“ดอนสวรรค์” กับคำถามการมีอยู่ของ “สิทธิชุมชน” ในประเทศไทย
บทความ       ขนาด   

“ดอนสวรรค์” กับคำถามการมีอยู่ของ “สิทธิชุมชน” ในประเทศไทย

บทความโดย ปิยชาติ สึงตี

เข้าชม 1122 ครั้ง

 

 

 

“ดอนสวรรค์” กับคำถามการมีอยู่ของ “สิทธิชุมชน” ในประเทศไทย

 

 

 

๑. เกริ่น

            เมื่อวันเสาร์ที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ เจ้าหน้าที่วิชาการประจำมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ได้รับเชิญจากกลุ่มเครือข่ายรักษาดอนสวรรค์เพื่อไทสกล ร่วมอภิปรายเรื่อง "สิทธิชุมชนกับการปฏิรูปกฎหมายไทย" ร่วมกับ ดร.เอกพร รักความสุข ประธานมูลนิธิวิทยาลัยชาวบ้าน ดำเนินรายการโดย คุณรชต มูลทรัพย์ ณ เวทีโสเหล่กันวันเสาร์ ศาลาเอนกประสงค์ผู้สูงอายุ หลังรพ.สกลนคร สาขา ๑ (ไฟฟ้าเก่า)

 




 

            ที่มาที่ไปของการเสวนาครั้งนี้เกิดขึ้นจากปัญหาข้อพิพาทระหว่างชาวสกลนคร ในนามเครือข่ายรักษาดอนสวรรค์เพื่อไทสกล กับสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ ใน “กรณีข้อพิพาทเกาะดอนสวรรค์” เริ่มจากมีความพยายามของฝ่ายคณะสงฆ์ของจังหวัดสกลนครขึ้นทะเบียนสถานที่บนดอนสวรรค์ให้เป็นวัดร้างโดยสมบูรณ์ และเมื่อเข้าพรรษาในปีที่ผ่านมา คณะสงฆ์กลุ่มหนึ่งได้รับการสนับสนุนจากวัดธรรมกาย นำพระเข้าไปจำพรรษาอยู่ดอนสวรรค์ และมีความพยายามรังวัดที่ดินขอออกโฉนดจากทางภาครัฐผ่านการเร่งรัดจากกรรมาธิการทางศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฏร และดำเนินการโดยหน่วยงานภายในจังหวัดสกลนครหลายหน่วยงาน จึงเป็นที่มาของกรณีพิพาทกับภาคประชาสังคมของชาวสกลนคร มีผู้คนจำนวนมากแสดงเจตจำนงไม่ต้องการให้มีการออกโฉนดที่ผิดกฏหมายเช่นนี้เกิดขึ้น นำไปสู่การร่วมคัดค้านในโซเชียลมีเดียและการรวมกลุ่มประท้วงเป็นระยะๆ จนทำให้รัฐไม่สามารถออกโฉนดที่ดินดังที่ต้องการได้ แต่ก็ยังอยู่ในการดำเนินการหาข้อยุติเพื่อพิสูจน์ข้อมูลว่ากรณีดอนสวรรค์เคยมีวัดร้างตามกฎหมายหรือไม่ โดยประชาชนชาวสกลนครเสนอข้อมูลอีกด้านในทางประวัติศาสตร์บอกเล่าจากความทรงจำและเอกสารหลักฐานต่างๆ ว่าพื้นที่ดอนสวรรค์นั้นไม่เคยมีศาสนสถานในฐานะการเป็น “วัด” อย่างสมบูรณ์แต่อย่างใด (จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์. ปีที่ ๑๗ ฉบับที่ ๙๗: มกราคม-มีนาคม ๒๕๕๖.หน้า ๑๔)

           

 

 

๒. ทบทวนกฎหมายสิทธิชุมชนในสังคมไทย

 

            วลัยลักษณ์ ทรงศิริ เริ่มต้นการอภิปรายด้วยการตั้งคำถามกับคำว่า “สิทธิชุมชน”  เอาเข้าจริงแล้วมีปัญหาตั้งแต่การนิยามคำว่า “ชุมชน” คืออะไร เพราะชุมชนสังคมแต่เดิมไม่ได้มีขอบเขตที่ชัดเจนแน่นอนตายตัว อย่างการแบ่งการปกครองส่วนท้องถิ่นปัจจุบัน แบ่งออกเป็น หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ทว่าชุมชนของคนในสังคมไทยเดิม อยู่ร่วมกันด้วยจารีตประเพณี ความเชื่อ การหาอยู่หากิน และอื่นๆ ฉะนั้นจึงเป็นปัญหาว่ากฎหมายจะนิยามชุมชนว่ามีขอบเขตอย่างไร อีกทั้งในปัจจุบันชุมชนเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกมากมาย ทั้งชุมชนเมือง ชุมชนหมู่บ้านจัดสรร ชุมชนอาคารชุดพักอาศัย เป็นต้น

            ต่อจากนั้นคุณวลัยลักษณ์ ได้ชวนผู้เข้าร่วมฟังหันกลับไปทบทวนกับการจัดการทรัพยากรของชุมชนในอดีตว่ามีการจัดการอย่างไร การจัดการทรัพยากรสาธารณะของชุมชนผู้คนในอดีตนั้น ในสังคมไทยมีการจัดการที่คล้ายคลึงกันคือ ผ่านการอุทิศพื้นที่สาธารณะไม่ว่าเป็นที่ดิน หนองน้ำ ภูเขา ชายฝั่งทะเล ให้เป็นของสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ ในรูปแบบของ ผี พระ ในกลุ่มคนพุทธ ส่วนในกลุ่มคนอิสลามก็ยกพื้นที่สาธารณะเหล่านี้ให้กับ “พระเจ้า” หรือ “อัลเลาะห์” กล่าวคือไม่มีใครกลุ่มใดสามารถเข้ามาครอบครองเป็นของปัจเจกบุคคลได้


 

            ปัญหาในการจัดการทรัพยากรชุมชนเริ่มเกิดขึ้น เมื่อมีการออกโฉนดที่ดินให้ผู้ถือครองของบุคคล ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีผลสำคัญมากต่อการถือครองที่ดินของบุคคล ทำให้ที่ดินกลายเป็นสินทรัพย์ส่วนบุคคล

            เมื่อมีเศรษฐกิจระบบตลาดเกิดขึ้น ประกอบกับจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทำให้ที่ดินกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีราคาค่างวด ผู้คนเริ่มมีความประสงค์ครอบครองที่ดินเป็นส่วนบุคคล ทำให้การจัดสรรทรัพยากรชุมชนเริ่มมีปัญหา อย่างในกรณีชาวมุสลิมในภาคใต้ เดิมการแบ่งทรัพยากรในครอบครัว สืบถอดผ่านทางพี่ชายคนโตของบ้านในยามพ่อ-แม่ เสียชีวิตไปแล้ว กล่าวคือโฉนดที่ดินอยู่ในชื่อของพี่ชายคนโตที่คอยดูแลและจัดสรรทรัพยาการให้กับพี่น้องในครอบครัว แต่เมื่อที่ดินมีราคาสูงขึ้น ความขัดแย้งในการจัดการทรัพยากรที่ทุกคนต้องการมีส่วนร่วมในการถือครอง กลายเป็นปัญหาขึ้น

            ไม่แต่ภายในครอบครัวเท่านั้น คนจากภายนอกในชื่อของนายทุน หลายคนได้เข้ากว้านซื้อที่ดินเป็นจำนวนมากในพื้นที่ชุมชนต่างๆ เห็นได้ชัดในกรณีของย่านเก่าในกรุงเทพมหานคร เช่น เวิ้งนาครเกษม ชุมชนเก่าแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ กำลังถูกเปลี่ยนให้เป็นศูนย์การค้า

            ไม่เว้นกระทั่งวัดกับชุมชนที่เคยพึ่งพาอาศัยกันก็เกิดความเปลี่ยนแปลง เมื่อที่ดินของวัดที่เคยอยู่ร่วมกับชุมชนมีมูลค่าเพิ่มขึ้น เจ้าอาวาสวัดไม่ใช่คนในชุมชนมาก่อนเป็นผู้ได้รับการแต่งตั้งมาจากภายนอก ความสัมพันธ์ขาดห้วงกันเช่นนี้ทำให้เกิดปรากฏการณ์วัดฟ้องไล่ที่ชุมชนรอบวัด ชาวบ้านในชุมชนรอบวัดก็ประท้วงขับไล่เจ้าอาวาส

            ตัวอย่างเหล่านี้ก็ล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาเกิดขึ้นกับสังคมไทย ซึ่งเปรียบได้กับ “ระเบิดเวลา” ที่รอวันแตกหักเพราะขาดการจัดการในที่ดินทรัพยากรตลอดจนกฎหมายที่ใช้มาโดยตลอดขาดประสิทธิภาพในการจัดการปัญหา

            เมื่อหันกลับมามองด้านกฎหมายที่ให้ “สิทธิชุมชน” ในการจัดการทรัพยากรของตนเองของประเทศไทยนั้น เริ่มต้นขึ้นเป็นครั้งแรกใน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ ในหมวดที่ ๓ มาตราที่ ๕๖

 
  

      สิทธิของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการบำรุงรักษาและการได้ประโยชน์จาก ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ และในการคุ้มครองส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมเพื่อให้ดำรงชีพอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่องในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อ สุขภาพอนามัย สวัสดิภาพหรือคุณภาพชีวิตของตนย่อมได้รับความคุ้มครอง ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ


 



      การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิด ผลกระทบ อย่างรุนแรง ต่อ คุณภาพสิ่งแวดล้อม จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม รวมทั้งได้ให้องค์การอิสระซึ่งประกอบด้วย ผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการดังกล่าว ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ

      สิทธิของบุคคลที่จะฟ้องหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือ องค์กรอื่นของรัฐเพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย ตามวรรคหนึ่งและวรรคสองย่อมได้รับความคุ้มครอง

          

            นั่นเป็นครั้งแรกที่มีการให้ “สิทธิ” กับชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของตนเอง ต่อมาเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้ทำให้ประเด็นเรื่อง “สิทธิชุมชน” ชัดเจนเพิ่มขึ้น โดยระบุไว้ใน หมวดที่ ๓ ส่วนที่ ๑๒ มาตรา ๖๖, ๖๗ ของรัฐธรรมนูญฉบับมีการใช้อยู่ในปัจจุบัน

 

มาตรา ๖๖ รัฐธรรมนูญ แห่ง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐

        บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชนชุมชนท้องถิ่นหรือชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ย่อมมีสิทธิอนุรักษ์หรือ ฟื้นฟู จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น และของชาติ และมีส่วนร่วม ในการจัดการ การบำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม รวมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืน

 

มาตรา ๖๗ รัฐธรรมนูญ แห่ง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐

      สิทธิของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการอนุรักษ์ บำรุงรักษา และการได้ประโยชน์ จากทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพ และในการคุ้มครอง ส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมเพื่อให้ดำรงชีพอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่องในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพหรือคุณภาพชีวิตของตน ย่อมได้รับความคุ้มครองตามความเหมาะสม

      การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้าน คุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษา และประเมิน ผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อน รวมทั้งได้ให้องค์การอิสระซึ่งประกอบด้วย ผู้แทนองค์การเอกชน ด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติ หรือด้านสุขภาพให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการดังกล่าว

      สิทธิของชุมชนที่จะฟ้องหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่นหรือ องค์กรอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคล เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัตินี้ย่อมได้รับความคุ้มครอง

 

            อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะมีการนำเรื่องสิทธิชุมชน ใส่เข้าไปในรัฐธรรมนูญแล้ว ก็ตามแต่ในความเป็นจริงของการจัดการทรัพยากรก็ยังมีปัญหาตามมาอีกมาก เนื่องจากกฎหมายที่มีความทับซ้อนกัน ระหว่างกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการหรือถือครองที่ดิน ดังเห็นได้ในตัวอย่างจากประเด็นต่อไป

 


 

การรวมพลังของชาวไทสกลคัดค้านการออกโฉนดที่ดอนสวรรค์เพื่อทำเป็นธรณีสงฆ์ โดยมีองค์กรของธรรมกายมีส่วนร่วมในการขอใช้พื้นที่สาธารณะผ่านทางคณะสงฆ์ของจังหวัดสกลนคร

 

 

 

๓. ปัญหาสิทธิชุมชน “ดอนสวรรค์” และอื่นๆ อีกมากมาย

 

            กฎหมายรัฐธรรมนูญถือว่าเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ ได้มีการให้ความสำคัญกับสิทธิชุมชน จนปรากฏออกมาในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับ พ.ศ. ๒๕๔๐ และ ฉบับ พ.ศ. ๒๕๕๐ แต่ด้วยความทับซ้อนของกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรประกอบกับราคาค่างวดของที่ดินเปลี่ยนแปลงไป ก็ได้ทำให้การออกกรรมสิทธิ์ที่ดินกลายเป็นปัญหาสำคัญประการหนึ่งสำหรับสังคมไทย ดังเห็นได้จากกรณี “ข้อพิพาทเกาะดอนสวรรค์” จังหวัดสกลนคร และอีกหลายกรณี

          

 

(ภาพซ้าย : พื้นที่รอบหนองหารดอนสวรรค์เป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านใช้เป็นสถานที่พักผ่อน และทำกิจกรรมร่วมกันในเทศกาลต่างๆ)

(ภาพขวา : งานสงกรานต์ที่เกาะดอนสวรรค์) : ขอบคุณภาพจาก  facebook/ ฮักหนองหาร

https://www.facebook.com/NaksuksaPhithaksHnxngHarPkpxngDxnSwrrkh

 

 

ดอนสวรรค์ สิทธิชุมชนหรือสิทธิธรณีสงฆ์

 

            เริ่มรากฐานของปัญหาขึ้นมาจากความพยายามเข้าไปถือครอง “เกาะดอนสวรรค์” พื้นที่สาธารณะของชุมชนรอบหนองหาร ของกลุ่มคณะสงฆ์ธรรมกาย ที่กระทำผ่านสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ ในการประกาศว่าบนเกาะดอนสวรรค์มีวัดร้างตั้งอยู่ ฉะนั้นพื้นที่แห่งนี้จึงเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายพุทธศาสนา ไม่ใช่ของชุมชน ทั้งที่คนในชุมชนต่างก็อ้างว่า พื้นที่ดอนสวรรค์ไม่เคยมีวัดตั้งอยู่ แต่เคยใช้เป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมตามประเพณีของชาวบ้าน เมื่อสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติต้องการประกาศว่าพื้นที่แห่งนี้เป็นวัดร้างเป็น “ธรณีสงฆ์” จึงสามารถออกโฉนดและดำเนินการจัดการกับพื้นที่ต่อไปได้ ตามความประสงค์ของคณะสงฆ์ธรรมกายที่ส่งพระสงฆ์ขึ้นไปตั้งวัดสาขาธรรมกายขึ้นบนพื้นที่ดอนสวรรค์ จนกลายเป็นความขัดแย้งข้อพิพาทกับชาวบ้าน

           


จากเขาสู่เล: กรณีเทือกเขาบรรทัดถึงอ่าวปัตตานี

 

            นอกจากกรณีของดอนสวรรค์แล้ว ปัญหาข้อพิพาทระหว่างชุมชนกับหน่วยงานรัฐหรือภาคเอกชนภายนอกก็มีเกิดขึ้นให้เห็นได้ในกรณี อย่างกรณี “การประกาศพื้นที่อุทยานเทือกเขาบรรทัดทับซ้อนพื้นที่ชุมชน” ของชาวบ้านเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด เนื่องจากการจัดการพื้นที่ของชาวบ้านเดิมนั้นเป็นการจัดการพื้นที่ใช้ร่วมกันมาตั้งแต่ครั้งอดีต เมื่อทางภาครัฐประกาศพื้นที่อุทยานกับไม่ได้มองถึงสังคมหรือชุมชน แต่ใช้กฎหมายของทางอุทยานและป่าไม้ ใช้ดาวเทียมจากอากาศแล้วขีดเส้นลงมาบนพื้นที่ป่า ทั้งที่เป็นการยากมากที่จะมองให้เห็นได้ว่าพื้นที่จริงอยู่ส่วนไหน ด้วยสภาพป่าดิบชื้นของภาคใต้ ฉะนั้นเมื่อมีการประกาศพื้นที่อุทยานจากทางอากาศ จึงเกิดเป็นข้อพิพาทกับผู้คนชุมชนในพื้นที่

            กรณีของอ่าวปัตตานี ที่เดิมเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์เป็นพื้นที่สาธารณะของคนรอบอ่าวปัตตานีที่ใช้ร่วมกันโดยมอบสิทธิ์สูงสุดให้กับพระเจ้า แต่เมื่อระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไป แม้จะมีการประกาศห้ามเข้ามาจับสัตว์น้ำจากแนวชายฝั่งระยะ ๒ กิโลเมตรจากแนวชายฝั่งก็ตาม ีเรือประมงขนาดใหญ่ลักลอบเข้ามาใช้ “อวนลากอวนรุน” จับปลากันเสมอส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกลุ่มชาวประมงพื้นบ้าน การหาอยู่หากินในอ่าวปัตตานี

            กรณีเหล่านี้ล้วนแล้วเปรียบได้กับ “ปลายยอดภูเขาน้ำแข็ง” มีฐานจมอยู่ใต้พื้นน้ำ ยังมีอีกหลายชุมชนในประเทศไทยต้องเผชิญกับการละเมิดสิทธิของชุมชน แล้วเราเดินกันต่อไปอย่างไร

 

 



๔. ทางออกของ “สิทธิชุมชน”

           

            “ไม่มีสิทธิชุมชน ปัจจุบันสิทธิชุมชนไม่มี เราเพ้อเจ้อเราเพ้อฝันกันอยู่...” คุณวลัยลักษณ์ พูดสรุปการบรรยายในช่วงแรก การบอกเช่นนี้เป็นการบอกให้รู้ว่าเราต้องรู้พื้นฐานของเราก่อนว่าทุกวันนี้ในสังคมไทย เอาเข้าจริงแล้วสิทธิชุมชนมีอยู่เพียงในกฎหมายหรือในตัวบทเท่านั้น ในความเป็นจริงสิทธิชุมชนไม่มีอยู่เลย ฉะนั้นการทำให้เกิดมีสิทธิชุมชนขึ้นมา ชาวบ้านต้องสู้ สู้เช่นเดียวกับการที่ชาวบ้านดอนสวรรค์ พยายามต่อสู้และเรียกร้องอยู่ แต่จะอยู่อย่างไร เพราะเอาเข้าจริงแล้วการสู้โดยกฎหมายสู้ไม่ได้ เพราะกฎหมายมีความทับซ้อนและมีปัญหาในการต่อสู้อย่างมาก การต่อสู้ต้องต่อสู้โดยชุมชนและมวลชน

            เช่นเดียวกับที่ ดร.เอกพร รักความสุข กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของมวลชนว่าจะเคลื่อนไหวอย่างไร            “เราไม่จำเป็นต้องไปสภาไปกรุงเทพตลอด เราต้องรู้ว่าเราจะไปกรุงเทพฯ เพราะอะไร เพราะกรุงเทพฯ มีอำนาจรัฐ อย่างที่ครั้งก่อนที่เราไปเราไปผิดเวลาผิดสถานการณ์เราไปชูป้ายทวงดอนสวรรค์ ในวันที่เขามีการพิจารณาร่างกฎหมายเงินกู้ ๒.๒ ล้านล้าน ใครจะหันมามองเรามาฟังเรา เขาไปเพื่ออนุมัติเงินกัน”

            ทางออกการต่อสู่ของชุมชนต่อการเรียกร้องสิทธิชุมชนจึงอยู่ที่การสร้างชุมชน สร้างความเป็นหนึ่งเดียวของชุมชน การรวมกลุ่มของชุมชน ทุกวันนี้สังคมไทยมีปัญหามากเรื่องชุมชน โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่ชุมชนหายไป ความสัมพันธ์ในชุมชนไม่มีอยู่เหมือนเดิม อย่างในกรณีของดอนสวรรค์นี่เป็นตัวอย่างที่ดีประการหนึ่งของการรวมตัวของผู้คนที่มีความคิดความรู้และสำนึกร่วมกันในของชุมชนที่ต้องการปกป้อง “ดอนสวรรค์” จากการรุกรานของบุคคลจากภายนอก ชุมชนจะเรียกร้องสิทธิชุมชนไม่ได้เลย หากคนในชุมชนไม่สามารถรวมตัวกันได้ ชุมชนเกิดพลังได้จากการรวมกันของชุมชนด้วยความคิดและสำนึกเดียวกัน

            เมื่อการรวมกลุ่มเกิดขึ้นได้แล้ว ชุมชนต้องมีองค์ความรู้ เพราะความรู้เป็นส่วนสำคัญสำหรับการต่อสู้เรียกร้องให้ได้มาซึ่งสิทธิชุมชน อย่างในกรณีดอนสวรรค์ที่ทางรัฐอ้างสิทธิในธรณีสงฆ์ แต่ด้วยการศึกษาทางโบราณคดีและมานุษยวิทยา พบว่าบนดอนสวรรค์ไม่มีศาสนสถานอย่างเป็นทางการ ฉะนั้นสำนักงานพุทธศาสนาจึงไม่มีสิทธิ์ในการจดทะเบียนวัดร้าง ต่อเนื่องไปจนถึงออกโฉนดที่เป็นไปไม่ได้ เพราะดอนสวรรค์ไม่ได้เป็นธรณีสงฆ์อย่างสมบูรณ์จึงไม่ได้เข้าไปร่วมอยู่ใต้ข้อกำหนดของกฎหมายสงฆ์

            ความรู้ของชุมชนส่วนหนึ่ง คือ การทบทวนความรู้ที่มีอยู่ภายในชุมชน ฟื้นฟูความรู้จารีตประเพณีที่เคยมีอยู่ในชุมชน จารีตการจัดการชุมชนที่เคยมีในอดีต เช่น การฟื้นฟูงานรื่นเริงบนดอนสวรรค์ที่คนรอบหนองหาร พายเรือเข้ามาที่ดอนสวรรค์เพื่อร่วมกิจกรรมกัน งานอย่างนี้ต้องฟื้นขึ้นมาใหม่ แต่อย่าทำให้เป็นประเพณีประดิษฐ์ให้เป็นของจริง แล้วก็ทำต่อไปเรื่อยๆ เรื่องอื่นๆ ด้วย

            “อาจต้องใช้เวลานานและไม่สำเร็จในรุ่นของพวกเรา แต่ก็ต้องเดินหน้าสู้ต่อไปเพื่อทำให้เกิดสิทธิชุมชนอย่างแท้จริง”  วลัยลักษณ์  ทรงศิริ กล่าว



            บางทีการได้มาซึ่งสิทธิชุมชนในทางปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศไทยอาจจะไม่เป็นเรื่องเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดายท่ามกลางความล่มสลายของชุมชน ท่ามกลางความขัดแย้งในผลประโยชน์ของคนในชุมชน

            หากทว่าก็เริ่มมีแสงสว่างแย้มพรายออกมาแล้ว สำหรับ “ไทสกล” ที่ออกมาปกป้องถิ่นฐานของพวกเขา และหากความพยายามเช่นนี้ยังคงอยู่และดำเนินต่อไป สักวันหนึ่งคำว่า “สิทธิชุมชน” ในประเทศไทยคงได้ก้าวออกมาจากตัวอักษรสู่ความเป็นจริงเสียที


ภูมิวัฒนธรรม>นิเวศวัฒนธรรม