ถอดเทปการอภิปรายเรื่อง “ เสียงจากสังคมชายแดน-ชายขอบ ”

เฉพาะส่วนการอภิปรายของหัวหน้าโครงการและที่ปรึกษาฯ และการอภิปรายจากที่ประชุม

เมื่อวันพุธที่ ๑๖ และ วันพฤหัสบดีที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๔๘

 

 

พุธ ๑๖ มีนาคม ๒๕๔๘

ผู้ดำเนินการอภิปราย

สวัสดีค่ะท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน วันนี้เรามานั่งรวมกันในที่นี้เพื่อรับฟังการเสวนาในหัวข้อเรื่อง “ เสียงจากสังคมชายแดน-ชายขอบ ” ซึ่งเป็นชื่อเรื่องของการนำเสนอผลงานวิจัยจากนักวิจัยท้องถิ่น เรื่องนี้เป็นเหมือนกับบทสรุปของโครงการอบรมวิจัยเชิงปฏิบัติการทางประวัติศาสตร์-โบราณคดี และชาติพันธุ์ ซึ่งได้รับทุนและการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยหรือที่เรียกง่ายๆ ว่า สกว.

ความมุ่งหมายก็คือว่า ต้องการจะฟื้นฟูจิตสำนึกของคนท้องถิ่น โดยการศึกษาประวัติศาสตร์วัฒนธรรมท้องถิ่นเพื่อนำสิ่งที่เรียกว่าองค์กรชุมชนตามธรรมชาติกลับคืนมา ดิฉันขอเรียนเชิญท่านอาจารย์ ปิยะวัติ บุญ-หลง ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนโครงการวิจัยเชิญเปิดงานได้เลยค่ะ

 

ศ.ดร. ปิยะวัติ บุญ -หลง

ขอบพระคุณครับ นมัสการพระคุณเจ้า กราบเรียนท่านอาจารย์ศรีศักร และท่านผู้มีเกียรติทุกท่านนะครับ ในนามของ สกว. เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสร่วมสนับสนุนโครงการวิจัยนี้ ชื่อโครงการนี้อาจจะผิดแปลกจากงานวิจัยทั่วๆ ไปอย่างที่ท่านพิธีกรได้พูดถึงนะครับ เป็นโครงการอบรมและวิจัยเชิงปฏิบัติการ ซึ่งแนวคิดของโครงการนี้ เดี๋ยวท่านอาจารย์ศรีศักรคงจะเล่าให้ฟังโดยละเอียด

แต่เหตุผลที่ทางสกว. ได้เข้ามาสนับสนุนก็เนื่องจากมองเห็นว่าเป็นเรื่องที่ทำงานวิจัยในแนวใหม่ โดยใช้โจทย์ของท้องถิ่น และคนของท้องถิ่นเป็นนักวิจัยในพื้นที่ ในขณะเดียวกันก็มีความแม่นยำทางวิชาการ มีการหาข้อมูลพื้นฐาน มีการสรุป มีการวิเคราะห์ มีหลักฐานเป็นที่ยอมรับได้ ซึ่งผมคิดว่าเป็นกลไกสำคัญอันหนึ่งที่จะเชื่อมความรู้ท้องถิ่นเข้ากับความรู้ที่เราเรียกว่าเป็นกระบวนการสากลที่เกิดจากนักวิจัยที่ได้รับการฝึกฝนในแบบแผนที่เป็นที่ยอมรับอยู่ปกตินะครับ

งานนี้นอกจากจะเป็นการส่งเสริมให้คนท้องถิ่นได้มีโอกาสเข้าร่วมในการหาความรู้ในการสร้างและวิเคราะห์หลักฐานที่เป็นของท้องถิ่นเองแล้ว ผมคิดว่าอีกส่วนหนึ่งก็เป็นการวิจัยสองทางคือนักวิจัยจากข้างนอก นักวิจัยอาวุโส ที่ปรึกษาที่เข้าไป ก็คงได้เรียนรู้อะไรบางอย่างจากท้องถิ่นด้วย จากภูมิปัญญาที่อยู่ในท้องถิ่น สำหรับกรณีศึกษาที่ได้นำมาเสนอในที่นี้กระจายอยู่ทั่วไปในประเทศไทย ซึ่งเป็นที่น่าสนใจมากว่าเลือกอย่างไร

ตามชื่อของการจัดเสวนาในเรื่องนี้ก็จะเห็นว่าเงื่อนไขหรือเกณฑ์อันหนึ่งที่ใช้ในการกำหนดพื้นที่ในการศึกษาก็คือพื้นที่ชายแดนและชายขอบ ท่านอาจารย์ศรีศักรคงจะให้เหตุได้ดีกว่านี้เยอะว่า เหตุใดจึงมีพื้นที่อยู่ทั่วประเทศและในลักษณะที่นำมาเสนอในที่นี้

ผมขอบพระคุณท่านอาจารย์ศรีศักรและทีมงาน ตลอดจนนักวิจัยท้องถิ่นที่ได้ใช้ความพยายามอุตสาหะวิริยะในการทำงานวิจัยทั้งโครงการนี้จนสำเร็จลุล่วงมาถึงจุดนี้นะครับ แต่ว่าก็คงไม่ใช่เป็นที่สิ้นสุดของงาน เราคงจะต้องทำงานต่อไปอีกในหลายรูปแบบหลังจากการเสนอผลงานในวันนี้แล้ว และทางสกว.ก็ยินดีจะร่วมสนับสนุนต่อไปเป็นอย่างยิ่งครับ ขอขอบพระคุณและขอเปิดงานครับ

 

 

แนะนำโครงการทั้ง ๕ พื้นที่ สรุปเนื้อหาโครงการวิจัยฯ แต่ละพื้นที่

พุธ ๑๖ มีนาคม ๒๕๔๘

 

ศรีศักร วัลลิโภดม

กราบมนัสการพระคุณเจ้า ท่านผู้ร่วมอำนวยการสกว. ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ ผมรู้สึกตื่นเต้นที่ได้มาในวันนี้ ที่ตื่นเต้นก็เพราะว่าการสัมมนาในวันนี้เป็นการมารับฟังความรู้บางอย่างที่ทุกท่านก็มีส่วนร่วม งานวิจัยในครั้งนี้ถือว่าเป็นการเรียนรู้ร่วมกัน ผมเชื่อในคำจำกัดความของท่านอาจารย์ เสน่ห์ จามริก ที่บอกว่า การวิจัยคือกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งจะผิดเพี้ยนไปจากสภาวิจัยแห่งชาติที่จะต้องมีระบบอะไรมากมาย แต่กระบวนการเรียนรู้ในวันนี้ คือเป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน เพราะฉะนั้น สิ่งที่เรามาประชุมในวันนี้ก็คือการมาเรียนรู้ร่วมกัน เพราะข้อมูลแต่ละแห่งมาใช้ในการแลกเปลี่ยนกันได้ เวลานี้มีนักวิจัยตั้งหลายภูมิภาคที่เข้ามาอยู่ที่นี้รวมทั้งที่อื่นๆ ด้วย ก็จะได้มาพบปะพูดคุยกัน

ผมอยากจะเสนอให้งานอันนี้เป็น informal คือธรรมดาๆ เป็นกันเอง ถึงจะสนุกนะครับ ทีนี้ก่อนอื่นที่จะเริ่มพูดถึงงานวิจัย ผมอยากจะแถลงถึงเรื่องความคิด concept ว่า ทำไมเราทำงานวิจัยอันนี้นะครับ งานวิจัยอันนี้นะครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ สกว. โดยเฉพาะท่านอาจารย์ปิยะวัติ บุญ-หลง ที่ยอมเอาเงิน สกว. มาให้พวกเราทำ เพราะว่าไม่มีประเพณีมาก่อนที่ว่าจะเอาทุนวิจัยไปให้แก่คนชาวบ้านทำ เป็นสิ่งที่ยอมรับเหมือนกันว่าทาง สกว. ก็เสี่ยงเหมือนกัน เป็นสิ่งที่ผมตระหนักอยู่ตลอดเวลา

ทีนี้ทำไมต้องทำอย่างนั้น ท่านเห็นไหมว่า ในงานวิจัยที่ผ่านมาใน ๔๐ ปีนี้ เวลาพูดถึงท้องถิ่นหรือในการพัฒนาก็ตาม ในการพัฒนาจะไปพบกับคนสองกลุ่ม กลุ่มผู้ที่ไปเปลี่ยนเขาเป็นกลุ่มที่มาจากภายนอกกับกลุ่มที่อยู่ข้างในที่ถูกเปลี่ยนแปลง ตลอดเวลาที่เราพัฒนาไป เราฟังความเห็นหรือผลงานวิจัยจากคนที่อยู่ข้างนอกทั้งสิ้น ถ้าจะบอกว่าคนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมก็แต่เพียงเล็กน้อย แต่หาได้มีข้อมูลข้อเท็จจริงหรือผลงานที่ออกมาจากคนภายในผู้ที่เราจะไปเปลี่ยนเขาได้เลย เหตุนี้การวิจัยจึงเต็มไปด้วยการใช้ value judgment จากข้างนอกทั้งสิ้น ก็เลยไม่รู้ความต้องการ โลกทรรศ์ของคนท้องถิ่น แต่ครั้งนี้เป็นการเบรกที่ว่า คนนอกอย่างพวกผมเป็นเพียงพี่เลี้ยงเท่านั้นเอง แต่คนข้างในจะบอกว่าเขาเป็นอะไร

ผมเปรียบการวิจัยครั้งนี้ว่าเป็นการวิจัยจากคนที่อยู่ภายใน เปรียบเหมือนตัวหนอน ที่แล้ว มาเป็นงานจากพวกนกทั้งสิ้น ในงานทางมานุษวิทยา นี่เรามอง เรามีกรอบในการมองสังคมสองอย่างด้วยกัน อย่างหนึ่งคือ การมองแบบนก ขึ้นเครื่องบินไปก็มองเห็นว่าถิ่นฐานบ้านช่องเป็นอย่างนี้ จะสร้างเขื่อน จะสร้างโรงงานอุตสาหกรรมคุณก็ทำไป พอมองภูมิประเทศท้องถิ่นแล้ว เหมือนนกนั่นนะ มีอาหารที่ไหนกูจะไปจิกกินตะบันเลย นั่นคือการมองแบบนก แต่ว่าไม่เคยมองแบบตัวหนอนเลย ตัวหนอนที่อยู่กับสภาพแวดล้อมที่รู้ร้อนรู้หนาวกับสภาพแวดล้อมที่ความเดือดร้อน สิ่งเหล่านี้ไม่เคยปรากฏในสังคมไทยในกระบวนการพัฒนามา แถมยังบอกว่าประชาชนมีส่วนร่วม หาได้มีสิ่งเหล่านี้สะท้อนจากข้างในเลย

แต่ครั้งนี้เป็นการที่ออกมาจากภายใน ผมจึงเรียกผลงานวิจัยในครั้งนี้ว่ามาจากคนที่เป็นตัวหนอนไม่ใช่นกเป็นการมองจากข้างใน แล้วทำไมถึงพูดถึงเรื่องชายแดนชายขอบ เหตุที่เรียกชายแดนชายขอบ ชายแดนหมายถึงในด้านภูมิศาสตร์ คนที่อยู่ในท้องถิ่นเขตชายแดนห่างไกลจากศูนย์กลางอาจจะติดกับเขตแดนของเพื่อนบ้านก็ได้ นั่นเรียกว่าชายแดน แต่ชายขอบนี้หมายถึงคนในสังคมไทยที่อยู่ในสภาพด้อยโอกาสหรือไม่มีโอกาสเหมือนกับคนอื่นๆ เขา เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเลือกทำวิจัยครั้งนี้ก็เลือกจากชายแดนชายขอบโดยตรง เพราะสิ่งเหล่านี้เรารู้น้อย เราไม่ค่อยรู้เท่าไหร่

สภาพของคนชายแดนชายขอบ คือ

๑. ห่างไกลจากศูนย์กลางอยู่ใกล้กับเขตแดนของประเทศอื่น

๒. คนเหล่านั้นอยู่ในสภาวะที่ด้อยโอกาส

แต่ความที่ด้อยโอกาสไม่จำเป็นต้องอยู่ชายแดนชายขอบ ที่ไหนก็ด้อยโอกาสได้ แต่ว่าคนที่อยู่ชายแดนชายขอบมีปัญหาทั้งสองอย่างนี้ นี่คือคนชายแดนชายขอบ

ทีนี้เรามองคนชายแดนชายขอบอย่างไร ในทางวิชาการ ผมมองว่าคนชายแดนชายขอบนั้นส่วนใหญ่จะอยู่ในสังคมแบบประเพณีที่ขลุกอยู่กับชีวิตเดิมๆ แต่เขามาเผชิญปัญหาการเปลี่ยนผ่านนะครับ จากการเปลี่ยนแปลงที่มาจากข้างนอก เขาจึงอยู่ในสภาพที่ต้องปรับตัว การปรับตัวของเขาจะไม่เหมือนกับผู้ที่อยู่ในเขตเมืองหรือเขตที่ใกล้กับศูนย์กลาง เพราะว่าเขาจะปรับตัวได้ช้า การปรับตัวได้ช้า จึงเกิดสภาพ culture lag คือความล้าหลังทางวัฒนธรรม เวลาเราพัฒนาอะไรต่างๆ เหล่านี้ เราจึงเจอปัญหาอย่างนี้ การพัฒนาสังคมไทย ท้องถิ่นแต่ละแห่งไม่เท่ากันในการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม บางอย่างล้าหลัง บางอย่างก้าวหน้า เพราะฉะนั้นจะใช้อะไรที่เป็นมาตรฐานหรือคุณภาพเดียวกันไม่ได้ ผมจึงอึดอัดกับการมีคณะประเมินคุณภาพอะไรต่างเหล่านี้ มองจากส่วนกลางเข้าไป พอวัดออกมาพังทุกทีเลยครับ

แล้วเรื่องหัวใจของความเข้าใจอันนี้ก็คือ ความหลากหลายทางวัฒนธรรมนั่นเอง ความไม่เท่ากันของวัฒนธรรมก็คือความหลากหลายที่เกิดขึ้นในประเทศเรา แต่แถมที่สำคัญที่สุดคือบ้านเมืองเรานี้ เป็นบ้านเมืองที่อุดมสมบูรณ์มากที่สุดในโลกนะครับ ที่มีความหลาหลายทางชีวภาพมาก แต่ละท้องถิ่นก็มีการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่ทำให้ระบบนิเวศวัฒนธรรมที่แตกต่างกันออกไปทั้งสิ้น ถ้าไม่เข้าใจก็ยากแก่การพัฒนา ขณะนี้ที่เราทำก็พยายามเอาจากสิ่งข้างในที่เขาพูดถึง ผมถึงบอกว่าในเวลานี้ ในกรณีของภาคใต้เป็นต้น รัฐเองปรารถนาดีต่อสังคมในภาคใต้ อยากจะสร้างให้เกิดสันติสุขขึ้นมา แต่รัฐไม่เคยมองว่าคนภาคใต้เขาคิดยังไงเลย ไม่เคยมีเสียงเพรียกร้องจากคนข้างในเลย แต่รัฐฟังจากเสียงนกเสียงกา เสียงเหยี่ยว เสียงจากพิราบทั้งสิ้น พวกนี้ก็นกนะครับ ให้ถูกอย่างไรก็นก แต่มีอะไรบ้างที่จะยืนยันว่ามาจากข้อเท็จจริงที่เดือดร้อนจริงๆ

นี่แหละครับการวิจัยครั้งนี้เพื่อที่จะนำเอานักวิจัยที่เป็นตัวหนอนออกมา แสดงความรู้สึกนึกคิดออกมาเพื่อให้คนหลายฝ่ายหลายวัฒนธรรมที่อยู่ในประเทศได้รับรู้ ได้แลกเปลี่ยนกัน ความเข้าในในทางวัฒนธรรมนี้แหละครับจะทำให้เราอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ถ้าตราบใดที่ยังไม่เข้าใจและมองเขาด้วยการใช้สายตาหรือค่านิยมของตัวเองไปตัดสิน เป็นเรื่องอันตรายอย่างที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เพราะฉะนั้นการวิจัยครั้งนี้ เป็นการนำเอานักวิจัยที่เป็นตัวหนอนเสนอให้ฟัง แล้วท่านที่เป็นนกเป็นอะไรจะวิพากษ์วิจารณ์ก็ได้ครับ แต่ก็มีหนอนหลายชุดนะครับ เพราะว่าห้าภูมิภาคนี่ก็หนอนหลายแห่ง อันนี้คือความคิดที่เราอยากจะทำ

ทีนี้ในการศึกษาอันนี้เราได้แบ่งออกมาเป็น ๕ โครงการด้วยกัน ตามเขตชายแดนแต่ละภูมิภาค เราเริ่มตั้งแต่ภาคเหนือก่อน

ที่ภาคเหนือนะครับมีอยู่สองแห่งด้วยกันที่เราเลือก ที่เลือกนี่เพราะอะไรทราบไหมครับ ในการเลือกวิจัย เราไม่สามารถเลือกด้วยเกณฑ์แบบฉบับการวิจัยได้ เราต้องเลือกว่าคนในท้องถิ่นมีความพร้อมไหมที่จะทำ เราจึง base on คนในท้องถิ่นมาก เวลาท่านตั้งคำถามว่าทำไมต้องเลือกที่นี่ ที่โน่น ผมบอกผมตอบไม่ได้ แต่ดูที่เขาพร้อมแล้วนำสิ่งที่เขาศึกษามาวิเคราะห์ แล้วเลือกสองแห่งครับ

แห่งแรกคือที่ลุ่มแม่น้ำโขงในเขตอำเภอเชียงของและเวียงแก่น เหตุที่เลือกก็เพราะมีหนอนที่พอจะทำงานวิจัยได้อยู่ ผมว่าความไม่เท่ากันไงครับ ไม่ใช่คุณให้ทุนวิจัยแล้วจะไปได้ทุกหัวระแหง เราต้องดูว่าเขาทำได้ไหม เพราะว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่เรียกว่า semi–literate society คือสังคมกึ่งลายลักษณ์ คือไม่ใช่ว่าคนทุกคนจะเข้าใจ เขาอยู่ไปวันๆ หนึ่ง แต่มีบางคนเขามีสติปัญญา เราต้องเลือกคนที่มีสติปัญญาในท้องถิ่นมาทำงานวิจัย แต่เราก็ไม่ได้ปล่อยให้เขาทำโดยโดดๆ เรามีส่วนร่วมด้วย งานวิจัยนี้จึงประกอบด้วยทั้งคนนอกและคนใน แม้ว่าคนในจะเป็นพระเอกก็ตาม

คนนอกจะเข้าไปเกี่ยวข้องสองระดับด้วยกัน ระดับแรกเป็นนักวิจัยรุ่นเด็กซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาจารย์ในคณะภาควิชามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ปรานี คือพวกนี้ได้รับการถ่ายทอกทางวิชามานุษยวิทยาพอควรเพื่อที่จะเข้าไปช่วยเป็นพี่เลี้ยงของชาวบ้านที่จะทำการวิจัย แล้วก็ยังมีนักวิจัยรุ่นแก่ๆ อย่างผมอีกชุดหนึ่งเป็นที่ปรึกษา คือนักวิจัยรุ่นแก่ๆ นี่ บางคนก็หง่อมแล้วนะครับ โดยเฉพาะท่านอาจารย์ สุเทพ อาจารย์อคิน ซึ่งเป็นนักมานุษยวิทยาอาวุโส ผ่านงานวิจัยทางท้องถิ่นมามากมาย พวกเราก็เข้าไปช่วยเป็นที่ปรึกษา ไปประเมิน แต่ทั้งสามกลุ่ม นักวิจัยทั้งข้างในข้างนอกสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน

ข้อมูลของนักวิจัยท้องถิ่นเป็นฐานที่เราจะรวบรวมมาตั้งคำถาม งานวิจัยจึงเป็นขั้นตอน ระยะแรกมอบหมายงานให้ให้นักวิจัยในท้องถิ่นได้ทำ เมื่อกี้ power point ได้ฉายแล้วนะครับว่าวิธีการนี้เราเรียกวิธีการ ethnography วิธีการของ ethnography นี้เป็นข้อมูลของนักมานุษยวิทยาในการเก็บข้อมูลท้องถิ่น คำว่า ethnography คือการที่พยายามศึกษาชุมชน สภาพวิถีชีวิตของชาวบ้านให้ได้ สืบสาวราวเรื่องของตนเอง ย้อนหลังไปถึงปัจจุบัน ยกตัวอย่างให้คนในท้องถิ่นปัจจุบันได้รับรู้ หรือพูดง่ายๆ ว่าเป็นประวัติศาสตร์สังคม แต่ไม่ใช่เป็นประวัติศาสตร์สังคมที่ตาย เคลื่อนมาถึงปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น คนในท้องถิ่นเราไม่รู้ว่าเขาเป็นอย่างไรมาก่อน คนในท้องถิ่นเราไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร ไปหาเอกสารทางราชการก็รู้ว่านี่คือหมู่บ้านนี้ ได้แต่ชื่อหมู่บ้าน แล้วบางทีก็ไปอ้างพงศาวดาร แต่ไม่รู้จักว่าชาวบ้านคืออะไรเลย ข้อมูลนี้ขาดทั่วราชอาณาจักร

ทีนี้งานที่เราไปทำ ให้ชาวบ้านได้สืบสาวราวเรื่องความเป็นมาของตัวเอง สืบย้อนหลังไปถึง พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย เข้ามาตั้งถิ่นฐานได้อย่างไร แล้วอยู่รวมกันมาอย่างไร นั่นคือประวัติศาสตร์สังคมนะครับ รู้ว่าใครเป็นคนสำคัญ ใครเป็นคนมีปัญหา อะไรต่างๆ นี้คือเรื่อง ethnography

แล้ว ethnography ประกอบด้วยการมองอย่างภาพรวม ตั้งแต่ตำแหน่งที่ตั้งของสถานที่ ชุมชนท้องถิ่น ประวัติความเป็นมา ความสัมพันธ์กับสังคม ระบบเศรษฐกิจ ความเชื่อ ประเพณี พิธีกรรม และการเปลี่ยนแปลง นี่คือหัวข้อที่เราให้นักวิจัยท้องถิ่นทำ ท่านลองจินตนาการดูซิ คนในท้องถิ่นจะทำได้ดีกว่าคนข้างนอก นกอย่างผมไม่มีทางรู้หรอกครับ แต่หนอนเท่านั้นที่รู้ เพราะขาเกิดมาเขาก็อยู่แต่ในนี้ เขารู้จักอันโน้นอันนี้ขึ้นมา ผมเห็นว่างานอันนี้ไม่มีใครทำได้ดีกว่าหนอน ถ้านกเข้าไปก็ไปสัมภาษณ์หลอกๆ เขามา เขียนแสดงผลงาน ก็ได้แต่ภาพนิ่ง แต่ถ้าหากว่าเขาค้นคว้าของเขา เขาอยู่กันมาตลอดชีวิตของเขา เขาสามารถบรรยายได้ละเอียด

เมื่อเฟสแรกผ่านไป เราได้ข้อมูลตั้งปึกเบ้อเร่อเลยซึ่งยังไม่ได้วิเคราะห์ นี่คือฐานข้อมูลที่เป็นจริง เราไม่ได้ปรุงแต่ง เพราะว่าเอาออกมาจากชีวิตของเขา หลังจากนั้นเราก็เอามาเป็นฐานในการตั้งคำถาม แนะนำอีกทีหนึ่ง ค่อยๆ เกลาไป สิ่งที่เขาเสนอเฟสแรกก็คือภาพนิ่ง ที่จำอะไรได้ก็ว่ากันไป หรือที่สังเกตได้ก็ว่ากันไป หรือว่าบางทีใช้เรื่องในอุดมคติกันไป เขาก็ต้องบอกแต่เรื่องดีๆ เรื่องขัดแย้งเขาก็ไม่บอก

พอเราได้ฐานข้อมูลเราก็ช่วยกันตั้งคำถาม พูดคุยกันไป จากภาพนิ่งก็กลายเป็นภาพที่เคลื่อนไหว ภาพที่เคลื่อนไหวก็นำไปสู่ปัญหา อะไรบ้างที่เกิดกับชุมชนนำไปสู่ความเดือดร้อน เป็นลำดับครับ นักวิจัยท้องถิ่นได้เรียนรู้จากสิ่งเหล่านี้ จาก หนึ่ง สอง สาม ก็ได้ภาพที่เคลื่อนไหว รู้ปัญหาชัดเจน และที่สำคัญเป็นสิ่งที่ดีสำหรับผมก็คือพวกเราได้เรียนรู้ครับ ท่านอาจารย์อคิน อาจารย์สุเทพ อาจารย์ปรานี รวมทั้งผมเอง บางเรื่องผมไม่เคยรู้เรื่องมาก่อนเลย แต่ผมได้เรียนรู้จากคนในท้องถิ่น สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของคนท้องถิ่นก็คือว่าเขาได้พลังครับ เขาคือผู้ให้กับเราบ้างไม่ใช่เราไปให้เขานะ เขาภูมิใจในสิ่งเหล่านี้เพราะเขาเป็นเจ้าของท้องที่ เขาจะอธิบายสิ่งต่างๆ เหล่านั้นอย่างลุ่มลึก อันนี้เราเห็นเข้าไปถึงโลกทรรศน์หรือระบบอะไรต่างๆ มากมายเหลือเกิน

สิ่งที่สำคัญที่สุดท่านเห็นความเป็นชุมชน หลังจากที่ไปดูแล้วนะครับ ความเป็นชุมชนที่พูดกันนี้ยังใช้ในการวิจัยต่างๆ คืออะไร เหมือนกับกางแผนที่ให้ดูว่ากระจุกนี้เป็นหมู่บ้านนั้น หมู่บ้านนี้ ไม่เห็นหรอกครับจากแผนที่ ชุมชนต้องเห็นจากโครงสร้างของหมู่บ้านในสังคม คนที่อยู่ในชุมชนเขารู้ว่าใครเป็นใคร ใครเป็นผู้นำ เขาอยู่กันอย่างไร นั่นคือการเป็นชุมชนครับ ต้องมองจากข้างใน มิฉะนั้น คุณมองจากแผนที่ จากอำเภอ จากตำบล คุณก็บอกว่ากลุ่มนั้น กลุ่มนี้ แต่ไม่รู้จักว่าเขาเป็นใคร แล้วเราได้สิ่งที่เป็นไม่ใช่ชุมชนเดี่ยวๆ เรารู้ว่าสังคมแบบนี้เป็นสังคมชาวนา คำว่าชาวนา เราไม่จำเป็นต้องพูดถึงทำนาอย่างเดียวนะครับ เป็นสังคมซึ่งคนในท้องถิ่นแชร์ทรัพยากรกัน แชร์พื้นที่สาธารณะ เขามีการจัดการร่วมกัน เราถึงได้พื้นที่ทางวัฒนธรรมที่เรียกว่านิเวศวัฒนธรรม พื้นที่สำคัญมากครับ เพราะคนที่อยู่หลายชุมชนในพื้นที่เดียวกัน เขาจะรู้ว่าเขาจะแชร์พื้นที่สาธารณะ หนองน้ำ ป่าเขา ลำคลอง ในการที่จะอยู่รวมกันอย่างไร มีกติกาอย่างใร เราได้นิเวศวัฒนธรรม จารีต ประเพณีของเขา สิ่งเหล่านี้นะครับคือสิ่งที่ได้จากข้างใน

งานวิจัยอันนี้เปลี่ยน concept อย่างที่ว่าเราต้องไปศึกษาชุมชนนั้นชุมชนนี้ เปลี่ยนหมดเลย เห็นเครือข่ายความสำคัญกัน แล้วพื้นที่ทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นไม่เท่ากันหรอกครับ ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ภายใน บางท้องถิ่นอาจจะมีพื้นที่กว้างแต่มีชุมชนไม่เท่าไหร่ แต่บางแห่งพื้นที่ไม่มากแต่มีชุมชนเยอะ จะเข้าใจถึงสิ่งเหล่านี้ แล้วสิ่งเหล่านี้พอเรานำมาถึงระบบนิเวศทางวัฒนธรรม ทันทีเราเห็นสิ่งที่เคลื่อนมาจากข้างนอก เพราะว่าชุมชนเหล่านั้น ท้องถิ่นเหล่านั้นอยู่ภายใต้รัฐ รัฐต้องจัดการ เราจึงปฏิเสธความสำคัญของรัฐไม่ได้ แต่รัฐเข้ามาในสิ่งที่เรียกว่านิเวศทางการเมืองและเศรษฐกิจ เราเห็นภาพการเคลื่อนเข้ามาที่กระทบกับนิเวศทางวัฒนธรรมของเขา ที่เข้ามาทางการเมืองและเศรษฐกิจ

ยกตัวอย่างว่า ตรงนี้แบ่งเป็นเขตอุตสาหกรรม ตรงนี้จะทำเขื่อนเพื่อเอาน้ำไปใช้ที่โน่นทีนี่ เห็นไหมครับเข้าไปเกี่ยวข้องเขาแล้ว แล้วบางทีเราขยายเขตการเมืองเศรษฐกิจเข้าไป ละเมิดลบเขตทางวัฒนธรรมของเขาหมดเลย จึงเกิดปัญหาขึ้นมา แล้วที่รุนแรงขณะนี้ ผลงานวิจัยที่ออกมาแทบทุกแห่งพบว่า ผลกระทบทางนิเวศทางการเมืองและเศรษฐกิจลงกระทบกับนิเวศทางวัฒนธรรม นั่นคือความเดือดร้อนของชาวบ้าน ที่สำคัญคือการแย่งทรัพยากรของชาวบ้าน แย่งโดยไม่รู้ตัว แย่งโดยที่ไม่คิด จึงเกิดการขัดแย้งขึ้นมา ผมไม่โทษรัฐ แล้วเวลามาอธิบายก็พูดกันคนละอย่าง

ทางรัฐก็มองทางนิเวศการเมืองและเศรษฐกิจ แต่ของชาวบ้านทางนิเวศวัฒนธรรมแบบตัวหนอน สิ่งเหล่านี้เกิดการขัดแย้งทั่วราชอาณาจักร ปัญหาเหนือจดใต้ ภาพที่เห็นขณะนี้ ยกตัวอย่างในกรณีของแม่น้ำโขง เขตเชียงของ เชียงราย เห็นไหมครับนิเวศทางการเมืองที่เข้ามานั้นลักษณะเป็น globalize เลย เพราะมาจากจีนรุกพื้นที่แม่น้ำโขง ทำให้นิเวศทางวัฒนธรรมของคนเหล่านั้นที่อยู่กันอย่างสบายๆ หวั่นไหวหมดเลย สิ่งเหล่านี้เราเห็นภาพการรุกของคนจีนที่แม่น้ำโขงกระทบคนเชียงของ เวียงแก่นมาก แต่เมื่อเราให้เขาศึกษาด้วยตัวเอง เห็นไหมครับ เขามีการจัดทรัพยากรแชร์พื้นที่กัน คนในเวียงแก่น เชียงของแยกไม่ออกจากคนฝั่งแม่น้ำลาว แล้วเขาใช้พื้นที่สาธารณะของแม่น้ำโขงร่วมกัน จับปลาบึกก็แชร์ทั้งสองฝ่าย

เราเอานิเวศทางการเมืองและเศรษฐกิจเข้าไปก็เป็นปัญหาขึ้นมา และขณะเดียวกันสังคมแบบนี้เขามีการเคลื่อนย้ายคนกันตลอดเวลา ข้ามเขตแดนมาตั้งถิ่นฐาน เพราะฉะนั้นเขตเชียงแสน เวียงแก่นจึงเต็มไปด้วยคนหลายชาติพันธุ์ เขาก็มาสังสรรค์อันหนึ่งอันเดียวกัน แต่ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่นะครับ เราเห็นกระบวนการหลายอย่างที่จะมารวมกันเป็นถิ่นเดียวกันจากระบบความเชื่อ ประเพณี พิธีกรรม คือสิ่งที่เราเห็นในความเป็นจริง แต่ข้อมูลเหล่านี้จะไม่นำไปใช้ในการพิจารณาพัฒนาอะไรของบ้านเมืองแม้แต่น้อย เพราะเห็นว่าช้า กว่าจะทำช้าครับ จุดอ่อนของการทำวิจัยอย่างนี้คือต้องช้าครับ เร็วไม่ได้ ตามการวางแผนไม่ได้

ถัดไปเป็นเขตเวียงป่าเป้า ผมคิดว่าเป็นหุบเขาที่ดีที่สุดในการศึกษาทางนี้ เพราะหุบเขาเวียงป่าเป้าอยู่บริเวณที่เรียกว่าต้นน้ำลาวตอนเหนือ ลำน้ำแม่ลาวเริ่มตั้งแต่เขตดอยสะเก็ดผ่านแม่สรวยไปลงเชียงราย พอผ่านอำเภอแม่สรวยจะไปรวมกันลำน้ำกกอันนั้นเป็นแม่น้ำลาวตอนล่าง แม่น้ำลาวตอนบนเห็นภาพวิถีชีวิตเก่าอยู่ คนที่อยู่ในเขตลุ่มแม่น้ำลาวตอนบนนี่อาศัยแม่น้ำลาวเป็นเส้นชีวิต เขาจะมีการจัดการน้ำ การจัดการน้ำคือหัวใจในการตั้งชุมชน แล้วการจัดการน้ำปรากฏในรูประบบเหมืองฝายซึ่งมีทั้งน้ำอุปโภคและน้ำบริโภคและน้ำในการเกษตร ทั้งนี้เพราะอะไรทราบไหมครับ เพราะว่าในเขตภาคเหนือตรงนี้ลำน้ำจำกัดมีไม่กี่สาย แต่ต้องแจกแจงไปให้กับชุมชนอื่นๆ ที่อยู่ ไม่ใช่ชุมชนเดียวนะครับ ต้องมีระบบจัดการ จึงเกิดมีแก่เหมืองแก่ฝายขึ้นมาจะต้องร่วมมือกัน เป็นการจัดการน้ำในชลประทานราบซึ่งให้การยั่งยืนตั้งแต่น้ำในการอุปโภคบริโภคและน้ำในการเกษตร

ถ้าหากว่าท่านอ่านกฎหมายมังรายหรือเรื่องล้านนานะครับ จะพบว่าเหมืองฝายมีมาตั้งแต่สมัยเชียงรายแล้ว กฎหมายพระยามังราย เป็นกฎหมายซึ่งใช้เป็นพื้นฐานเพื่อให้การสนับสนุนการดำรงอยู่ให้ยั่งยืนของท้องถิ่น คือให้สิทธิคนในท้องถิ่นจัดการกันเอง ถ้าคนไหนไม่ร่วมมือในการเอาแรง กฎหมายจะปรับไหมอันนี้เป็นพื้นฐานของกฎหมายโบราณซึ่งไม่ใช่ปัจจุบัน แล้วคนในท้องถิ่นนี่แจกแจงกันเอง ร่วมมือกันเอง วัดเป็นศูนย์กลางของแต่ละชุมชน เวลามีงานวัดแต่ละวัดในทุกท้องถิ่นจะต้องไปร่วมกัน อย่างท่านเคยเห็นกลองแอวไหม จากวัดนี้เคลื่อนไปวัดโน้น ทำให้ความเป็นกลุ่มก้อนเกิดขึ้นมา นั่นเป็นการอยู่อย่างลักษณะยั่งยืนในระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงในพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

แต่ว่าที่เขตแม่ลาวถูกแทรกแซงโดยชลประทานหลวง อันนี้เป็นกรณีที่เห็นชัดเลยว่าเมื่อเปลี่ยนเป็นเขตชลประทานหลวงแล้วเกิดอะไรขึ้นมา ลำน้ำแม่สรวยซึ่งเป็นลำน้ำสาขาอันหนึ่งมาบรรจบลำน้ำแม่ลาวในเขตอำเภอแม่สรวย ชลประทานไปกั้นเป็นเขื่อน นี่เป็นชลประทานหลวงนะการกั้นเขื่อนนั้นทำลายระบบเหมืองฝายหมดเลยทำให้เกิดน้ำท่วมกับชาวบ้าน แต่เจตนาทำให้เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ซึ่งไปใช้ในการเกษตร ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับชาวบ้านแม้แต่น้อย แล้วโดยเฉพาะอันนี้เป็นวิบัติขนาดหนักเลย แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้นักวิจัยตัวหนอนเขาจะมาเล่าให้ฟังอีกทีหนึ่ง

เกิดการแย่งน้ำในลำแม่น้ำแม่ลาวเป็นระยะๆ ไป นอกจากการสร้างเขื่อนแล้วนะครับ น้ำบางส่วนจะถูกสูบเข้าไปในสวนส้มของผู้เป็นนายทุนมากมายเหลือเกิน จนกระทั่งเด็กเกิดการทุเรศ จึงรวมตัวกันเกิดกลุ่มรักแม่น้ำขึ้นมา อุตส่าห์ไปกักน้ำตรงนี้ว่าเลี้ยงปลานะ ขอเสียเถอะ เหมือนกับเราไปบวชต้นไม้ บวชอะไรต่างๆ อย่างนี้นะครับ

ขณะนี้กำลังหนักมากของภาคเหนือนะครับ เพราะน้ำถูกแย่งไปในการทำไร่ขนาดใหญ่ และที่สำคัญน้ำในเขตอ่างแม่สรวยนี้จะถูกนำไปใช้ให้แก่ชุมชนจีนพลัดถิ่นในเขตดอยวาวี ถามว่าชาวบ้านชาวเมืองจะเดือดร้อนแค่ไหน พอชลประทานหลวงเข้าไปทำลายหมดเลย แล้วเราจะแก้ได้อย่างไร ที่ผมนำมาพูดวันนี้ยังดีใจว่าทันเวลางานวิจัยนี้ เพราะเรากำลังพูดกันถึงภัยแล้ง ในความรู้สึกของผม ไม่ใช่รัฐบาลนะครับ ในความรู้สึกผมว่าภัยแล้งนี่ร้ายแรงกว่าสินามิเสียอีก เพราะจะแย่งน้ำกันทั่วราชอาณาจักร แต่ทุกคนมองไม่เห็น เดี๋ยวนี้ไปดูอีสานซิครับ อีสานเป็นตัวอย่างที่น่ากลัวที่สุดเลย เพราะพื้นที่ที่ชุ่มน้ำถูกทำลายหมด ให้ฝนตกลงมาอีกห้าร้อยห่าก็ยังไม่อยู่เลยครับ เพราะว่าพื้นที่ป่าโคกถูกทำให้เป็นพื้นที่พืชไร่หมดเลย พื้นที่ชุ่มน้ำหมดครับ ฝนยิ่งตกมากน้ำยิ่งท่วม แล้วกักไม่อยู่ด้วย แล้วอีสานจะวิบัติมาก ยิ่งวิบัติมากขึ้นไปอีกเพราะดินเค็มอีก รุนแรงครับ

หมายความว่าสิ่งที่เราทำ เราจะเสนอประเด็นว่าการวิจัย แต่ละท้องถิ่นอาจจะนำมาเปรียบเทียบและนำมาใช้เพื่อเข้าใจตัวเอง นี่คือแม่ลาว ไม่ทราบว่าชาวบ้านเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เป็นผลกระทบจากนิเวศทางการเมืองและเศรษฐกิจที่เข้ามา

แหล่งที่สามก็คือที่ด่านซ้าย ที่ด่านซ้ายนี่คือตัวอย่างของการมีดุลยภาพสภาพแวดล้อม ที่เขตอำเภอด่านซ้าย ชุมชนตั้งอยู่ในเขตบริเวณลุ่มน้ำห ลุ่มน้ำหมีต้นน้ำตั้งอยู่ตั้งแต่พระธาตุศรีสองรักษ์เรื่อยไปจนถึงปากน้ำหที่ไปเชื่อมกับแม่น้ำเหืองเป็นหุบเขาเล็กๆ ประชาชนที่อยู่ในเขตด่านซ้ายตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำอยู่ในระบบที่มีดุลยภาพ เป็นการจัดการน้ำที่ดีมาก เพราะเขารักษาต้นน้ำและลำน้ำ

ลำน้ำที่นี่น่าสนใจกว่าที่อื่น เขาเอาไปใช้ในการเกษตรด้วยการสร้างพัดคือกังหัน เอาระบบโบราณซึ่งใช้มาหลายร้อยปีแล้วมาใช้ที่ด่านซ้าย ท้องถิ่นที่ทำการเกษตร ทำไร่ ทำนา จะใช้กังหันนี่พัดน้ำไปแจกแจงในท้องที่ของเขา ก็เป็นการทำเศรษฐกิจแบบยั่งยืน แบบพอเพียงของเขา แล้วชุมชนที่อยู่ในด่านซ้ายนี่น่าสนใจมากครับ นอกจากมีบ้านแล้วยังมีสวนครัวเล็กๆ ผมคิดว่าอุดมสมบูรณ์ที่สุด แต่จะเอาอย่างหรูหราและโก้ไม่มี แต่มีความร่มรื่น รักษาสภาพแวดล้อม นี่คืองานที่เราเห็นที่ด่านซ้าย

แต่ที่ด่านซ้ายมีปัญหา เพราะการรุกล้ำเศรษฐกิจการเมืองอีกทีหนึ่งเหมือนกัน คือการท่องเที่ยว ท่องเที่ยวที่ด่านซ้ายเรื่องผีตาโขน คนด่านซ้ายกราบไหว้พระธาตุศรีสองรักษ์ พระธาตุศรีสองรักษ์เป็นที่รวมทั้งผีและพุทธนะ ซึ่งอยู่ในความดูแลของเจ้าพ่อกวนซึ่งเป็นผู้ทำพิธีกรรมขนาดใหญ่ของเมือง ที่มีอิทธิพลมาก ที่เป็นที่พึ่งของคน ปัจจุบันนี้นิเวศทางการเมืองและเศรษฐกิจรุกเข้าไปในรูปของการท่องเที่ยว แปลงประเพณีของเขาบุญพระเวสให้มาเป็นประเพณีผีตาโขน ซึ่งผีตาโขนนี่เป็นส่วนหนึ่งของบุญพระเวส บุญพระเวสเป็นประเพณีพิธีกรรมซึ่งสอนให้คนให้ทาน เพราะพระเวสสันดรคือสัญลักษณ์ของการให้เอื้ออาทรต่อกัน แต่ประเพณีผีตาโขนเป็นส่วนหนึ่ง เป็นเรื่องส่วนหนึ่งของประเพณีบุญพระเวส แต่รัฐนี่ไปเน้นตอนนั้น ทำให้เกิดประเพณีผีตาโขน เที่ยวกันแหลกเลย ทำลายกัน สกปรกมากมายเหลือเกิน ลงไปถึงมิติจิตวิญญาณของชาวบ้าน รวมทั้งการรุกของเถรสมาคมที่จะเข้าไปจัดการเรื่องเจดีย์พระธาตุศรีสองรักษ์ซึ่งฝ่ายเจ้าพ่อกวนเขาดูแลอยู่ เกิดความวุ่นวาย นี่คือเกิดการกระทบของผู้ที่อยู่ชายขอบชายแดน ก็เกิดการขัดแย้งขึ้นมา เพราะฉะนั้นคนที่อยู่ด่านซ้ายก็จะเล่าให้ฟัง เขามีวิธีการจัดการอย่างไร สิ่งเหล่านี้นะครับ เป็นสิ่งที่เราเรียนรู้และช่วยกันตั้งคำถามนะครับ

มาถึงแหล่งที่สี่คือที่จันทบุรี จันทบุรีก็เป็นสังคมชายแดนชายขอบเหมือนกัน ในเขตจันทบุรีที่ท่านเห็นว่าเป็นเมืองชายทะเลนั้นที่จริงไม่ใช่ มีทั้งที่อยู่ภายในและภายนอก ภายในคือเขตที่อยู่หลังเขาซึ่งเป็นป่าและเขา มีหมู่บ้านเล็กๆ อยู่ แต่เต็มไปด้วยทรัพยากรไม้นานาชนิด มาตอนหลังเมื่อมีการสร้างถนนจากจันทบุรีไปสระแก้ว ก็เกิดการรุกทำลายป่า เกิดการทำไร่ขึ้นมากมาย ทำให้เปลี่ยนแปลงขนาดหนัก เกิดเป็นตลาดชายแดนที่มีคาสิโนก็เกิดขึ้นในเขตนี้ทั้งหมด

งานที่เราไปทำนี้ เราได้ศึกษาชุมชนถึงสองแห่ง ชุมชนหนึ่งคือชุมชนแบบดั้งเดิมที่มีอายุกว่าสองร้อยปีขึ้นไป ที่เป็นคนเขมรมาอยู่มาตั้งถิ่นฐาน เขาอยู่กันอย่างไรในเศรษฐกิจแบบพอเพียงแล้วเขามีการเติบโตเป็นธรรมชาติของเขานะครับ แล้วพบว่าประเพณีบางอย่างที่ตกหายไปในกรุงเทพฯ นี่ ไปตกค้างอยู่ในเขตหมู่บ้านสำโรงที่เราไปศึกษาอยู่ ส่วนอีกหมู่บ้านหนึ่งก็คือหมู่บ้านสวนส้ม เกิดขึ้นจากการพัฒนา มีผู้คนไปเอาไม้จากเขมรมาทำเฟอร์นิเจอร์ เพราะฉะนั้นหมู่บ้านเติบโตจากระยะยี่สิบปี จากหมู่บ้านเล็กๆ กลายเป็นชุมชนเมืองขนาดเล็กๆ และกำลังเติบโต นั้นคือการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายนะครับ ขณะเดียวกันหมู่บ้านนี้ก็ดึงคนจากที่อื่นๆ เข้าไปตั้งถิ่นฐาน คำตอบก็จะให้ว่าท้องถิ่นเหล่านี้ มีการเปลี่ยนแปลงและสังคมวัฒนธรรมอย่างไร เพื่อจะนำไปสู่ว่าควรพัฒนาอย่างไรต่อไป เพราะว่าเขตชายแดนเขมรนี้เป็นเขตที่น่ากลัวอยู่เหมือนกัน เพราะเขตนั้นมีการลอบลักรถยนต์ออกไป และเป็นเขตที่กระทบกับการเมืองหนัก เพราะฉะนั้นงานอันนี้ก็จะอธิบายถึงสังคมและวัฒนธรรมของคนในท้องถิ่นนั้น

อันสุดท้ายก็คือปัตตานี ซึ่งครั้งหนึ่งสกว. ได้เคยนำนักวิจัยมาแถลงข่าวครั้งหนึ่งแล้ว ผมจะไม่พูดมาก แต่จะชี้ให้เห็นว่า งานของปัตตานีครั้งนี้เป็นงานของคนภายในหนึ่งร้อยเปอร์เซนต์ แล้วเขาจะเอาความเดือดร้อน ความรู้สึกนึกคิดมาตีแผ่ให้ท่านฟัง นี่คือตัวหนอนที่จะรู้ สิ่งที่เห็นเป็นความเห็นของผมนะครับ ในฐานะที่เข้าไปทำงานวิจัย คือ อันนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการขัดแย้งที่เกิดขึ้นนะครับ เดี๋ยวผู้ที่เข้ามาฟังจะคิดว่ามาพูดเกี่ยวกับผู้ที่เดือดร้อน เราไม่เกี่ยวกับเรื่องเดือดร้อนขณะนี้ เพราะเรามองคนเป็นสามกลุ่ม กลุ่มแรกคือนักการเมือง พ่อค้า อะไรต่างๆ เหล่านี้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย พวกนี้เราไม่รู้ว่าเป็นใคร พวกนี้อาจจะก่อความเดือดร้อนก็ได้ อีกกลุ่มหนึ่งคือทำให้เกิดความรุนแรงขึ้น ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร แต่การที่เราศึกษา เราศึกษากลุ่มชาวบ้านที่เรารู้ว่าเขาเป็นใคร เขาอยู่ในพื้นที่ที่เขารู้แน่ชัดว่าเขาเป็นอะไร เป็นชุมชน เป็นท้องถิ่น อยู่กันมาช้านานอย่างเปิดเผย เราศึกษาอันนี้ครับ ชีวิตวัฒนธรรมเปลี่ยนไปอย่างไร เขาเดือดร้อนอย่างไร

ผมคิดว่านี่เป็นสิ่งที่เราจะจับได้อย่างเป็นรูปธรรม เราไม่สามารถจะแตะภาคใต้จากคนสองกลุ่ม กลุ่มที่เป็นพ่อค้านายทุนนักการเมืองหรือกลุ่มที่มีผลประโยชน์ หรือกลุ่มที่ก่อความไม่สงบขึ้นมา แต่เราสัมผัสกับคนที่เป็นชาวบ้านชาวเมือง คนเหล่านี้จากการศึกษาของเราไม่เคยคิดจะแบ่งแยกดินแดน แต่ติดอยู่กับมาตุภูมิในท้องถิ่นและมีชีวิตที่เรียบง่าย เวลาเราพัฒนาบ้านเมือง เราจำเป็นต้องมองอย่างนี้ไหม แทนที่จะเอาคนสองกลุ่มที่เราไม่รู้เรื่อง แล้วไปตัดสินว่าเขาแบ่งแยกดินแดนหรือเปล่า

ฉะนั้น งานอย่างนี้จึงเหมาะที่จะเอาตัวหนอนมาพูดว่าเขาเดือดร้อนอย่างไรและเพื่อที่สังคมไทย โดยเฉพาะสังคมมหาชนจะได้เข้าใจครับ เพราะเวลานี้เมืองไทยอันตรายอย่างหนึ่ง ใครก็ตามที่สามารถใช้สื่อการตลาดบอกประชาชนได้ก็จะเกิดความสำเร็จ แต่ว่างานนี้ไม่ใช่ครับ เราใช้สื่อใช้กระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน เอาสิ่งที่คนในมาพูดและแลกเปลี่ยนกันไม่เกี่ยวกับรัฐ ผมอยากจะมองประเด็นอย่างนี้เพื่อที่ความรู้นี้จะได้ไปเผยแพร่ให้สังคมมหาชนเห็นว่าเป็นอย่างไร ผมเห็นว่าจำเป็น

แต่ถ้าคนในที่เขาเป็นเจ้าทุกข์เขาบอกจะมีน้ำหนักมากกว่า งานนี้ผมถึงอยากจะขอบคุณสกว. ที่เปิดมิติใหม่ในการสร้างนักวิจัย แทนที่จะเน้นนกมาก เอาหนอนมากนะครับ ทำให้เห็นกระบวนการที่เคลื่อนไหวและก็สร้างเวทีการเรียนรู้แบบนี้ สัมมนาวันนี้ไม่ใช่ฝ่ายที่เสนออย่างเดียวนะครับ ฝ่ายที่นั่งต้องประเมินนะครับ และพร้อมที่จะเอาความรู้ความเข้าใจมาแลกเปลี่ยนกัน จะเกิดทำให้เป้าหมายการวิจัยบรรลุผลคือการเรียนรู้ร่วมกัน นี่คือการบูรณาการที่สำคัญ เพราะสามารถเอาปัญหาหลายๆ อย่างมาเชื่อมโยงร่วมกันอย่างมีทิศทางครับ ขอบคุณครับ

 

ผมอยากให้ discuss สิ่งที่ผมพูดกันดีกว่า เพราะว่าวันนี้เราเปิดเป็นกันเองนะครับ คือถ้าผมพูดมากยึดไมโครโฟนมากผมก็บ้าอยู่คนเดียว ถ้าผมพูดอะไรผิดๆ นี่เล่นงานผมก่อนเลยก่อนที่จะถึงตัวหนอน

 

ผู้เข้าร่วมฟังการอภิปราย

กราบเรียนท่านผู้อำนวยการนำเสนอผลงานในวันนี้ และตัวแทนสกว. ซึ่งเป็นแม่งานหลัก และผู้ที่เกี่ยวข้องรวมทั้งท่านผู้มีเกียรติ พี่ๆ น้อง นักวิจัยท้องถิ่นที่เคารพครับ กระผมมาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏจังหวัดเลย ก่อนอื่นต้องกราบขอบพระคุณที่ได้รับแผ่นเอกสารชิ้นนี้ที่ส่งไป โดยมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ที่ผมเป็นสมาชิกอยู่ และเคยไปฟังอาจารย์ที่เคยไปบรรยายที่ออฟฟิศ เวลานั้นค่อนข้างประทับใจก็เลยตามรายการนี้มา สิ่งที่อยากจะขออนุญาตกราบเรียนก็คือ ก่อนอื่นผมต้องชื่นชมว่างานวันนี้สำเร็จด้วยแรงใจจากท่านที่ปรึกษาโครงการคือท่านอาจารย์ศรีศักรของพวกเราและก็ตัวแทน สกว.ที่มีน้ำใจที่อยากจะดึงชุมชนท้องถิ่นออกมานำเสนอ ผมคิดว่าเป็นคุณค่ายิ่งสำหรับประเทศ ผมคิดว่าเป็นข้อมูลพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยท้องถิ่น เช่นราชภัฏ เป็นต้น มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่น ทั้งหลายทั้งมวล นอกจากมีข้อมูลท้องถิ่นที่ท่านอาจารย์ได้มีกรุณาบุกเบิกไว้ นับว่าเป็นคุณูปการยิ่ง ก็ต้องกราบขอบพระคุณแทนมหาวิทยาลัยท้องถิ่น และก็มหาวิทยาลัยส่วนกลางนะครับ

สิ่งที่ผมอยากจะเรียนถามท่านอาจารย์ในส่วนที่ผมคิดว่าหลายๆ ท่านอยากจะถามและก็ทายใจท่านผู้มีเกียรติทุกท่านที่มาร่วมงานในวันนี้ก็คือ อยากจะกราบเรียนถามว่า ในการออกสู่ชุมชนท้องถิ่นนะครับ แน่นอนเลย อยากจะทราบว่าอุปสรรคหรือปัญหา อาจารย์ได้กรุณาประมวลจากประสบการณ์ของท่านนะครับ รวมทั้งถ้าสมมุติว่าพวกเราเป็นนักวิจัยมือใหม่อยากจะลงไปเก็บข้อมูลเช่นท่าน อาจารย์และคณะทีมงาน อาจารย์มีข้อเสนอแนะอย่างไรที่เราจะได้ข้อมูลนั้นตรงประเด็นและเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นจริงตามสิ่งที่ท่านได้กรุณานำเสนอในวันนี้ ผมคิดว่ามีคุณค่ามาก อยากจะเรียนถามสั้นๆ ว่า อาจารย์มีอุปสรรคปัญหาในการลงไปพื้นที่มากน้อยอย่างไร คิดว่าคงมีบ้างนะครับ ประการที่สองถ้าเป็นนักวิจัยมือใหม่ที่บังเอิญเพิ่งเข้ามาร่วมรายการขณะนี้ ท่านอาจารย์และทีมงานหรือทาง สกว. หรือผู้ที่เกี่ยวข้องมีข้อเสนอแนะอะไรบ้างที่จะเอื้อประโยชน์ที่เราจะไปเก็บข้อมูลแล้วมีความสุขทั้งผู้ให้ข้อมูลและผู้ไปเก็บข้อมูลครับ ในที่ประชุมแห่งนี้กราบเรียนถามเบื้องต้นก่อนครับ ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ

 

ศรีศักร วัลลิโภดม

ขอบพระคุณครับ คือเรื่องการลงพื้นที่ ผมคิดว่าอย่างพวกเรารู้ว่าการเข้าไปทำงานท้องถิ่นไม่ใช่ง่ายๆ เพราะท้องถิ่นแต่ละแห่งนี่ไม่ได้อยู่กันราบรื่นนะครับแม้แต่สังคมประเพณีก็ตามมีความขัดแย้งทั้งนั้น เพราะเหตุว่าทุนนิยมหรือปัจเจกนิยมลงไปถึงท้องถิ่นหมดเลย ซึ่งกำลังอันตรายในรากหญ้า การขัดแย้งระดับท้องถิ่นชุมชนที่เป็นประเพณีก็ขัดแย้งกันอยู่ ผลประโยชน์นี่มาก ฉะนั้นเวลาเราเข้าไปทำงาน การระแวงหรือการมองรักษาผลประโยชน์มีมาก เวลาลงไปทำต้องเต็มไปด้วยความอดทนนะครับ และต้องเข้าใจชาวบ้านให้ได้ คือ ที่เราทำ เรารู้ว่างานวิจัยแบบนี้ถ้าเราทำจากข้างนอกทำไม่สำเร็จนะครับ เพราะการที่จะเข้าไปขลุกอยู่ทั้งปีหรือห้าเดือนก็แย่แล้ว กำลังคนไม่พอ ข้อมูลนี่ไม่มีทางที่จะได้เลย เพราะฉะนั้นต้องกระตุ้นให้คนในท้องถิ่นทำ

แต่เมื่อไปช่วยเขา ก็ประสบปัญหาเกี่ยวกับการขัดแย้ง ถูกหาว่าเป็นพวกโน้น พวกนี้ ผมคิดว่าผู้ที่เป็นนักวิจัยท้องถิ่นรู้ทุกคน แต่เรากระตุ้นให้เขาเกิดความเข้าใจ พยายามจะมองแบบ compromise ท่านรู้ไหมครับว่าในท้องถิ่น ความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่นไม่มีถูกผิดหรอกครับ ไม่มีลักษณะขาว-ดำ เป็นลักษณะเทาๆ ทั้งสิ้น ถ้าขัดแย้งกันคนท้องถิ่นสามารถประนีประนอมกันได้ ผู้นำท้องถิ่นที่เป็นผู้อาวุโสอะไรต่างๆ ถ้าคนนี้ทะเลาะกับคนนี้เขาก็จะพูดถึงว่า เป็นพี่น้องบ้านนี้ร่วมกันนะครับ คือ หาทางพบกันครึ่งทาง เขาก็อยู่ได้ไม่ขัดแย้ง ถ้าเราเข้าใจตรงนี้ เราจะไม่ไปยุ่งกับเขามาก เมื่อใดที่เราไปยุ่งจะกลายเป็นขาว-ดำทันทีเลย รวมทั้งขบวนการตัดสินคดีความเห็นไหมครับ ให้เขาดูแลกันเองเขาจะพูดกันรู้เรื่อง แต่เมื่อใดก็ตามเปลี่ยนมาเป็นขึ้นศาลลงเรือก็เสร็จเลย และโดยเฉพาะการขัดแย้งในท้องถิ่นเกิดขึ้นโดยรัฐได้สร้างโครงสร้างใหม่ลงไป

ในท้องถิ่นมีโครงสร้างอยู่สองชนิด ชนิดหนึ่งคือโครงสร้างของชุมชนที่ผู้นำเป็นพระสงฆ์องค์เจ้า ผู้อาวุโส ชาวบ้านต่างๆ เหล่านี้อยู่ในองค์กรนั้น ความสำคัญนี้เสมอภาคทำเพื่อท้องถิ่นเดียวกัน แต่พอมาเปลี่ยนเป็นการปกครองท้องถิ่นที่มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรืออบต. ทันที อำนาจมันไปอยู่ที่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. โครงสร้างมันจะเป็นแบบลดหลั่นกันไปเลย อำนาจจะไปอยู่ตรงนั้น เกิดกลุ่มผลประโยชน์ขึ้นมา ขัดแย้งมากเลยครับ

เวลาเราทำนะครับ เราต้องเน้นโครงสร้างเดิม ไม่ไปยุ่งกับโครงสร้างแบบราชการเท่าไหร่ แต่รู้ว่าขัดแย้ง ก็ขัดแย้งตลอด ทุกครั้งที่จะไปพัฒนา เดี๋ยวก็มีเรื่องกับอบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทุกคนมองอย่างโน้น มองอย่างนี้ทั้งสิ้น ความเป็นปัจเจกอย่างนี้ลงไปหมดเลย แล้วพวกนี้มีอำนาจ ผมถึงไม่ยอมรับไงว่าชุมชนที่เกิดขึ้นโดยราชการภายในกำนัน ผู้ใหญ่บ้านหรืออบต. เป็นชุมชนตามธรรมชาติ ชุมชนตามธรรมชาติต้องเป็นชุมชนที่คนในท้องถิ่นจัดองค์กรกันเอง มีพระสงฆ์องค์เจ้าเป็นประธานนะครับ ถ้าพระสงฆ์ไม่ดีชาวบ้านก็เล่นงานเอาได้ นอกนั้นยังมีผู้อาวุโสที่เป็นตัวภูมิปัญญาทั้งหลาย คอยแนะนำต่างๆ เหล่านี้ แต่สังคมชุมชนปัจจุบันที่รัฐลงไป แยกคนแก่ออกจากคนหนุ่มสาว ทำให้เกิดการแตกแยกกันขึ้นมา

เราเข้าไปพยายามจะเชื่อม เรามีเจตนาอย่างมากเพราะว่าเป็นพื้นฐานที่พวกเราใช้ สังคมที่เกิดขึ้นขณะนี้ เพราะความเป็นปัจเจกบุคคลรุนแรง ต่างคนเอาผลประโยชน์ของตัวเอง แล้วความเป็นปัจเจกบุคคลนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ใช่เป็นมนุษย์ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ต้องอยู่รวมกัน ฉะนั้นองค์กรเดิมคือองค์กรของมนุษย์ ไม่ต้องตอบปัญหาว่าทำไมคนมุสลิมเขาอยู่ได้แบบเดิม ที่เอื้ออาทรต่อกัน เดี๋ยวพวกปัตตานีจะเล่าให้ฟังนะครับ เขาอยู่ได้ด้วยการเอื้ออาทรต่อกัน แต่ปัจจุบันนี้ไม่ใช่นะครับ เพราะปัจเจกบุคคลมันเข้าไปทำลาย คือความเป็นอมนุษย์นะ สังคมในระบบเก่าที่อยู่เป็นประเพณีมาเป็นเวลานานนะครับ ในพระราชดำรัสของในหลวงคือประเพณีที่เป็นชุมชนแบบนี้ครับ เอื้ออาทรต่อกัน ใช้ทรัพยากรร่วมกัน มีการควบคุมโดยจารีตต่างๆ นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นมา

แล้วงานนี้คือการมองจากฐานการเป็นมนุษย์ นั่นคือสิ่งที่เราไปเกี่ยวข้อง ให้เขาเกิดความเข้าใจที่จะรวมอยู่เป็นกลุ่มเหล่า เป็นสังคม นี่คือสิ่งที่เราทำ แต่เวลาเราทำเราต้องพยายามให้เขาเข้าใจ หัวข้อหก-เจ็ดข้อที่ใส่ไว้คือให้เขาเชื่อมโยงนะครับ คนเหล่านี้ให้ไปทำ คนแก่มีบทบาทมากเลย เขาจะเล่าอย่าโน้น อย่างนี้นะครับ สิ่งที่จะเป็นภูมิปัญญาจะปรากฏขึ้นมามาก แล้วเกิดสำนึกในอดีต บางคนเขาจะเล่าถึงสมัยก่อนนี้เขาอยู่ร่มเย็นเป็นสุขอย่างไร เป็นยังไงจึงเกิดขึ้นมา สิ่งเหล่านี้จะเกิดความรวมตัวกันได้ ยกตัวอย่างอย่างเช่นที่ปากมูล ท่านรู้ไหมครับ หลังจากเปิดเขื่อน ผมเป็นกรรมการฟื้นฟูอยู่ หลังจากเปิดเขื่อนแปดบาน สิ่งที่ว่าลวงคือพื้นที่สาธารณะอยู่ในแม่น้ำโขงน่ะ จับปลามาปรากฏว่าชาวบ้านที่อยู่ร่วมสองฝั่งแม่น้ำจับปลาเหมือนกัน แล้วเริ่มเอาเครื่องมือที่จับปลาแบบเดิมๆ มาใช้กัน สิ่งที่ถูกขัดแย้งนั้นหายไปหมดเลย ดันมาจับปลาร่วมกัน เพราะมีความสุข แล้วจับปลาไม่ใช่จับปลาอย่างเดียวนะ มันสนุกด้วย เป็นกิจกรรมทางสังคมและเศรษฐกิจ เริ่มกลับแล้วครับ นี่คือ คนในท้องถิ่นเขามีสิ่งเหล่านี้อยู่ ประเพณีวัฒนธรรมเขามีอยู่

อย่างเช่นในอีสาน บั้งไฟแต่ละครั้งไม่ใช่ชุมชนเดียวนะครับ ตั้งหลายชุมชนมาร่วมสังสรรค์กัน หรือในภาคกลาง แข่งเรือตั้งหลายชุมชนมาเกี่ยวข้องกัน มาสัมพันธ์กัน คือทำให้ความร่มรื่นให้กลับมา แล้วสิ่งเหล่านี้เราไปทำด้วยความลำบาก เพราะเราต้องทำความเข้าใจตรงนี้ เพราะฉะนั้นก็ต้องใช้เวลาพอสมควรครับ ต้องอดทนนะครับ แล้วการวิจัยแบบนี้ไม่ใช่การวิจัยแบบสถิติ สถิติให้แต่ภาพนิ่งเท่านั้นเอง ต้องเข้าไปมีส่วนร่วม ถึงแม้ว่าพวกเราจะไม่ได้ไปทุกวันนะครับ เราก็ให้ชาวบ้านเขาทำได้ แล้วเขาก็มาเล่าให้เราฟัง เราก็ตั้งคำถามไป คือเป็นการลัดขั้นตอน แล้วประเทศอื่นนี่นะครับงานทางด้านมานุษยวิทยาต้องเป็นฐานก่อนพัฒนา แต่ว่าเราผลิตไม่ทัน ทีนี้ทางลัดคือสร้างนักวิจัยท้องถิ่นเลย เขาทำมาตั้งนานแล้วครับ แล้วเรานี่ยังล้าหลังเพราะสี่สิบปีเราเอานักวิจัยข้างนอกทั้งนั้น ทีนี้เอาแนวคิดนี้มาใช้ได้ เพราะเราสามารถจะผลิตนักวิจัยจากข้างนอกเข้าไปทำงานระดับนี้ได้นะครับ ท่านอาจารย์อยู่ราชภัฎผมว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะราชภัฎจะเป็นตัวสื่อได้ดีมากเพราะราชภัฏอยู่ใกล้กับท้องถิ่น ใกล้ชิดกับประชาชนได้ ถ้าเราใช้วิธีการที่ดี ราชภัฎจะเป็น resource ให้กับรัฐบาลได้ตั้งเยอะตั้งแยะในเรื่องของความเป็นไปในท้องถิ่น มีอีกไหมครับ เชิญครับ

 

ศ.ดร. ปิยะวัติ บุญ -หลง

ผมขอเสริมจากท่านอาจารย์จากมหาวิทยาลัยราชภัฎเลยนะครับ คือคำถามของท่านอาจารย์เป็นคำถามที่เราก็อยากจะตอบหรือมีส่วนร่วมในการตอบมากเลย นานมาแล้ว หลายปีแล้วว่าทำอย่างไร นักวิจัยมือใหม่จะเข้าไปได้ ก็มีจุดเริ่มต้นว่า มีความอยากจะทำ มีความสนใจ แล้วก็มีศาสตร์บางอย่างที่ไปร่ำเรียนมา จะเข้าไปอย่างไร คำตอบที่เราพบในหลายๆ ปีที่ทำมานี่ก็คือว่า อย่างแรกต้องวางศาสตร์ที่รู้ไว้ก่อน อย่าเพิ่งถือเข้าไปนะครับ เข้าไปคุยกับชุมชนก่อน แล้วก็ถ้าจะให้ดีก็คงจะต้องเข้าไปในชุมชนที่เขามีฐานทางการวิจัยอยู่บ้างแล้ว จะคุยกันง่ายหน่อย ชุมชนประเภทนี้ก็มีหลายฐานหรือหลายที่มา เช่น จะมาเสนอโครงการในสองวันนี้ก็เป็นประเภทหนึ่งนะครับ ที่เดินจากฐาน ethnography ที่ท่านอาจารย์ศรีศักรเล่าให้ฟัง งานนี้ฐานจะแน่นมากเพราะเป็นงานที่นักวิจัยท้องถิ่นทำโดยที่มีผู้อาวุโสข้านอกช่วยวิจารณ์ มีทั้งความรัดกุมทางวิชาการและก็มีมุมมองแบบท้องถิ่น

งานอีกอย่างหนึ่งที่ สกว.สนับสนุนอยู่ก็คืองานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ซึ่งจะเน้นที่ชุมชนท้องถิ่นเป็นหลัก คือ ตั้งโจทย์ของท้องถิ่นขึ้นมาแล้วก็หาวิธีเก็บข้อมูลของตัวเอง เพื่อจะตอบคำถามของตัวเองว่า จะทำอะไรกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับพื้นที่นะครับ เช่น มีหนี้สินเยอะในชุมชนจะทำอย่างไรดี อันนี้ไม่ต้องการรู้จากข้างนอกก็ได้ แต่ว่าเขาจัดการของเขาเอง กระบวนการที่จะรวมกลุ่มกัน แล้วก็วิเคราะห์ปัญหา แล้วก็หาข้อมูล แล้วก็ทดลองทำเลย ชุมชนประเภทนี้มีอยู่หลายร้อยแห่งแล้วนะครับในประเทศไทย ถ้าท่านอาจารย์สนใจก็ต่อเข้าไปในชุมชนแบบนี้ ก็เป็นอีกทางหนึ่ง แล้วก็จะคุยกับนักวิชาการข้างนอกได้พอสมควร

อีกแบบหนึ่งที่เราสนับสนุนและผมเชื่อว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏอีกหลายๆ แห่งก็กำลังทำอยู่ และสนับสนุนให้อาจารย์และนักศึกษาเข้าชุมชน เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน อาจจะไม่ได้เน้นว่าจะเข้าไปเพื่อให้เขาแก้ปัญหาหรือเข้าไปเสริมการทำงานของชุมชนมากกว่าการที่จะให้อาจารย์และนักศึกษาได้สัมผัสกับความคิดของชุมชน ได้สัมผัสกับความเชื่อ วิถีชีวิต กับวัฒนธรรม เพื่อจะได้เอาความรู้เหล่านี้ไปใช้ในการปรับหรือว่าทำงานการเรียนการสอน หรือการวิจัยสั้นๆ ที่เป็นงานวิจัยภาคนิพนธ์ เพื่อให้หัวข้อมันตรงประเด็นมากขึ้น อันนี้ก็เป็นแบบหนึ่ง แบบที่สามนะครับ ซึ่งทำได้ทั้งสามแบบแล้วเราก็มีการสนับสนุนอยู่หลายที่ อาจจะมีโอกาสเรียนข้อมูลให้ท่านอาจารย์ได้ในภายหลัง ขอบพระคุณครับ

 

ศรีศักร วัลลิโภดม

ขอบพระคุณครับ ผมเสริมท่านผู้อำนวยการว่าขณะนี้ การวิจัยที่เรียกว่า action research คืออะไร อย่างที่สกว.ทำครั้งนี้จะนำไปสู่การที่เป็น action research คงจะไม่หมายถึงว่าเอาชาวบ้านมาร่วมด้วย แต่หมายถึงว่าชาวบ้านต้องเอางานนี้ไปใช้ make reaction ได้ สิ่งเหล่านี้คือ action research ถามว่าวิจัยเป็นจำนวนมากเอาไปใช้ได้ไหม บางทีเป็น basic research มาจากข้างนอกก็ใช้ไม่ได้ basic research ทำจากคนข้างใน แล้วผลจากคนข้าในรู้จะนำไปใช้ได้ก็เป็น action research อีกทีเหมือนกัน นำไปพัฒนานะครับ ชาวบ้านก็ต้องรู้แล้วว่าความต้องการของตัว คืออะไร จากการเรียนรู้ตรงนี้ เสร็จแล้วก็จะเอานำมาปรับใช้ ผมไปทำงานจากห้าโครงการ ผมก็ได้ข้อมูลไปใส่โต๊ะเท่านั้นเอง ผมไม่ได้ใช้เพราะว่าเพียงแต่เรียนรู้ แต่ชาวบ้านมีส่วนร่วมได้ทันทีเลย เขาเอาไปใช้ได้ และขณะเดียวเขาก็สามารถเอาความรู้นั้นไปต่อรองกับสิ่งที่มาจากนิเวศทางการเมืองได้

ในปัจจุบันนี้มีความจริงอยู่สองอย่างนะครับ ชุดหนึ่งมาจากรัฐในระบบนิเวศทางการเมือง คุณจะเอานักเศรษฐศาสตร์ นักรัฐศาสตร์มาวิจัยทางการเมืองเยอะแยะเลย วางโครงการเข้าไป แล้วคุณอธิบายว่าทำไมคุณทำอย่างนั้น แต่คุณไม่มีความจริงจากท้องถิ่นมาอธิบายว่า สิ่งที่ท้องถิ่นต้องการคืออะไร ไม่มีทางที่จะมาพบกันเลย เป็นการกระทำจากฝ่ายเดียว จากนิเวศทางการเมืองทั้งสิ้น แต่การเคลื่อนไหวนี้เป็นการสร้างความเป็นจริงจากท้องถิ่นให้มาเกิดปฏิสัมพันธ์กันขึ้นมา แล้วไม่ใช่เผชิญหน้านะครับ งานวิจัยที่เราทำเราไม่คิดจะเผชิญหน้า แต่เราต้องการให้เกิดดุลยภาพครับ ก่อนที่ข้างนอกจะมารุกล้ำจะต้องรับความเดือดร้อนของท้องถิ่นก่อน แล้วมาพบกันครึ่งทาง

เพราะฉะนั้นงานวิจัยนี้จะไม่นำไปสู่การถอยหลังเข้าคลองเป็นอนุรักษ์อย่าเดียว แต่เป็นการปรับปรนให้เกิดดุลยภาพ ซึ่งการวิจัยในเมืองไทยขณะนี้มันขาดดุลยภาพครับถึงเกิดความเดือดร้อน ที่จริงแล้วนะครับรัฐนี่นะจำเป็นต้องทุ่มทุนอย่างมหาศาลให้มีงานวิจัยนี้ขึ้นมา เพื่อจะเอาใช้ในการวางแผนนโยบายอะไรต่างๆ ด้วยซ้ำ แต่เสียดายที่ขาดครับ ผมถึงบอกว่า สี่สิบปีที่ผ่านมา ที่เราบอกว่าการวิจัยเศรษฐกิจและสังคมที่จริงแล้ว เป็นเศรษฐกิจการเมืองโดยตรงเลย เพราะไม่เห็นสังคมไม่เห็นคนมาร่วมด้วย แล้วเป็นการพัฒนาแบบ force change คือบังคับให้เปลี่ยน เพราะสิ่งที่นักวิชาการทั้งหลายเสนอให้สภาพัฒน์ฯ ไปคือมาจากข้างนอกทั้งนั้น แต่ถ้าเป็น plan change นี่ไม่ใช่นะครับ plan change ต้องรับรู้เรื่องข้างใน เวลาเรามอง plan change ผลที่ได้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงอาจจะไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ได้ อาจจะได้ยี่สิบสามสิบเปอร์เซ็นต์ก็ได้แต่เพื่อการดำรงอยู่ของคนท้องถิ่น แต่ถ้ามองแบบคอมมิวนิสต์เรียบร้อยครับ force change ต้องไปตามแผนนี้ แผนนี้ บังคับใช้ ที่เราพูด plan change ผิดมาตลอดครับ ไม่ได้เกิดขึ้นจากข้างในเลย เพราะไม่ได้สร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา ผมว่าเป็นมิติใหม่ที่ต้องมาพูดกันนะครับ

แล้วราชภัฏหรือมหาวิทยาลัยที่เป็นสถาบันชาวบ้านจะเป็นตัวที่ช่วยได้ดีทั้งในแง่ของกรอบความรู้ต่างๆ เหล่านี้ครับ รวมทั้งจะเป็นผู้ที่จะอธิบายให้รัฐบาลได้รับรู้ด้วย เช่น เหตุที่เกิดภาคใต้นี่ รัฐบาลไม่มี resource เลยครับ ฟังจากนกเหยี่ยว นกพิราบเท่านั้นเองถามว่ากระทรวงวัฒนธรรมที่จะเกี่ยวข้องอย่างนี้มีไหม ก็ไม่มี มหาวิทยาลัยที่จะให้ข้อมูลกับท้องถิ่นก็ไม่มี หรือไม่ฟัง นี่คือปัญหาอย่างนี้ครับ นอกจากไม่ให้กับรัฐบาลแล้ว ประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังไม่รู้ ก็เลยมองว่าเป็นการแบ่งแยกดินแดน ก็เลยเกิดความรุนแรงอยู่ตลอดไป นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นครับ ขอบคุณครับ

 

ผู้เข้าร่วมฟังการอภิปราย

อาจารย์ครับ ผมเปรียบเทียบความง่ายๆ ในเรื่องของการวิจัยตรงนี้ที่อาจารย์เปรียบเทียบว่าเป็นนกกับหนอน ผมใช้ภาษาอังกฤษสองคำนะครับ คือ want กับ need ซึ่งมันต่างกัน ทีนี้ที่จริงก็คือ นกอาจจะเป็น want อยากจะให้ทำอย่างโน้นทำอย่างนี้ แล้วจริงๆ แล้วคือ need หรือเปล่า ของคนท้องถิ่น ตรงนี้เป็นปัจจัยของการพัฒนาเศรษฐกิจของเรามาตั้งหลายปี ถ้าสมมุติว่าเรามีการวิจัยเสร็จแล้ว เราจะทำอย่างไรที่จะสามารถให้มันลงไปดำเนินการได้ ตรงนี้ควรจะต้องมีขั้นตอน ให้เห็นว่าการดำเนินการตรงนี้ แล้วสิ่งที่เราควรจะต้องมีก็คือมีวิสัยทัศน์ ไม่งั้นก็วิจัยหลายๆ อย่างที่ดีและก็หลายๆ แห่งก็ไม่ได้เอาไปใช้ คนท้องถิ่นก็คอยแล้วคอยอีกจะมาเมื่อไหร่หนอ อันนี้คือปัญหาครับ

 

ศรีศักร วัลลิโภดม

ครับ ปัญหาเดียวกันที่ท่านบอกว่า want กับ need ใช่ไหมครับ want ของเราเป็น need ของเขาหรือเปล่า ทีนี้ปัญหา want หรือเราไม่ใช่ need ของเขาขึ้นมา แล้วทำอย่างไรถึงจะรู้ว่า want ของเรากับ need ของเขามัน compromise กันได้ เพราะที่แล้วมาไม่มีนี่ครับ เราส่งไปเราส่งคนข้านอกไปทั้งนั้นเท่าใช่ไหมครับ จะมีนักเรียนปริญญาเอก ปริญญาโทอะไรก็ตาม ก็คนข้างนอกทั้งนั้นแหละ ถามว่าเวลาที่จะอยู่ในการเก็บข้อมูลพอไหม เพราะข้อมูลที่อยู่ในตัว need ของเขายังจะมีอีกมากเลย

เพราะฉะนั้นสังคมแบบนี้มันไม่สามารถพูดตรงๆ ได้นะครับ ไม่ใช่คุณออกไปปั๊บ คนนี้มีรายได้เท่าไหร่ มีที่นากี่แปลง ปัญหาทางวัฒนธรรมมีนะครับ ผมว่าผมไปพูดกับคนที่รวยในหมู่บ้าน ถามเขาว่าคุณมีนากี่แปลง เขาเริ่มสงสัยผมแล้ว เรื่องอะไรมาถามกูวะ แล้วถามว่า บางทีเขาก็อาจจะบอกว่ามีสิบยี่สิบแปลงก็ได้ ถามว่ากี่ไร่ เขาไม่รู้เรื่องหรอกครับ เพราะจำนวนไร่ต่างกันเลย เขาพูดกันเป็นแปลงๆ แล้วถ้าเขาบอกเขามียี่สิบไร่ แต่เขาเอาไปจำนองไว้ว่าไง เป็นข้อมูลที่ต้องได้ข้อมูลที่มีคุณภาพ ฉะนั้น ผู้ที่เข้าไปทำงานศึกษามีมิติของเวลาครับ การเข้าไปสังเกตการ แล้วไปขลุกอยู่ ไปสัมพันธ์กับชาวบ้าน พวกเราเวลาไปทำงานในท้องถิ่นเรารู้นะครับ ครั้งแรกที่เราเข้าไปนะครับ เขาอาจจะเรียกเราเป็นเจ้านายอะไรก็ได้ เขาไม่ไว้ใจเรานะครับ แต่ต้องอยู่จนระยะหนึ่งที่เราสร้างความสัมพันธ์กับเขา จนกระทั่งเขายอมรับว่า เออ นี่เป็นพี่เป็นน้องนี่นะ เมื่อนั้นเราเข้าไปถึงได้ บางทีเราคาดการผิดว่าคนนี้ดีที่สุดนั้น ไม่ใช่นะครับ

เพราะฉะนั้นมันยากครับ การที่จะรู้ need ของเขา ยาก แล้วในสังคมไทยที่เป็นสังคมที่ top down มาตลอดนะครับ เป็นระบบสมบูรณาญาสิทธิราช ชาวบ้านคิดว่าเขาโง่ เขาก็ยอมรับความโง่ไงครับ แต่ที่จริงไม่ใช่ ถ้าเราไปศึกษาแบบนี้ ความโง่ของเขาไม่ใช่ เขาฉลาด พวกผมนี่ซิโง่เวลาไปเจอกับชาวบ้านแบบนั้น เพราะอะไรรู้ไหมครับ เพราะเราเข้าไปในท้องถิ่น อยู่โดดๆ ตายแน่ แต่เขามีความรู้ในท้องถิ่นอย่างมากมาย อันนี้มันเป็นความปิติจากการเรียนรู้ร่วมกันครับ แล้วอานิสงส์จากการที่นักวิจัยจากข้างนอกเข้าไปข้างใน เราสลายตัวเราเองนะครับ อัตตาเราน้อยนะครับ เป็นการเรียนรู้ถึงความเป็นมนุษย์ ผมคิดว่าการบูรณาการอยู่ตรงนี้ เรามานั่งพร่ำพูดถึงบูรณาการ บูรณาการคืออะไร ตัวเองต้องเลิกอัตตาตัวเองก่อนครับ พอสลายตัวสิ่งที่เป็น interdisciplinary เกิดขึ้นทันทีเลย คุณรู้อย่างนี้ แล้วคนอื่นเขารู้อย่างอื่นแล้วมาเชื่อมโยงกัน ได้ความรู้ มันปิติขึ้นมา เห็นความเป็นมนุษย์ขึ้นมา

ผมถึงว่าเวลานี้มาพูดถึงบูรณาการ บูรณาการคืออะไรก็ไม่รู้ นักวิชาการบูรณาการรู้ทุกทีเลย แล้วก็บูรณาการที่แท้จริง ผมรู้ว่านักวิจัยหลายคนเข้าไป พอเข้าไปอยู่ในชุมชนนั้นเขาไม่รู้ว่าเขาอยู่ในกรอบอะไร ผมเองผมก็ไม่รู้อยู่ในกรอบอะไร ความเป็นนักมานุษยวิทยา นักบ้าๆ บอๆ หมดไปเลยในทันทีที่ไปสัมผัสกับสิ่งเหล่านั้น คือสิ่งที่เป็นความเป็นจริงครับ แต่เมื่อใดที่คิดว่ากูเป็นนักโน่น นักนี่ เดี๋ยวก็ฟัดคนอื่นเขา

แล้วอีกอย่างหนึ่ง บูรณาการอีกระดับหนึ่ง คือระดับให้สังคมได้รับรู้ต้องใช้สื่อใช้เวที อย่างวันนี้เราจะพูดในเชิงบูรณาการ เพราะฉะนั้นผมถึงบอกว่าท่านที่อยู่ในที่นี้มีส่วนที่จะแสดงความคิดเห็นเรียนรู้ร่วมกันจากโจทย์ จากคำตอบที่ให้ครับ แล้วท่านอาจจะมี contribution ในความคิดเห็นของท่าน ให้นักวิจัยท้องถิ่นกลับไปทำงาน งานวันนี้นะครับ นักวิจัยท้องถิ่นที่พูดกันคราวหน้ามาพูดอีกเรียนรู้มากกว่าอีก เพราะท่านเป็นผู้ประเมิน พูดง่ายๆ ท่านมาช่วยสอบวิทยานิพนธ์เขาหน่อยก็แล้วกัน ขอบคุณครับ เชิญครับ

 

ผู้เข้าร่วมฟังการอภิปราย

กราบเรียนท่านวิทยากรที่เคารพ กระผมไม่ได้มาขัดแย้งอย่างใดทั้งสิ้นนะครับ แต่อยากจะมาเสริมและขอขอบคุณที่ได้พูดให้เห็นภาพชัดตรงที่ว่า นกกะหนอนนะครับ อันที่จริงนกกับหนอน ก็ต้องอยู่ร่วมกันอยู่แล้ว อยู่ร่วมอย่างปฏิสัมพันธ์หรือสัมพันธ์ก็อีกเรื่องหนึ่ง ทีนี้อยากเรียนเสริมว่า อันที่จริงนกมองอย่าง bird's eye view ที่ท่านพูดนั้นแน่ชัดไม่ผิดเลย แต่ว่าคำว่า bird's eye view นั้นมันอยู่ในส่วนหนึ่งของ vision นั่นคือวิสัยทัศน์ วิสัยทัศน์นั้นมาจาก three dimension คือกว้างคูณยาวคูณสูงบวกด้วย bird's eye view เมื่อมองอย่าง bird's eye view ก็เห็นภาพกว้างเมื่อมองเห็นอย่างภาพกว้างนั่นคือภาพรวม แต่ว่าหนอนนั้นนะครับมองอย่างพื้นที่ มองอย่างบุคคลในพื้นที่ กระผมคิดว่าถ้าทั้งนกและหนอนนั้นมาร่วมกันแล้วก็หาค่าเฉลี่ยกลาง ก็จะเกิดความสำเร็จสูงสุดเกิดขึ้น มิใช่ว่าจะถืออัตตาว่า ข้าพเจ้าคือนกท่านคือหนอน แต่ว่าเอานกและหนอนมารวมกัน จะทำให้ระบบนิเวศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนิเวศเศรษฐกิจการเมือง หรือว่านิเวศทางวัฒนธรรมนี่อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ผมคิดว่านักวิจัยควรจะมองให้รอบด้านให้รอบตัว อย่ามองว่าอันนี้ข้าพเจ้าเป็นนก อันนี้ท่านเป็นหนอน ถ้ามองอย่างนั้นแล้วความขัดแย้งก็เกิดขึ้นเสมอ เพราะการเปลี่ยนแปลงในโลกนี้ไม่ว่าสิ่งใดทั้งสิ้น เปลี่ยนแปลงไปแล้วความขัดแย้งจะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเราจะหาจุดค่าเฉลี่ยกลางได้ไหมว่า เราจะเอานกกับหนอนมารวมกัน จะทำอย่างไร เรามีกระบวนการอย่างไรบ้าง เรามีกระบวนการความคิดอย่างไรบ้างจะให้เกิดทั้งสัมพันธ์และปฏิสัมพันธ์ต่อกัน อันนี้ก็เกิดสันติสุข แต่ว่าถ้าเรามองอย่างอัตตาว่า ถ้าคิดว่าผมนกท่านหนอน ความขัดแย้งก็ไม่มีวันสิ้นสุด ขอบคุณครับ

 

ศรีศักร วัลลิโภดม

ครับ ขอบคุณครับ ก็คิดตรงกันนี่ครับ ที่แล้วมาเป็นนกอยู่ตลอดเวลานะรัฐบาล ปัญหาอันนี้นะครับวันนี้ผมเห็นด้วยแต่ how จะทำอย่างไรให้มองแบบหนอน ทำอย่างไรให้ vision ไม่ใช่กว้างและยาวอย่างเดียวแต่เป็นลึก ถ้าเอาหนอนมาใช้จะลึกใช่ไหมครับ แต่ทำอย่างไรจะได้ข้อมูลจากหนอนขึ้นมา เพราะฉะนั้น งานที่ สกว. สนับสนุนนี้ไม่ใช่สอนให้พวกชาวบ้านเผชิญหน้ากับรัฐนะครับ แต่เพื่อเอาความเป็นจริงของท้องถิ่นของหนอนมาคุยกับตัวนกว่าเราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร ผมคิดว่าชาวบ้านก็ยังไม่มีอัตตา และก็ยังสร้างอัตตาไม่ได้เพราะว่าเขาถูกกดมาตลอด แต่เมื่อใดก็ตามทำให้เขารู้ตัวขึ้นมาแล้วก็จะไปต่อรองได้ ใช่ไหมครับ แต่ขณะเดียวกันทางฝ่ายรัฐจะต้องเข้าใจถึงสิ่งเหล่านี้ ที่แล้วมาไม่มีสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาเลยแล้วสิ่งที่อันตรายที่สุดที่ผมกล้าเอามาพูดในที่นี้ ผมให้ท่านประเมินงานชาวบ้าน ให้ท่านประเมินด้วยวิจารณญาณของท่าน ผมจะไม่ยอมรับงานวิจารณ์งานของชาวบ้านที่ประเมินโดยนักวิชาการฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ผมถือว่าอาจจะมีอคติ แต่สิ่งเหล่านี้เปิดต่อ public เพื่อให้ได้เรียนรู้ร่วมกันครับ ฉะนั้นความสำเร็จของงานอันนี้ดีหรือไม่ดีอยู่ที่วันนี้ด้วยครับ หลายๆ ฝ่ายมาประเมินครับ ขอบพระคุณครับ ที่พูดมานี้ถูกต้องทุกประการ แต่สิ่งที่เผชิญหน้าเราขณะนี้คือเรื่องความลึกของ vision ใช่ไหมครับ ไม่ใช่เรื่องความกว้างอย่างเดียว จะทำให้ได้มาได้อย่างไร เราก็เริ่มมาจากตรงนี้ ผมว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่เรามาทำความเข้าใจในเรื่อง concept นี้นะครับ แล้วจะเข้าไปอย่างไร เพราะขณะนี้ประเทศชาติเผชิญกับวิกฤตขนาดหนักเลย แล้วถ้ารัฐบาลอาจจะมีชัยชนะในเรื่องการเมือง แต่กำลัง lose the war ครับ lose the war กับประชาชนและธรรมชาติ แล้วการแพ้สงครามครั้งนี้นะ ไม่ใช่รัฐเดือดร้อน เราทุกคนเดือดร้อนครับ ภัยแล้งครั้งนี้นะครับ เป็นยิ่งกว่ามหันตภัยสึนามิอีก คือเราต้องตระหนักนะครับในเรื่องนี้ เราอยู่ในวิกฤตที่น่ากลัวมากเลยครับ ขอบคุณครับ

 

ผู้เข้าร่วมฟังการอภิปราย

ครับสวัสดีครับท่านวิทยากร ท่านอาจารย์ศรีศักร ผมมาในวันนี้ในฐานะหนอนซึ่งหลายคนก็กำลังคุยเรื่องนกกับหนอน ทีนี้ผมเข้าใจว่า นกกับหนอนนั้นสามารถที่จะร่วมได้แต่ว่า ในที่นี้นกอย่าพยายามที่จับกินหนอนนะครับ ซึ่งผมคิดว่าที่มาในวันนี้ก็มีท่านอาจารย์หลายๆ คนที่มาจากสถาบันของมหาวิทยาลัย ผมอยากจะของฝากนิดหนึ่งในฐานะที่เราเป็นชาวบ้าน บางครั้งที่นักศึกษาไปทำวิทยานิพนธ์ในหมู่บ้าน ไปถามตัวผมเองหรือว่าคนที่ว่ามีอายุในหมู่บ้าน แต่ในเมื่อเขาทำเสร็จแล้วไปส่งอาจารย์ ทีนี้เขาไม่ได้ส่งให้ทางหมู่บ้านดูว่า ข้อมูลที่ทำไปนั้นตรงกันไหม นี่คือความผิดพลาด เพราะว่าการที่ทำวิทยานิพนธ์นี้ต้องเผยแพร่ ทางที่ดีนะครับ ผมอยากจะฝากตรงนี้ว่าท่านอาจารย์ทั้งหลายที่จะตรวจแล้วก็ให้ผ่านวิทยานิพนธ์ ผมอยากจะให้ทางมหาวิทยาลัยนั้นส่งข้อมูลให้ชาวบ้านได้รับรู้ว่าการที่เขาเก็บข้อมูลนั้นตรงกันไหมกับความเป็นจริงของชาวบ้านครับ

 

 

การสรุปผลงานวิจัยโดยหัวหน้าโครงการและที่ปรึกษา-การแสดงความคิดเห็นจากที่ประชุม

พฤหัสบดี ๑๗ มีนาคม ๒๕๔๘

 

ศรีศักร วัลลิโภดม

นมัสการพระคุณเจ้า ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ ตรงนี้เป็นช่วงสุดท้ายของรายการสัมมนา เป็นรายการของนกแก่ๆ บนเวทีนะครับ ที่แล้วมาเป็นหนอนกับนกหนุ่มสาว ที่เราเข้ามาร่วมนะครับ เราอยากรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เข้ามาอยู่ในที่ประชุมท่านที่มาร่วมประชุมเป็นประการแรกเลย เพราะว่าพวกเราชักเหนื่อยกับไมโครโฟน สองวันเต็มๆ ท่านไม่ได้ซักถามเท่าไหร่ ตอนนี้เป็นเวทีของท่านนะครับ ขอให้ท่านประเมินงานนกหนอนที่พูดมาในสองวัน ท่านมีความเห็นอย่างไร เพราะผมได้ตั้งใจตั้งแต่แรกแล้วในการทำงานครั้งนี้ ผมไม่รับการประเมินจากคณะกรรมการใดๆ ทั้งสิ้น เพราะผมไม่ชอบในการประเมินแล้วมาตั้งกรรมการในแนวคิดทฤษฎีแล้วมาวิจารณ์เรา ผมคิดว่าผู้มีสิทธิ์ที่จะมาร่วมวิจารณ์งานนี้ได้คือผู้ที่มาร่วมสัมมนามาจากสาขาอื่นๆ

งานครั้งนี้ผมถึงบอกว่า สกว. ค่อนข้างจะเสี่ยงที่ให้ทุนผมมาจัดการในครั้งนี้ เพราะผม anti พวกนักวิชาการทั้งหลาย หน้าที่ของเราขณะนี้จึงเปิดให้ทั้งหนอนทั้งนกทั้งหลายช่วยวิจารณ์ช่วยประเมินว่างานทั้งหลายที่เสนอมาสองวันนี่จะผ่านไหม? มีประโยชน์ไหม? มีข้อบกพร่องอะไรไหม? เชิญเลยครับ ขอบพระคุณครับ เชิญครับ

 

ผู้เข้าร่วมรับฟังการอภิปรายจากแพร่

คงไม่ใช่การประเมินครับ ผมอยากจะเรียนถามว่า เวลาที่เราวิจัยออกไปเพื่อให้คนท้องถิ่นรู้จักตนเองได้ดีที่สุด แล้วทีนี้อยากจะถามว่า แต่ละพื้นที่มีวิธีใดที่จะให้งานที่เราทำจากข้อมูลไปถึงท้องถิ่นอย่างไรบ้าง อย่างที่ดาโต๊ะภูมีบอกว่ามีสองพันห้าร้อยกว่าคน ไม่ทราบว่ารู้งานวิจัยเรื่องนี้สักกี่คน แล้วโดยวิธีไหน เพราะในแง่ของตัวเองมีความคิดว่า การที่เราทำวิจัยน่าจะรู้ไปพร้อมๆ กันทั้งคนทำวิจัยและคนถูกให้ข้อมูลนี้นะครับ ขอบพระคุณครับ

 

ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์

ท่านบอกให้ผมตอบ ผมคิดว่า เดี๋ยวก่อนมีสองอย่างนะครับ ท่านคิดว่า หนึ่งให้รู้พร้อมๆ กันหรือรู้แต่รู้ทีหลัง ประการแรกเราต้องกลับไปนึกที่หมอภักดี (สืบนุการณ์) พูดบอกว่า จะทำเป็นหนังสือเด็ก จะทำเป็นหนังสือเรียน ให้แก้ไขปรับปรุงการปฏิบัติงานของโรงพยาบาลนะครับ โรงพยาบาลที่ด่านซ้าย แล้วก็สอนให้นักเรียนทำเป็นหนังสือให้กับเด็ก ในการมีปัญหาเรื่องผีกับพระและปัญหาเรื่องพระธาตุ ก็ได้นำเรื่องนี้ พูดคุยกับทั้งฝ่ายรัฐและฝ่ายชาวบ้านก็ได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน ทีนี้ถ้าเผื่อถามคำถามที่ว่าเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน ก็มีสองอย่างด้วยกันนะครับ แล้วแต่ละที่ ผมคิดว่าสุดแท้แต่สภาพของแต่ละที่นั้นเป็นอย่างไร เรื่องอะไรสำคัญกว่า ผมคิดว่าแต่ละที่ต่างกัน

๑. วัตถุประสงค์การทำวิจัยนี้เพื่อจะให้ชาวบ้านในท้องที่นั้นรู้จักท้องที่ของตัวเองก็มี ผู้ที่มาทำวิจัยส่วนมากมักเป็นผู้ใหญ่ในท้องที่ คือเป็นพระสงฆ์บ้าง เป็นครูบาอาจารย์บ้าง เป็นผู้ที่มีอาวุโสบ้างในท้องถิ่น การที่ท่านเหล่านี้ออกไปทำงานวิจัย ไปถามข้อมูลจากคนต่างๆ ในเรื่องต่างๆ ผมว่าในการที่รู้จักพูดจากัน หรือโต้ตอบกันนี้ ย่อมจะมีสิ่งได้เรียนรู้โต้ตอบกันอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว นี่เป็นอันหนึ่งนะครับ

๒. ถ้ามีเหตุการณ์อะไรอย่างที่ผมพูดไปเมื่อกี้นี้ เกี่ยวข้องกับเรื่องพระธาตุศรีสองรัก เป็นต้น หรือว่าปัตตานี เป็นต้น ข้อมูลที่ได้จากการศึกษานี้จะออกมาเป็นประโยชน์ในการที่จะต่อรองกับรัฐ หรือทำความเข้าใจซึ่งกันและกันต่อคนในพื้นที่และกับคนนอกพื้นที่ด้วยนะครับ ผมขอพูดแค่นี้ก่อนก็แล้วกัน ขอบคุณนะครับ


ศรีศักร วัลลิโภดม

ไม่ทราบว่าที่ท่านอาจารย์อคินพูดมากระจ่างไหม เข้าใจแล้วใช่ไหมครับ คือที่ท่านพูดมานี้หมายถึง กระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน ทั้งพระสงฆ์องค์เจ้าและผู้ที่อยู่ในท้องถิ่น และผู้ที่สัมพันธ์กับคนในท้องถิ่น เก็บข้อมูลในท้องถิ่น แล้วมาสร้างเป็นองค์ความรู้อย่างมีระบบ ให้เกิดความเข้าใจนะครับ ที่ท่านอาจารย์อคินบอกว่าผู้ที่ทำงานวิจัยก็จะเผยแพร่ความรู้นั้นส่งมาให้เป็นเรื่องเด็กเพื่อให้ง่ายเข้านะครับ ความรู้นี้ถ้าได้มีโอกาสมาขึ้นเวทีอย่างนี้ก็จะทำให้สื่อไปยังท้องถิ่นอื่นๆ เป็นการแลกเปลี่ยนกัน ทำให้เห็นความหลากหลายของวัฒนธรรมใช่ไหมครับ ท้องถิ่นที่อยู่ทางเวียงป่าเป้า ที่อยู่ทางแม่สรวย ที่อยู่ทางปัตตานี ต่างถิ่น ต่างกลุ่ม ต่างวัฒนธรรม ได้มาแลกเปลี่ยนกัน เราถึงได้รู้ว่าดินแดนในประเทศไทยมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมหลายกลุ่ม การเรียนรู้วัฒนธรรมร่วมกันนี้คือการอยู่ร่วมกันที่ไม่มีอคติ นี่คือเป้าหมายร่วมกันในสิ่งเหล่านี้

เวทีนี้เอาหนอนมาพบกันนะครับ โดยที่นกเป็นตัวอยู่ข้างหลัง คือข้อมูลที่แล้วๆ มานี้ไปจากนกทั้งนั้นเลยใช่ไหม การพัฒนาแต่ละครั้งก็ไปจากนกทั้งสิ้น จะมีการกล่าวหาว่า นกตัวนั้น นกตัวนี้ ถ้ารัฐไม่ยอมรับก็หาว่าเป็นมือที่สามปลอมข้อมูลมา แต่คราวนี้เอาตัวหนอนมาเลย ก็เลยเกิดสิ่งนี้ขึ้นมา ขอบคุณครับ จะมีใครแสดงความคิดเห็นไหมครับ เชิญครับ

 

ผู้เข้าร่วมฟังการอภิปราย

เรียนท่านผู้ดำเนินการที่เคารพ ข้อแรกก็คือว่าอยากจะเสริมพูดผู้มาเป็นวิทยากรท่านสุดท้ายนิดเดียว ทำไมน้ำที่มาถึงปลายแหลม น้ำที่คลองดาโต๊ะนั้นถึงจืด จะเรียนเพิ่มเติมเสริมนิดเดียวตรงที่ว่า ตรงนั้นเป็นทราย ทรายที่ยื่นออกไปนั้นเกิดจากการที่ทำให้น้ำพัดทรายขึ้นไปทำให้เป็นสันดอนทรายทั้งสองข้าง มีอ่าวไทยอยู่ทางด้านขวา อ่าวปัตตานีอยู่ทางด้านซ้าย ทรายนี่เป็นตัวกรองเกลือ เมื่อกรองเกลือ ระดับน้ำใต้ดินตรงนั้นจึงจืดสนิท โดยเฉพาะที่เป็นเช่นนี้อยู่ได้ก็เพราะตั้งอยู่บนสันดอนทราย น้ำที่บริเวณแหลมที่ยื่นออกมาของหมู่บ้านดาโต๊ะนั้นขุดลงไปแล้วก็เป็นน้ำจืดสนิท

อีกนิดหนึ่งก็คือว่า กระผมฟังมาสองวันเต็มไม่ได้ออกไปไหนนอกจากกินข้าว แล้วก็เข้าห้องน้ำก็ได้รับความรู้จากท่านวิทยากร ผลัดหน้ากันมาบรรยาย ก็ขอขอบคุณ อยากจะเรียนอีกนิดหนึ่งตรงที่ว่า ปัญหาเกิดขึ้นที่ตรงการเปลี่ยนแปลง มีทั้งบวกและลบ ถ้าเราพูดถึงเชิงบวก ก็เป็นคุณ ถ้าพูดในเชิงลบก็เป็นอันตราย ที่อยากจะหาจุดค่าเฉลี่ยกลางว่า เราพูดอย่างไร หรือนำเสนออย่างไรจึงจะเป็นคุณ หรือว่าเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม อันนี้ผมก็คิดว่า การร่วมมาประชุมสัมมนานี้เราเอาแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์มาปรับปรุงแก้ไขสิ่งที่เป็นประโยชน์ก็จะดีขึ้น อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงก็จะมีผลตกกระทบต่อท้องถิ่น ตัวท้องถิ่นก็จะมีผลกระทบโดยตรงทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ สิ่งใดที่เป็นผลตกกระทบทางเชิงลบก็ขอให้คิดดูว่าเราจะทำการปรับปรุงอย่างไร ถ้าสิ่งไหนเป็นบวกเราคิดว่าทำอย่างไรจึงจะให้เป็นบวกมากขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อทั้งท้องถิ่นและบ้านเมืองของเรา ผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ การสัมมนาที่ท่านได้จัดมาในคราวนี้ขอชมเชยเป็นการส่วนตัวว่าจัดได้ดีและก็ขอให้จัดอีกหลายๆ ครั้ง ขอบคุณครับ

 

ปรานี วงษ์เทศ

ขอบพระคุณสำหรับคำถามนะคะ คือ ถ้าจะถามว่าเราจะเสนองานออกไปอย่างไรให้เป็นผลประโยชน์ต่อส่วนรวมของประเทศนะคะ คือเรามักจะอ้างผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศเสมอ แล้วรัฐบาลเป็นร้อยปีมาแล้วมักจะอ้างถึงประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ โดยที่ถ้าเป็นประโยชน์ส่วนรวมของประเทศตามที่รัฐอ้างถึงทำได้จริงๆ จะไม่มีเหตุการณ์อย่างที่เราพบในชายแดนต่างๆ หรืองานวิจัยอีกมากมายยิ่งกว่านี้ หากว่าเราจะหาสิ่งที่เป็นกลาง จะเกิดขึ้นได้เมื่อสังคมเรามีความเข้าใจกันก่อนและมีความยุติธรรมจริง เราจึงเฉลี่ยประโยชน์ให้ร่วมๆ กันได้

แต่ที่แล้วมา ผลจากการศึกษาวิจัย สังคมไม่ได้เป็นอย่างนั้น สังคมจำนวนมากถูกทอดทิ้ง แล้วก็เราไม่ได้เข้าใจเขาเลย เพราะฉะนั้นถ้าจะให้เกิดผลประโยชน์ร่วม เราต้องให้เขาไม่มีผลประโยชน์เลยก่อน ที่เสียผลประโยชน์ก่อนแล้วจึงกระจายให้กับคนที่มี แล้วก็ลดลงมาบ้าง คือเป็นความเห็นส่วนตัว ไม่ได้เป็นของทีมงานวิจัย แต่คิดว่าเราอ้างผลประโยชน์ส่วนรวมมามาก และทุกวันนี้รัฐบาลก็ยังอ้างผลประโยชน์ส่วนรวมในการที่ใช้กำลังลงไปในภาคใต้ หรือวิธีการที่จะพัฒนาในทางเศรษฐกิจอย่างเดียวก็เพื่อส่วนรวมจะขจัดคนจนออกไปทั้งประเทศ รัฐคิดว่าทุกคนในโลกต้องการความร่ำรวยแต่ไม่ได้คิดว่ามีคนบางกลุ่มที่เขามีศรัทธา แล้วเขาไม่ได้อยากจะร่ำรวย ไม่ได้เป็นเป้าหมายในชีวิตของเขา อย่างเช่นกลุ่มคนมุสลิมบางกลุ่มนะคะ มุสลิมบางกลุ่มก็ต้องการความร่ำรวย แต่ไม่ได้เป็นแบบนี้ทั้งหมด แตกต่างหลากหลายมาก แล้วก็การที่จะเปิดโอกาสให้คนที่ประสบปัญหาได้มาพูด อันนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ต้องทำความเข้าใจก่อนที่จะไปคิดว่าเราจะไปแก้อะไรนะคะ หรือว่าจะทำอย่างไรให้เกิดความเท่าเทียมกัน แต่ต้องฟังเขาก่อน

อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นคำถามแรกว่า เราจะเอาผลงานนี้ไปสานต่อทำประโยชน์อย่างไรนี้ มีอยู่ในจุดมุ่งหมายแล้วของทุกโครงการนะคะ ถ้าเผื่อว่าได้อ่านโครงการแรกของอาจารย์ศรีศักรเขียน แต่ละกลุ่มห้าโครงการนี้ แต่ละกลุ่มมีจุดและเป้าหมายในโครงการแตกต่างกัน บางกลุ่มต้องการเอาไปสร้างพิพิธภัณฑ์ บางกลุ่มต้องการทำบทเรียนให้สำหรับเด็ก บางกลุ่มต้องการองค์ความรู้พื้นฐานให้กับชุมชนที่กำลังอ่อนล้าทางด้านสติปัญญา เพราะฉะนั้น ก็คงไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะตอบหรือว่าควรจะทำอะไรที่ดี ชุมชนต่างหากที่จะตัดสินใจได้ว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดที่เขาจะทำได้ ก็ขอแสดงความเห็นไว้แค่นี้ค่ะ

 

ศรีศักร วัลลิโภดม

คือที่แสดงความเห็นมานี้เป็นความคิดที่ดี ที่ท่านพูดมานี้นะครับ ว่าทำยังไงจะให้เป็นประโยชน์ แล้วตรงกับเจตนารมณ์ของคณะผู้ทำการวิจัยนี้และสกว.ด้วยนะครับ คือทำอย่างไรถึงจะแพร่ความจริงในระดับท้องถิ่นให้คนอื่นๆ ที่อยู่ข้างนอกโดยเฉพาะท้องถิ่นได้รับรู้ เพื่อจะเอาความจริงอันนั้นมาปรับใช้ในการพัฒนาประเทศนะครับ ทำไมเราถึงบอกวิจัยนี้เป็นวิจัยของตัวหนอน เพราะที่แล้วมาเป็นนกทั้งนั้น ยกตัวอย่าง อย่างที่เมื่อกี้อาจารย์ปรานีพูดถึงภาคใต้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ภาคใต้ขึ้นมา ถามว่ารัฐบาลมีใครบอกความจริงเรื่องนี้ไหม ว่าปัญหาทางวัฒนธรรมของภาคใต้คืออะไร ไม่มีนะครับ รัฐฟังจากเสียงพิราบหรือเหยี่ยวเท่านั้น นกทั้งพิราบหรือเหยี่ยวก็เป็นนกเหมือนกัน ถามว่าหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องจริงๆ ที่จะให้ความรู้กับรัฐบาลคือกระทรวงวัฒนธรรมครับ แล้วในที่นี้ไม่มีกระทรวงวัฒนธรรมสักคนหนึ่ง งานทางวัฒนธรรมไม่ใช่บ้าทางศิลปวัฒนธรรม ดูแลงานสงกรานต์นะครับ แห่เทียนเข้าพรรษา ไม่นะครับ วัฒนธรรมต้องเอาวัฒนธรรมของคนในชาติทั้งระดับหลวง ระดับราษฎร์นี่มาแจ้งให้รัฐบาลรู้ว่า นี่วิถีชีวิตของคนในภาคใต้เป็นอย่างนี้ กระทรวงวัฒนธรรมไม่เคยทำหน้าที่นั้นเลยนะครับ แล้วก็ไม่เคยมาเกี่ยวข้องเลย

ถามว่า แล้วใครจะทำหน้าที่อันนั้นล่ะ? เราก็เห็นอยู่ขณะนี้สิ่งที่ สกว. คือพยายามเชื่อมโยงให้การศึกษาสถาบันหลายแห่งทำหน้าที่นี้นะครับ อย่างสถาบันราชภัฎฯ จะเป็นสถาบันที่สำคัญที่จะรับรู้เรื่องราวของวัฒนธรรมท้องถิ่นเหล่านั้น แล้วก็ไปเสนอให้ฝ่ายบริหารทราบ นั่นคือสิ่งที่เราพยายามจะทำ แต่ที่แล้วมานี่การนำข้อมูลทางวัฒนธรรมของสถาบันการศึกษานั้นมักจะทำโดยพวกนก ใช้อาจารย์จากที่ไปเรียนปริญญาเอก ปริญญาโทมา เอ้า ไปเก็บข้อมูลไป แต่ก็ยังเป็นนกอยู่ แล้วแถมความรู้ของนกนั้น รัฐบาลก็ไม่ฟังอีก ห่างไกลไปเลยใช่ไหมครับ ตรงนี้ครับคือปัญหา เพราะรัฐเองก็ไม่เคยได้รับรู้ข้อมูลของท้องถิ่น ของวัฒนธรรมที่หลากหลายโดยตรง แต่เวลามีเรื่องปั๊บ ก็เอาข้อมูลจากที่ไหนก็ไม่รู้จึงเกิดปัญหาขึ้นมา

และที่สำคัญก็คือว่า เวลาวางแผนงานของรัฐบาลก็เหมือนกับ bird's eye view อย่างที่ผู้นำเสนอบอกว่าเอาแผนที่มากาง แล้วก็มาขีดเส้นว่าตรงนี้เป็นโรงงานอุตสาหกรรม ตรงนี้เป็นเขื่อนกั้นน้ำ ตรงนี้เป็นอย่างโน้น อย่างนี้ แต่ไม่เคยเห็นหมู่บ้านหรือชุมชนที่อยู่ตรงนั้นเลย ถึงได้เกิดปัญหาขึ้นมานะครับ แต่ที่เราทำกันนี้เพื่อที่จะนำความรู้ของหนอนจริงๆ ออกไป แล้วก็การสื่อนี้ไม่ใช่สื่อให้รัฐอย่างเดียวนะครับ เจตนารมณ์ของ สกว.คือสื่อให้รัฐได้รับรู้ด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่งคือ สื่อให้สังคมทุกแห่งในบ้านเมืองไทยได้รับรู้ ได้แลกเปลี่ยนกัน ได้ตระหนักว่าเมืองไทยนี่ไม่ได้มีวัฒนธรรมเหมือนกันหรอก ไม่ได้เป็นเอกลักษณ์อย่างที่คิด ในท้องถิ่นเป็นพหุลักษณ์ครับ แล้วความเป็นชาตินี่ไม่ได้เป็นเอกลักษณ์มาจากข้างบน มาจากความหลากหลายของพหุลักษณ์นี้ มายุติให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวหรือมาบูรณาการกัน

สังคมไทยขณะนี้เพ่งอยู่สองภูมิเท่านั้น อย่างที่ผมพูดเสมอว่า ชาติภูมิกับโลกภูมิ คือ ชา-ติ-ภูมิ คำว่าเป็นไทย ทุกคนในแผ่นดินกรีดเลือดมาเป็นคนไทยหมดเลย เป็นผลผลิตจากประวัติศาสตร์ชาตินิยมจากสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เรื่อยมา เอาชื่อของชาติพันธุ์หนึ่งมาเป็นชื่อของชาติ กลายเป็นเชื้อชาตินิยมไป แล้วขณะนี้ชาติภูมินี่กำลังขานรับโลกภูมิในกรอบของ globalization ทำร้ายคนที่อยู่ในมาตุภูมิท้องถิ่นต่างๆ ที่อยู่ในบ้านเกิดของเขา

สัมมนาสองวันที่ผ่านมานี้ เราเห็นชัดเลยว่าจากนักวิจัยที่รายงานมานี่ ผมเห็นชัดว่ามีระบบนิเวศสองอย่างที่ปะทะกัน นิเวศแรกมาจากรัฐ มาจากโลกคือนิเวศเศรษฐกิจและการเมืองที่เข้ามาในการสร้างเขื่อน สร้างอะไรต่างๆ เหล่านี้ กับนิเวศวัฒนธรรมที่เป็นเรื่องของท้องถิ่น เหตุการณ์ขัดแย้ง เห็นชัดเลย react ออกมาในนิเวศวัฒนธรรมที่เกิดความเดือดร้อน เพราะว่าผลจากการเมืองและเศรษฐกิจที่ลงมา ปัญหาว่าถ้าไม่เกิดทำความเข้าใจนะครับ เมืองไทยพัง เพราะว่าเราจะเป็นเหยื่อ globalization คือโลกาภิวัตน์ เพราะมีอำนาจมากเลยเหนือนิพพาน

ชาติภูมิลงมาสู่มาตุภูมิ แล้วการจะต่อต้านโลกาภิวัตน์นะครับไม่มีทางอื่นนอกจาก localization คือการท้องถิ่นต้องวัฒนาออกไป ท้องถิ่นจะวัฒนาออกไปนั้น ไม่ใช่พัฒนานะครับ ไม่ใช่พัฒนาจากข้างใน ต้องข้างในต้องมีพลัง เพราะฉะนั้นการท้องถิ่นจะวัฒนาได้นี่ คนในท้องถิ่นต้องรู้จักตัวเอง รู้จักความเป็นมาของตัวเอง รู้จักความเป็นมนุษย์ที่อยู่เป็นกลุ่มก้อนของตัวเองนะครับ เพราะฉะนั้นเมื่องานวิจัยครั้งนี้คนท้องถิ่นต้องรู้จักตัวเองก่อน รู้จักในท้องถิ่นตัวเองก่อน ที่นักวิจัยพูดว่าจะไปสร้างหลักสูตรท้องถิ่นต่างๆ นี้ เพื่อที่จะให้คนท้องถิ่นได้รับรู้ แล้วความรับรู้นั้นนะครับ รู้จักตัวเอง แล้วก็เอาความรู้นั้นไปให้เพื่อนบ้านได้รู้จัก แล้วจะอยู่ได้ด้วยก็หมายไม่ใช่รู้จักแต่ชุมชนหมู่บ้านตนเองเท่านั้น ต้องรู้จักเพื่อนบ้านด้วย เพื่อนบ้านในที่นี้หมายถึงคนในถิ่นอื่นด้วยจึงจะอยู่รอด แล้วก็ต้องรู้จักโลก กระบวนการแบบนี้นะครับคือจุดเริ่มต้นของ localization คือการทำให้ท้องถิ่นมีวัฒนา มีพลังนะครับ

กระบวนการท้องถิ่นวัฒนานี่ บางทีจะถูกท้วงติงโดยนักอะไรต่างๆ ซึ่งมักจะกล่าวหาเป็นประจำว่าจะถอยหลังเข้าคลองหรือ เพราะตีความคำว่า localization พลาด พลาดหมายถึงว่าเป็นการอนุรักษ์หรือให้มีชีวิตอยู่แบบเก่า อยู่บนเรือกอและอยู่หรือ? ผมว่าไม่ใช่ครับ กระบวนการ localization ในท้องถิ่นนี่คือการปรับปรน เมื่อท้องถิ่นมีสติปัญญาเข้าใจตัวเองก็มาดูว่าอะไรที่ตัวล้าหลังไม่เหมาะสมก็เลิก และอะไรที่ใหม่เข้ามาทางโลกาภิวัตน์และเหมาะสมก็รับเข้ามา กระบวนการนี้จึงเรียก localization ไม่ใช่ถอยหลังเข้าคลอง

ถ้าหากโครงการของรัฐที่เข้ามาในรูปของนิเวศทางการเมืองและวัฒนธรรมที่เข้ามานี้ กระบวนการท้องถิ่นต้องขานรับครับ ไม่ใช่ปฏิเสธ แต่ว่าต้องมาต่อรองว่าอะไรที่รับได้หรือไม่ได้ เพื่อที่ตัวเองจะได้ยืนอยู่ได้ งานนี้ก็คือการปรับตัวเองเข้าสู่กระบวนการที่เรียกว่า modernization คือทำให้ทันสมัยขึ้นมา ไม่ล้าหลัง ก็ต้องปรับเข้ามาเพื่อที่จะดำรงอยู่ ถามว่าในบรรดาประเทศอื่นๆ ทั่วโลกขณะนี้ มองในเพื่อนบ้านอื่นๆ มีกระบวน modernization ทั้งนั้น เมืองไทยไม่มี เพราะอะไรรู้ไหม เพราะประเทศอื่นๆ เขารู้จักท้องถิ่นของตัวเอง เขาสามารถต้านได้ แต่เราไม่รู้จักตัวเอง ความรู้ไม่ได้สร้างไว้จะไปต้านได้อย่างไร

อันนี้ผมก็ปรามๆ ไปถึงปฏิรูปการศึกษา ถามว่าปฏิรูปการศึกษานี่ใช้ได้หรือเปล่า มีแต่รูปแบบนะครับ ถามว่าข้อมูลความรู้ท้องถิ่นในการปฏิรูปการศึกษาสร้างได้ไหม ก็ไม่ได้ ไม่เคยปรากฏมีเลย อยู่ในรูปแบบเท่านั้นเอง การปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้นะครับ ทำความเครียดให้แก่ครูท้องถิ่นไปตลอดเลย เพราะประเมินทั้งปี ไม่ต้องทำอะไร ไม่มีอิสระอะไรเลยนะครับ ทำให้เกิดความเครียด ไม่ได้ปลดปล่อยให้ครูได้มีอิสระเลย หรือทำอะไรให้มีความหมายขึ้นมา แล้วเมื่อกระทรวงวัฒนธรรมไม่ทำ ผมคิดว่า เรามาทำในภาคของสังคม แต่มีเจตนารมณ์ที่ไม่ได้ไปต่อต้านรัฐบาลนะครับ เพียงแต่เพิ่มพลังให้ท้องถิ่น มีการต่อรองและทำความเข้าใจกัน เวลานี้ไม่มีเวลาที่จะทะเลาะกันนะครับ ระหว่างรัฐกับประชาชน เป็นเวลาที่จะมีอันตรายเกิดขึ้นทุกขณะนะครับ ถ้าไม่ช่วยกันอยู่ไม่รอดหรอกครับ

ท่านเห็นไหมว่าปรากฏการณ์ในเมืองไทยดาวน์ลงทุกทีเลยใช่ไหม ตั้งแต่ไข้หวัดนก เรื่อยมาถึงสึนามิ จนมาถึงขณะนี้เป็นภัยแล้งซึ่งสิ่งที่เป็นอันตรายที่สุดในขณะนี้ จะเห็นว่าภัยแล้งตามท้องถิ่นต่างๆ นี่อันตรายมากครับ ราษฎรจะฆ่ากันนะครับเรื่องการแย่งน้ำ เป็นเรื่องใหญ่นะครับ เจตนารมณ์ที่เราทำครั้งนี้ ที่เราช่วยกันนี้ ที่ท่านมานี้ เราดีใจครับที่เราช่วยกันทำ ถ้ารัฐทำไม่เหมาะสมเราก็ไม่ว่าอะไรเขา แต่ว่าเราต้องทำเพื่อสร้างความเข้าใจ การวิจัยนี้ไม่ได้ทำเพื่อต่อต้านกับรัฐ แต่พยายามจะสร้างความรู้ชุดหนึ่งให้ไปต่อรองในลักษณะที่ปรับดุลยภาพ ถ้าปล่อยให้ระบบทางการเมืองและทางเศรษฐกิจลงไปทางฝ่ายเดียวไม่มีดุลยภาพครับ จะดุลยภาพได้ต้องท้องถิ่นกับรัฐต้องสัมพันธ์กัน ต้องปรับปรนซึ่งกันและกัน ประนีประนอมซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นเวลานี้ที่รัฐมองหรือใครมอง ทำกับสังคมท้องถิ่นเหมือนกับขาวกับดำ เห็นไหมครับ พอพูดถึงท้องถิ่นนี่ ต้องทำอย่างนี้นะ เพราะเพื่อส่วนรวม มองแบบขาว-ดำเลย แต่ผมว่าท้องถิ่นไม่มีทางรีแอ๊ดสู้กับขาว-ดำ ท้องถิ่นทุกแห่ง การเคลื่อนไหวทุกแห่งสีเทาๆ นะครับ เพื่อจะอยู่ได้ ไม่ใช่เอาขาวดำมาพูดกัน เพราะเวลามาพูดกัน มาทะเลาะกันนี่ หลายฝ่ายพยามยามว่าขาว-ดำ ที่จริงไม่ใช่ สังคมไทยนี่เป็นสังคมที่คอมเมอร์มายมาตลอด เพราะฉะนั้นต้องมาประนีประนอมกันครับ ไม่ใช่ต้องมาตัดว่ากดขี่เลย ผมว่าอันนี้จะหยุดอยู่ได้ ผมว่าเรามามองให้เกิดประนีประนอมกัน ต่อรองกันนะครับ จะได้สบายใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย

ขอบคุณที่ติงมาอันนี้นะครับ เพราะผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ประเดี๋ยวจะหว่าเวลามาทำเรื่องอันนี้ คนไม่เข้าใจคิดว่าเผชิญหน้ากับรัฐ ยุยงให้เผชิญหน้ากับรัฐ แต่สิ่งที่นักวิจัยมาพูดนี่ เขาพูดถึงความเดือดร้อน ยกตัวอย่างเช่น ชลประทานหลวง ชลประทานราษฎร์ เป็นต้น ใช่ไหมครับ ต้องเอาความเดือดร้อนนั้นมาตีแผ่ อย่างที่อ่าวปัตตานีนั้นเป็นตัวอย่าง เพราะเขาเดือดร้อนจริงๆ จากเรือกอแระซึ่งเรารู้ว่าจับปลาได้ นี่เป็นประสบการณ์ของผมเลย ขอท้าวความอีกทีหนึ่ง เล่าความจริงเพื่อเสริมอันนี้ นี่เป็นเรื่องของนกนะ ครั้งหนึ่งผมกับอาจารย์ปรานีได้ลงไปที่อ่าวปัตตานี ปะนาเระ สุจิตต์ก็ไป นะครับ วันนั้นคนมุสลิมตั้งแต่เขตปะนาเระออกันอยู่ชายฝั่งทะเล แล้วก็ชี้ให้ดูขบวนเรืออวนลาก เรืออวนลากไปจากกรมประมงหนึ่งลำ นายทุนจากปัตตานีอีกสิบเอ็ดลำร่วมกัน ล่าหอยลายชายฝั่งทะเลนะครับ เรือยนต์ลำหนึ่งนะครับลากหอยลายหกสิบตันต่อหนึ่งลำ แล้วถามว่าเรือกอและจับปลาได้เท่าไหร่ เรือกอเราะลำหนึ่งวันที่ผมสัมภาษณ์นั้นจับปลาได้สิบสองกิโลต่อวันเป็นปลาเบญจพรรณ คนมุสลิมแถวนั้นร้องแร่แหกกะเฌอเลย เพราะสภาพที่ผมเห็นจากปะนาเระยังเป็นกระท่อมใบจากอยู่ ยังเป็นธรรมชาติ แต่เขามีความสุข เขาไม่ว่าจะล้าหลัง แต่เขาก็มีความสุข นี่แหละครับคือเหตุการณ์ที่เขาเดือดร้อน

ปรากฏว่าหลังจากนั้นแล้วนะครับ เรื่องของความขัดแย้งออกสู่เวทีประชาชน อาจารย์เจิมศักดิ์ไปจัดรายการออกสู่เวทีประชาชน ก็เอาอธิบดีกรมประมงอย่าให้เอ่ยชื่อ มาเผชิญหน้ากับผู้อาวุโสของมุสลิม อธิบดีกรมประมงเขาบอกว่าเขามีสิทธิ์เพราะชายฝั่งทะเลนั้นอยู่ในกฎหมาย เห็นไหมครับใช้กฎหมายแล้ว เขามีสิทธิที่จะลากหอยลาย ทันทีเลยผู้อาวุโสมุสลิมบอกว่า คุณไปดูใต้ทะเลซิ แต่ก่อนนี้พรุนไปด้วยรังปลาแบบพวกปากมูลน่ะ ถูกลากให้เป็นสนามกอฟล์ไปหมดเลย เท่านั้นอธิบดีท่านนั้นกลับคำทันทีถ้าเช่นนี้เราจับมือกัน ขายผ้าเอาหน้ารอดไปวันๆ หนึ่ง หลังจากนั้นมีอะไรขึ้นมา ก็ไม่มีอะไรขึ้นมา หลังจากนั้นเป็นต้นมา ปรากฏเหตุการณ์ขึ้นมา ในไม่ช้าพื้นที่ชายทะเลตั้งแต่ปากพนังขึ้นมาจนถึงนราธิวาสกลายเป็นแหล่งเรืออวนรุนเรืออวนลากทั้งนั้น ที่ตามมาคือนากุ้ง ทำลายฉิบหายวายป่วงหมดเลยทั้งชายฝั่งทะเล ไม่เพียงแต่ทั้งสามจังหวัดในภาคใต้ การเปลี่ยนแปลงหมด

ผมกลับไปที่ปะนาเระอีกทีหนึ่งหลังจากไปกับปรานีแล้ว สี่ปี ปะนาเระสกปรกหมด เพราะคนมุสลิมต้องจับเรือกอและเพิ่มจากสิบสองกิโลเป็นยี่สิบสามสิบกิโลต่อวัน ต้องเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นมา แล้วปรับตัวไม่ได้สกปรกหมดเลย แล้วชายทะเลเต็มไปด้วยนากุ้ง นาอะไรต่างๆ มากมาย เปลี่ยนหมดเลยครับ การขัดแย้งเกิดขึ้นทุกแห่ง ถามว่าอันนั้นคืออะไร อันนี้ใช่ไหมครับคือสาเหตุที่ เราพัฒนาประเทศโดยไม่เข้าใจ นี่ เป็นความจริง นี่เห็นด้วยตา และผมสามารถพูดได้ ผมเคยพูดตั้งหลายครั้งแล้วนะครับ ที่มหาวิทยาลัยปัตตานี ตอนนั้นพระพี่นางฯ เสด็จ ผมพูดต่อหน้าผู้ว่าราชการจังหวัดว่า เหตุการณ์นี้เป็นการแย่งทรัพยากร แต่ปรากฏไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยนะครับ นี่คือความเป็นจริงครับ

แต่ว่าเวลานี้บ้านเมืองกำลังจะพังครับ สาเหตุที่เกิดในภาคใต้ซับซ้อนเหลือเกิน หนึ่งในสาเหตุที่ทำร้ายคนที่เป็นประชาชนส่วนใหญ่ ที่ไม่เคยคิดแยกดินแดนนี่ในที่นี้คือการแย่งทรัพยากร เราต้องจัดใหม่ครับ เราต้องทำความเข้าใจตรงนี้นะครับ ครับขอบคุณครับ อันนี้เป็นเสียงของพวกนก อาจจะผิดก็ได้นะครับ

 

ศีราพร บัวสาย

ดิฉัน ศีราพร บัวสาย ค่ะ จากสกว. นกเหมือนกันนะคะ ผู้จัดการนก ที่จริงมีสองประเด็นนะคะ หนึ่ง ที่อยากเรียนต่อที่ประชุมทั้งหมดด้วย งานประเภทการสร้างความรู้จากท้องถิ่นนี่มีอยู่หลายส่วนนะคะ ในส่วนที่ สกว.ทำอีกอย่างหนึ่งไม่ทราบว่า ใครได้เรียนข้อมูลไปแล้ว วันที่ ๒๕-๒๗ เมษายน จะมีการจัดประชุมประวัติศาสตร์ท้องถิ่นซึ่งเป็นชุดโครงการที่ใหญ่มาก มีการทำโครงการวิจัยในนั้นมีสามสิบกว่าโครงการนะคะ แล้วเป็นการทำงานร่วมระหว่างนักวิชาการกับชาวบ้านที่อยู่ในท้องถิ่น ในบางภาคชาวบ้านจะเป็นแกนหลัก แต่บางภาคนักวิชาการเป็นแกนหลัก ขึ้นกับว่าเงื่อนไขการทำงานเป็นอย่างไร ถ้าท่านใดสนใจก็ประชุมที่ศูนย์วัฒนธรรม วันที่ ๒๕-๒๗ ไม่เก็บค่าลงทะเบียนนะคะ

งานนั้นก็จะเป็นคล้ายๆ ที่อาจารย์ศรีศักรว่า เป็นเรื่องของการ เราได้เห็นข้อมูลมากขึ้นของคนพื้นที่ว่าเขาเป็นอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น ภาคกลางมีการศึกษาโดยกลุ่มกะเหรี่ยงเอง ผู้ศึกษาเป็นกะเหรี่ยงที่สวนผึ้งอะไรอย่างนี้เป็นต้น เพื่อจะบอกว่าตัวเขาเป็นอะไร เขาอยู่มาตั้งแต่สมัยไหน แล้วก็การเปลี่ยนแปลงที่เข้ามา มีผลอะไร ก็เป็นมุมของหนอนที่นักวิชาการเป็นหลักมากกว่าที่ทำ

ประเด็นที่อยากเรียนถามจากทีมอาจารย์ศรีศักร คือดิฉันคิดว่าส่วนที่น่าสนใจมากของการจัดการวิจัยก็คือส่วนผสมของนักวิชาการกับชาวบ้านนะคะ เราทำอะไรแค่ไหน บางทีเราก็ให้เกียรตินะบอกว่า นี่ชาวบ้านทำทั้งนั้นเลย แต่ว่าถ้ามองจากที่อาจารย์ตั้งหลักตอนแรกว่า งานที่ทำนั้นเป็นเรื่องของการสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน ตอนเข้าไปทีแรกชาวบ้านรู้อะไรและเรารู้อะไร รวมทั้งบทเรียนของนักวิจัยรุ่นกลาง แล้วตอนหลังชาวบ้านมาเกิดสิ่งที่เรียกว่า ความเข้าใจตัวเองชัดขึ้น เข้าใจในสิ่งเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เกิดสำนึกต่อท้องถิ่น รวมถึงการเขียนงานวิจัยออกมาได้ ตรงนี้ผ่านวิธีการและเครื่องมือการทำงานอย่างไร จึงทำให้กระบวนการเรียนรู้นี้ไปได้ค่อนข้างดี มีอุปสรรคอะไรหรือไม่ วิธีการทำงานเป็นอย่างไร ซึ่งตรงนี้อยากขอให้ทีมนักวิจัยรุ่นกลางได้สะท้อนบทเรียนด้วย รวมถึงว่า ท่านที่ปรึกษา อาจารย์ ปรานี อาจารย์อคิน อาจารย์ศรีศักร ที่ได้ลงไปประกบอีกทีหนึ่งนี่มองเห็นบทเรียนและอุปสรรคอย่างไรในการสร้างบทเรียนการเรียนรู้อันนี้เพราะว่า สกว. เองก็มีงานโฟกัสเรื่องการเรียนรู้ในการสร้างกระบวนการของชาวบ้านที่วิจัยท้องถิ่น มีทีมบริหารจัดการท้องถิ่นนี้มาหลายคน ก็น่าจะเป็นประโยชน์ว่า เราเข้าไปเป็นกระบวนการเรียนรู้กับชาวบ้าน เราจะทำอย่างไรให้เขาเข้าใจ ไม่ใช่เฉพาะงานเขียน ส่วนที่สำคัญคือส่วนที่ไปเกิดวิธีคิดใหม่หรือว่าการมองปัญหาชัดขึ้นว่า เรามาถึงจุดนี้ สภาพนี้เกิดขึ้นจากปัญหาอะไรบ้าง ถ้าให้เดาจะอยู่ที่การตั้งประเด็นและการตั้งคำถาม ก็อยากรู้บทเรียนว่านักวิจัยรุ่นกลางๆ มีบทบาทอะไร อย่างไรบ้าง และนักวิจัยรุ่นใหญ่ๆ ทำอะไรบ้าง ชาวบ้านเองอาจจะสะท้อนด้วยนะคะว่ากระบวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นได้นี่เพราะวิธีการอย่างไรค่ะ

 

ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์

ครับขอบพระคุณท่านอาจารย์ศิราพรนะครับ ผมคิดว่าคำถามของอาจารย์ศิราพรสำคัญมาก และคงต้องตอบโดยบุคคลหลายฝ่าย อย่างที่ปรึกษา ผมถ้าจะตอบคนเดียวก็คงไม่ได้นะครับ แต่ผมจะขอติงไว้อย่างแรกนะครับ พออาจารย์ถามว่า ชาวบ้านเรียนรู้อะไร ผมคิดว่าเป็นคำถามที่ผิด เพราะผมคิดว่าชาวบ้านรู้ทุกอย่างอยู่แล้ว รู้ดีด้วย แต่ไม่ได้สำนึกและเรียบเรียงออกมา เพราะเขาเรียบเรียงไม่ได้ ผมพูดจากประสบการณ์ผมนะซึ่งหมายความว่าทำที่อื่นด้วย ที่จริงนะครับเราจะพบว่าชาวบ้านที่ไหนๆ ก็ตาม ที่ผมทำงานด้วยก็ตาม เขาจะไม่รู้อะไรจนกว่าเราถามเขา แล้วเขาเริ่มต้นคิด จะเริ่มต้นเรียบเรียง ความจริงอย่างพวกผมก็เหมือนกัน พูดว่านักมานุษย์ฯ นี่นะ นักวิชาการนี่นะ ยิ่งสมัยนี้ชอบอ้างทฤษฎี อะไรๆ ก็ทฤษฎี แต่ความจริง ความดีของรายงานแต่ละชิ้นไม่ได้อยู่ในทฤษฎีหรอก อยู่ที่ความสามารถและเรียบเรียงนำเสนอออกมาให้ได้ว่าให้คนอื่นเข้าใจและรู้เรื่องนะครับ

งานวิจัยของเด็ก อย่างเด็กธรรมศาสตร์นะ มีนักวิจัยตั้งหลายอันซึ่งเต็มไปด้วยทฤษฎี ไม่ได้รับรางวัลดีเด่นหรอก แต่งานของบุญเลิศเรื่องคนไร้บ้านซึ่งเป็นงานเป็นจริงที่เกิดขึ้นเลย แล้วผมเป็นกรรมการอยู่ ผมรู้นะครับ ได้รับรางวัลดีเด่นเพราะอะไร เพราะการเสนอออกมา และไปใช้ชีวิตอยู่กับชาวบ้าน นอนอยู่กับชาวบ้าน พบเรื่องดีแล้วดึงออกมาเรียบเรียงออกมาได้ ชาวบ้านเขารู้หมดแล้ว แต่ปัญหาของชาวบ้านนั้นอยู่ที่การเรียบเรียง ผมจำได้ว่าเมื่อไปครั้งแรกรู้สึกทางเหนือๆ นะ เขาก็พูดก็ยังเลอะๆ อยู่ แล้วผมบอกว่าคุณลองเปรียบเทียบดูซิว่า สมัยก่อนกับสมัยนี้ เรื่องนั้น เรื่องนี้เป็นอย่างไร แล้วเดี๋ยวก็ออกมา เขารู้อยู่แล้วครับ แต่เขาไม่สามารถจะแสดงออกมาได้หรือเขียนออกมาได้ ชาวบ้านนี่รู้มาก แล้วบอกว่าเราไปศึกษาจากชาวบ้าน เราไปถาม เหมือนกับนักวิจัยไปสัมภาษณ์นะครับ เขายิ่งรู้มากขึ้นไปใหญ่เลย เพราะว่าเขาแลกเปลี่ยน รู้ว่าอะไรเป็นจริง อะไรไม่จริง ดีกว่านักวิชาการไปถามอีกครับ ผมเสนอสั้นๆ ก่อน จะต้องมีคนหลายคนจะต้องเสนออีกนะครับ ไม่อยากกินเวลามากนะครับ

 

ปรานี วงษ์เทศ

ความจริงที่ปรึกษานี่มีหน้าที่เสนอรายงานสรุปทุกครั้ง สี่ครั้ง ที่ส่งไปทาง สกว. ว่า กระบวนการทำงานของเราแต่ละขั้นตอนเป็นอย่างไร มีปัญหาอย่างไร แล้วเราเสนอแนะอย่างไร มีหมดแล้ว ทีนี้ความจริงก็เตรียมมานะคะว่า ในโปรแกรมบอกว่าสรุปหรืออย่างไร ในวาระการประชุมบอกว่าการทำงานกับนักปราชญ์ อาจารย์ศรีศักรท่านไม่เคยสั่งอะไรเลย แล้วไม่เคยรู้ว่าจะต้องเตรียมตัวอะไร แต่ว่าตัวเองไม่ใช่เป็นคนที่ว่ากดปุ๊บ ติดปั๊บแบบอาจารย์ศรีศักร เหลือแต่อาจารย์อคินนะคะ อาจารย์อคินก็จะไม่รู้ตลอด แต่รู้มากตลอด แต่จริงๆ แม้ว่าจะหน้าวัยจะใกล้เคียงกันนะคะ แต่เป็นรุ่นลูกศิษย์ของอาจารย์ทั้งสองท่าน เพราะฉะนั้นก็ไม่บังอาจ ก็เตรียมมาเต็มเลยนะคะ เตรียมมา แล้วอาจารย์บอก คุณไม่ต้องพูดอะไรหรอก เอาๆ ไม่พูดก็ไม่พูด ก็ให้มานั่งเฉยๆ แล้วแต่ใครจะถาม ก็รู้สึกไม่ได้ทำหน้าที่ ถ้าเผื่อเราไม่ได้ทำอะไร เหมือนกับท่านนักวิจัย หลายคนบอกเขาให้เงินเรามาวิจัย แล้วเราไม่ได้ทำอะไรก็รู้สึกอกตัญญูต่อผู้ให้ทุนอะไรอย่างนี้

ทีนี้คำถามเยอะมากเลย ถ้าให้ตอบสามวันน่ะ ว่ากระบวนการมีปัญหาอะไร ทำอย่างไร เพราะแต่ละท้องถิ่นแตกต่างกันมากเลย แต่ว่าเห็นด้วยกับอาจารย์อคินที่ว่า ทุกท้องถิ่นเขามีอยู่แล้ว ความรู้กระบวนการ เขามีความตั้งใจที่จะทำ งานทุกชิ้นนี่จะสำเร็จไม่ได้ถ้าไม่มีใจ นักวิจัยท้องถิ่นทุกกลุ่มมีใจ และเขาอยากจะพัฒนา เขาอยากจะเปลี่ยนแปลง เพราะเขาเห็นความเดือดร้อนของท้องถิ่นของเขา งานเหล่านี้จึงบรรลุผลได้ ไม่เหมือนงานนักวิชาการที่รับทุนไป ไม่เสร็จเพราะเบื่อ ทำงานแล้วเบื่อ ไม่แรงจูงใจ ไม่มีจิตวิญญาณที่จะเข้าไป เช่นเดียวกับต้องให้เครดิตกับนักพี่เลี้ยงนักวิจัยด้วยว่า เป็นคนรุ่นใหม่ แล้วเขายังไม่มีอัตตา ซึ่งไม่แน่ว่าอัตตาเขาจะเกิดขึ้นเมื่อเขามีบุญญาบารมีมากกว่านี้ ซึ่งเราไม่รู้อนาคตของคน ซึ่งดิฉันไม่กล้ารับประกันแม้ว่าจะเป็นลูกศิษย์ เราไม่รู้แม้ว่าเขาจะไปได้ดิบได้ดีกว่านี้ ลืมตัวหรือเปล่า อันนี้พูดกันตรงๆ เพราะนักวิจัยจำนวนมากพอมีชื่อมีเสียงแล้วลืมตัว แต่เขาไม่มีอัตตา และเข้าไปอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน และทำตัวจนนักวิจัยทุกคนยอมรับ อาจารย์จัดไว้ว่า พี่เลี้ยงข้างนอกได้ แล้วก็นักวิจัยแต่ละคนมีจุดหมาย มีเป้าหมาย มีอุดมการณ์ในการทำงาน ไม่ใช่ให้เงินมา เพราะฉะนั้นไม่ต้องพูดเรื่องเงินเลย พูดไม่ได้ เดือดร้อนกันมาก sensitive กันมากเรื่องเงิน ห้ามพูดเรื่องเงินเด็ดขาดทีมนี้ ฉะนั้นทุกคนทำงานด้วยใจ อย่างแรกต้องมีใจทำงาน แล้วทุกอย่างจะไปได้

กระบวนการขั้นตอนในการเขียน เขียนไว้แล้วนะคะว่า บางกลุ่มเขียนได้เก่งมาก ขึ้นอยู่กับกลุ่มว่าบางคนมีความสามารถเชี่ยวชาญในการเขียนได้ บางกลุ่มเป็นผู้อาวุโส เป็นชาวบ้านซึ่งความรู้นี้เพียบลึก แต่ไม่สามารถเรียบเรียงเป็นภาษาที่จะสื่อสารทางวิชาการ อย่างกรณีกลุ่มของด่านซ้าย ป้าฉวีหรืออีกหลายคนเขียนไม่ได้ ยังต้องช่วยเขียนโดยการที่เอามาแล้วช่วยเรียบเรียงบ้าง เพราะฉะนั้นแตกต่างกันก็อาจจะให้โอกาสนักวิจัยตอบเป็นบางเรื่องก็ได้ แต่ก็ ไม่ทราบตอบคำถามหรืออาจารย์จะเสริมอะไรไหมคะ

ศรีศักร วัลลิโภดม

เป็นคำถามที่ดีนะครับ และเป็นจุดที่น่าจะอภิปราย ท่านสังเกตไหมครับ ผู้ที่ท่านมาร่วมกัน เป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันทั้งผู้ที่เข้ามาร่วมสัมมนา สองวันมานี้ไม่มีผู้ที่ขาดหายไปในวันที่สอง แล้วเวลานั่งฟัง ผมคิดว่าผิดกับการเสนองานวิจัยอื่นๆ ที่เดินออกกัน นะครับ รู้สึก มากครับ ก็คือสิ่งที่สำคัญคือผู้เสนอรู้สึกมีความมั่นใจในตัวเอง เล่นคำมากเหลือเกิน มีลีลาแปลกๆ ซึ่งผิดกับการเสนองานวิจัยต่างๆ ซึ่งแห้งแล้งและน่าเบื่อและไม่รู้เรื่อง อันนี้สังเกตได้ เพราะสื่อกันได้ คือ ผลของการวิจัยนี้ ที่ว่าคือกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน แลกเปลี่ยนกัน แล้วก็เอามาพูดคุยให้ฟัง แล้วยิ่งแลกเปลี่ยนนำมาพูดคุย ความรู้ก็เพิ่มขึ้น นี่คือวัตถุประสงค์ที่ตามมาซึ่งผมคาดไม่ถึงไง ประเพณีในการวิจัย เอามาเสนองานแล้วเลิกเลย แต่จะไม่มีความรู้สึกที่จะต่อเนื่อง แต่ผมคิดว่านักวิจัยที่ร่วมกัน ครั้งแรกนี่ เมื่อคืนนี้พูดถึงนอนไม่หลับเลย คุณนอนไม่หลับอีกหลายวัน แล้วคุณอยากจะทำอีก เพราะอะไรรู้ไหมครับ ตรงนี้เกิดพลังอยากจะเรียนรู้ นี่คือการสร้างนักวิจัยนะครับ ไม่ใช่เอาผลวิจัยอย่างเดียว ถ้าคุณแจกเงินไปหลายๆ ล้าน ไปให้นักวิจัยอื่นๆ ที่เป็นนักวิชาการ พอเสร็จแล้วเลิกกันเลย ได้เงินเสร็จแล้วก็ไปหา project ใหม่เป็นมือปืนรับจ้างไป แล้วที่อันตรายที่สุด พวกนั้นนะครับ เมื่อหาข้อมูลไม่ได้แล้ว ยัดทฤษฎีเข้าไปทั้งดุ้น แล้วมาถกเรื่องทฤษฎี น่าเบื่อนะครับ ไม่มีพัฒนาการ แต่เงินเอาเข้ากระเป๋า แล้วคนดูก็แรกๆ ก็มีพิธีกรรม เชิญคนใหญ่โตมาเปิด แล้วก็ค่อยๆ หายไป พอวันสุดท้ายเหลือไม่กี่คน แล้วทุกคนก็เหนื่อย นั่นคือปัญหาการวิจัย

แต่อันนี้ไม่ใช่ครับ คือผมไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นกับสิ่งเหล่านี้ เพราะว่านี่คือผลผลิตการวิจัยเองไม่ใช่เกิดขึ้นจากผมซึ่งเป็นนกแก่ๆ นักวิจัยที่มาเสนอนี่ทั้งนกหนุ่มสาวและตัวหนอนเกิดความสนุก แล้วผู้ที่มาฟังก็เกิดความสนุก ทำให้เกิดความอยากรู้อยากเห็น อยากเพิ่มเติมขึ้นมา นี่คือการผลิตไม่ใช่ผลการวิจัยอย่างเดียว แต่ผลิตคนที่ต้องการวิจัยเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติเลยครับ ทุกวันนี้เป็นผลสำเร็จของ สกว. เป็นอย่างยิ่งที่เปิดประเด็นตรงนี้นะครับ

แล้วก็ท่านอาจารย์อคิน ผมต้องย้อนหลังไปที่นกแก่ๆ อย่างผมบ้าง ถ้าไม่มีอาจารย์อคิน อาจารย์ปรานีงานนี้ไม่สำเร็จครับ เพราะว่าอะไรรู้ไหม การที่จะทำงานวิจัยแบบนี้นะครับ ต้องมีผู้มีประสบการณ์มาก ผมไม่เชิญผู้ที่จบใหม่ๆ มาทำหรอกครับ พูดก็ไม่รู้เรื่อง นอกจากพูดไม่รู้เรื่องแล้วยังมาขวางอีก ไม่เอาครับ ผมต้องเชิญคนแก่ๆ ที่มีประสบการณ์ อาจารย์อคินพูดคำเดียวรู้เรื่องเลย เพราะอะไรรู้ไหมครับ เวลาเราเข้าไปในท้องถิ่น ข้อมูลเขามีอยู่แล้ว แต่เขาไม่ได้ conscious เท่านั้นเอง ใช่ไหมครับ การที่ถาม เขาตอบได้หมดเลย แล้วเวลาเราไปสัมผัสเขา ผมรู้ตัวว่าผมเองตัวเล็กลงนะครับ เพราะเรารู้ว่าอีกหลายอย่างเรายังไม่รู้ เราเรียนรู้จากเขา จากผู้อาวุโสเหล่านั้น เวลาไปท้องถิ่น เปลี่ยนความสัมพันธ์ จากความสัมพันธ์ที่ว่าชั้นเป็นอาจารย์ ชั้นเป็นโน่นเป็นนี่นะ มาเป็นเท่าๆ กันดีกว่า บางทีเล็กกว่าเขา เรามี respect ต่อคนในท้องถิ่นครับ เขาคือมนุษย์ แล้วในท้องถิ่น ในสถานะนั้นเขาคือผู้ยิ่งใหญ่ เพราะถ้าเราไม่อาศัยเขาเราตายลูกเดียว ผมไม่เชื่อความเป็น genius หรือความยิ่งใหญ่ของนักวิชาการหรอก นะครับ แล้วคำว่านักวิชาการมาเกิดขึ้นในสมัยจอมพลสฤษดิ์เท่านั้นเอง ที่จริงแล้วคนที่อยู่ในชนบทเป็นปราชญ์ทั้งนั้น เป็นปราชญ์นี่เป็นพหูสูตนะครับ เขารู้หลายๆ เรื่อง นี้คือสิ่งที่เราเรียนรู้ครับ เวลาเราเข้าไปในท้องถิ่นนะครับ เราได้รับความรู้ เราได้เห็นความเป็นมนุษย์ แต่เราไม่จำเป็นจะต้องได้เงินได้ทองเหล่านี้ เป็นความสุขชนิดหนึ่ง

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ที่เราเพียรมาทำทั้งสามคนก็เพราะสิ่งเหล่านี้ ท่านอาจารย์อคินตลอดชีวิตท่านนะครับ ท่านอยู่ในสถานะที่ดีก็ได้ แต่ท่านชอบทรมานร่างกาย งานที่ยิ่งใหญ่ของอาจารย์อคิน ไม่ได้ทำในชนบทนะ ไปทำในสลัม คิดดู สมัยที่อาจารย์อคินทำวิจัยนี่สลัมใครๆ ก็ดูถูกทั้งนั้นใช่ไหมครับ สกปรก แออัด มีแต่น้ำครำ แต่อาจารย์อคินเข้าไปฝังตัวอยู่ในนั้น และอาจารย์อคินก็ใช้ชีวิตมาแบบนี้ ฉะนั้น เวลาท่านพูดอะไร จี้ประเด็นแป๊บเดียวรู้เรื่องเลย คนในท้องถิ่นเขารู้แล้ว เพียงแต่ว่าเราพยายามจัดกระบวนการให้เขาเอาความรู้นั้นออกมาเท่านั้นเอง แล้วหาคนให้เรียบเรียงสิ่งที่อาจารย์อคินบอก ก็จะได้สาระนี้มา ไม่ต้องดัดจริตไปใส่ถกกันเรื่องทฤษฎีอะไรมากมาย

ผมจำได้ผมไปประชุมภาคใต้มาเมื่อสองสามเดือนที่แล้ว ไปประชุมร่วมกับนักวิชาการพอไปประชุม คุยกับคนท้องถิ่น ถามเขา เขาก็บอกสิ่งต่างๆ เหล่านี้ นักวิชาการบางท่าน cut shot เลย อยากจะรู้เรื่องสถานภาพ เรื่องบูรณาการ ผมบอกงั้นคุณรู้ไป ผมไม่เอาแล้ว เรายังไม่รู้ข้อมูล ยังไม่ทันไรคุณเอากรอบไปใส่แล้ว ใช่ไหม นั่นคือการเลือกปฏิบัติ

เพราะฉะนั้นผลสำเร็จของการทำงานครั้งนี้คือการเรียนรู้ร่วมกันนะครับ แล้วสิ่งที่ได้ วันนี้ได้มาก ผู้ที่เป็นนักวิจัยที่เป็นตัวหนอนได้เพิ่มขึ้น เพราะท่านได้ร่วมประสบการณ์จากคนท้องถิ่นนั้น ท้องถิ่นนี้ แล้วจากการซักถามนะครับ ได้ความรู้เพิ่มเติมนะครับ สังเกตว่างานที่เสนอไป ท่านไปอ่านดูซิในงานวิจัยกับสิ่งที่พูดต่างกัน เพราะเขาคิดใหม่ๆ เกิดขึ้นได้ อันนี้คือผลที่เกิดขึ้นครับ

  ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์

ผมขอเพิ่มนิดก็ได้ ผมคิดว่า คือผมเองจะพูดแบบส่งเดชเลยว่า การมาทำงานกับอาจารย์ มาทำงานที่นี่นะและกับพวกเราทั้งหมดที่ทำนี่ผมมีความสุขมาก ผมรู้สึกว่าความจริงคนแก่แล้วอย่างผม แก่ขนาดอายุเจ็ดสิบกว่าก็ใกล้ๆ พ่อสมเดช (นักวิจัยจากด่านซ้าย)เต็มที ก็รู้สึกว่าไม่มีอะไรนอกจากนั่งคอยความตาย พอได้มาทำงานชิ้นนี้ ได้มาทำงานกับอาจารย์(ศรีศักร) รู้สึกกลับเป็นหนุ่มใหม่ พอได้ฟังมารอนิง สาและน่ะ ผมจำได้ พูดครั้งแรกนี่ผมสะดุ้งใจเลย รู้สึกจับใจทีเดียว รู้สึกว่ามีชีวิตใหม่ว่า นี่ไง คือไม่ใช่นักวิชาการพูดทฤษฎีอะไรให้เข้าใจ นี่คือของที่มาจากใจเขา มาจากความจริง มาจากความรู้ที่เป็นจริงที่มีความรู้สึกอยู่ด้วย ผมคิดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ถึงแม้ว่ารายงานที่เราพูดกันว่าวิชาการ หรือรายงานของเรา รายงานอันนี้เป็นสิ่งสำคัญ คือ แปลกนะ วิชามานุษยวิทยานี่แปลก เพราะในระยะหลังมาตอนหลังมาในระยะไม่กี่ปีมาเป็นพวกโมเดิร์นนะพวกสมัยใหม่ เกิดบ้าทฤษฎีนะครับ จะเอาทฤษฎีมา ทฤษฎีฝรั่งทั้งนั้นนะครับ เกิดที่เมืองฝรั่ง บางทีคนบ้าๆ บอๆ ทั้งนั้นนะครับ พวกฝรั่งคนบ้านะครับ บางทีฆ่าตัวตายก็มี สร้างทฤษฎีแปลกๆ ขึ้นมา แล้วเราก็เอามาใช้ในเมืองไทย เอามาวัดดู ก็ออกมาไม่ค่อยรู้เรื่อง ถ้าหากว่าเราจะเรียนรู้จริงๆ ว่าสังคมไทยเราเป็นอย่างไร บ้านเราเป็นอย่างไร ชีวิตพวกเราเป็นยังไง มีความสำคัญกว่าเยอะ เราไม่ทำ นักวิชาการเราเลิกทำในตอนหลัง เราไปทำบ้าๆ บอๆ แบบนั้นน่ะ คล้ายๆ กับว่าถ้าเผื่อมาทำแบบนี้ มานั่งเขียนกับชาวบ้าน มาทำงานวิชาการกับชาวบ้าน จะกลายเป็นว่าเราจะเหมือนชาวบ้านไป เราจำเป็นจะต้องต่างกับชาวบ้าน เราจะต้องใช้ภาษาให้ต่างกับชาวบ้าน จะต้องเขียนให้ต่างกับชาวบ้าน แล้วก็อ้างฝรั่ง จะได้ไม่เหมือนกับชาวบ้านไงอาจารย์ จะได้เป็นนักวิชาการ ขอบพระคุณครับ

 

ปรานี วงษ์เทศ

ขอเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งนะคะ คือที่จริงแล้ว งานของนักวิชาการรุ่นใหม่ คือ ดิฉันก็ไม่ถึงขนาดที่สองท่านเห็น คือดิฉันเข้าใจว่าโลกเปลี่ยน วิธีคิดเปลี่ยน เขาอาจจะไม่ชอบวิธีการอย่างนี้ คือมีตัวตนน้อยมาก การที่คุณเข้าไปทำงานกับชาวบ้าน แล้วคุณไม่มีความเป็นตัวตนเหลืออยู่เป็นงานที่ใช้เวลามากเลย แล้วต้องลงทุนทางด้านจิตใจสูงที่จะต้องผลิตงานนั้นมาได้ เพราะฉะนั้น กระแสสังคมเป็นปัจเจกมากขึ้น สภาพสังคม เศรษฐกิจการเมือง เปลี่ยนเร็วเหลือเกิน สังคมก็เปลี่ยน วิธีคิดของนักวิชาการก็เปลี่ยน ดิฉันก็เห็นด้วยว่าวิชาในกลุ่มที่จะเน้นทฤษฎีในการ debate ทฤษฎีเพื่อให้ตามโลกให้ทันหรืออะไรก็ทำไป ไม่ขัดข้องและก็เห็นว่าก็มีประโยชน์ในวงการวิชาการในแง่ของการตั้งมุมมองในการคิดใหม่หรือว่าวิพากษ์วิจารณ์ผลงานเก่าๆ ดิฉันเห็นว่ามีประโยชน์นะ แต่ในความรู้สึกที่ทำงานมาตลอดสามสิบกว่าปีซึ่งใกล้จะเกษียรดิฉันมีความมั่นใจตลอดเวลา และก็เชื่อตลอดเวลาที่ออกภาคสนามนะคะว่า สงสัยอยู่ตลอดเวลา จริงๆ ชาวบ้านนั่นแหละเป็นตัวทำงานวิจัย ethnography ดีที่สุด ไม่ใช่ทำงานวิจัยอย่างเรา คือบอกตัวเองมาตลอดให้เชื่อมั่นมากว่าสามสิบกว่าปี

เวลาสอนหนังสือจะเน้นเสมอให้นักศึกษารู้ว่า งานอัตชีวประวัติเป็นงานที่สำคัญนะ เพราะว่ามีนักมานุษยวิทยาที่เกิดจากชาวบ้านจริงๆ มากมาย ที่ตัวเองเพิ่งได้ทำแปลจบไป แปลเรื่องราวของคนขมุ ซึ่งเรียกตัวเองว่ากำมุ คนที่อยู่ในป่าที่หลวงน้ำทา แล้วเขียนเรื่องราวในเชิงประวัติตัวเองที่เรียกว่าอัตชีวประวัติว่า บ้านช่อง ประเพณีพิธีกรรมเป็นอย่างไร นั่นคืองานมานุษยวิทยา แล้วนำมาตีพิมพ์ อยากให้เกิดงานอย่างนี้ แล้วคิดว่าชาวบ้านทุกคนทำได้ เวลาทุกครั้งที่อ่านงานของคนตัวเล็กๆ ของคนที่ด้อยโอกาส ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคนขมุ คนอาข่า หรือว่าคนม้ง คนอะไรก็ตาม อ่านแล้วหัวใจพองโต รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ในแง่ของความเป็นมนุษย์ เพราะคนพวกนี้เขามีศักดิ์ศรี เขาไม่ยอมแพ้ เขาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่รู้อยู่ได้อย่างไร ถ้าเป็นเรา เราก็ตาย แล้วคนพวกนี้ไม่เคยเรียกร้องอะไรเลย ทุกครั้งที่อ่านมีความรู้สึกว่าเขาไม่ต้องการอะไรเลย เขาเกิดมาเพื่อที่ได้ดูแลให้รอดได้ รักษาสภาพแวดล้อม ดูแลครอบครัว ดูแลสิ่งรอบๆ ตัวเองและสิ่งที่บรรพบุรุษให้มา นั่นคือสิ่งความต้องการที่เล็กน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับเรา อ่านแล้วรู้สึกว่า คนเหล่านี้จิตใจยิ่งใหญ่เหลือเกิน เขาไม่ได้เบียดเบียนใคร เขาอ่อนน้อมต่อโลก อ่อนน้อมต่อสิ่งแวดล้อมนะคะ เขาเกรงกลัวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่ว่าคนสมัยนี้อาจจะมองคนเหล่านั้นว่าโง่เขลาหรืองมงาย

เมื่อตัวเองเข้าหมู่บ้านทุกครั้งยอมเลย เชื่อได้สนิทใจว่าชาวบ้านทุกคนมีศักยภาพทำงานวิจัยได้ แล้วก็ด้วยความเชื่อมั่นเช่นนี้จึงยอมรับเมื่ออาจารย์ศรีศักรชวนทำงานครั้งนี้ เพราะตอนที่อาจารย์ชวนทำงานอื่นนั้นไม่ทำ แต่พองานอันนี้บอกว่า เรามาทำงานนี้กันดีกว่า บอกเอา เพราะเราแลเห็นว่าศักยภาพชาวบ้านมีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าต้องการคำแนะนำหรือว่าช่วยเหลือกันและทำความเข้าใจกันแค่นั้นเอง ไม่เคยมีปัญหาเลยว่าจะไม่เชื่อในศักยภาพชาวบ้าน เพราะฉะนั้นถ้าจะให้โครงการอย่างนี้เกิดขึ้นได้ คุณต้องมีความเชื่อมั่นกับชาวบ้าน ต้องสร้างความมั่นใจให้กับชาวบ้านไว้ใจว่าคุณไม่ได้หรอกเอางานเขาไปแล้วไปสร้างชื่อเสียงเกียรติยศให้ตัวเอง

 

ศรีศักร วัลลิโภดม

ครับ ขอบคุณครับ จะมีท่านใด เชิญครับ

 

ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ

ครับ ขอบคุณครับท่านอาจารย์ ครับ ผม ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อครับ ผมมีสองสามประเด็น ประเด็นแรกก็คือ ผมอยากจะทำงานที่อาจารย์ศรีศักรได้พูดมาตลอดก็คือให้เราได้ให้ความเห็นต่อรายงานด้วย ผมบอกตรงๆ ว่า ผมก็ฟังแล้วตื่นเต้นนะครับ ก็เพราะว่าเราเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีอะไรอีกตั้งเยอะแยะที่เราไม่รู้เรื่องของพี่น้องของเราเอง เรื่องตั้งแต่เหนือถึงใต้บางพื้นที่เราก็รู้เพราะว่าเราเผอิญเราไปสัมพันธ์ แต่ส่วนใหญ่เราไม่รู้ ผมไปเห็นข้อมูลแล้วตะลึงนะครับ แต่อย่างไรก็ตามนี้ ผมคิดว่า เท่าที่ผมสังเกตดู เพราะว่าผมเองก็มีส่วนทำเรื่องวิจัยไทบ้านก็มีส่วนคล้ายคลึงกันนะครับ ผมคิดว่าหนอนในบางกรณีนี้ ก็อาจจะไม่ใช่หนอนทั้งหมด แล้วผมก็คิดว่าการที่งานชิ้นนี้โดยส่วนใหญ่มีการทำงานร่วมกันทั้งหมดตั้งแต่นกอาวุโสนกน้อย จนถึงหนอน แต่ผมคิดว่าในส่วนของหนอนนี้ ส่วนหนึ่งพูดได้ว่าในหนอนเอง ไม่ใช่เป็นหนอนทั้งหมด อาจจะเป็นหลายพื้นที่ก็เป็นปัญญาชนในนั้นอยู่ด้วย ซึ่งก็แตกต่างจากชาวบ้านทั่วไป

ทีนี้ผมคิดว่าเพื่อความยุติธรรมต่อชาวบ้าน ผมคิดว่าอยากให้เพิ่มเติมเป็นสองส่วนด้วยกัน ส่วนแรกคิดว่าข้อมูลที่ไม่ใช่หนอนรู้ แต่ว่าหนอนไปคุย ไปเก็บข้อมูล ไปสัมภาษณ์หรือไปอ่านขึ้นมานี้ ผมคิดว่าน่าจะบอกในงานนี้ด้วยว่าข้อมูลตรงนั้นน่ะมาจากส่วนไหนนะครับ ทั้งนี้เพื่อที่จะทำให้น้ำหนักของข้อมูลมีน้ำหนักมากขึ้น ไม่ได้หมายความว่าไปอ้างอิงแบบวิชาการนะครับ ผมคิดว่าหนอนเองก็ไปคุยกับหนอนอื่นๆ ในหมู่บ้านนะครับ หรือบางทีอาจจะเอาเอกสารที่มีอยู่แล้วนะครับ ผมคิดว่าตรงนี้น่าจะทำให้หลักฐานของข้อมูลนี้ชัดเจนมากขึ้น มิฉะนั้นแล้ว ก็เหมือนกับว่าหนอนรู้ทั้งหมด แล้วก็หนอนอาจจะไปเอาข้อมูลจากคนอื่นๆ อีกทีมาเขียนเป็นรายงานก็ได้นะครับ ผมคิดว่า ตรงนี้ผมอยากให้มีในรายงาน

ประการที่สองผมคิดว่า เผอิญว่าเราฟังสองวันไม่มีช่องที่จะให้ความเห็นต่อเนื้อหา อันนี้ผมพูดอย่างตรงไปตรงมา ที่เราเห็นก็ตะลึงแล้วและเราอ่านก็ไม่ทัน ขบวนการที่อาจจะเสริมก็คือว่า หนึ่งในระดับขั้นตอนการทำรายงาน การเตรียมรายงานนี้ผมคิดว่าอาจจะต้องมีเวทีย่อย ซึ่งผมคิดว่ามีอยู่แล้ว แต่ว่าเราไม่ได้เข้าร่วมนะครับ ตรงนี้อาจจะให้คนนอกที่อยากจะเรียนรู้งานเหล่านี้รวมทั้งหนอนในหมู่บ้านที่ไม่ได้เข้าร่วมทำกระบวนการวิจัยได้เรียนรู้ด้วยกัน อาจจะไม่ต้องจัดกระบวนการเรียนรู้เต็มรูปแบบ แต่อย่างน้อยที่สุดได้เรียนรู้ร่วมกันนะครับ

ประการที่สองงานชิ้นนี้มีจุดเด่นก็คือมีแผนที่ออกมาชัดเจน มีแผนที่ซึ่งผมคิดว่าอาจารย์ศรีศักรพยายามให้พวกเราได้ใช้มาโดยตลอด ซึ่งแผนที่ทำให้พวกเราได้มองเห็นอะไรมากขึ้น ผมเห็นว่าจุดเด่นของงานชิ้นนี้ที่เราคิดว่างานวิจัยอื่นๆ ที่เป็นงานวิจัยทำนองนี้น่าจะเอามาใช้เป็นกระบวนการในการเริ่มต้นเก็บข้อมูลได้นะครับ

ประการที่สามผมคิดว่า อันนี้เป็นเรื่องของ สกว. โดยตรง ผมคิดว่างานที่มีแนวคิดทำนองนี้ แนวคิดของการให้ชาวบ้านได้เป็นผู้เขียนไม่ว่าจะเขียนด้วยปากหรือเขียนด้วยมือ มีนกไปช่วยเขียนจากปากของชาวบ้านอีกทีหนึ่ง เช่น งานประวัติศาสตร์ท้องถิ่น หรือว่าทำงานร่วมกันแบบนักวิจัยท้องถิ่นหรือแบบที่พยายามให้ชาวบ้านเขียนเอง ในกรณีงานวิจัยที่มีอยู่นับร้อยนับพันที่ รวมทั้งงานวิจัยไทบ้านด้วย เกิดขึ้นมากมายในช่วงประมาณห้าปีที่ผ่านมา ผมคิดว่า อันนี้เป็นเรื่องที่สกว.เองก็อาจจะทำอย่างไรให้มีเวทีการสรุปบทเรียนและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน เมื่อกระบวนการแต่ละที่แต่ละทีมงานหรือแต่ละองค์กรได้ไปทำงานในช่วงสี่-ห้าปีที่ผ่านมา ไม่ว่างานวิจัยไทบ้านที่ทำมาห้า-หกที่ก็ตาม หรือว่างานวิจัยท้องถิ่นหรืองานของที่นี่คืองานจากนักวิจัยท้องถิ่นหรือบางคนอาจจะเรียกงานวิจัยชาวบ้านหรืออะไรก็แล้วแต่ ผมคิดว่างานจำนวนนี้ปรากฏในช่วงห้าปีที่ผ่านมานี้ ทำอย่างไรที่เราจะเอาคนที่ทำด้วยกันทั้งชาวบ้านทั้งหนอนนกมาเรียนรู้ด้วยกัน ผมคิดว่าตรงนี้จะทำให้เราได้มองเห็นจุดอ่อนจุดแข็งและก็พัฒนางานทำนองนี้ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นนะครับ

และสุดท้ายผมคิดว่า คือผมมองงานวิจัยทำนองนี้ เป็นกระบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม และจริงๆ แล้วมีพี่น้องอีกเป็นจำนวนมากที่เหมือนกับที่นำเสนอมาห้าที่ แล้วต้องการทำวิจัยเพื่อทำหลักฐานมานำอธิบาย มาโต้แย้งกับผู้ที่ทำให้เกิดปัญหา หรือมาอธิบายความจริงกับสังคม ซึ่งเดิมความจริงของหมู่บ้านหรือชุมชนถูกผูกขาดการอธิบายโดยนักวิชาการหรือนก ผมคิดว่าพี่น้องที่ผาแดงหรือคลิตี้ที่ห้วยชมพู แม้แต่ที่เขาหลัก หรือที่ประสบภัยจากสึนามิ เขาต้องการข้อมูลเพื่อที่จะเป็นหลักฐานเพื่อที่จะโต้แย้งหรือว่าสื่อกับสังคม ผมคิดว่าถ้าเรามองงานวิจัยในอนาคต น่าที่เราจะทำงานวิจัยโดยการเปิดพื้นที่ทางสังคมให้กับพี่น้องที่เป็นคนชายแดนชายขอบ ผมคิดว่าการทำงานตรงนี้ก็จะมีความร่วมมือมากขึ้น และผมคิดว่า สกว.น่าจะช่วยได้ส่วนหนึ่ง เพราะผมคิดว่าองค์กรใดองค์กรหนึ่งหรือว่าหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง สามารถที่จะผลักดันไปข้างหน้าให้เป็นการเกิดกระบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมได้ครับ ผมคิดว่าหลังจากนี้อาจจะฝาก สกว.ว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีเวทีแลกเปลี่ยนระหว่างพี่น้องและก็หนอน-นกทั้งหลายที่ทำวิจัยในกระบวนการนี้ได้มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์และถอดบทเรียนด้วยกัน เพื่อที่จะพัฒนางานในทำนองนี้ต่อไป ขอบคุณมากครับ

 

ศรีศักร วัลลิโภดม

คุณถามมาแสดงความคิดเห็นตั้งหลายหัวข้อ ผมจำไม่ได้ แต่เอาสรุปที่สำคัญนะครับ คือ เรื่องแรกที่บอกว่าเวลาทำนี่ต้องบันทึกหลักฐานไหม ก็ต้องเรียนให้ทราบนะครับว่างานวิจัยที่เสนอสรุปนี่เป็นสรุป แล้วที่สรุปแล้วไม่ค่อยมีอ้างอิงเท่าไหร่หรอก เวลาทำงาน คือ เวลาเราเสนอ สกว. เป็นสองชุดด้วยกัน เป็นตามลำดับขั้นเลยนะครับ เฟสหนึ่งก็มีรายงานอยู่แล้ว เฟสสองมีรายงานแล้ว เฟสสามคือการสกัดออกมา รายละเอียดที่มาต่างๆ จะมีอยู่ในรายงานเป็นขั้นตอนนะครับ ซึ่งรายงานตามขั้นตอนนี้อาจจะไปปรับใช้ได้อีกทีหนึ่ง ทีนี้การอ้างอิงต้องระวังอย่างหนึ่ง ไม่มีบรรณานุกรมหรอกครับ งานแบบนี้ เพราะไม่รู้จะอ้างใคร ไม่มีหนังสือนี่ครับ เพราะงานที่เอาประสบการณ์ท้องถิ่นมาเลย อ้างหนังสือไม่ได้นะครับ แต่ว่าเวลานักวิจัยทำเขาบอกว่าเขาเอามาจากไหน ไปสัมภาษณ์ ไปอะไรมีอยู่ครับ แต่คงไม่ได้ใส่ในรูปของวิธีการตามกรอบนั่น เพราะไปตามกรอบนั่น มีอ้าง footnote อย่างโน้น อย่างนี้ นักวิจัยชาวบ้านทำไม่ได้ครับ ปวดกบาล แล้วก็ทำให้เกิดความน่าเบื่อไม่อยากจะทำนะครับ แต่ที่คุณบอกไว้ดี เพราะที่จริงแล้วเราไม่ได้ทำอะไรหละหลวม เราทำมีขั้นตอน ถ้าอยากจะรู้ขั้นตอนรายละเอียด คุณก็ไปถาม สกว. เขาให้เป็นตั้งเลยนะครับ แต่นี่เป็นรายงานการสรุปเท่านั้นนะครับ สรุปออกมานะครับ เพราะยากนะที่จะทำบรรณานุกรมให้เป็นระบบ แต่ก็ต้องพัฒนาต่อไปนะครับ เพราะว่ายังไม่มีที่สิ้นสุด

ประการที่สอง ที่พูดถึงเรื่องแผนที่ อันนี้ผมเห็นด้วย การศึกษาแบบนี้ต้องรู้พื้นที่ครับ ระบบนิเวศวัฒนธรรมต้องชัดเจน เราเห็นจากแผนที่ แต่น่าเสียดายที่สังคมไทยไม่เคยสอนให้คนอ่านแผนที่เลยนะครับ เด็กคือนักเรียนควรจะอ่านคือแผนที่หนึ่งต่อห้าหมื่น แต่ทหารนี่กั๊กไว้ตลอดเลย หาว่าเป็นความลับราชการ ถ้าประเทศอื่นนะเขาให้ดูหมดแล้ว แล้วเวลานี้การใช้แผนที่เพื่องานเป็น remote sensing ใช้ดาวเทียม ถ้าตราบใดที่คุณอ่านแผนที่ในระดับหนึ่งต่อห้าหมื่นไม่ออกนะ คุณอย่าไปหวังเลย คุณไม่เห็นในหมู่บ้านหรอก คุณใช้หนึ่งต่อสองแสนห้า คุณก็เห็นจังหวัด หรือหนึ่งต่อล้านนี่ไม่เห็นเลย แต่หนึ่งต่อห้าหมื่นหรือหนึ่งต่อสี่หมื่นจะเห็น แต่ว่า ทหารบอกว่านี่เป็นความลับของทางราชการ เพราะฉะนั้นความโง่ของเด็กไทยอยู่ตรงนี้ครับ แล้วโง่ทั้งนั้น นักวิชาการที่ไปได้ด๊อกเตอร์ อ่านแผนที่ไม่เป็น เวลาพูดไม่รู้ว่าที่ไหน สิ่งที่เราเป็น requirement สิ่งที่ทำงาน แผนที่หนึ่งต่อห้าหมื่นต้องใช้เป็นฐาน เพราะฉะนั้นผู้ที่ทำงานนี่ถึงได้เก่งไง พวกนี้เก่งกว่าผมคือใช้คอมพิวเตอร์เป็น ทำ power point ได้ดีกว่าผมอีก นะครับ ใช้เป็นเครื่องมือนะครับ อันนี้จำเป็นมากครับ เป็นสิ่งที่ผมเห็นด้วยนะครับ แล้วก็มี ขั้นต่อไป ผมคิดว่า ผมมองว่าการวิจัยไม่หยุดอยู่ตรงนี้ ผมถึงว่าเป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันนะครับ ถึงต้องเข้าสู่เวทีแบบนี้ สัมพันธ์กัน ความคิดใหม่เกิดขึ้นแล้ว ผมคิดว่านักวิจัยตัวหนอนกลับไปบ้านคิดใหม่กันอีก จึงเกิดการเรียนรู้ขึ้นมา แต่ว่าหน้าที่สำคัญคือเราจะต้องบูรณาการความรู้ด้วยการจัดเวที งานใหญ่ของ สกว. ขณะนี้ไม่เพียงแต่ไปแจกทุนวิจัยนะครับ พยายามที่จะสร้างเวทีพื้นฐานทางภูมิปัญญาให้เกิดขึ้น คือจัดเวที เอาคนหลากหลายในท้องถิ่นมาพูดคุยกัน เอาเรื่องหนึ่งมาพูดและมาแลกเปลี่ยนกันนะครับ ก็จะแพร่ความรู้นี้ออกไปให้มาก บางทีการจัดประชุมให้ใช้ topic อันหนึ่งแล้วเชิญคนที่หลากหลายในท้องถิ่นมาคุย จะได้ปัญหาอะไรเยอะแยะ ทำความเข้าใจร่วมกัน จะได้คำถามอะไรแยะแยะ แม้กระทั่งที่แล้วๆ มา เอามาพูดคุยกัน จะเกิดคำถามขึ้นมา การวิจัยก็จะสานต่อไปด้วยวิธีนั้น ผมว่าการจัดเวทีสำคัญที่สุดเลยนะครับ

 

ปรานี วงษ์เทศ

ขอเสริมอาจารย์ศรีศักรนิดหนึ่งนะคะ ความจริงเมื่อเริ่มต้นโครงการนี้ เราต้องการที่จะลักษณะการอบรมนักวิจัยท้องถิ่นหรือผู้รู้ท้องถิ่น หรือชาวบ้านที่จะทำงานวิจัยหรือเขียนเรื่องราวของหมู่บ้านชุมชนตัวเองนะคะ แต่โอกาสองค์ความรู้หรือข้อมูลเป็นรองเลย ไม่ใช่เป้าหมายหลักนะคะ เมื่อแรกเริ่มทำงาน แต่เมื่อเผอิญทำไปแล้วนี้กลับผลงานดีเกินคาดคิด มาเสนอแล้วเลยกลายเป็นเรื่องงานวิชาการ แต่เป้าหมายเราต้องการอบรมให้สามารถทำได้ด้วยตัวเอง เพราะฉะนั้นงานนี้ไม่ใช่จบสิ้นนะคะ สำหรับโครงการนักวิจัยท้องถิ่นเป็นเพียงเพิ่งจะเริ่มต้นสำหรับนักวิจัยท้องถิ่น ต่อไปท่านต้องทำด้วยตัวเอง ที่แล้วมามีนักวิจัยมีนกตัวเล็กตัวน้อยไปช่วยบ้าง แต่ต่อไปท่านต้องทำด้วยตัวเองซึ่งท่านทำได้ เพราะเป็นการจุดเริ่มต้น แล้วก็พูดไปถึงว่างานวิจัยในฉบับสมบูรณ์ ในส่วนที่เป็นข้อมูล คือนักวิจัยบางคนก็เป็นนักวิจัยท้องถิ่นอยู่แล้วนะคะ อ่านเอกสารข้อมูล เช่น ตำนาน พงศาวดาร ประวัติศาสตร์อยู่บ้างก็มี เช่น กลุ่มของเชียงของนะคะ เขาก็เอามาใส่ เราก็ทำฟุตโน้ตเอาไว้ นักวิจัยหลายๆ กลุ่มไม่สามารถจะสรุปว่าใช้วิธีไหน ทำอย่างไร เพราะว่าธรรมชาติของชุมชนหรือนักวิจัยท้องถิ่นแตกต่างกันมหาศาล ตั้งแต่พระสงฆ์ บาบอนะคะ จนกระทั่งถึงชาวประมง แล้วก็ช่างวาดรูปหรือว่าเป็นเอ็น จี โอ หรือบางคนเป็นครู อาจารย์ หรือบางคนเป็นนักพัฒนาชุมชน หรือบางคนเป็นอาสาสมัคร วิธีการเราจะบอกไม่ได้เลยว่ากลุ่มนี้เราจะทำอย่างไร ขึ้นอยู่กับท้องถิ่น ความพร้อมของนักวิจัยท้องถิ่น แล้วก็กระบวนการอะไรต่างๆ แต่ว่าเราใส่ชัดเจนแน่นะคะว่าตรงไหน ที่ตรงไหนเอามาจากตรงไหนนะคะ เราเรียนรู้มาจากใคร ข้อมูลเอกสารมีบอก แล้วก็ในแง่ของนักวิจัยที่เป็นพี่เลี้ยงเขาก็บอกว่าข้อมูลบางส่วนที่คนชราไม่สามารถเขียนได้ เขาจำเป็นต้องเรียบเรียง และก็อ่านให้ชาวบ้านฟัง มีขั้นตอนที่ตรวจสอบได้ แต่ไม่สามารถมาพูดให้มีรูปธรรม เพราะว่ากระบวนการเรียนรู้เรื่อง field work นี่ไม่มีที่ไหนเขาสอนกัน ไม่มีนะคะ ไม่มีการสอน เป็นประสบการณ์ชีวิตค่ะ ต้องเรียนทั้งชีวิต ตอนแรกคุณก็ต้องเซ่อๆ ซ่าๆ แล้วคุณก็จะโดนอะไรที่แย่ๆ ฉะนั้นต้องมีใจที่จะทำให้สำเร็จ แต่ว่าแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันได้ ซึ่งจะให้มาสรุปคงยาก เพราะไม่เหมือนกันเลยแต่ละท้องที่

 

ศรีศักร วัลลิโภดม

ผมเสริมนิดหนึ่งนะครับ งานครั้งนี้นะครับ เรา save ความรู้จากคนแก่ๆ ที่เราไปสัมภาษณ์เป็นจำนวนมาก เพราะหลายท่านได้สิ้นชีวิตไปแล้ว อย่างเช่นทางจันทบุรีหรือที่หลายแห่ง คนที่มาร่วมตายไปแล้วหลายคนนะครับ แล้วก็นับว่าเป็นช่วงที่ทันเวลาที่สุดเลย ใครจะแสดงความคิดเห็นอะไรอีกไหมครับ เชิญครับ

 

ผู้ร่วมการประชุม

กราบเรียนท่านอาจารย์ ผมไม่ได้อยู่ในกลุ่มนักวิชาการหรือนักวิจัย บางทีสิ่งที่จะเรียนถามอาจจะพูดด้วยความไม่เข้าใจก็ต้องขออภัยด้วยนะครับ คืองานวิจัยที่นำเสนอ อย่างหนึ่งที่พูดถึงนโยบายของรัฐทำให้มากระทบกับชีวิตของชาวบ้านในท้องถิ่นให้เปลี่ยนแปลงไป อย่างเช่นการท่องเที่ยวนะครับมาเปลี่ยนแปลงเรื่องผีตาโขนนะครับ ไม่ทราบว่างานวิจัยลงลึกไปถึงว่า ค่านิยมหรือความเชื่อถือของท้องถิ่นควรจะมีการเปลี่ยนแปลงไหม เพราะว่ายุคสมัยจนถึงปัจจุบันนี้แล้วนะครับ อะไรก็เปลี่ยนแปลงไปเยอะ อย่างเช่นที่ผมเคยไปที่พระธาตุศรีสองรักษ์นะครับ ก็เห็นข้อความห้ามไม่ให้ผู้หญิงเข้าไปในบริเวณพระธาตุศรีสองรักษ์ ในใจก็คิดว่า วัฒนธรรมประเพณีเขามีมาอย่างไรถึงมีเหตุผลอย่างนั้น ทั้งที่ว่าพระธาตุศรีสองรักษ์ก็ไม่ได้เกี่ยวกับว่ามีพระบรมสารริกธาตุอย่างทางเหนือใช่ไหมครับ ว่าจะด้วยความเชื่ออะไรก็แล้วแต่ พระธาตุศรีสองรักษ์ก็เป็นเพียงอนุสาวรีย์ของกษัตริย์สองประเทศสร้างเพื่อจะบอกถึงความรักนะครับ ไม่มารุกรานกันอะไรก็แล้วแต่ ทีนี้ก็ว่าค่านิยมอย่างนี้ ความเชื่ออย่างนี้ ควรมีการเปลี่ยนแปลงไหม หรือว่าอีกอย่างหนึ่งในใจผม ผมว่าไม่เข้าใจอยู่ว่า พระธาตุศรีสองรักษ์เมื่อเป็นเพียงอนุสาวรีย์แล้วกลายเป็นความศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร ตรงนี้ อยากจะเรียนขอความรู้จากอาจารย์ด้วย

ข้อสองนะครับ งานวิจัยที่นำเสนอ นักวิจัยท้องถิ่นก่อนที่จะนำเสนอ สกว. ได้มีการเสนอต่อชุมชนของท้องถิ่นไหมครับ เพื่อที่เขาจะได้รู้ว่า ข้อมูลทั้งหมดที่รวบรวมมานี่ถูกต้องทั้งหมด ได้ให้เขาได้มีโอกาสมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในลักษณะอย่างนี้นะครับ ในชุมชนเขานะครับ แล้วก็ตรงกับความต้องการของเขาหรือเปล่า ครับ ขอบคุณมากครับ

ศรีศักร วัลลิโภดม

ครับ ขอบคุณมากครับ เอาเรื่องแรกก่อนนะครับ เรื่องพระธาตุศรีสองรักษ์ว่าพระธาตุเจดีย์องค์นั้นไม่ใช่มีที่บรรจุพระบรมธาตุ ทำไมต้องหวงห้ามไม่ให้ผู้หญิงเข้าใช่ไหมครับ ต้องขออธิบายอย่างนี้ว่า ในความเชื่อของคน สิ่งที่สำคัญของความเชื่อของคนนะครับคือ เรื่องศักดิ์สิทธิ์ และเรื่องสาธารณ์ ที่เป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์เป็นเรื่องธรรมดาของทางโลก จะมีขีดกั้นไว้เลย เมื่อคุณละเมิดเข้าไป บางทีจะทำความวิบัติให้กับท้องถิ่นนั้น เป็นความเชื่อของคนท้องถิ่นนะครับ ในเรื่องของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่จำเป็นจะต้องมีธาตุหรือไม่ธาตุ เรื่องประเพณีของท้องถิ่นนั้นเขาห้ามไม่ให้เข้าไป แล้วห้ามไม่ให้เข้าไปไม่ได้หมายความว่าจะไปกีดกันสิทธิอะไรต่างๆ ถ้าเรามองจากข้างนอกเข้าไปแบบนกก็กีดกันสิทธิมนุษยชน แต่ว่าคนในท้องถิ่นบอก ถ้าผู้หญิงเข้าไปแล้วความวิบัติจะเกิดขึ้นในชุมชนตรงนั้น นี่คือสิ่งที่อธิบายนะครับ กติกาที่บอกเป็นจารีตบอกไว้นะครับ หรือเป็นขึด เป็นขะลำ เป็นตาบูที่เกิดขึ้นนะครับ ไม่สามารถที่จะบอกว่าใครคิดขึ้นมาได้ แต่เป็นสิ่งที่ถือปฏิบัติกันเรื่อยมา เมื่อใครไปละเมิดเข้าจะเกิดความวิบัติเข้ามา

สังคมแบบประเพณีอย่างพระธาตุศรีสองรักษ์เขาไม่ใช่ชุมชนแบบอย่างใหม่อย่างเรา เขาอยู่ด้วยระบบความเชื่อย่างนี้อย่างเครียดเลย เมื่อการละเมิดไป คนที่ละเมิดเข้าไปบอกว่าชั้นมีสิทธิที่จะเข้าไปได้ ผู้หญิงเข้าได้ แต่คนท้องถิ่นเขาก็เป็นความวิบัติของทั้งสังคมนะครับ นี่คือปัญหาครับ แล้วกรณีนี้เกิดขึ้นบ่อย ครั้งหนึ่งมี ส.ว. คนหนึ่งจะไปละเมิดพระธาตุดอยสุเทพ ถ้าเข้าไปเกิดความวิบัติของเขา นี่คือขึดนะครับ คือข้อห้าม ซึ่งเราต้องเคารพครับ เวลาเราเข้าไปในท้องถิ่นเราต้องเคารพตรงนั้นครับ อย่างฝรั่ง บางทีเป็นกฎหมายด้วยซ้ำ ไม่ออกจารีต คุณเข้าไปไม่ได้ครับ ต้องยอมรับต่อกติกาของท้องถิ่น ถ้าเราไปเปลี่ยนเข้าโดยใช้อำนาจทางรัฐเข้าไปเปลี่ยนแปลงจะเกิดความเดือดร้อนขึ้นในสังคมนั้น อันนี้ต้องทำความเข้าใจครับ เป็นความคิดด้านแนวมานุษยวิทยาทุกคนต้องเรียนรู้เพราะสำคัญ

แล้วเรื่องขึดหรือตาบูนะครับ ถ้าลึกลงไป แล้วเราเข้าไปไม่ถึง ยกตัวอย่างเช่น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสึนามิที่เขาหลักนี่มีขึด ที่บอกว่าอย่าตั้งถิ่นฐานตรงนั้นเพราะเป็นเขตอันตราย เขาถึงได้มีรูปของแผ่นหินที่เป็นผีอยู่ ต้องเคารพบูชาเกิดเป็นเจ้าพ่อเขาหลักขึ้นมา ชาวบ้านเขาไม่ปัดไป แล้วเกิดเป็นเขตสามร้าง แล้วปรากฏว่า เขาก็มีเหตุผลของเขานะครับ ปรากฏว่าเหตุการณ์เกิดขึ้น ท่านรู้ไหมครับนักวิจัยญี่ปุ่นผู้เชี่ยวชาญสึนามิบอกว่าคลื่นที่กระทบเขาหลักนั้นแรงเหมือนปรมณูกระทบ คลื่นที่สูงสิบถึงสิบห้าเมตร ปะทะเลย เพราะฉะนั้น คนโบราณรู้แต่ไม่อธิบายเป็นวิทยาศาสตร์ อธิบายเป็นความเชื่อ เพราะว่ากลัวไอ้บัวใต้น้ำไม่รู้เรื่อง ต้องทำแบบนี้ครับ เบื้องหลังของความเชื่อที่เป็นขึดหรือขะลำหรือนักศึกษามานุษยวิทยาเรียกว่าตาบูนั้นมีเบื้องหลังที่ลึกลับมาก แล้วคนโบราณเขาต้องรู้ว่ามีอะไรสักอย่างหนึ่งแต่ว่าเราถอดรหัสตรงนั้นไม่ได้ แต่ถ้าไปทำจะเกิดกระทบจิตใจเข้าทันทีเลย นี่คือเรื่องที่อยากจะอธิบายตรงนี้ครับ พวกเราไปนะครับ พวกผมไปนี่ไม่กล้าหรอก เขาไหว้ผี ผมก็ต้องไหว้ผีนะครับ เพราะสถานที่อันนั้นไม่ใช่เพียงปัจเจกบุคคล รักษาความสัมพันธ์ของสังคมของเขาอยู่ได้อย่างยั่งยืน ความเป็นมนุษย์ของเขา อันนี้ตอบปัญหาอันแรก

 

ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์

ผมคิดว่าเรื่องความเชื่อของคนนี้นะครับ เราจะบอกว่าควรเปลี่ยนหรือไม่ควรเปลี่ยนก็ต้องถามว่าใครมีสิทธิ์ที่จะพิจารณาว่าความเชื่อของคนในท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งควรเปลี่ยนหรือไม่ควรเปลี่ยน อย่างผีตาโขนนี้เราจะเอาให้เจ้าพ่อกวนเปลี่ยนวันที่อย่างนี้ วันที่ทำพิธีบ้างอะไรบ้างต่างๆ นานา เพื่อสนองความต้องการของคนใหญ่คนโต เป็นต้น ใครเป็นคนคิดว่าควรเปลี่ยนไม่ควรเปลี่ยนแล้วเหมาะสมอย่างไร เป็นปัญหาใหญ่ เพราะว่าเราคิดว่าควรเปลี่ยนเพราะว่าสะดวกสำหรับคนใหญ่คนโต หรือรัฐมนตรีจะไปในวันนั้น หรือว่าเราไม่ควรเปลี่ยนเพราะว่าเปลี่ยนแล้วจะทำให้เกิดความหมางใจในคนในท้องที่ จะเกิดความเดือดร้อนทำให้เกิดความกระทบกระเทือน กระทบกระทั่งคนท้องที่ ถ้าหากเราถือว่าเราเป็นผู้มีอำนาจจะเปลี่ยนอย่างไรก็ได้ตามใจชอบ เราก็เป็นเผด็จการ ถ้าหากจะเปลี่ยนโดยถือว่า เราจะไม่เปลี่ยนในฐานะที่เราเชื่อในคนของเขา เพราะว่าเราเข้าใจว่าถ้าหากเกิดการเปลี่ยนหัวใจวัฒนธรรมของท้องถิ่นนั้น ถ้าเกิดการเปลี่ยนแล้ว จะทำให้เกิดความบาดหมางใจของคนในที่นั้น ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเรา ระหว่างรัฐกับคนในท้องที่จะเกิดบาดหมางกัน เห็นไหมครับทั้งหมดขึ้นอยู่กับความเข้าใจ แต่ถ้าหากเราคิดว่าเปลี่ยน ผมเข้าใจว่าคุณพูดถึงควรหรือไม่ควร ตามหลักคือคุณ คิดถึงวิทยาศาสตร์ หลักของนิวตัน ความจริงนิวตันก็เป็นคนที่เชื่อในไสยศาสตร์อย่างมโหฬาร นะครับ นี่เป็นความจริงประวัติของนิวตัน แต่ว่ากฎเกณฑ์ที่เขาออกมาเราก็คิดว่า นั่นแหละต่อต้านทุกอย่างทุกสิ่งที่ว่าพิสูจน์ไม่ได้ตามหลักเกณฑ์วิทยาศาสตร์ แต่ว่าเอามาใช้ในที่นี้ไม่ได้ เพราะเหตุว่าของที่จุดสำคัญของเราที่พูดมาตั้งแต่ต้นแล้ว ในระหว่างที่รัฐกับท้องที่ต่างมีโอกาสที่จะทะเลาะกัน บาดหมางกันเพราะคนเราฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะย่ามใจใช้อำนาจส่วนตัวไปกระทำต่อคนในท้องที่โดยไม่คิดถึงใจเขา ไม่เข้าใจต่อประเพณีวัฒนธรรมเขา เป็นสิ่งที่จะทำให้เกิดปัญหาต่อประเทศชาติอย่างมโหฬาร

เราทำไปเพราะว่าโดยความไม่เข้าใจ หรือรัฐทำเพราะว่า หนึ่งมีอำนาจ สอง เราจะทำตามฝรั่ง ฝรั่งทำอย่างนี้ เราก็จะทำตามอย่าง ฝรั่งวิเศษ เราคนไทยไม่วิเศษ ฝรั่งถืออย่างนี้ เราก็จะถืออย่างนี้ ในที่สุดส่วนลึกที่สุดก็เพื่อเราจะเอาสตางค์จากฝรั่ง ก็เลยกลับมาถึงปัญหาอีกปัญหาหนึ่งที่ต่อเนื่องมาถึงปัตตานีด้วย ก็คือว่า สตางค์กับคุณธรรมน่ะ อย่างไหนมีค่ามากกว่ากัน อย่างไหนมีคุณ-นะ-ค่ามากกว่ากัน ผมเล่านิทานนิดหนึ่งได้ไหม

เมื่อผมคิดว่าเป็นสมัยหลังจอมพลสฤษดิ์มาไม่เท่าไหร่ ประวัติของผม ผมกลับมาจากต่างประเทศ สมัยก่อนจอมพลสฤษดิ์ตายใหม่ๆ ครั้งแรกไปทำงานอยู่กรมคดีศาลแขวง พ่อผมจับผมไปใส่ไว้ ผมไม่เหมาะหรอกกับที่นั่น ผมเป็นตำรวจไม่ได้ เราก็เป็นตำรวจที่ดีก็ไม่ได้ ที่เลวก็ไม่ได้ แต่ว่าเข้าไปอยู่ที่นั่น เกิดมีเศรษฐีมหาเศรษฐีคนจีนเข้ามาก็ในตำรวจนั้นมีประมาณยี่สิบคน แบ่งออกเป็นสองฝ่าย ครึ่งหนึ่งประมาณไม่ถึงสิบคนดียกมือไหว้เศรษฐีคนนั้น ไหว้กันอย่างอ่อนน้อมเข้ามาหาหัวหน้ากองคดีศาลแขวงคงเรื่องสินบนอะไรกันบางอย่าง อีกสิบกว่าคนบอก เฮ้ย กูไม่ไหว้แม่งหรอก ถึงเป็นมหาเศรษฐีแต่เหี้ย กูไม่ไหว้หรอก ตอนนั้นเป็นตอนที่กำลังมีการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยนะครับค่อนข้างแรง ผมว่าเดี๋ยวนี้เขายกมือไหว้หมด เชื่อไหม ผมขอบพระคุณครับ เท่านี้แหละเล่าให้ฟัง

 

ปรานี วงษ์เทศ

คือความจริงที่ให้อาจารย์อคินตอบก็คือไม่ต้องตอบ เพราะว่าก็เช่นเดียวกับอาจารย์ว่า จะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยน จริงๆ สังคมและวัฒนธรรมเปลี่ยนมาตลอดนั่นแหละ เปลี่ยนมาหลายหมื่นปีแล้ว ถึงเราไม่ทำอะไรก็เปลี่ยน ไม่ต้องไปกลัว แต่ว่าการเปลี่ยนก็ให้เป็นไปตามกระบวนการท้องถิ่นหรือชุมชนเขาพร้อมจะเปลี่ยนหรือรักษาเอาไว้ก็เป็นเรื่องของเขา อย่างที่อาจารย์อคินว่า การที่จะเข้าไปตัดสินแทนเขานั้นเราเป็นใคร เราเป็นเทพเจ้าหรือ เราคิดว่าเราวิเศษ เราถูกต้องกว่าเขาแล้วหรือ จะไปตัดสินใจแทน นั่นเป็นประเด็นที่เราต้องมองให้ลึกว่าไม่ใช่หน้าที่ของเรานะคะ

อยากจะตั้งคำถามอันหนึ่งว่า เวลาพูดถึงพระธาตุว่าห้ามผู้หญิงขึ้นไป จะตั้งคำถามว่า ความศักดิ์สิทธิ์เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้หรือเปล่า ถ้าเผื่อว่ามาตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องศาสนาความเชื่อ เช่นเรื่องของมุสลิมทำไมห้ามโน่น ห้ามนี่ ไม่ห้ามไม่ได้หรือ อย่างโน้น อย่างนี้ ผู้หญิงก็เปิดไปหมด เปิดหน้าไม่ต้องมาโพกผมหรือว่าอะไรต่ออะไร เรื่องพระธาตุนี่อยากถาม หรืออย่างสถาบันพระมหากษัตริย์ท่านเป็นสมมุติเทพจริงหรือเปล่า ทำไมไม่ถามสถาบัน ทำไมต้องพูดราชาศัพท์กับกษัตริย์ ทำไมต้องอย่างโน้น อย่างนี้ ใช่ไหมคะ คือในสังคมเรามีการอยู่ร่วมกัน และเรารู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่ควร คนที่เป็นหัวหน้าที่ยกย่อง เราให้ความเคารพนับถือ ตั้งแต่พ่อแม่ ตั้งแต่บรรพบุรุษ แล้วคนที่เป็นหัวหน้าเป็นชนเผ่า พอเขาทำคุณงามความดีปกปักรักษาเราได้ เราก็เคารพยกย่องเขาให้เป็นเทพเจ้า แต่ถ้าเผื่อเราเอาคำถามปัจจุบันมาถามเรื่องศาสนานี่ว่าจริงหรือเปล่า ทำไมมีใครกล้าตั้งกับสถาบันกับกษัตริย์หรือเปล่า ไม่ได้ให้ตอบ แต่ลองคิดดูว่า บางทีเราเอาคำถามที่เป็นเหตุเป็นผล เพราะใช้ไม่ได้ มนุษย์ไม่ได้อยู่เป็นเหตุเป็นผลอย่างเดียว มีอะไรหลายๆ อย่างที่ไม่ใช่เป็นเรื่องปัจเจก เป็นเรื่องของส่วนรวมของกลุ่มที่สัมพันธ์เกี่ยวข้องโยงใยกันมากมายมหาศาล เป็นเรื่องของจิตใจที่พูดด้วยเหตุผลหรือตรรกวิทยาศาสตร์อย่างเดียวไม่ได้ เป็นคุณูปการของการทำความเข้าใจต่างถิ่นว่าเราต้องเข้าใจการเรียนรู้ความแตกต่าง เพื่อที่จะลดอคติ ลดการเหยียดหยาม ลดการที่ทำร้ายกันทั้งวาจาและกิริยาท่าทาง คือมนุษย์นี่น่าสงสารพออยู่แล้ว ไม่ต้องทำร้ายกันก็ต้องตายอยู่แล้ว ให้เข้าใจกันมากขึ้น และก็ลดอคติเท่านั้นเอง นั่นคือคุณูปการของวิชามานุษยวิทยา คือการศึกษาตัวเราเองเข้าใจ คือการศึกษาคนอื่นเพื่อเปรียบเทียบว่า มนุษย์เหมือนกันหมดทั้งโลก ต่างกันที่ว่าทำเขา เพราะฉะนั้นให้เข้าใจความหมายว่าทำไมเขาถึงมีวิถีชีวิตแบบนั้น ทำแบบนั้น ไม่ทำแบบนี้ เพราะอะไร เขาทำแบบนี้ไม่ใช่ว่าเพราะเขาเป็นสัตว์ ไม่ใช่เขาโง่กว่าเรา เราก็ทำอะไรตามใจเราเหมือนกัน แต่เขาไม่มีสิทธิบงการเราเท่านั้น เพราะเขามีเงินน้อยกว่าเรา หรือมีการศึกษาน้อยกว่า การศึกษาในแง่ทางการที่คุณจะจบปริญญาหรือไม่จบปริญญา หรือมีตำแหน่งทางวิชาการอะไรก็ตาม นี่คือสิ่งที่เราเรียนรู้และอยู่ได้ สบายใจ เรียนวิชานี้ ลองมาเรียนดูซิคะ

 

ศรีศักร วัลลิโภดม

เชิญอาจารย์ครับ คิดว่ามีอีกคำถามหนึ่งนะครับ เชิญอาจารย์ครับ

 

อาจารย์ ภุชงค์ บุญอภัย (นักวิจัยท้องถิ่น)

ของผมไม่ใช่คำถามนะครับ อาจจะนอนไม่หลับถ้าไม่ได้มาชี้แจง เพราะว่าเท่าที่ได้ฟังคำถามมานะครับ มีความรู้สึกไม่สบายใจตรงที่ว่า เขาอาจจะสงสัยว่าผมเป็นนักวิจัย เอาข้อมูลตรงนั้นมาได้ยังไง มานั่งเทียนเขียนกันเองหรือเปล่า อย่างนี้นะครับ ก็กลัวจะถูกตำหนิ จะทำงานให้เขาแล้ว จะมาว่าเราว่าเอาข้อมูลมาได้อย่างไร ขอชี้แจงนิดหนึ่งนะครับ ในส่วนของผมที่ทำงานวิจัยที่ได้รับมอบหมายในส่วนจังหวัดจันทบุรีนี้ วิธีการของผมคือว่า ในการที่จะทำงานวิจัยอันนี้ ผมพิจารณาทีมงานวิจัยเข้าร่วมทำงานของผมนะครับ ก็มองดูว่างานวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยเชิงเกี่ยวกับวัฒนธรรม ประเพณี ประวัติศาสตร์อะไรทำนองนั้น ซึ่งจริงๆ แล้ว ผมก็จะมองไปว่า ทีมงานของผมที่เป็นครูทั้งหมด คนนี้จบประวัติศาสตร์ คนนี้สอนวิชาสังคม คนนี้มีความรู้ด้านวิชาคณิตศาสตร์ คนนี้มีความรู้เรื่องของภาษา ทุกคนสามารถที่จะทำงานที่เกี่ยวข้องกับชิ้นนี้ได้ คือต้องพิจารณาขั้นตอนนี้มาก่อนแล้วหนึ่งครั้ง คือพิจารณาคนที่จะมาทำงานครั้งนี้ก่อน ขั้นตอนต่อไปก็จะพิจารณาเก็บข้อมูล คนที่เราจะนำไปเก็บข้อมูล คนที่มีอายุมากที่สุดในชุมชนนั้นมีใครบ้าง มีจุดไหนบ้าง กระจายให้ทั่วแล้วจึงเก็บ นี่คือวิธีการของผม เราก็จะมองไปตรงส่วนนั้น แล้วเราก็จะจัดเก็บช่วงอายุว่า เราจะเก็บช่วงอายุเท่านี้สักกี่คน อายุกลางคนเท่าไหร่ วัยเด็กนี่เราก็มีนะครับ เราจะเก็บมาตามนั้น โดยการที่ในช่วงแรก ช่วงที่มีอายุ ของผมจะลงไปเก็บในลักษณะที่ เราจะไปรับมาจากบ้าน แล้วมาเปิดเวทีคุยกันที่วัด ที่ศาลาวัดนะครับ ซึ่งที่เราคิดกันนี้ เพราะว่าเราคิดว่าการที่เอาแต่ละท่านมาคุยกัน แต่ถ้าไปคุยคนเดียวอาจจะไปหลงลืม หรือได้ข้อมูลที่ว่าบอกมาว่าเป็นอย่างนี้ เออ เราก็เชื่อ ไม่รู้ว่าเป็นจริงหรือเปล่า แต่ว่าเอามาหลายๆ คนมานั่งถามหรือตอบอะไรกันอย่างนี้นะครับ เขาจะได้โต้ตอบกันเองว่า อย่างนี้ใช่นะ อย่างนี้ไม่ใช่นะ เป็นข้อมูลที่เขาจะโต้เถียงกันเอง แล้วเราจะสรุปว่าตรงนั้นใช่แล้วละ หลายๆ คนสรุปเป็นแนวทางเดียวกัน อันนี้เป็นวิธีการของผมที่ทำมา ในส่วนที่ได้มาแล้วนี่เราก็จะนำมาเรียบเรียง หลายขั้นตอนมาก แล้วกระดาษเราจะทิ้งเป็นส่วนมาก คือทำแล้วไม่ถูกใจ ทิ้งแล้ว ทิ้งเล่า เราจะเอามาผลัดกันอ่าน ผลัดกันวิเคราะห์อะไร เสร็จแล้วเราก็จะมีที่ปรึกษาโดยอาจารย์ศรีศักร จะลงไปดูแลพวกเราบ่อย แล้วก็ทีมประสานงานก็จะถามกันอยู่ตลอดเวลา ไม่เป็นที่พอใจตลอดเวลานะครับ เพราะไม่ดีสักที อันนี้เป็นวิธีการ สำหรับส่วนที่เหลือที่ยังไม่สมบูรณ์ เราก็ลงไปเก็บเป็นระยะๆ แต่ของทางผมนี้มีข้อจำกัดอยู่นิดหนึ่งว่า การทำงานวิจัย ถ้าทำไม่ต่อเนื่อง เหมือนมาเริ่มต้นใหม่ คือการเก็บข้อมูลมาแล้ว เราก็มีภารกิจอื่นๆ ที่ต้องทำ เข้ามาแทนที่ บางครั้งก็ต้องทิ้งไปบ้าง ฉะนั้น พอเรามาเริ่มทำใหม่อีกครั้งหนึ่งก็เหมือนกับมานั่งเริ่มอ่านใหม่ งานวิจัยชิ้นนี้ถ้าเราทำต่อเนื่องจริงๆ แล้ว ผมว่าหกเดือนพวกผมก็ทำกันเรียบร้อย นั่นคือส่วนอ้างอิงตรงส่วนนั้น เรามีหลักฐานจริงๆ ที่เราไปสัมภาษณ์มาจริงๆ เราคิดไม่ออกแน่นอนในการที่จะมานั่งนึก อันนี้ อันนั้น อันโน้น แล้วมาเขียนคงไม่ได้แน่นอนเราได้มาจากจริงๆ ในพื้นที่นะครับ ขอยืนยัน แล้วก็ขอขอบคุณท่านอาจารย์อีกครั้งหนึ่งนะครับที่ให้มีโอกาสเราได้ไปทำงานวิจัยนั้น ทำให้เราได้ข้อมูลชุมชนและก็ได้ช่วยเหลือเรามาตลอดนะครับ ขอขอบคุณ

 

ศรีศักร วัลลิโภดม

ครับ อันนี้ทำทุกอย่างมีหลักฐานนะครับ แต่เผอิญไม่มี footnote เพราะมาจากคำบอกเล่า งานหลายอย่างไม่มี footnote หาไม่ได้หรอก อย่างงานอย่างผมนี่สำรวจค้นคว้าทางโบราณคดีนี้ จะหา footnote อย่างไร ไม่มี มีแต่ my feet อย่างเดียว คือปัญหาจะเกิดขึ้นอย่างนี้นะครับ เพราะฉะนั้นผมก็คิดว่าก็ได้เวลาแล้วนะครับ เดี๋ยวๆ นะครับ ท่านอาจารย์อคินขอเพิ่มเติม
ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์

ผมขอนิดหนึ่งว่าเฟียต (ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ) ยังอยู่หรือไม่รู้ จะบอกหน่อยว่าผมพูดผิดหรือเปล่าไม่รู้อาจารย์แก้ด้วย ผมว่าเฟียตเขาพูดอยู่อย่างหนึ่งเขาว่า เขาคิดว่าหนอนนี้ไม่ใช่หนอนทั้งหมด ข้อมูลมาจากตรงไหน ผมคิดว่า แล้วความหมายต่อไป ผู้ที่ไม่ใช่หนอนคือปัญญาชน ผมคิดว่าอันนั้นไม่ใช่ความหมายของพวกเรา ความหมายของท่านอาจารย์ศรีศักร เพราะว่าเวลาท่านพูดถึงหนอนท่านหมายถึง คือพวกเราไม่ได้คิดแบ่งแยกหรอกว่าปัญญาชนคนที่จบมหาวิทยาลัยหรือไม่ได้จบมหาวิทยาลัยอะไร ผมว่าเราไม่ได้คิดแบ่งแยกอย่างนั้น ผมคิดว่าหนอนคือคนที่อยู่ในท้องที่นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นคนที่จบมาแค่ไหนอะไรก็ตาม ความจริงผมก็ไม่ได้ให้คุณค่ากับคนที่จบปริญญามาเท่าไหร่หรอก ถึงแม้ว่าจบปริญญาเอกเหมือนอย่างผมจบๆ ผมก็ไม่มีคุณค่าเท่าไหร่ ผมก็ไม่รู้หรอก บางอย่างชาวบ้านรู้มากกว่าผมเยอะ ผมไม่คิดว่าการเปรียบเทียบนั้น จะเป็นการเปรียบเทียบที่ใช้ได้ แล้วเราไม่ได้คิดว่าเราแบ่งแยกเลือกคน เราไม่ได้เลือกว่าปัญญาชนหรือไม่ใช่ปัญญาชนครับ ขอบคุณครับผม

 

ศรีศักร วัลลิโภดม

ผมคิดว่าห้าโมงครึ่งแล้วครับ เลยเวลาแล้ว ถ้าขืนต่อไปก็เป็นหกโมง และทุกคนก็หิวข้าว ก็ขอยุติการสัมมนาครั้งนี้นะครับ ขอขอบพระคุณท่านผู้มีเกียรตินะครับ พระคุณเจ้าที่ได้มาร่วมสัมมนานี้นะครับ รวมทั้งนกทั้งหนอนทุกฝ่ายนะครับ ขอขอบคุณ สกว. นะครับที่ได้อำนวยความสะดวกในเรื่องค่าใช้จ่ายนะครับ แล้วก็ขอขอบคุณศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรที่ให้ใช้ห้องประชุมนี้นะครับ ขอขอบคุณครับ สวัสดีครับ