวหน้าของประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่านได้ใช้ความเชี่ยวชาญในด้านมานุษยวิทยา โบราณคดี ประวัติศาสตร์ และขนบธรรมเนียมความเชื่อพื้นบ้านมาผสมผสานเข้าด้วยกัน เพื่อนำเสนอประวัติศาสตร์ไทยในลักษณะใหม่โดยสิ้นเชิง


ในผลงานวิจัยของท่าน รศ.ศรีศักรได้วิพากษ์วิจารณ์ทัศนคติของเหล่านักวิชาการที่รับเอาหลักความคิดแบบตะวันตกโดยที่ไม่ได้วิเคราะห์อย่างถี่ถ้วน ตลอดจนแสดงความกังขาต่อการตีความประวัติศาสตร์ไทยตามธรรมเนียมปฏิบัติ ซึ่งมักอ้างอิงจากการบันทึกเหตุการณ์ของประเทศและราชวงศ์ตามลำดับเวลาการเกิด รศ. ศรีศักรยังได้รวมเอาผลลัพธ์ที่ได้จากงานสำรวจภาคสนามและงานตรวจสอบข้อเท็จจริงต่าง ๆ เข้ากับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น แทนที่จะเพ่งความสนใจไปที่ประวัติศาสตร์ของประเทศแต่เพียงอย่างเดียว อันนำไปสู่การนำเสนอแง่มุมมองใหม่ของประวัติศาสตร์ไทย งานวิจัยของ รศ. ศรีศักรครอบคลุมหลายแขนง ที่จะกล่าวในที่นี้คืองานสำรวจทางโบราณคดีในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยในยุคก่อนประวัติศาสตร์ และงานวิจัยเกี่ยวกับอาณาจักรโบราณของไทย ในผลงานชิ้นแรกนั้น รศ. ศรีศักรได้รวบรวมหลักฐานจากงานสำรวจภาคสนามเป็นเหตุผลสนับสนุนว่า การเกษตรกรรม เกลือ และเหล็ก เป็นสิ่งที่มีความสำคัญและยังแสดงให้เห็นว่าการสักการะบูชาทางศาสนามีมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์โดยมีหินสีมาซึ่งพบได้เฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยเป็นหลักฐาน การค้นพบดังกล่าวหักล้างภาพเก่า ๆ ของ “ ภาคอีสานที่ยากจน ” และได้วาดเค้าโครงใหม่ให้กับภูมิภาคว่าเป็น “ ภาคอีสานที่เคยรุ่งโรจน์ ” ข้อมูลทางโบราณคดีบางส่วนที่ รศ. ศรีศักรเก็บรวบรวมจากภูมิภาคนี้ได้แพร่หลายทางอินเตอร์เน็ตและได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ในผลงานชิ้นที่สองของ รศ. ศรีศักรได้ใช้แผนที่ทางอากาศในงานวิจัยเมืองโบราณของไทย ทำให้ค้นพบการวางผังเมืองและโครงสร้างของเมืองโบราณหลายเมือง อาทิเช่น ทวารวดีซึ่งเป็นอาณาจักรสมัยแรกของไทย อาณาจักรในราชวงศ์สุโขทัย และอาณาจักรในราชวงศ์อยุธยา โดย รศ. ศรีศักรได้วิจารณ์ว่าการค้าขายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีอิทธิพลต่อการสถาปนาอาณาจักรโบราณของไทยเป็นอย่างมาก


รศ. ศรีศักรสำเร็จการศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นศึกษาต่อด้านมานุษยวิทยาที่มหาวิทยาลัยเวสเทิร์นออสเตรเลีย ภายหลังสำเร็จการศึกษาท่านสอนและทำงานวิจัยที่ภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ในขณะเดียวกันดำรงตำแหน่งสำคัญอีกหลายตำแหน่งในสถาบันวิจัยและสถาบันการศึกษาต่าง ๆ รศ. ศรีศักรยังได้ให้คำแนะนำที่สำคัญต่าง ๆ ต่อรัฐบาลในสมัยที่ท่านเป็นคณะกรรมการอนุรักษ์ทรัพย์สินที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรม หนึ่งในนั้นคือโครงการพัฒนาสวนประวัติศาสตร์สุโขทัย ซึ่งท่านดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้านักสังคมศาสตร์ นอกจากนั้นท่านยังเป็นนักวิชาการที่มีบทบาทดังจะเห็นได้จากความพยายามในการที่จะให้ผลงานวิจัยทางวิชาการได้ตีพิมพ์เผยแพร่ต่อสาธารณชนในฐานะที่เป็นบรรณาธิการวารสาร “ เมืองโบราณ ” ซึ่งเป็นวารสารทางวิชาการรายสามเดือนชั้นนำด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์ของไทย

งานวิจัยและกิจกรรมต่าง ๆ ของ รศ. ศรีศักรนั้นก่อร่างมาจากมุมมองด้านมานุษยวิทยาที่เป็นเอกลักษณ์ ประกอบกับข้อมูลทางโบราณคดีที่เชื่อถือได้ ก่อให้เกิดประวัติศาสตร์ไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แนวใหม่ที่มุ่งเน้นไปยังประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและสิ่งแวดล้อม สำหรับความสำเร็จอันสำคัญนี้ รศ. ศรีศักรจึงสมควรที่จะได้รับ “ รางวัลผลงานวิชาการ รางวัลวัฒนธรรมแห่งเอเชียเมืองฟูกูโอกะ ”

 

คำกล่าวของศาสตราจารย์เกียรติคุณ คุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ

ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน

 

ดิฉันรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเกียรติให้เป็นผู้กล่าวสดุดี รศ. ศรีศักร วัลลิโภดม ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่ของผู้ได้รับรางวัลวัฒนธรรมแห่งเอเชียเมืองฟูกูโอกะ ครั้งที่ ๑๘ ประจำปี ๒๕๕๐ ในวันนี้

ท่านผมีู้เกียรติคงได้รับแจกประวัติย่อ ผลงานโดยสังเขป และเกียรติคุณต่างๆ ที่อาจารย์ศรีศักรได้รับจากสถาบันต่างๆ แล้ว สิ่งที่ดิฉันจะพูดจะไม่ปรากฏในเอกสาร แต่จะพูดถึงบุคลิก แนวการทำงานและจุดยืนของอาจารย์ศรีศักรเท่าที่ดิฉันได้ร่วมงานกันตลอดระยะเวลากว่า ๔๐ ปีที่ผ่านมา

อาจารย์ศรีศักรจบปริญญาอักษรศาสตรบันฑิต จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี ๒๕๐๔ ในสาขาภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งเป็นสาขาเดียวกับดิฉัน จากสถาบันเดียวกัน แต่จบหลังดิฉัน ๑ ปี ดิฉันซื่อสัตย์ต่อสาขาวิชาที่เรียนมาคือได้เป็นอาจารย์สอนภาษาฝรั่งเศสมาตลอดชีวิตที่ที่แห่งเดียวกันคือ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งอาจารย์ศรีศักรเริ่มทำงานด้วยการเป็นอาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์ไทย คนอื่นอาจจะแปลกใจว่าทำไมจบภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส แต่ทำไมสอนประวัติศาสตร์ไทย แต่ดิฉันไม่ เพราะทราบว่าคุณพ่อของอาจารย์ศรีศักรคือ อาจารย์มานิต วัลลิโภดม เป็นหัวหน้ากองโบราณคดี ดูแลพิพิธภัณฑ์ของกรมศิลปากรที่กรุงเทพฯ แล้วย้ายไปลพบุรีและอยุธยา อาจารย์มานิตเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี อาจารย์ศรีศักรซึมซับความรู้ทั้ง ๒ ด้านจากคุณพ่อของอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก และต่อมาอาจารย์ศรีศักรได้ไปศึกษาต่อสาขามานุษยวิทยา ระดับปริญญาโทที่ประเทศออสเตรเลีย และได้ก่อตั้งภาควิชามานุษยวิทยา และสร้างหลักสูตรสาขาวิชามานุษยวิทยาที่คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

 

ที่คณะโบราณคดี อาจารย์ศรีศักรไม่ได้สอนแต่ในห้อง แต่อาจารย์พานักศึกษาออกสำรวจทั่วประเทศ กลุ่มนักศึกษารุ่นแรกที่ติดตามอาจารย์ศรีศักรออกสำรวจ เช่น นายสุจิตต์ วงษ์เทศ นายขรรค์ชัย บุนปาน นายพิเศษ เจียจันทร์พงศ์ เป็นต้น คนกลุ่มนี้ได้ซึมซับวิธีคิดและวิธีทำงานจากอาจารย์ศรีศักรอย่างแน่นอน

คุณสมบัติพิเศษของอาจารย์ศรีศักรมาจากการที่อาจารย์เป็นนักวิชาการที่สามารถบูรณาการประวัติศาสตร์ โบราณคดี ประวัติศาสตร์ศิลปะ และมานุษยวิทยาเข้าด้วยกัน นอกจากนี้ในการศึกษาวิจัยท้องถิ่นที่อาจารย์ต้องออกสำรวจเองทุกที อาจารย์จะให้ความสำคัญกับประเพณี ความเชื่อของชุมชนท้องถิ่น ผลงานวิชาการของอาจารย์ศรีศักรไม่ว่าจะเป็นงานเขียน หรือการบรรยายพิเศษจึงบูรณาการศาสตร์หลายสาขา สิ่งที่อาจารย์พูดและเขียนมีน้ำหนัก มีหลักฐาน น่าเชื่อถือ

 

ขอยกตัวอย่างเรื่องหนึ่ง เมื่อสามสี่ปีที่ผ่านมา อาจารย์ศรีศักรมีงานวิจัยที่ทำให้ต้องไปสำรวจ ๓ จังหวัดภาคใต้ อาจารย์กลับมาเล่าให้กรรมการบริหารศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ซึ่งอาจารย์และดิฉันร่วมเป็นกรรมการอยู่ด้วย ถึงสภาพความเป็นอยู่ ความคิดของคน ๓ จังหวัดภาคใต้ และยังได้วิเคราะห์ทั้งด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ศาสนา และยังพยากรณ์ล่วงหน้าด้วยว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่อาจารย์คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นใน ๓ จังหวัดภาคใต้ คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ ในครั้งนั้นดิฉันได้ขอให้อาจารย์ศรีศักรบรรยายพิเศษที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ได้เชิญผู้สนใจและนักข่าวเข้าฟัง ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก นี่คือตัวอย่างเพียงเรื่องเดียวที่แสดงความรอบรู้ รู้รอบของอาจารย์ศรีศักร

เมื่อดิฉันทำงานเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร อาจารย์ศรีศักรได้ให้ข้อแนะนำในเรื่องวิชาการต่างๆ หลายเรื่อง บางเรื่องเช่น การจัดทำพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง ที่บ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ก็มาจากคำแนะนำของอาจารย์ศรีศักร เมื่อดิฉันปรึกษาอาจารย์ว่ามหาวิทยาลัยศิลปากรจะทำโครงการอะไรดี เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา ๖๐ พรรษา ในปี ๒๕๓๕ อาจารย์ได้แนะนำให้ทำพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านที่วัดม่วง ที่อาจารย์เคยพานักศึกษาไปศึกษา อาจารย์ได้ให้แนวความคิด และให้คำปรึกษาในการจัดทำพิพิธภัณฑ์ดังกล่าวจนแล้วเสร็จ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง เป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านตัวอย่างที่กระตุ้นความสำนึกของชุมชนท้องถิ่น ทำให้เกิดพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นตามมามากมายหลายแห่ง ที่อาจารย์ศรีศักรได้มีส่วนร่วมด้วย ก็เช่นพิพิธภัณฑ์วัดจันเสน จ.นครสวรรค์ พิพิธภัณฑ์ยี่สาร จ.สมุทรสงคราม เป็นต้น

เรื่องการสร้างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นนั้น อาจารย์ศรีศักรเชื่อมโยงกับแนวคิด Localization หรือท้องถิ่นพัฒนา เพื่อต้านกระแส Globalization หรือโลกาภิวัตน์ อาจารย์ศรีศักรย้ำเสมอว่า การจะต้านกระแสโลกาภิวัตน์ได้ต้องให้ชุมชนท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง มีความภาคภูมิในประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของเขาเอง ภูมิใจในภูมิปัญญาที่เขามี การสร้างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดดังกล่าว

 

ตลอดระยะเวลากว่า ๔๐ ปีที่ร่วมงานกันมาแม้จะทำงานด้านต่างกัน คืออาจารย์ศรีศักรทำงานวิชาการ แต่ดิฉันค่อนมาทางบริหาร แต่เราก็ได้ทำงานที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน ดิฉันภูมิใจที่มีเพื่อนอย่างอาจารย์ศรีศักร คนที่จุดยืนตรงไปตรงมา เป็นตัวของตัวเอง มีหลักการ มีอุดมคติ และสมถะ อาจารย์ไม่เคยเรียกร้องสิ่งตอบแทนหรือเกียรติคุณต่างๆ แต่อาจารย์ก็ได้ปริญญาดุษฎีบัณฑิตสาขามานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยถึง ๓ แห่ง (มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยศิลปากร และมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์) ทั้งยังได้รับการยกย่องเป็นเมธีวิจัยอาวุโสของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ซึ่งนักวิชาการน้อยคนจะได้รับเกียรติ

การได้รับรางวัลทางวัฒนธรรมแห่งเอเชียเมืองฟูกูโอกะ ครั้งที่ ๑๘ ปี ๒๕๕๐ นี้ของอาจารย์ศรีศักรเป็นเกียรติสูงสุด เป็นรางวัลนานาชาติที่เลือกจากคนทั้งเอเชียไม่ใช่เฉพาะคนไทย ดิฉันขอแสดงความยินดีอย่างยิ่งและจริงใจกับอาจารย์ศรีศักร และขอขอบคุณแทนคนไทยที่คณะกรรมการ Fukuoka Asian Culture Prizes ได้มอบรางวัลให้อาจารย์ศรีศักรในครั้งนี้

 

คำกล่าวในงานแถลงข่าวของรศ. ศรีศักร วัลลิโภดม

ฯพณฯ ท่าน ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ

ข้าพเจ้ามีความปลื้มปีติและซาบซึ้งในการที่คณะกรรมการ Fukuoka Asian Culture Prizes ได้มอบรางวัลนักวิชาการดีเด่นแก่ข้าพเจ้า นครที่สวยงามแห่งนี้ นครฟูกูโอกะเป็นทั้งเมืองโบราณเก่าแก่ของเอเชีย และเป็นศูนย์กลางการส่งเสริมอนุรักษ์และฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมเอเชียที่สำคัญยิ่ง ดังนั้นการได้มารับรางวัลในวันนี้ จึงเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดพลังในการศึกษาสังคมวัฒนธรรมไทยต่อไปในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ของชีวิต

ความสนใจของข้าพเจ้าในการทำงานก็คือ ธรรมชาติและวัฒนธรรม อันเป็นผลมาจากประสบการณ์ส่วนตัวและการศึกษาอบรมทางวิชาการ ทำให้ได้ตระหนักว่าคนรุ่นหลังๆ ของบ้านเมืองกำลังเป็นเหยื่อของวัตถุนิยมในสังคมอุตสาหกรรม ตลอด ๔๐ ปีที่ผ่านมา ไม่สนใจที่ระรู้จักรากเหง้าของตนเอง รู้จักเพื่อนบ้านและรู้จักโลก ทั้งนี้เนื่องมาจากการขาดความสนใจในการศึกษาทางสังคมวิทยา มานุษยวิทยาและมนุษยศาสตร์ อันเป็นพื้นฐานความรู้สำคัญในการทำความเข้าใจมนุษย์ สังคม และวัฒนธรรม

ข้าพเจ้าเริ่มงานด้วยคำถาม ๒ คำ คือ “ ทำไม ” และ “ อย่างไร ” ในการตอบคำถามแรกนั้น ข้าพเจ้าได้ใช้เวลาทำการศึกษาและสำรวจเก็บข้อมูลทางด้านภูมิศาสตร์ โบราณคดี และชาติวงศ์วรรณาไปตามชุมชนท้องถิ่นในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ จากการศึกษาทำให้เข้าใจอดีตและปัจจุบั นและได้พิมพ์ผลการค้นพบออกเผยแพร่ตามสื่อต่างๆ พร้อมทั้งกระตุ้นเตือนและผลักดันให้บรรดาสถาบันการศึกษาที่สนใจได้จัดสัมมนาทางวิชาการ รวมทั้งการสนับสนุนให้นักศึกษาและนักวิจัยสนใจการวิจัยพื้นฐานในเรื่องสังคม วัฒนธรรมไทยและการเปลี่ยนแปลง

ในขณะนี้ข้าพเจ้ากำลังดำเนินการเพื่อตอบคำถามข้อสองคือ “ อย่างไร ” ข้าพเจ้าเข้าใจแล้วว่า แต่อดีตจนปัจจุบัน สังคมไทยประกอบด้วยชุมชนท้องถิ่นสามระดับ คือ บ้าน เมือง และประเทศชาติ ระดับแรกเป็นชุมชนที่มีความสัมพันธ์ทางสังคมแบบเห็นหน้าค่าตากัน ในขณะที่อีกสองระดับเป็นชุมชนจินตนาการที่ผู้คนสัมพันธ์กัน ด้วยสำนึกร่วมของการมีมาตุภูมิและชาติภูมิร่วมกัน การตระหนักและเข้าใจถึงการดำรงอยู่และการเปลี่ยนแปลงว่าเป็นธรรมดา คือสิ่งที่จะทำให้เกิดความเข้าใจระหว่างกันในการอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์และมีสันติสุข เพื่อบรรลุถึงการทำอย่างไรให้คนได้รู้ได้เข้าใจ ข้าพเจ้าได้ดำเนินการสนับสนุนการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น โดยคนท้องถิ่นเองตามที่ต่างๆ ทั่วประเทศ พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่ว่านี้ไม่ใช่เป็นแหล่งเพื่อรวบรวมและจัดแสดงให้เห็นถึงรูปแบบของวัตถุและสิ่งของทางชาติพันธุ์เท่านั้น หากมุ่งเน้นให้เป็นแหล่งรวมของความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สามารถถ่ายทอดจากคนรุ่นผู้ใหญ่ถึงรุ่นลูกหลานได้อย่างสืบเนื่อง ข้าพเจ้าได้พัฒนาแนวคิดและวิธีการในการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ง่ายต่อความเข้าใจ เพื่ออบรมและสนับสนุนให้นักวิจัยที่เป็นคนท้องถิ่นได้เรียนรู้ และสามารถสร้างความรู้และเขียนประวัติศาสตร์ของตนเองได้ เพราะเป็นพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับกระบวนการท้องถิ่นวัฒนาที่จะต่อรองกับภาวะครอบงำทางวัตถุนิยมของโลกาภิวัตน์

สุดท้ายนี้ในความปลื้มปีติของภรรยาและบุตรสาว ข้าพเจ้าถือโอกาสนี้แสดงความขอบคุณแด่ชาวนครฟูกูโอกะ ท่านผู้มีเกียรติและคณะกรรมการ Fukuoka Asian Culture Prizes ที่ให้เกียรติในวันแห่งความทรงจำนี้ของข้าพเจ้า

ผู้ได้รับรางวัลวัฒนธรรมแห่งเอเชียเมืองฟูกุโอกะประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๐

ในปีนี้มีผู้ได้รับรางวัลร่วมกับรศ.ศรีศักร วัลลิโภดม อีก ๓ ท่าน ได้แก่ ศาสตราจารย์ อสิช นานดี นักวิจารณ์ด้านสังคมและวัฒนธรรมชาวอินเดีย คุณจู หมิง นักประติมากรรมชาวไต้หวัน และคุณคิม ดัค ซู ศิลปินแสดงศิลปะดั้งเดิมชาวเกาหลีใต้

รางวัลสูงสุด อสิช นานดี (อินเดีย) นักวิจารณ์ด้านสังคมและวัฒนธรรม

 

ศาสตราจารย์อสิช เป็นหนึ่งในนักวิจารณ์ด้านสังคมและวัฒนธรรมชั้นแนวหน้าของประเทศอินเดียและเอเชีย ท่านได้ทำการวิจารณ์ในหลากหลายสาขาวิชา เช่น ศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจในตนเอง ทฤษฎีเกี่ยวกับการปกครองประเทศ และทฤษฎีเกี่ยวกับอารยธรรม รวมทั้งในการวิจารณ์ท่านยังได้ผสมผสานปัจเจกบุคคลเข้ากับโลกแห่งความจริงเพื่อเข้าถึงแก่นของปัญหาต่างๆ นอกจากนี้ท่านยังเป็นปัญญาชนผู้มีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวของประชาชนและได้รับการกล่าวขานว่าเป็น “ มโนธรรมแห่งอินเดีย ”

 

 

รางวัลผลงานวิชาการ ศรีศักร วัลลิโภดม (ไทย) นักมานุษยวิทยา นักโบราณคดี

 

รองศาสตราจารย์ศรีศักร จัดว่าเป็นหนึ่งในนักมานุษยวิทยาและนักโบราณคดีชั้นแนวหน้าของประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่านได้ใช้ความเชี่ยวชาญในด้านมานุษยวิทยา โบราณคดี ประวัติศาสตร์ และขนบธรรมเนียมความเชื่อพื้นบ้าน มาผสมผสานเข้าด้วยกันแล้วคิดค้นเป็นแนวประวัติศาสตร์แบบท้องถิ่น ซึ่งเป็นอีกมุมมองหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทยที่ไม่เคยมีมาก่อน แนวคิดนี้ได้แทนที่ทัศนคติเดิมๆ ที่มุงเน้นแต่การบันทึกเหตุการณ์ของประเทศและราชวงศ์ตามลำดับเวลาการเกิด ผลงานของรองศาสตราจารย์ศรีศักรที่มีต่อประวัติศาสตร์นิพนธ์ของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงเป็นที่น่ายกย่องอย่างยิ่ง

 

รางวัลศิลปะและวัฒนธรรม จู หมิง (ไต้หวัน) นักประติมากรรม

 

คุณจู หมิงเป็นหนึ่งในประติมากรชั้นนำของเอเชีย ผลงานของคุณจู หมิงมีความเป็นเอกลักษณ์และเต็มไปด้วยพลังและชีวิตชีวาอย่างที่ไม่มีใครสามารถเลียนแบบได้ โดยที่ผลงานของท่านเป็นการรวมเอาประติมากรรมดั้งเดิมและสมัยใหม่เข้าด้วยกัน เพื่อแสดงออกถึงจิตวิญญาณของโลกตะวันออกอย่างลึกซึ้ง นอกจากนี้คุณจู หมิงยังมีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่ศิลปะโดยเฉพาะอย่างยิ่งการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ จู หมิง

 


รางวัลศิลปะและวัฒนธรรม คิม ดัค ซู (เกาหลีใต้) ศิลปินแสดงศิลปะดั้งเดิม

 

คุณคิม ดัค ซูเป็นบุคคลที่มีความสำคัญใรการแสดงศิปละดั้งเดิมของเกาหลี ท่านเป็นผู้บุกเบิกและพัฒนาเทคนิคใหม่ๆ ในการเล่นชางกู ซึ่งเป็นกลองสองหัวที่ท่านได้ฝึกฝนเล่นจนเชี่ยวชาญตั้งแต่ในวัยเยาว์ และได้ก่อตั้งวง “ ซามุลโนริ ” ซึ่งเป็นวงดนตรีที่ประกอบด้วยเครื่องตีสี่ชิ้นแบบดั้งเดิมของเกาหลี นอกจากนี้คุณคิมยังได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติในฐานะผู้สืบทอดดนตรีดั้งเดิมของเกาหลีและในฐานะที่ได้สร้างสรรค์วิธีการแสดงออกแบบใหม่โดยผสมผสานความรู้สึกแบบร่วมสมัยเข้าไป

 

 

รางวัลฟูกูโอกะ เริ่มให้มาตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ คนไทยที่เคยได้รับรางวัลนี้ได้แก่ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้รับรางวัลก่อตั้งพิเศษ ในปี ๒๕๓๓(ครั้งที่ ๑) ในสาขานักประพันธ์ และนักการเมือง

ม.จ. สุภัทรดิศ ดิศกุล ศาสตราจารย์ ได้รับรางวัลสูงสุดในปี ๒๕๓๗ (ครั้งที่ ๕) สาขานักโบราณคดี และนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ

ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้รับรางวัลผลงานวิชาการในปี ๒๕๔๒ (ครั้งที่ ๑๐) สาขานักประวัติศาสตร์

และคุณ ถวัลย์ ดัชนี ได้รับรางวัลศิลปะและวัฒนธรรมในปี ๒๕๔๔ (ครั้งที่๑๒) สาขาจิตรกร

พิธีมอบรางวัลจะมีขึ้นในเดือนกันยายน 2550 นี้ ณ นครฟูกูโอกะ ประเทศญี่ปุ่น อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.city.fukuoka.jp/asiaprize/

 

ประวัติ รศ. ศรีศักร วัลลิโภดม

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร

เกิดเมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๑ ( อายุ ๖๙ ปี )

สัญชาติไทย

ประวัติโดยย่อ  
   
๒๔๘๑     เกิดที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย
๒๕๐๓     จบการศึกษาอักษรศาสตร์บัณฑิต ( ภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส )คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
๒๕๐๔ - ๒๕๑๔ อาจารย์วิชาประวัติศาสตร์ไทย คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
๒๕๑๔            จบการศึกษาศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต (มานุษยวิทยา) จากมหาวิทยาลัยเวสท์เทินออสเตรเลีย     ประเทศออสเตรเลีย        
๒๕๑๔-๒๕๑๕ อาจารย์รับเชิญ ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
๒๕๑๕-๒๕๒๐    อาจารย์บรรยายวิชาไทยศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร
๒๕๑๗-ปัจจุบัน     บรรณาธิการวารสารเมืองโบราณ วารสารทางวิชาการรายสามเดือน
๒๕๒๐         หัวหน้าภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ; หัวหน้ากลุ่มสังคมศาสตร์ โครงการพัฒนาอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย กรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการ โดยความร่วมมือกับองค์การยูเนสโก
 
๒๕๒๒   ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทางมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยศิลปากร
๒๕๒๓       ศาสตราจารย์รับเชิญ โปรแกรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยคอร์แนล สหรัฐอเมริกา
๒๕๒๙    นักวิชาการรับเชิญ ศูนย์การศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น
๒๕๒๙-๒๕๔๑ รองศาสตราจารย์ทางมานุษยวิทยา, หัวหน้าภาควิชามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยศิลปากร
๒๕๓๒-๒๕๓๙ ประธานคณะอนุกรรมการวิจัยวัฒนธรรมภาคกลางของประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (กระทรวงวัฒนธรรมในปัจจุบัน)
๒๕๓๘-ปัจจุบัน   ที่ปรึกษามูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์
๒๕๓๙ เมธีวิจัยอาวุโส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
๒๕๓๙   ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (ประวัติศาสตร์) มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
๒๕๔๓ ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (ไทยคดีศึกษา) มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
๒๕๔๔-ปัจจุบัน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
๒๕๔๕    ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (มานุษยวิทยา) มหาวิทยาลัยศิลปากร
๒๕๔๖   ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (มานุษยวิทยา) มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

  

อ่านข่าวเกี่ยวกับการมอบรางวัลเพิ่มเติ่มได้ที่

http://www.bangkokpost.com/Outlook/13Sep2007_out01.php

http://www.bangkokpost.com/010907_Outlook/01Sep2007_out03.php

http://www.city.fukuoka.jp/asiaprize/english/18/index.html

http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9500000086529

http://www.nationmultimedia.com/2007/07/22/lifestyle/lifestyle_30041867.php

http://www.nationmultimedia.com/2007/07/29/lifestyle/lifestyle_30042865.php

http://www.bangkokbiznews.com/2007/07/18/WW06_WW06_news.php?newsid=84396

 



 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



เว็บไซต์ของมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์จัดทำขึ้น เพื่อเผยแพร่การดำเนินงาน ข่าวสาร ข้อมูลของมูลนิธิฯ บทความ จดหมายข่าว พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กิจกรรม ตลอดจนความรู้ทางสังคมและวัฒนธรรม โดยมีคำจำกัดความกิจกรรมของมูลนิธิฯ ว่า " รวบรวม บันทึก ศึกษา ข้อมูลทางวัฒนธรรม สนับสนุนการอนุรักษ์เพื่อพัฒนา เผยแพร่เพื่อการศึกษาของสาธารณชน " ดังนั้น ทางมูลนิธิฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง หากท่านผู้มาเข้าชมได้รับสาระความรู้จากเว็บไซต์ของมูลนิธิฯ หรือหากต้องการนำข้อมูลหรือรูปภาพที่ได้จากเว็บไซต์นี้ไปใช้ประโยชน์เพื่องานด้านวิชาการ กรุณาแจ้งมาที่ webmaster ทางอีเมล์ หรือตามที่อยู่ด้านล่างนี้

 
ติดต่อมูลนิธิฯ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
ทาง E-mail: lek_prapai@yahoo.com โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘-๙ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐

เว็บมาสเตอร์ : อนุสรณ์ โพธิ์แก่นแก้ว
แนะนำ ติ-ชม หรือหากคุณมีข่าวสารที่น่าสนใจต้องการนำเสนอ E-mail มาที่ webmaster@lek-prapai.org