เรื่องเล่าจาก “เด็กบ้านสวน-หนุ่มนักเรียน” ของ พ.เนตรรังษี
บทความ       ขนาด   

เรื่องเล่าจาก “เด็กบ้านสวน-หนุ่มนักเรียน” ของ พ.เนตรรังษี

บทความโดย อภิญญา นนท์นาท

เข้าชม 2511 ครั้ง

 

 

 

                หนังสือชุด เด็กบ้านสวน และ หนุ่มนักเรียน เป็นผลงานของคุณพัฒน์ เนตรรังษี  ในนามปากกา “พ.เนตรรังษี” เขียนหนังสือทั้ง ๒ เล่มนี้ขึ้นใน พ.ศ. ๒๔๗๕ เพื่อบอกเล่าชีวิตในวัยเด็กที่เกิดและเติบโตขึ้นในย่านวัดบุปผารามใกล้ย่านกะดีจีนในช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ ๕ หรือกว่าร้อยปีมาแล้ว

 

                ฉากหลังของหนังสือชุดนี้เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในบ้านสวนฝั่งธนฯ ใกล้วัดบุปผารามรวมไปถึงละแวกใกล้เคียง ทั้งย่านกะดีจีน ย่านบ้านสมเด็จ และย่านวัดกัลยาณ์ฯ กับประสบการณ์การเข้าเรียนครั้งแรกที่โรงเรียนวัดประยุรวงศ์และโรงเรียนสมเด็จเจ้าพระยา นอกจากความสนุกสนานเพลิดเพลินจากความซุกซนของเด็กๆ ในสมัยก่อนที่ผู้อ่านจะได้รับแล้ว สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ถูกสอดแทรกไว้อย่างแยบคายคประวัติศาสตร์สังคมของย่านกะดี-จีนและวัดบุปผารามที่ถูกบอกเล่าไว้อย่างมีชีวิตชีวา ซึ่งหาไม่ได้จากแบบเรียนวิชาประวัติศาสตร์ในห้องเรียน ภาพจำวันวานของ พ. เนตรรังษี 
 
 

ภาพจำวันวานของ พ.เนตรังษี

 

                จากคำบอกเล่าของคุณพัฒน์ ทำให้เห็นสภาพพื้นที่บริเวณย่านวัดบุปผารามและชุมชนใกล้เคียงเมื่อราวร้อยกว่าปีก่อนยังคงสภาพเป็นเรือกสวน มีแม่น้ำลำคลองตัดสลับกันซับซ้อน บ้านเรือนที่มีอยู่ตั้งกระจายกันห่างๆ หลัง ส่วนบริเวณริมคลองที่ไม่มีบ้านเรือนก็เป็นดงทึบของต้นลำพู ดงเหงือกปลาหมอ มีรูปูเปี้ยว ปลาตีน และกุ้งดีดขัน แทรกตัวอาศัยอยู่ในดินเลนริมตลิ่ง ส่วนความคึกคักของย่านจะอยู่รวมกันที่ตลาดหรือตามวัดวาอารามเมื่อคราวมีเทศกาลงานบุญหรือมีมหรสพ สภาพเช่นนี้คงไม่ต่างจากย่านอื่นๆ ของฝั่งธนบุรีในสมัยนั้น แต่ที่เด่นก็คือยังมีเกร็ดประวัติศาสตร์สังคมหลายๆ เรื่องแต่งแต้มเป็นสีสันอยู่ภายในหย่อมย่านแห่งนี้  ซึ่งส่วนใหญ่แทบไม่หลงเหลืออยู่อีกแล้ว จะหยิบยกเรื่องราวบางส่วนที่น่าสนใจมานำเสนอ เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นถึงความแปรเปลี่ยนของสภาพย่านเหล่านี้ในปัจจุบันท่าน้ำรับเสด็จ 

 

ท่าน้ำรับเสด็จ


                สมัยก่อนมีสะพานพระพุทธยอดฟ้า คนในชุมชนบริเวณปากคลองสานและย่านกะดีจีนหากต้องการข้ามฟากไปยังฝั่งพระนคร ต้องใช้บริการท่าเรือจ้างซึ่งมีกระจายอยู่ตามจุดต่างๆ เช่น ท่าเรือปากคลองสานข้ามไปยังท่าเรือวัดกาลหว่าร์ฝั่งตลาดน้อย ท่าเรือกะดีจีนข้ามไปยังท่ากลางหรือท่าปากคลองตลาด และท่าเรือวัดประยุรวงศ์หรือวัดรั้วเหล็กข้ามไปยังท่าเรือโรงยาเก่า เป็นต้น สำหรับท่าเรือวัดประยุรวงศ์นอกจากทำหน้าที่เป็นท่าเรือจ้างในยามปกติแล้ว ยังถูกปรับเป็นท่าน้ำรับเสด็จเมื่อคราวมีพระราชพิธีสำคัญที่เกี่ยวกับวัดประยุรวงศาวาสดังเช่น พระราชพิธีเสด็จพระราชทานพระกฐินโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค    


                ในหนังสือ “หนุ่มนักเรียน” มีความบทหนึ่งกล่าวถึงการจัดเตรียมพิธีการรอรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงศาลาท่าน้ำและทางเดินเข้าสู่วัดประยุรวงศ์       “...สมัยเมื่อผมอยู่ที่โรงเรียนวัดประยุรวงศ์นั้น ดูเหมือนจะมีพระราชพิธีเช่นนี้ ๓ ปี ต่อ ๑ ครั้ง เพราะเป็นงานใหญ่ ต้องเตรียมกันเหนื่อยมาก และเสียเวลามาก”


                “...ระยะทางจากท่าน้ำวัดประยุรวงศ์ก็ตกแต่งสะอาดตา สำหรับท่าเรือจ้างข้ามฟากดูเหมือนจะหยุดรับส่งผู้โดยสารหนึ่งวัน เขาเอาโป๊ะใหญ่มาทอด ทำทางเสด็จพระราชดำเนินใหม่เรียบร้อย ศาลาท่าน้ำริมแม่น้ำก็ทาสีสะอาดสะอ้าน ถนนหินจากท่าน้ำเข้าสู่   ตัววัดก็ถากถางหญ้าเตียน ไม่มีขยะกุมฝอยและสิ่งสกปรกรกรุงรัง   ด้านขวางของถนนเป็นตึกเก่าๆ หันหลังให้ถนน ตึกนี้เป็นที่ทำการกองบังคับการตำรวจน้ำ...ด้านซ้ายของถนนเป็นบ้านของเจ้าพระยาภาสกรวงษ์” จนเมื่อมีการสร้างสะพานพระพุทธยอดฟ้า ถนนได้เข้ามามีบทบาทแทนที่ศาลาท่าน้ำ และเมื่อเวลาผ่านไปเส้นทางรับเสด็จกลายสภาพเป็นเพียงซอยเล็กๆ เข้าสู่สำนักเทศกิจ กทม. และอยู่ในสภาพทรุดโทรม จนกระทั่งได้มีการบูรณะเพื่อฟื้นฟูเส้นทางและท่าเรือประวัติศาสตร์แห่งนี้ขึ้นมาอีกครั้ง เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๓ โดยการดำริของพระพรหมบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสและการสนับสนุนจากกรมเจ้าท่าและกรมศิลปากร

 

สามส้างเผาศพกับป่าช้าคาทอลิก

 

                สมัยก่อนการเผาศพจะทำกันบนเชิงตะกอนในที่โล่งแจ้งเชิงตะกอนสำหรับเผาศพของวัดบุปผารามหรือวัดดอกไม้ ตั้งอยู่ใกล้ถนน ติดคลองวัดดอกไม้ โดยก่อเป็นเพิงง่ายๆ มีหลังคาคลุมกันฝน ชาวบ้านเรียกกันว่า “สามส้าง” เพราะใช้เสาปักเป็นเพิงแค่ ๓ ต้น ส่วนที่วัดประยุรวงศ์ ป่าช้าอยู่ทางด้านหลังวัด มีทั้งที่ฝังศพและโรงทึมเก็บศพทำเป็นอาคารชั้นเดียว ภายในเก็บโลงเก่าๆ และเครื่องประกอบเมรุเผาศพ เช่น เชิงตะกอนที่ทำจากเศษไม้หลายขนาด  ทั้งเชิงตะกอนและเมรุปูนเผาศพกลางแจ้งเหล่านี้ เมื่อทางวัดเปลี่ยนมาใช้เตาไฟฟ้าจึงถูกทำลายไป ปัจจุบันไม่เหลือร่องรอยของสามส้างที่วัดบุปผารามอีกแล้ว ส่วนป่าช้าที่วัดประยุรวงศ์ก็ถูกเทคอนกรีตปรับให้เป็นลานอเนกประสงค์ของวัด และไม่มีโรงทึมเก็บศพอีกแล้ว เหลือเพียงการทำช่องบรรจุอัฐิไว้ตามกำแพงเหมือนกับวัดทั่วๆ ไปเท่านั้นทางด้านชุมชนชาวคริสต์ใกล้กับโบสถ์ซางตาครู้สก็เคยมีป่าช้าฝังศพอยู่ด้วย ก่อนที่จะถูกย้ายออกไปตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๙  


“...ตรงปากตรอกกุฎีจีนตรงข้ามโรงเรียนมัธยมวัดประยุรวงศ์ปัจจุบันนี้ เดิมเป็นกุฏิพระเก่าๆ และมีคลองขนานกับถนนซึ่งกลางคืนไม่มีคนผ่าน พอเข้าตรอกกุฎีจีนก็ถึงป่าช้าโรมันคาทอลิก... ตรอกเล็กๆ นั้นเมื่อ ๕๐ ปีก่อนมีป่าช้าอยู่ฝั่งขวา ขาเข้าไปสู่โบสถ์มีไม้กางเขนปักระเกะระกะ บนหลุมดินพูนขึ้นมานูนเป็นหีบศพ บางหลุมก่ออิฐถือปูนมีไม้กางเขนปัก เวลาเดือนมืดแลเห็นขาวสลัวๆ ถ้าเดือนหงายก็ขาวโพลง...”

 

โรงมะเกลือ ลานมะเกลือ

 

                ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ทั้งชาวจีนและชาวไทยต่างนิยมสวมกางเกงผ้าแพรดำ ซึ่งการย้อมผ้าแพรดำในอดีตนั้นไม่ได้ใช้สีสังเคราะห์ หากแต่ใช้สีดำจากผลมะเกลือจึงทำให้เกิดกิจการ “โรงย้อมมะเกลือ” ขึ้นอย่างแพร่หลายเจ้าของโรงย้อมมะเกลือส่วนใหญ่เป็นชาวจีน บ้างก็เป็นเจ้าของร้านขายแพรในตลาดสำเพ็ง ซึ่งพวกนี้ได้เข้ามาเช่าที่ในฝั่งธนบุรีเพื่อเปิดโรงย้อมมะเกลือ เพราะในสมัยนั้นยังคงมีพื้นที่โล่งกว้างเหลืออยู่มาก อีกทั้งมีคูคลองหลายสายที่เอื้อประโยชน์ต่อกระบวนการย้อมล้างผ้า โรงย้อมมะเกลือจึงเกิดขึ้นหลายแห่งในฝั่งธนบุรี สำหรับในย่านบ้านเกิดของคุณพัฒน์ก็มีโรงย้อมมะเกลือขนาดใหญ่อยู่ด้วยเช่นกัน คือที่ลานด้านหน้าวัดดอกไม้หรือวัดบุปผารามและลานใกล้วัดกัลยาณ์ฯ

 

                ในหนังสือ “เด็กบ้านสวน” ได้ปรากฏคำบอกเล่าของคุณพัฒน์เกี่ยวกับโรงย้อมมะเกลือว่าประกอบด้วย ๒ ส่วนสำคัญคือ โรงย้อมและลานตากผ้าย้อมท“โรงงานปลูกโดยใช้ไม้รวกหรือไม้ไผ่ผ่าซีกขัดแตะเป็นฟาก ยกพื้นบริเวณโรงงานให้สูง มิฉะนั้นเวลาฝนตกหรือฤดูน้ำ น้ำจะท่วมจนอยู่ไม่ได้...โรงมะเกลือทำงานได้ปีละ ๕-๖ เดือน  ระยะหนึ่งเท่าลูกมะเกลือออกเท่านั้น...ฤดูย้อมผ้ามักจะเริ่มตอนเดือนกุมภาพันธ์ไปสิ้นสุดราวกลางเดือนกรกฎาคมเป็นเช่นนี้ทุก ๆ ปี” เมื่อย้อมผ้าเรียบร้อย คนงานจะนำผ้าแพรมาตากไว้ที่ลานมะเกลือซึ่งเป็นลานกว้าง โดยมีการทำคันกั้นน้ำรอบบริเวณ  และ ขุดคูเล็กๆ เพื่อระบายน้ำยามฝนตก เพราะที่ดินในฝั่งธนบุรีเป็นที่ลุ่ม ส่วนคนงานที่โรงมะเกลือนี้มีทั้งคนไทย คนจีน ถ้าเป็นงานในโรงงานส่วนใหญ่เป็นแรงงานชาย ส่วนงานตากผ้าย้อมมะเกลือนั้น เหมือนว่าเป็นงานเฉพาะสำหรับผู้หญิง

 

                เมื่อหมดหน้ามะเกลือแล้ว ลานตากผ้าย้อมมะเกลือที่ว่างเปล่า กลายเป็นพื้นที่เล่นว่าวของเด็กๆ ส่วนพวกผู้ใหญ่พัฒนาเป็นการเล่นว่าวพนันกันไป โดยใช้สนามหน้าวัดบุปผารามเป็นสนามว่าวจุฬา ส่วนสนามปักเป้าเป็นลานมะเกลือวัดกัลยาณ์ฯ ซึ่งปัจจุบันเป็นโรงเรียนแสงอรุณ การทำกิจการลานมะเกลือดำเนินเรื่อยมา จนกระทั่งคนไทยเลิกนิยมนุ่งกางเกงปังลิ้นหรือกางเกงแพร แต่บางเจ้ายังคงรับจ้างย้อมแพรให้ร้านผ้าที่สำเพ็งเพื่อส่งกลับไปยังประเทศจีนและฮ่องกงจนกระทั่งจีนปิดประเทศ จึงค่อยๆ เลิกกิจการกันไปเมื่อราว พ.ศ. ๒๕๐๐ ส่วนลานโล่งแปรเปลี่ยนเป็นพื้นที่รองรับชุมชนและบ้านเรือนที่แออัดมากขึ้นในยุคต่อมา

 
 

คนที่ทำอาชีพล่าหมูวัดมาพร้อมกับกระชุใส่หมู(ภาพลายเส้นจาก พัฒน์ เนตรรังสี, หนุ่มนักเรียน)

 

วัว หมู และค้างคาว
 

                หากเป็นคนยุคปัจจุบันคงนึกภาพไม่ออกว่า วัว หมู และค้างคาวมีส่วนเกี่ยวข้องกับละแวกนี้อย่างไร แต่ในยุคของคุณพัฒน์เมื่อกว่า ๑๐๐ ปีมาแล้ว สัตว์ ๓ ชนิดนี้เป็นสัตว์เศรษฐกิจของคนบางกลุ่ม

 

                วัว เป็นสัตว์เลี้ยงของพวกแขกซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มาตั้งถิ่นฐานกระจายอยู่ในย่านดังกล่าว แขกเลี้ยงวัวคนสำคัญที่คุณพัฒน์กล่าวถึงบ่อยครั้งในหนังสือคือ “แขกหมอ” ผู้ปลูกโรงวัวอยู่ใกล้กับป่าช้าวัดบุปผาราม บริเวณเชิงสะพานข้ามคลองวัดดอกไม้ซึ่งชาวบ้านเรียกกันว่า “สะพานโคสถิตย์” ตามฝูงวัวของแขกหมอที่อาศัยอยู่บริเวณนี้ นอกจากแขกหมอแล้ว บริเวณไม่ไกลกันยังมีกลุ่มแขกเลี้ยงแพะซึ่งมาเช่าที่ดินของท่านเจ้าคุณท่านหนึ่ง เพื่ออยู่อาศัยและเลี้ยงแพะ ชาวบ้านจึงพากันเรียกว่า “สวนแขก” แขกกลุ่มนี้ในเวลากลางคืนยังรับจ้างเป็นแขกเฝ้ายามตามห้างร้านหรือสถานที่ราชการต่างๆ อีกด้วย

 

                จากย่านวัดบุปผารามข้ามมายังย่านวัดกัลยาณ์ฯ ในสมัยก่อนเคยมีโรงฆ่าหมูของเถ้าแก่ชาวจีน ตั้งอยู่ริมคลองวัดกัลยาณ์ฯ        ถือเป็นกิจการขนาดใหญ่ เพราะมีการขนส่งหมูลงเรือเอี๊ยมจุ๊นมาขังไว้คราวละ ๘๐–๑๐๐ ตัวเลยทีเดียว ขณะที่หมูบางตัวเตรียมโดนเชือด แต่ในละแวกนั้นก็มี หมูวัด ที่อาศัยอยู่อย่างเสรี เที่ยวหากินตามสวนของชาวบ้านหรือคุ้ยเขี่ยเศษอาหารต่างๆ หมูเหล่านี้มีอยู่จำนวนไม่น้อย แต่ก็ต้องเผชิญกับคนที่ทำอาชีพล่าหมูวัดส่งโรงเชือด สุดท้ายหมูวัดจึงค่อยๆ หายไปในที่สุด

 

                สัตว์ชนิดสุดท้ายคือ ค้างคาว เนื่องด้วยสมัยก่อนบริเวณย่านวัดบุปผารามยังคงเป็นเรือกสวนอยู่ จึงเป็นแหล่งอาศัยชั้นดีสำหรับฝูงค้างคาวแม่ไก่ จึงเกิดอาชีพดักค้างคาวขึ้น โดยลักษณะของเครื่องมือสำหรับใช้ดักค้างคาว คุณพัฒน์ได้เล่าไว้ว่า “...ลานดินมีเสาไม้ไผ่จีนต่อกันสูงประมาณ ๓๐ วา เสา ๒ เสานี้ ปักเต็มความกว้างของที่ดิน ดูรูปร่างเหมือนจอหนังกลางแปลง ยอดเสา มีรอก และมีตาข่ายถักใช้ด้ายสีขาวขนาดแห...ตาข่ายนี้ ชักรอกจากโคนเสาขึ้นไปสำหรับดักค้างคาวแม่ไก่...เวลาที่เริ่มดักประมาณแต่ ๓ ทุ่ม ถึง ๒ ยาม” ค้างคาวที่จับมาได้เหล่านี้จะนำไปส่งขายที่ท่าเตียนโดยประโยชน์ของมันอยู่ที่เลือด เชื่อว่าหากนำมาผสมกับเหล้าโรงแล้วดื่มในช่วงเช้ามืดจะเป็นยาชูกำลังและคลายความหนาว เป็นที่นิยมในหมู่ชาวจีนอย่างมาก ส่วนเนื้อค้างคาวก็สามารถนำมาปรุงอาหารได้ด้วยเช่นกัน

 

ลัดเลาะเข้าตรอกวัดกัลยาณ์ฯ
 

                นอกจากนี้ที่วัดกัลยาณมิตรยังมีเทศกาลที่ถือเป็นงานใหญ่ประจำปีของคนในย่านนี้ นอกไปจากงานวัดประยุรวงศ์คืองานไหว้หลวงพ่อโตหรือหลวงพ่อซำปอกงและงานทิ้งกระจาด ซึ่งจัดขึ้นช่วงปลายกรกฎาคมถึงต้นสิงหาคม โดยมีคนจีนจากแถวสำเพ็ง ราชวงศ์ รวมไปถึงชาวสวนจากตลาดบ้านสมเด็จ บางลำภูล่าง บางไส้ไก่ ดาวคะนอง พากันเดินทางมาร่วมงานด้วย ถึงแม้ว่าปัจจุบันหากเข้าไปในชุมชนวัดกัลยาณ์ฯ คงไม่ได้เห็นสภาพเช่นนี้แล้วด้วยคลองบางส่วนถูกถมทำเป็นถนน สะพานไม้เคี่ยมถูกรื้อไปจนไม่เหลือร่องรอย แต่ชุมชนวัดกัลยาณ์ยังคงรักษาความเป็นชุมชนชาวตรอกซึ่งเป็นลักษณะของชุมชนดั้งเดิมในกรุงเทพฯ ไว้ได้

 

                นอกจากหนังสือเรื่อง เด็กบ้านสวน และ หนุ่มนักเรียน แล้ว ยังมีวรรณกรรมในทำนองเดียวกันนี้อีกหลายเล่ม เช่น เด็กคลองบางหลวง ของ ขุนวิจิตรมาตรา หรือ สง่า กาญจนาคพันธุ์, เด็กบ้านสวน ของ แก้วแกมทอง หรือนวนิยายที่ใช้ฉากชีวิตของคนฝั่งธนฯ เช่นเรื่อง คู่กรรม ของทมยันตีที่ใช้ฉากของคนย่านบางกอกน้อยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ หรือเรื่อง แวววันของโบตั๋น ที่กล่าวถึงบรรยากาศของสวนพลูฝั่งธนบุรี เป็นต้น ผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์ของฝั่งธนบุรี หากมีโอกาสลองเลือกหยิบวรรณกรรมเหล่านี้มาอ่านดูสักครั้ง จะเห็นภาพประวัติศาสตร์สังคมของคนกรุงย่านฝั่งธนฯ ได้อย่างชัดเจน มากไปกว่าการเรียนประวัติศาสตร์การเมืองและการสงครามสมัยกรุงธนบุรีที่เราคุ้นเคยในระบบการเรียนการสอนตามโรงเรียนก็เป็นได้

 

 

พระนครบันทึก >จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๙๘ (เม.ย.-มิ.ย.๒๕๕๖)