|
ความหมายของคำว่า Taboo ขึด และขะลำ
เอกสารประกอบการสนทนา " ทัศนะนอกรีต " กับ อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม เรื่อง " ขึด ขะลำ : ข้อห้ามกับอัปมงคลในสังคมไทย " วันศุกร์ที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๔๗ เวลา ๑๗.๐๐ น.- ๑๙.๐๐ น. ณ ร้านหนังสือริมขอบฟ้า วงเวียนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถ.ราชดำเนิน กรุงเทพฯ
Taboo ข้อห้ามในสังคมดั้งเดิม
Taboo (หรือเรียกว่า tapu และ tabu ) เป็นคำที่มาภาษาพื้นเมืองของชาวโพลีนีเซียน ( Polynesian ) ซึ่งหมายถึง สิ่งที่เป็นคำสั่งห้าม สิ่งต้องห้าม หรือกฎข้อห้าม ซึ่งเป็นถือข้อบังคับอันเป็นผลที่มาจากบทลงโทษทางศาสนา หรืออำนาจลี้ลับ
๑. คำว่า taboo เป็นภาษาพื้นเมืองที่มาโพลีนีเซีย ขณะที่ในมาลานีเซีย (Malenesia) ใช้คำว่า tambu ในมาเลเซียและอินเดียทางตะวันออกใช้คำว่า pantang, bobosso หรือ pamalli ในมาดากัสการ์ ใช้คำว่า fadi และในแถบอเมริกาเหนือใช้คำว่า waken ทั้งหมดมีความหมายเหมือนกัน คือ ข้อห้าม หรือสิ่งต้องห้าม
๒. แนวคิดพื้นฐานของ ตาบู มาจากความคิด ๒ ประการ คือ ความศักดิ์สิทธ์ ( Sacred ) ซึ่งหมายถึงการให้การยกย่องเชื่อถือในพลังอำนาจลี้ลับพิเศษ ที่มีลักษณะเป็นสากลในสังคมใดสังคมหนึ่งที่คนต้องแสดงความรู้สึกเคารพเชื่อถือ เช่น พระเจ้าแผ่นดิน หรือ พระ เป็นต้น และ สิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ หรือไม่สะอาด ( Impure or unclean) ซึ่งหมายถึงสิ่งที่เป็นคำสั่งห้ามที่เคร่งครัดที่จะละเมิดไม่ได้ หากละเมิดจะเป็นอันตรายแก่ตัว
๓ . ประเภทของ " ตาบู " เราสามารถแบ่งได้เป็น - จากธรรรมชาติ หรือโดยตรง (natural or direct) ซึ่งส่งผลต่อตัวมนุษย์จากอำนาจลี้ลับ -จากการสื่อสาร หรือโดยอ้อม (communicated or indirect) ซึ่งส่งผลต่อตัวมนุษย์จากพระ ผู้ปกครอง - จากตัวกลาง (intermediate) ซึ่งเป็นผลรวมของทั้ง ๒ ข้อแรก ยิ่งกว่านั้น คำว่า " ตาบู " ยังถูกนำมาใช้ในข้อห้ามทางพิธีกรรมต่างๆ แต่เป็นความหมายในเชิงหลีกเลี่ยง ถ้ามีการละเมิด อาจได้รับการลงโทษจากอำนาจลี้ลับ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และสุดท้าย " ตาบู " ยังถือเป็นข้อห้ามทางศาสนาอีกด้วย
๔. วัตถุประสงค์ของ " ตาบู " มีหลายประการ คือ - เป็นการปกป้องคุ้มครองของผู้ปกครอง พระ หรือสิ่งต่างๆจากภยันอันตราย - เป็นเครื่องป้องกันของผู้ที่อ่อนแอ เช่น ผู้หญิงหรือเด็กจากอำนาจที่ลี้ลับ - เป็นข้อกำหนดที่สร้างขึ้นเพื่อปกป้องอันตรายที่อาจเข้ามาต่อร่างกาย เช่น การกิน - เป็นการป้องกันอันตรายต่างๆ เช่น การคลอดลูก การแต่งงาน และเรื่องเพศ - ทำให้เกิดความปลอดภัยจากการลงโทษของพระเจ้า หรืออำนาจที่ลี้ลับ - ทำให้เกิดความปลอดภัยกับแม่ที่ตั้งครรภ์ หรือเด็กเล็กๆ เช่น เรื่องการรับประทานอาหาร - ทำให้เกิดความปลอดภัยกับทรัพย์สินของแต่ละคน
๕. การลงโทษ การลงโทษหากละเมิด " ตาบู " คือ - โดยธรรมชาติ หรือโดยตรง เป็นการลงโทษจากพระเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์จากอำนาจลี้ลับ - โดยสังคม หรือทางอ้อม เป็นการถูกปฏิเสธจากสังคม เป็นบทลงโทษจากสังคม
ขึด : ข้อห้ามในสังคมล้านนา
" ขึด " เป็นความเชื่อของคนล้านนา บุญคิด วัชศาสตร์ ได้กล่าวถึงลักษณะขึดในหนังสือภาษาเมืองเหนือ โดยแปลมาจากอักษรธรรมเอาไว้ว่า " ขึดคือทางฉิบหาย บ่อจำเริญสักอัน พาหื้อวอดวาย ได้ร้ายเข็ญใจ มหาอุบาลีเถรเจ้าเล็งหันคนทั้งหลายกระทำผิดแผกไปจากจารีตโบราณกล่าวไว้ พาหื้อวินาศฉิบหายและตายไปเหตุกระทำไปบ่รู้ตัว....ฯลฯ "
สารานุกรมวัฒนธรรมไทย (ภาคเหนือ) ฉบับต้นแบบปีพุทธศักราช ๒๕๓๙ ได้ให้ความหมายของขึดว่า ต้องห้าม คือห้ามประพฤติปฏิบัติ
ขึดถือว่าเป็นสิ่งไม่ดีไม่งาม ความพินาศ ฉิบหาย วอดวาย ความทุกข์โทมนัส ความอัปยศ และความหายนะนานานัปการ นอกจากนี้ยังเป็นห้ามที่ครอบคลุมวิถีชีวิตในทุกระดับ มีตั้งแต่ระดับบุคคลเรื่อยมาจนถึงขึดเมือง ระดับความอันตรายก็ไล่ตามมา ตั้งแต่ขึดน้อยไปจนถึงขึดหลวง บางอย่างก็อธิบายเหตุผลที่เป็นวิทยาศาสตร์ได้ เช่น ห้ามคนมีครรภ์นั่งตรงบันได (เพราะจะมีอันตรายง่าย) ไม่ให้ปลูกเรือนคร่อมทางเดิน ทางน้ำ (เพราะเป็นชัยภูมิอันตรายง่าย) ไปจนถึงเรื่องคาบเกี่ยวทางไสยศาสตร์ เช่น ห้ามศพตายทั้งกลมฝังป่าช้าเดียวกันกับคนทั่วไป เป็นต้น
สำหรับขึดหลวงหรือขึดข้อห้ามที่จะมีผลต่อเมืองหรือพลเมืองทั้งเมืองมีวิบัติวินาศรุนแรงต่อผู้กระทำ ตามตำราพิธีส่งขึดและอุบาทว์พื้นเมืองเหนือ คือ ถมสมุทร ขุดกระแส แหม่รูทวาร รานสะหรี (อ่านว่า ฮานสะหลี) ตีอก ปกกะโดงค้างตุง เก่าถมใหม่
ข้อห้ามขึดประเภทที่เป็นขึดย่อยหรือข้อห้ามทั่วไป มี ๙ ประเภท คือ ขึดข้อห้ามที่เกี่ยวกับวัด สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำบ้านเมือง สิ่งที่เป็นสาธารธณะประโยชน์ ตลาด พื้นที่การเกษตร พฤติกรรมของบุคคลต่างๆ การสร้างบ้านเรือน ต้นไม้และสัตว์ คนตายและการจัดพิธีศพ
แนวคิดข้อห้าม " ขึด " ในโลกทัศน์ความเชื่อพื้นบ้านของชาวล้านนา ส่วนใหญ่เป็นข้อห้ามเกี่ยวกับสาธารณะประโยชน์ เช่น แม่น้ำ แหล่งน้ำ สิ่งสำคัญทางศาสนา ตลอดถึงการสร้างบ้านเรือนที่ผิดจากที่คนโบราณห้ามไว้ หรือ พฤติกรรมต้องห้ามบางอย่างที่มีความสำคัญ ดังนั้นการศึกษาข้อห้ามของล้านนาจะทำให้เห็นสภาพชีวิตความเป็นอยู่ ตลอดถึงระบบความคิด และภูมิปัญญาของคนในอดีตว่ามีเหตุผลอย่างไรในการกำหนดกฎเกณฑ์ทางสังคม บางเรื่องอาจก่อให้เกิดเคราะห์ร้าย อาถรรพณ์ มีผลต่อชะตาของบ้านเมือง ด้วยเหตุนี้คนโบราณล้านนาจึงมีข้อกำหนดในลักษณะต่างๆ เพื่อให้สมาชิกในสังคมได้ระมัดระวังหลีกเลี่ยงความเป็นเสนียดอาถรรพณ์ต่างๆ ช่วยให้ผ่อนหนักเป็นเบา แนวความคิดความเชื่อพื้นบ้านลักษณะนี้นับว่ามีความสำคัญมากต่อวิถีชีวิตและสภาพความเป็นไปของบ้านเมือง
ขะลำ หรือ คะลำในสังคมอีสาน
ขะลำ หรือ คะลำ ถือว่าเป็นมรดกทางภูมิปัญญาที่ผลิตจากองค์ความรู้ของคนอีสาน บางท่านเชื่อว่า ขะลำ คะลำ หรือกะลำ มาจากรากศัพท์ของคำว่า กรรม ซึ่งหมายถึงการกระทำ เนื่องจากขะลำเป็นข้อห้ามในการกระทำ แสดงออก หรือสิ่งต้องห้ามต้องเว้น ห้ามประพฤติปฏิบัติ ไม่สมควรที่จะกระทำทั้งกายวาจาใจ หากละเลยหรือล่วงละเมิดจะเป็นอัปมงคล เป็นบาปกรรม นำความเสื่อมเสียและอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลที่ฝ่าฝืนรวมทั้งมีผลต่อสังคมที่อยู่ด้วย
ทั้งนี้ขะลำได้ครอบคลุมวิถีการดำเนินชีวิต แนวปฏิบัติด้านต่างๆ ในชีวิตประจำวัน จึงเป็นดังมาตรการหรือข้อห้ามในการควบคุมความประพฤติของคนในสังคมและเป็นกฎเกณฑ์ในการจัดความสัมพันธ์ของคนในสังคมด้วย ทั้งนี้อาจใกล้เคียงกับคำว่า " ขึด " ของทางภาคเหนือ หรือข้อห้ามต่างๆ ที่มีในภาคกลางและใต้ รวมทั้งตาบู ( Taboo ) ในภาษามาลานีเซีย โดยได้ยึดถือสืบต่อกันมาและหลายคนที่รับปฏิบัติอย่างเคร่งครัดจึงปฏิบัติสืบต่อกันไป
ประเภทของขะลำ สามารถแบ่งออกเป็น ๓ ลักษณะคือ ๑. ข้อขะลำที่สัมพันธ์กับบุคคล เช่น สตรีมีครรภ์ แม่ลูกอ่อน คนเจ็บป่วย เด็กเล็ก ผู้ที่ร่ำเรียนวิชาความรู้ (ผู้เรียนไสยศาสตร์ หมอยาสมุนไพร หมอยากระดูก หมอยาเป่า) หมอธรรม และห้ามบุคคลทั่วไป เช่น อย่าเดินข้ามไม้คาน อย่าด่าลมฟ้าอากาศ เป็นต้น ๒. ข้อขะลำที่เกี่ยวกับสถานที่ เช่น บ้านเรือน วัด เวลาทำบุญ การเข้าป่า ๓. ข้อขะลำที่เกี่ยวกับเวลา เช่น เวลาและขั้นตอนในการทำนาและข้าว เพราะจะต้องทำให้สอดคล้องกับเวลา ได้แก่ ก่อนหว่านกล้าต้องเลือกฤกษ์วันดี ถ้ามีตัวปูไต่ตามท้องนา ห้ามจับถือว่าเป็นการเลี้ยงผีตาแฮก ถ้าไถนาวันพระเป็นขะลำ นอกจากนี้ยังมีข้อขะลำในงานศพ ข้อขะลำในพิธีแต่งงาน วันสงกรานต์ และข้อขะลำที่สัมพันธ์กับเวลาอื่นๆ จากตัวอย่างที่ยกมาแสดงให้เห็นว่าข้อขะลำเป็นมาตรการในการควบคุมดูแลและเป็นมาตรฐานของพฤติกรรม ความประพฤติที่พึงปรารถนาของสังคม รวมทั้งแบบแผนปฏิบัติส่วนบุคคลที่ก่อให้เกิดผลด้านบวกแก่ผู้ถือข้อขะลำ ทั้งในด้านสวัสดิภาพชีวิต ความมั่นใจ กำลังใจในการดำเนินชีวิตโดยตนเองและความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ซึ่งในปัจจุบันยังคงเหลือข้อขะลำอยู่หลายข้อที่คนอีสานยังยึดถือปฏิบัติและยังมีอิทธิพลต่อความคิด ความเชื่อ ค่านิยมและอุดมการณ์ในสังคม ซึ่งถือเป็นมรดกทางภูมิปัญญาอย่างหนึ่งที่ตกทอดจากการสั่งสมปฏิบัติของบรรพบุรุษคนอีสานที่ได้ยึดถือกันมา
|