ย้ำรอยอดีตคลองบางหลวง ๑
บทความ       ขนาด   

ย้ำรอยอดีตคลองบางหลวง ๑

บทความโดย วราห์ โรจนวิภาต

เข้าชม 7897 ครั้ง

 

ภาพ : สุดารา สุจฉายา และธีรนันท์ ช่วงพิชิต

 

http://i1177.photobucket.com/albums/x359/lekprapai/16-05-2012-0014.png

แผนที่คลองบางหลวง

           จากแรงบันดาลใจที่ได้อ่านหนังสือชุด ๑๐๐ ปี ขุนวิจิตรมาตรา เรื่อง เด็กคลองบางหลวงที่สะท้อนเรื่องราวในอดีตของสองฝั่งคลอง ผู้ที่จะเพลิดเพลินกับเรื่องราวมากที่สุดคงเป็นผู้ที่เคยอยู่ริมคลองบางหลวง เพราะสามารถมองอดีตและสถานที่บางแห่งได้ชัดเจน แม้ในบางแห่งจะเลือนรางไปบ้างก็ตาม
            เรื่องราวในหนังสือพอสรุปได้ว่า ขุนวิจิตรมาตราเกิด พ.ศ. ๒๔๔๐ ที่บ้านคลองบางหลวง จังหวัดธนบุรี ย้ายมาอยู่ฝั่งกรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๖ เป็นการย้ายอย่างถาวร  เรื่องราวที่เขียน ๆ จากความทรงจำ เป็นระยะเวลาในช่วง ๖-๗ ปี ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๔๐-๒๔๔๖  ในหนังสือหน้า ๒๒ ท่านบอกว่าไม่ได้นั่งเรือผ่านคลองบางหลวงมา ๖๐ กว่าปีแล้ว และมาเขียนเรื่องเด็กคลองบางหลวงประมาณปี พ.ศ. ๒๕๑๙ ฉะนั้นท่านก็คงลืมเลือนไปบ้างในบางแห่ง หรือคงเป็นว่าสถานที่เหล่านั้นเกิดขึ้นภายหลัง ท่านจึงข้ามไปและไม่ได้กล่าวถึง  ความจริงก็ไม่เสียหายอะไร เป็นการดีเสียอีก หากท่านไม่เขียนเอาไว้คนรุ่นหลังจะไม่มีโอกาสได้รู้เรื่องต่าง ๆ ที่ผ่านมา

      

(ภาพซ้าย) ป้อมวิชัยประสิทธิ์สร้างแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ตั้งอยู่บริเวณปากคลองบางหลวง (ทางซ้ายมือของภาพ เห็นประตูน้ำตรงปากคลอง)
(ภาพขวา) พระราชวังเดิมหรือพระราชวังของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาด้านหนึ่ง อีกด้านติดปากคลองบางหลวง

            ผู้เขียนเกิด พ.ศ. ๒๔๗๘ ที่บ้านริมคลองบางหลวง และยังอยู่ที่บ้านนี้ไม่เคยโยกย้ายไปไหน อยู่ปากคลองบางไส้ไก่ซึ่งเป็นสถานที่ที่ขุนวิจิตรมาตรากล่าวถึงว่าเป็นสถานที่ราชการ คือ ที่ว่าการอำเภอบางกอกใหญ่ ซึ่งต่อมาทางการได้จัดเขตปกครองใหม่โดยใช้คลองบางหลวงเป็นแนวเขต จึงย้ายอำเภอบางกอกใหญ่ไปสถานที่ใหม่ริมคลองวัดหงส์รัตนาราม ที่ทำการเดิมกลายเป็นกิ่งอำเภอบุปผาราม ขึ้นกับตำบลขนุนกวน อำเภอบางยี่เรือ จังหวัดธนบุรี

เรื่องราวที่จะเขียนเป็นเรื่องระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๗๘-๒๔๙๑ เป็นการเล่าเสริมให้สมบูรณ์ขึ้น และขอเรียนด้วยความเคารพว่าไม่มีเจตนาจะต่อต้านท้วงติงหรือจับผิดแต่ประการใดเลย  อีกอย่างหนึ่งเมื่อบ้านเมืองเจริญขึ้นและสามารถใช้การคมนาคมทางบกได้ดีขึ้น ความสำคัญของคูคลองลดลง เห็นได้ชัดจากการถมคูคลองทำถนน แม่น้ำลำคลองขาดการดูแลเอาใจใส่ ทำให้เกิดปัญหาเรื่องน้ำเน่าเสีย คลองบางหลวงก็เช่นเดียวกัน ในอดีตเป็นคลองที่มีน้ำใสสะอาด เป็นน้ำกินน้ำใช้ได้ทุกครัวเรือน ปัจจุบันเป็นที่รองรับน้ำเสียจากคลองซอยที่มาจากชุมชนต่าง ๆ น้ำที่เคยใสสะอาดกลายเป็นน้ำเน่าเหม็นใช้การอะไรไม่ได้

            ผู้เขียนไม่ได้ลงเรือเข้าออกคลองบางหลวงมา ๔๐ กว่าปีแล้ว แต่ยังพอจำสภาพบ้านเรือนและสถานที่ต่าง ๆ ได้ เว้นไว้แต่บางแห่งที่ห่างไกลออกไป คือ ช่วงปากคลองด่านถึงย่านตลาดพลูอาจเลือนรางไปบ้าง  ช่วงที่ว่านี้ท่านขุนวิจิตรมาตราสามารถเล่าได้ถูกต้องกว่า เพราะใกล้กับบ้านที่อยู่ของท่าน  ในส่วนของผู้เขียนคงเล่าเรื่องราวได้ในช่วงตั้งแต่บ้านขุนวิจิตรมาตราจนถึงปากคลองบางหลวงที่เชื่อมกับแม่น้ำเจ้าพระยาเท่านั้น

สภาพสองฝั่งคลองบางหลวงในปัจจุบัน เห็นร่องรอยของบ้านขุนนาง เรือนค้าขายและศาสนสถานของชุมชนหลากกลุ่ม

 

คลองบางหลวงฝั่งซ้าย

            คลองบางหลวงหรือที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า คลองบางกอกใหญ่  จากแผนที่คลองในหนังสือชุด 100 ปี เรื่อง เด็กคลองบางหลวง ในหน้า ๑๐-๑๑ ขอเล่าเสริมตั้งแต่บ้านขุนวิจิตรมาตราที่อยู่ฝั่งซ้ายของคลองบางหลวง  ผู้เขียนเคยเห็นบ้านของท่าน ถามผู้ใหญ่ท่านก็บอกว่าเป็นบ้านขุนอะไรไม่รู้ มารู้ก็ต่อเมื่อได้อ่านหนังสือของท่านนี่แหละ  เลยบ้านของท่านมาเล็กน้อยก็ถึงปากคลองบางลำเจียก ท่านเล่าว่ามีโรงเลื่อยจักรอยู่ ๑ โรง โรงจักรที่ว่านี้เป็นโรงเลื่อยไม้แปรรูป ปากคลองบางลำเจียกอีกฝั่งเป็นบ้านของสกุลกฤษณามระ ท่านเจ้าของบ้านคือ พระยาพิทักษ์ทวยหาญ (ทองดำ กฤษณามระ) เป็นเจ้าเมืองปทุมธานี  คุณหญิงภรรยาคือ คุณหญิงประไพ  บ้านพระยาพิทักษ์ทวยหาญมีหลายหลังปลูกซ้อน ๆ กันไป มีทั้งบ้านทรงไทย ทรงปั้นหยา หันหน้าลงสู่คลองบางหลวง มีอยู่หลังหนึ่งเป็นเรือน ๒ ชั้นริมคลองบางหลวง ชั้นบนเปิดโล่ง ๆ ทั้งสี่ด้าน ทำนองดาดฟ้า มีหลังคา ใช้เป็นที่พักผ่อนนั่งกินลมชมวิวของผู้คนในบ้าน ทาสีขาว เรียกว่า “เรือนขาว”  เมื่อพระยาพิทัษ์ทวยหาญถึงอนิจกรรมแล้ว บ้านทั้งหมดอยู่ในความปกครองของพระพิจารณ์เลขกิจ (ใหญ่ กฤษณามระ) ภรรยาชื่อ เตี๋ยน  คุณพระพิจารณ์เลขกิจเป็นน้องชาย  พระยาพิทักษ์ทวยหาญและภรรยาไม่มีบุตร  เมื่อพระพิจารณ์เลขกิจถึงแก่อนิจกรรมแล้ว ทายาทลูกหลานที่มีส่วนจึงแบ่งปันกันไป และได้เปลี่ยนมือเป็นของผู้อื่นไปจนหมด ไม่เหลือร่องรอยในอดีตให้เห็นอีก  เลยบ้านสกุลกฤษณามระมาแล้วเป็นสะพานเนาวจำเนียร ขอหยุดตรงนี้ไว้ก่อน

            ตรงข้ามบ้านขุนวิจิตรมาตราอีกฝั่งหนึ่ง ท่านเขียนไว้ว่าเป็นบ้านสกุลทังสุบุตร แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นบ้านของใคร บอกแต่เพียงว่ามีต้นไม้ใหญ่อยู่ริมตลิ่ง และนึกไม่ออกว่าเป็นต้นอะไร บ้านที่ว่านี้เป็นบ้านสมัยใหม่ ๒ ชั้น ทาสีเขียวอ่อน หลังคามุงกระเบื้อง  หลังบ้านเป็นบริเวณวัดเวฬุราชินหรือวัดใหม่ท้องคุ้ง เจ้าของบ้านชื่อ นายจุ่น ทังสุบุตร ต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นริมตลิ่งคือ ต้นหูกวาง  ที่ตรงนี้เป็นเวิ้งน้ำเล็ก ๆ ลึกเข้าไปจากคลองบางหลวง ต้นหูกวางแผ่กิ่งสาขาคลุมเวิ้งน้ำตรงนี้ที่มีสภาพเหมือนอ่าวเล็ก ๆ  น้ำนิ่งจนดูน่ากลัวในสายตาของเด็กอย่างผู้เขียนในเวลานั้น  สมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามเรืองอำนาจและห้ามคนกินหมาก  นายจุ่นได้ผลิตหมากสำเร็จออกจำหน่าย จะทำจากอะไรไม่ทราบ ลักษณะเป็นสมุนไพรอัดเม็ดแบน ๆ มีกลิ่นหอมสีแดงอมส้ม เนื้อยาไม่ละเอียดอย่างยาหอม บรรจุซองเล็ก ๆ เรียกว่า “หมากสำเร็จ” กินแล้วทำให้ปากมีสีแดง แต่คนไม่นิยม เพราะไม่เหมือนหมากจริง ทำอยู่พักหนึ่งแล้วล้มเลิกไป  เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้สอบถามจากลูกหลานบ้านนี้ ได้ความว่าบ้านและต้นหูกวางยังคงเหลืออยู่

     

(ภาพซ้าย) บ้านของนายจุ่น ทังสุบุตร ที่อยู่หลังวัดเวฬุราชิน (ภาพขวา) บ้านพ่อค้าซุง--นายโต สุขขำ ตั้งอยู่ใกล้ ๆ สะพานเนาวจำเนียร ก่อนถึงบ้านหลวงฤทธิณรงค์รอน

            เวิ้งน้ำหรืออ่าวเล็ก ๆ หน้าบ้านสกุลทังสุบุตรนี้ นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่าเป็นที่มาของชื่อบางยี่เรือ คือ เป็นที่ซุ่มยิงข้าศึกที่จะผ่านเข้ามาในคลองนี้ ด้วยชัยภูมิเป็นคุ้งน้ำ จึงได้ชื่อว่า “บางยิงเรือ” ต่อมาคำกร่อนและเพี้ยนไปเป็น “บางยี่เรือ”  อีกทฤษฎีหนึ่งกล่าวว่า พระญาติของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีล่องเรือมาจากเมืองจีน เข้ามาค้าขายที่เมืองไทยได้นำเรือ ๒ ลำมาจอดตรงที่แห่งนี้  ยี่ เป็นภาษาจีน แปลว่า สอง เรือ ๒ ลำจึงได้ชื่อว่าบางยี่เรือ  ใครจะเชื่อทฤษฎีไหนก็เลือกเอา
ตามความเห็นส่วนตัว ผู้เขียนเชื่อในทฤษฎีแรกมากกว่า เพราะชื่อบางยี่เรือมีมาก่อนแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา มีวัดโบราณอยู่ริมคลองนี้ คือ วัดบางยี่เรือ ชาวบ้านเรียกว่า วัดใต้ เป็นวัดที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จพระราชดำเนินมาเจริญวิปัสสนากรรมฐาน  ปลายรัชกาลยังเป็นที่ฝังพระศพและเป็นที่ถวายพระเพลิงพระศพของพระองค์ท่าน วัดบางยี่เรือหรือวัดใต้มีชื่อเรียกเป็นทางการขณะนี้ว่า วัดอินทาราม

            ส่วนในทฤษฎีหลัง อันเป็นที่มาของเรือ ๒ ลำนั้น เรือที่ล่องมาจากเมืองจีนต้องเป็นเรือสำเภาขนาดใหญ่กินน้ำลึก คงเข้าคลองบางหลวงไม่ได้ เพราะสภาพคูคลองและบ้านเรือนไม่อำนวย สะดวกเฉพาะเรือแจวพายเท่านั้น ถ้าเป็นพระญาติของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีก็น่าจะจอดเรือทั้งสองฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยาใกล้ ๆ พระราชวัง จะซื้อขายติดต่อก็สะดวกด้วยเป็นแม่น้ำใหญ่ จะเอาเรือเข้าไปจอดในคลองบางหลวงทำไม  สภาพของคลองบางหลวงสมัยนั้นคงเป็นบ้านเรือนที่ปลูกระเกะระกะอยู่ริมน้ำทั่วไป ซึ่งมีสภาพเป็นสวนบ้างเป็นป่าละเมาะบ้าง ไม่เหมาะที่จะจอดเรือลอยลำค้าขายที่ตรงนั้น  ผู้เขียนเคยเห็นเรือสำเภาขนาดใหญ่ที่ล่องมาจากเมืองจีน มักมาจอดเรืออยู่แถวปากคลองโอ่งอ่างและปากคลองสมเด็จ ๒-๓ ลำ เป็นประจำ  คลองทั้งสองแยกจากแม่น้ำเจ้าพระยาแถว ๆ ใต้สะพานพุทธมาเล็กน้อย
ได้กล่าวมาแล้วว่าบ้านทังสุบุตรอยู่ข้างวัดเวฬุราชินหรือวัดใหม่ท้องคุ้ง วัดนี้เป็นวัดโบราณมีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์หลายครั้ง ระยะหลังวัดให้เช่าพื้นที่ริมคลองเป็นท่าขึ้นทราย ด้านหลังวัดติดถนนเทอดไท  ปัจจุบันวัดได้เปลี่ยนสภาพไปจากเดิม ที่เคยถือเอาด้านริมคลองบางหลวงเป็นหน้าวัด ด้านถนนเทอดไทเป็นหลังวัด กลับตาลปัตรเอาถนนเทอดไทเป็นหน้าวัด ริมคลองบางหลวงเป็นหลังวัดไป นอกจากนี้ยังมีสำนักงานเขตธนบุรีอยู่ภายในบริเวณวัดด้วย  เลยวัดเวฬุราชินไปเล็กน้อยเป็นสถานีตำรวจนครบาลบางยี่เรือและหน่วยดับเพลิงอยู่เชิงสะพานเนาวจำเนียร สะพานเดียวกับที่ได้เล่าไว้ตอนที่กล่าวถึงบ้านสกุลกฤษณามระ

            สะพานเนาวจำเนียรเป็นสะพานสร้างใหม่สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ โดยความร่วมมือระหว่างไทยกับญี่ปุ่น สร้างข้ามคลองบางหลวงระหว่างปลายถนนอินทรพิทักษ์ที่แยกมาจากวงเวียนใหญ่ เชื่อมกับจุดเริ่มต้นของถนนเพชรเกษม สะพานนี้ได้ขยายและสร้างใหม่ในเวลาต่อมาอีกสองครั้ง  ขุนวิจิตรมาตราไม่ได้กล่าวถึงสะพานนี้เพราะสมัยของท่านยังไม่มี  มีอยู่ตอนหนึ่งในหนังสือ หน้าที่ ๒๒ ท่านเขียนไว้ว่า “ไม่ได้นั่งเรือผ่านคลองบางหลวงมา ๖๐ ปีกว่าแล้ว จะผ่านก็เพียงแต่นั่งรถข้ามสะพานเจริญพาศน์หรือสะพานอะไร (จำไม่ได้) แถวตลาดพลูไปบางแคชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น”  สะพานที่ท่านกล่าวถึงนี้น่าจะเป็นสะพานเนาวจำเนียรหรือไม่ก็เป็นสะพานสร้างใหม่ข้ามคลองบางหลวงตรงตลาดพลู โดยทางการได้ตัดถนนใหม่แยกจากถนนตากสินตรงบุคคโลมายังตลาดพลู แล้วข้ามสะพานที่สร้างใหม่ตรงตลาดพลูไปบรรจบกับหัวถนนจรัญสนิทวงศ์ตรงสามแยกท่าพระ ซึ่งได้กลายเป็นสี่แยก แต่ชาวบ้านยังคงเรียกสามแยกท่าพระด้วยความเคยชิน ฉะนั้นหากขุนวิจิตรมาตราจะไปบางแคก็ต้องข้ามสะพานเนาวจำเนียร หรือสะพานสร้างใหม่ตรงตลาดพลูสองแห่งนี้เท่านั้น เพราะสะดวกกว่าสะพานเจริญพาศน์

บ้านหลวงฤทธิณรงค์รอน สร้างเป็นอาคารตึกแบบฝรั่ง ๒ ชั้น

ปัจจุบันจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์ ตั้งอยู่ภายในโรงเรียนฤทธิณรงค์รอน

            ขอย้อนเล่าเรื่องคลองบางหลวงต่อไป โดยเริ่มจากฝั่งซ้าย (ฝั่งเดียวกับบ้านสกุลกฤษณามระ) เชิงสะพานเนาวจำเนียรฝั่งนี้มีบ้านเรือนประชาชนริมฝั่งคลอง และไม่หนาแน่นเช่นทุกวันนี้จนถึงบ้าน หลวงฤทธิณรงค์รอน (เจ๊ก แสงมณี) หรือกัปตันเจ๊ก  บ้านหลวงฤทธิณรงค์รอนเป็นตึกขนาดกลาง อาณาบริเวณกว้างขวาง มีต้นไม้ใหญ่ยืนต้นมากมาย สนามในบ้านคลาคล่ำไปด้วยโอ่งอ่างกระถางลายครามเต็มไปหมด รั้วด้านริมคลองเป็นรั้วไม้โปร่ง ๆ สามารถมองเห็นตัวตึกและบริเวณบ้านทั้งหมดโดยง่าย  ริมคลองมีศาลาท่าน้ำ มีเรือนกล้วยไม้ขนาดใหญ่ และมีโป๊ะลอยอยู่ในน้ำ ภรรยาเจ้าของบ้านใช้เป็นที่ใส่บาตรตอนเช้าเป็นประจำ  ชาวบ้านมีคำถามกันเล่น ๆ ว่า ในคลองบางหลวงนี้ใครรวยที่สุด ทุกคนจะเห็นพ้องต้องกันหมดว่า หลวงฤทธิ์ฯ รวยที่สุด เห็นได้จากบ้านเรือนที่ใหญ่โตกว้างขวาง เครื่องลายครามเป็นสิ่งของที่บอกฐานะได้อย่างหนึ่ง เพราะเป็นของมีราคาแพง  หลวงฤทธิณรงค์รอนไม่มีบุตร คงมีแต่ลูกบุญธรรมคนหนึ่งเป็นหญิง ชื่อดวงแขหรือแข  สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ผู้คนหนีภัยสงครามลูกระเบิดไปอยู่ในชนบทที่ห่างไกลจากเมืองหลวง ทายาทคุณหลวงฤทธิ์ฯ ต้องขายเครื่องลายครามน้อยใหญ่ในบ้านให้พ่อค้าของเก่าย่านเวิ้งนาครเขษม ๒ ลำเรือต่อขนาดใหญ่ เพื่อหนีภัยสงคราม ทั้งยังได้ทราบในภายหลังว่าบ้านพร้อมที่ดิน หลวงฤทธิณรงค์รอนยกให้แก่กระทรวงศึกษาธิการเพื่อทำสถานศึกษา และได้เป็นโรงเรียนฤทธิณรงค์รอนตามเจตจำนงของท่านเจ้าของจนเดี๋ยวนี้

             

(ภาพซ้าย) หลวงฤทธิณรงค์รอนหรือกัปตันเจ๊ก แสงมณี
(ภาพขวา) บันไดทางขึ้นชั้นสองภายในบ้านหลวงฤทธิ์ฯ

            ติดกับบ้านหลวงฤทธิณรงค์รอนเป็นโรงสีขนาดเล็ก (ไท้เส็ง) หลังโรงสีมีบ้านเรือน ๒-๓ หลัง ต่อจากโรงสีเป็นที่ว่างริมตลิ่งปล่อยตามธรรมชาติ ไม่ได้ลงเขื่อนอย่างที่เห็นทุกวันนี้ มีพืชน้ำขึ้นอยู่ริมตลิ่งเต็มไปหมด ได้แก่ ต้นพงใช้ห่อข้าวต้มลูกโยน ต้นอ้อตัดเป็นปล้อง ๆ ตากแห้ง นำไปอัดดินปืนเพื่อทำดอกไม้ไฟ ส่วนหญ้าปล้องใช้ตะเกียบแทงเอาไส้ออกตากให้แห้ง นำไปประดิษฐ์เป็นของเล่นของเด็กได้  เลยที่ว่างตรงนี้เป็นบ้าน พระยาสวัสดิ์วรวิถี (ม.ร.ว. สายหยุด สนิทวงศ์) อยู่ปากคลองบางวัวทอง ก่อนที่ท่านจะเป็นพระยาสวัสดิ์วรวิถี ท่านมีบรรดาศักดิ์เป็นหม่อมราชนิกูล คือ หม่อมอนุรุธเทวา

            บ้านพระยาสวัสดิ์วรวิถี เป็นบ้านไม้ ๒ ชั้นสีฟ้าอมเทา จั่วหลังคามีเสาสูง ๆ ข้างเสามีลายฉลุสวยงาม หน้าต่างชั้นบนเป็นบานเกร็ดกระดกได้  ชั้นล่างครึ่งหนึ่งเป็นฝาไม้ อีกครึ่งหนึ่งใช้ไม้ระแนงตีทแยงเป็นตารางรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน มีประตูหน้าต่าง เฉพาะบานหน้าต่างเป็นบานกระจก รั้วบ้านเป็นรั้วต้นพู่ระหง มีท่าน้ำเขื่อนเป็นเขื่อนคอนกรีตแข็งแรง  ด้านที่ติดกับที่ว่างมีอู่จอดเรือยนต์เล็ก ๆ  เมื่อพระยาสวัสดิ์วรวิถีถึงอนิจกรรมแล้ว ทายาทรื้อลงหมดทั้งหลัง หากไปดูขณะนี้ยังคงเห็นร่องรอยของอู่จอดเรือ

           ปากคลองบางวัวทองอีกฟากหนึ่งเป็นบ้าน หลวงแจ่มวิชาสอน(แจ่ม นิยมเหตุ) ในอดีตเป็นครูโรงเรียนบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ภรรยาชื่อคุณนายผิน มีลูกสาว ๒ คน ชื่อทิพย์และกฐิน ทำอุตสาหกรรมในครัวเรือน คือ ยาสีฟัน ใช้ชื่อว่า “ยาสีฟันวิเศษนิยม”  บ้านหลวงแจ่ม ฯ เลยได้ชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า บ้านวิเศษนิยม เป็นบ้านไม้ ๒ ชั้นหลังใหญ่ทรงยุโรป ทาสีเขียวอ่อน ปลูกอยู่ริมคลองบางหลวง มีเรือนบริวารหลายหลังปลูกซ้อนกันไปเช่นเดียวกับบ้านสกุลกฤษณามระ หลังสุดท้ายเป็นเรือนไทย ว่ากันว่าเป็นเรือนหอของท่านเจ้าของบ้าน  ข้างบ้านหลังใหญ่มีลานสำหรับกรองและตากดินสอพอง ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการทำยาสีฟัน คนงานในบ้านนี้นุ่งผ้าแดงทุกคน  ที่ศาลาท่าน้ำหน้าบ้านมีโป๊ะลอยน้ำ คุณนายผินจะลงมาใส่บาตรทุกเช้า มีขันสาครขนาดใหญ่ใส่ข้าว มีคนคอยช่วยเหลือ ๒ คน บ้านนี้ใส่บาตรโดยไม่จำกัดจำนวนพระ คือ ใส่จนกว่าพระจะหมด ฉะนั้นในตอนเช้าจะคลาคล่ำไปด้วยเรือพระบิณฑบาตที่ออกันเข้าไปรับ  บ้านวิเศษนิยมเป็นบ้านที่สวยที่สุดในคลองบางหลวง ถ้าอยู่บนสะพานเจริญพาศน์แล้วมองมาที่บ้านนี้ จะมองเห็นบ้านเด่นเป็นสง่าอยู่ริมคลอง  บ้านพระยาสวัสดิ์วรวิถีและบ้านหลวงแจ่มวิชาสอนหรือบ้านวิเศษนิยมทั้งสองหลังนี้ ขุนวิจิตรมาตรามิได้กล่าวถึงเลย คงจะเป็นว่าเมื่อท่านยังลงเรือเข้าออกในคลองบางหลวง บ้านทั้งสองหลังยังไม่มีก็เป็นได้ หรืออีกอย่างท่านลืมสนิทไปทีเดียว แต่ท่านไปพูดถึงบ้านอีกหลังหนึ่ง คือ บ้าน พระยาชลมาร์คพิจารณ์ (ราชสกุลสนิทวงศ์) ว่าอยู่ตรงข้ามกับที่ว่าการอำเภอบางกอกใหญ่ ซึ่งอยู่ตรงข้ามคนละฝั่งคลอง

            บ้านพระยาชลมาร์คพิจารณ์จะมีรูปลักษณ์เป็นอย่างไร คงบอกไม่ได้ หากจะพิจารณาจากคำบอกเล่าของขุนวิจิตรมาตราซึ่งมีอยู่เพียงสั้น ๆ น่าจะเป็นไปได้ว่าบริเวณบ้านวิเศษนิยมน่าจะเป็นบ้านพระยาชลมาร์คพิจารณ์มาก่อน จำได้ว่ามีบ้านหลังเล็ก ๆ หลังหนึ่งชั้นเดียวแบบบังกะโลอยู่ติดกับบริเวณบ้านวิเศษนิยม หน้าบ้านหันลงสู่บริเวณลานวัดสังข์กระจาย เคยถามผู้ใหญ่ท่านบอกว่าเป็นบ้านพระยาชลมาร์คฯ  เมื่อเทียบกับบ้านพระยาสวัสดิ์วรวิถีซึ่งเป็นราชสกุลสนิทวงศ์เหมือนกัน บ้านหลังนี้ไม่น่าจะเป็นเรือนประธานของพระยาชลมาร์คฯ น่าจะเป็นเรือนบริวารหลังใดหลังหนึ่งที่อยู่ในบริเวณบ้านมากกว่า ต่อมาเจ้าของคงบอกขาย หลวงแจ่มวิชาสอนได้ซื้อบ้านหลังนี้พร้อมที่ดินเอาไว้และผนวกเข้าเป็นที่ดินผืนเดียวกัน และจะเป็นไปได้ไหมว่าบ้านวิเศษนิยมเคยเป็นบ้านพระยาชลมาร์คพิจารณ์มาก่อน ต่อมาได้เปลี่ยนมือเปลี่ยนเจ้าของมาเป็นหลวงแจ่มวิชาสอนในบางส่วน คงเหลืเรือนบริวารหลังเล็กเอาไว้ให้ลูกหลานอยู่ บ้านหลังเดิมของหลวงแจ่มวิชาสอนเป็นเรือนไทยอยู่ด้านหลัง ว่าเป็นเรือนหอดังที่ได้กล่าวไว้แล้ว  บ้านพระยาชลมาร์คพิจารณ์ที่เล่าไว้ตรงนี้เป็นข้อสันนิษฐานของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว หากผิดพลาดไปก็ต้องขออภัยต่อทายาทของท่านที่ได้กล่าวนามมาไว้ ณ ที่นี้ด้วย  ผู้เขียนเกิดมาพระยาชลมาร์คพิจารณ์และคุณหญิงท่านก็ไม่ได้อยู่ที่ตรงนี้แล้ว บ้านหลังใหญ่ริมคลองบางหลวงที่ว่าสวยที่สุด ก็รู้จักกันในนามบ้านวิเศษนิยม  เมื่อหลวงแจ่มวิชาสอนและคุณนายผินถึงแก่กรรมแล้ว ลูกสาวทั้งสองคนได้ย้ายโรงงานวิเศษนิยมไปอยู่ที่พระโขนง ทายาทตั้งใจจะถวายบ้านและที่ดินให้วัดสังข์กระจาย ภายหลังเปลี่ยนใจและมอบให้แก่เทศบาลนครธนบุรีเพื่อใช้เป็นสถานศึกษา ทายาทหลวงแจ่มฯ คงรื้อเฉพาะเรือนไทยของบิดามารดาไปปลูกที่พระโขนงเพียงหลังเดียวเท่านั้น

            เทศบาลทำเป็นโรงเรียนอยู่ระยะหนึ่ง โดยเอาเด็กจากโรงเรียนแสงมณีที่อยู่ข้างคลองวัดสังข์กระจายมาเรียน แล้วค่อย ๆ รื้อเรือนบริวารที่มีอยู่หลายหลังออกไป ส่วนบ้านหลังใหญ่ที่เหมาะที่จะใช้เป็นโรงเรียน สุดท้ายแอบรื้อลงทั้งหมด เอาวัสดุที่รื้อลงประเภทวงกบประตูหน้าต่างมาสร้างเรือนหลังเล็ก ๆ แทน เปรียบเทียบอย่างง่าย ๆ คือ จากเรือนหลังใหญ่ที่สวยที่สุดในคลองบางหลวง เหลือเพียงกระต๊อบเล็ก ๆ หลังเดียว บรรจุนักเรียนได้ไม่เกิน ๓๐ คน จากนั้นก็รื้ออกทั้งหมด เหลือท่าน้ำของบ้านไว้เป็นเพียงอนุสรณ์เพียงสิ่งเดียว ปัจจุบันทรุดโทรมอย่างมาก ต่อมาทางการได้สร้างโรงเรียนระดับประถมลงในที่ดินแห่งนี้เต็มพื้นที่ทั้งหมด เป็นโรงเรียนวัดสังข์กระจายอย่างที่เห็นทุกวันนี้  มองจากสะพานเจริญพาศน์จะเห็นโรงเรียนแห่งนี้แทนบ้านวิเศษนิยมหลังเดิม กับโรงเรียนฤทธิณรงค์รอนที่สร้างใหม่ ใหญ่และสูงกว่าซ้อนอยู่เบื้องหลัง  ท่าน้ำบ้านวิเศษนิยมที่ยังคงเหลือซากในเวลานี้เดิมเป็นท่าน้ำคอนกรีต มีลูกกรงหล่อด้วยปูนสามด้าน มีบันไดลงสู่โป๊ะที่ลอยอยู่ในน้ำ มีเรือนต้นไม้ ปลูกต้นเฟื่องฟ้าแทนหลังคาคลุมอยู่ ยามต้นไม้ออกดอกสวยมาก น่าเสียดายที่ทางโรงเรียนวัดสังข์กระจายไม่ดูแลเอาใจใส่ ปล่อยให้ผุพังเหลือเพียงเสาอยู่ ๔ ต้น นอกนั้นก็รอเวลาที่จะผุพังต่อไป  บ้านวิเศษนิยมในเวลากลางคืนมีแขกยามเฝ้าเคาะระฆังบอกเวลาตั้งแต่ ๒ ทุ่มไปจนรุ่งเช้า

 

บ้านพระยาฤทธิรงค์รณเฉท (สุข ชูโต) ที่อยู่เยื้อง ๆ กับตลาดพลู กำลังมีการซ่อมแซมตัวบ้าน

            ต่อจากบ้านวิเศษนิยมเป็นบริเวณวัดสังข์กระจายทั้งหมด ถาวรวัตถุของวัดสังข์กระจายริมคลองบางหลวง ตั้งแต่เขื่อนคอนกรีต สะพานและศาลาท่าน้ำ หมู่ศาลาการเปรียญ หอระฆัง และหมู่กุฏิสงฆ์ หลวงฤทธิณรงค์รอนเป็นผู้สร้างทั้งหมด  หลวงฤทธิ์ฯ มีความผูกพันและเคารพนับถือเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสงชูโต) อย่างมาก ทุกอย่างที่ท่านสร้างถวายวัดสังข์กระจาย ท่านสร้างเป็นอนุสรณ์และอุทิศส่วนกุศลให้แก่เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีทั้งสิ้น เฉพาะตัวท่านสร้างตึกชั้นเดียวใช้เป็นตึกเรียนระดับประถม ๓ หลังอยู่ริมคลองวัดสังข์กระจาย ๒ หลัง อยู่ข้างโรงเรียนวัดสังข์กระจายที่สร้างใหม่ ๑ หลัง เป็นอนุสรณ์ของท่านเอง ใช้ชื่อโรงเรียนว่า “โรงเรียนแสงมณี”

            เมื่อหลวงฤทธิณรงค์รอนถึงแก่กรรมไปแล้ว ผู้ที่อุปถัมภ์บำรุงวัดสังข์กระจายคนต่อมา คือ หลวงแจ่มวิชาสอน  ท่านสร้างศาลาพระป่าเลไลยก์ไว้ตรงข้างหอระฆัง น่าจะใช้เป็นพระประจำวัน (พุธกลางคืน)  ทุกปีหลวงแจ่มฯ จะมีละครชาตรีสมโภช  บริเวณวัดสังข์กระจายด้านริมคลองบางหลวง เดิมมีต้นก้ามปูใหญ่ปลูกเต็มพื้นที่ มองไกล ๆ คล้ายภูเขาย่อม ๆ กิ่งก้านสาขาต้นก้ามปูที่แผ่ปกคลุมนั้น เคยมีคนแนะเจ้าอาวาสให้ตัดต้นไม้ลงเสียบ้าง เพื่อเปิดหมู่ศาลาการเปรียญให้ดูสวยงาม คำตอบที่ได้รับจากท่านเจ้าอาวาสคือ “รกต้นไม้ดีกว่ารกคน”

            วัดสังข์กระจายมีคลองเล็ก ๆ คั่นอยู่คลองหนึ่ง คือ คลองวัดสังข์กระจาย เลยปากคลองวัดสังข์กระจายไปเล็กน้อยเป็นบ้านคุณพิณ นามเต็ม ๆ ของท่านคือ พิณเทพเฉลิม เป็นบุตรพระยาศรีสรราชภักดี (วัน บุนนาค) คุณพิณทำธุรกิจคานเรือ ชาวบ้านเรียกว่าคานเรือบ้านคุณพิณ  บ้านคุณพิณเป็นตึก ๒ ชั้นแบบยุโรป มีสองหลัง หลังแรกปลูกหันด้านข้างลงคลองบางหลวง เว้นที่หน้าตึกเป็นลานกว้าง อีกหลังหนึ่งปลูกสุดเขตของบ้าน หันหน้าลงสู่ลานบ้าน  ที่ต้องปลูกบ้านในลักษณะนี้เพราะต้องใช้ที่หน้าบ้านเป็นคานเรือ  ตึกทั้งสองหลังสร้างอย่างประณีตสวยงาม ทาสีไข่ไก่ เมื่อคุณพิณเลิกธุรกิจคานเรือ หน้าบ้านริมคลองบางหลวงทั้งหมดให้เจ๊กเช่าทำโรงต่อเรือ เท่าที่จำได้มี ๒-๓ โรง  บ้านคุณพิณอยู่เลยวัดสังข์กระจายลงมา ขุนวิจิตรมาตรากล่าวถึงบ้านคุณพิณเหมือนกัน หากแต่วางตำแหน่งบ้านคุณพิณไว้ที่บ้านพระยาสวัสดิ์วรวิถี ระบุไว้ชัดเจนว่าอยู่ตรงข้ามวังเจ้าตุ้ม

            พระยาศรีสรราชภักดี (วัน) บิดาคุณพิณเทพเฉลิมเป็นเปรียญและเป็นมหาดเล็กข้าหลวงเดิมในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ การที่เป็นเปรียญจึงมีความรอบรู้แตกฉานทั้งบาลีและสันสกฤตเช่นเดียวกับพระจอมเกล้าฯ  พระนามเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินแต่ก่อนมีเพียงพยางค์เดียวหรือสองพยางค์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นเปรียญ ได้ทรงคิดพระนามพระราชทานพระราชโอรสพระราชธิดาด้วยศัพท์บาลี-สันสกฤต มีพระนามยาว ๆ คล้องจองกันอย่างไพเราะ พระยาศรีสรราชภักดีเลยทำตามบ้าง ชื่อบุตร-ธิดาของพระยาศรีสรราชภักดีจึงมีนามคล้องจองกันดังนี้ พงษ์สุริยันต์ พันธุ์สุริยา พิณเทพเฉลิม เพิ่มเสน่หา พุ่มมะลิร่วง พวงมะลิลา เพิ่มสมบัติมูล พูนสมบัติมา พียศมูล พูนยศมา พลอยพรรณราย พรายพรรณา

            ในวรรณกรรมเรื่อง สี่แผ่นดิน บทประพันธ์ของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ผูกเรื่องให้แม่พลอย ตัวเอกของเรื่องอยู่บ้านท่านบิดาในคลองบางหลวง อ่านแล้วก็รู้ว่าเป็นพวกสกุลบุนนาค เมื่อมีคนไปถามท่าน ๆ ตอบปฏิเสธว่า ท่านจินตนาการเอาเอง ไม่ได้เจาะจงว่าเป็นบ้านใครทั้งนั้น แต่คนอ่านส่วนมากก็ยังไม่ค่อยเชื่อ พยายามค้นหาบ้านแม่พลอยในคลองบางหลวง  ตามความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน บ้านสกุลบุนนาคที่อยู่ในคลองบางหลวงมีอยู่ ๓ หลัง คือ บ้านพระยาราชานุประพันธุ์ (ทุ้ย) บ้านคุณหญิงยืน--ภรรยาพระยาอรสุมพลาภิบาล (เด่น) และบ้านคุณพิณเทพเฉลิม  ที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด คือ บ้านคุณพิณเทพเฉลิม เพราะบ้านเรือนหรูหราสมฐานะกว่าบ้านอื่น นอกจากนี้น้องสาวของคุณพิณเทพเฉลิมยังมีชื่อว่า “พลอยพรรณราย”

            เลยบ้านคุณพิณเทพเฉลิมไปเล็กน้อย เป็นโรงทำเต้าเจี้ยวกับโรงน้ำปลา ปัจจุบันโรงน้ำปลาเลิกไปแล้ว คงอยู่แต่โรงเต้าเจี้ยวซี่งมีอายุยืนยาวมาไม่ต่ำกว่า ๘๐ ปี ลูกหลานของโรงเจเต้าเจี้ยวแห่งนี้ใช้นามสกุลว่า “เจิดรังษี” และยังได้ความเพิ่มเติมอีกว่า บ้านคุณพิณเทพเฉลิม ทายาทขายให้โรงเต้าเจี้ยว และในที่สุดได้รื้อสร้างเป็นอาคารพาณิชย์ทั้งหมดเมื่อสัก ๒๐ ปีมานี้เอง  ต่อจากโรงเต้าเจี้ยวและโรงน้ำปลาเป็นบ้านเรือนประชาชนจนถึงปากคลองวัดราชสิทธารามหรือคลองวัดพลับ มีศาลาท่าน้ำของวัดโดยทำเป็นสะพานไม้แบบลูกระนาดไปเชื่อมกับตรอกวัดสังข์กระจาย ปัจจุบันศาลาท่าน้ำพังไปหมดแล้ว  ที่ดินตรงนี้เป็นดินเลนชายคลอง เป็นที่งอกกว้างขวาง ปัจจุบันบ้านเรือนประชาชนได้รุกล้ำไปทั้งหมด

            ปากคลองวัดพลับอีกฝั่งหนึ่ง ขุนวิจิตรมาตรากล่าวไว้ว่าเป็นชุมชนมุสลิม ปัจจุบันส่วนหนึ่งเป็นตลาดเจริญพาศน์ และปากคลองวัดพลับเกือบถึงเชิงสะพานเจริญพาศน์ เป็นบ้าน พระยาคำณวนคัคนานต์(ศรี ปายะนันท์) เจ้ากรมรังวัดคนแรกของประเทศไทย บ้านอยู่ริมคลองบางหลวงเป็นบ้านไม้ ๒ ชั้นทาสีเทา ลูกสาวคนโตของพระยาคำณวนคัคนานต์ชื่อ คุณประชิด เป็นภรรยา น.อ. พระแสงสิทธิการ ร.น. (แสง นนทสุต) ลูกชายคนรองที่พอรู้จักคือ คุณสอาด ปายะนันท์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์  พระยาคำณวนคัคนานต์ได้สั่งลูกหลานของท่านไว้ว่า หากท่านถึงแก่อนิจกรรม ห้ามไม่ให้เผาศพท่าน ให้เอาไปเก็บไว้ที่วัดราชสิทธารามซึ่งเป็นวัดใกล้บ้าน ทายาทนำศพของท่านไปก่อกุฏิไว้ข้างพระอุโบสถ ซึ่งเดิมเป็นที่ว่างรกร้างไม่ได้ใช้สอยอะไร ต่อมาวัดได้พัฒนาที่ตรงนี้เพื่อทำเมรุเผาศพ คุณสอาดเลยต้องเอาศพของท่านไปฌาปนกิจที่วัดมกุฎกษัตริยาราม

            สร้อยบรรดาศักดิ์ของพระยาคำนวณลงท้ายว่า “คัคนานต์” ซึ่งแปลว่า ท้องฟ้า ทำให้เกิดสงสัยว่าคงเป็นเจ้ากรมแผนที่ทหารอากาศกระมัง ได้สอบถามคุณสมศรี นนทสุต หลานตาว่าเป็นเจ้ากรมแผนที่อากาศหรืออย่างไร คุณสมศรีบอกว่าไม่ทราบเหมือนกัน คุณแม่ (ประชิด) บอกเพียงว่าเป็นเจ้ากรมรังวัดคนแรกของเมืองไทยเท่านั้น  ปัจจุบันบ้านพระยาคำณวนคัคนานต์ได้เปลี่ยนมือเป็นของคนอื่น แล้วถูกรื้อสร้างเป็นบ้านสมัยใหม่อยู่ใกล้ ๆ กับเชิงสะพานเจริญพาศน์เห็นได้ชัดเจน เพราะเป็นหลังเดียวที่อยู่ใกล้เชิงสะพานเจริญพาศน์

                     

(ภาพซ้าย) บ้านพระยาอาหารบริรักษ์ (ผึ่ง ชูโต)

(ภาพขวา) มัสยิดต้นสน ซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังวัดหงส์รัตนาราม จะเห็นเพียงยอดโดมถ้านั่งเรือเข้ามาในคลองบางหลวง

            เลยบ้านพระยาคำณวนคัคนานต์ เป็นสะพานเจริญพาศน์และกุฎีเจริญพาศน์ ชาวบ้านเรียก กุฎีเจ้าเซ็น(นิกายชีอะห์)  กุฎีไม่ได้อยู่ริมคลอง หากแต่อยู่ลึกเข้าไปจากฝั่งคลองราว ๓๐ เมตร มีท่าน้ำของกุฎีอยู่ริมคลอง ปัจจุบันกรุงเทพมหานครได้ปรับปรุงทำโป๊ะเป็นท่าจอดเรือ  บริเวณหน้ากุฎีเจ้าเซ็นนั้นตั้งแต่เชิงสะพานเจริญพาศน์จนถึงวัดหงส์รัตนาราม มีบ้านเรือนประชาชนปะปนกันไปทั้งชาวไทยพุทธและมุสลิม มีบ้านขุนนางข้าราชการอยู่หลายหลัง ขุนวิจิตรมาตรากล่าวไว้เพียงคนเดียว คือ บ้านสับน้อย ผู้เขียนไม่เคยได้ยินและไม่รู้จัก เลยเล่าไม่ถูก  มีบ้านข้าราชการผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง คือ บ้าน พระยาอาหารบริรักษ์ (ผึ่ง ชูโต) เป็นตึกใหญ่ ๒ ชั้น แข็งแรง ปัจจุบันยังมีอยู่ อายุน่าจะไม่ต่ำกว่า ๙๐-๑๐๐ ปี อยู่เกือบถึงบริเวณวัดหงส์รัตนาราม ก่อนถึงวัดหงส์รัตนารามมีคลองเล็ก ๆ คั่นอยู่ มีสะพานคอนกรีตเล็ก ๆ ข้ามคลอง ในคลองมีบ้านใหญ่ ๆ หลายหลัง มีบ้านนักเขียนมีชื่อคนหนึ่งในย่านนี้ใช้นามปากกาว่า พ. เนตรรังษี  คลองที่ว่านี้จะมีชื่อเรียกว่าอะไรไม่ทราบเหมือนกัน ข้ามคลองไปแล้วเป็นบริเวณวัดหงส์รัตนาราม บริเวณหน้าวัดมีศาลาท่าน้ำวัด ๒ หลัง เขื่อนเป็นเขื่อนก่ออิฐ ไม่มีคอนกรีต จึงพังลงทั้งหมด ทางวัดต้องสร้างเขื่อนใหม่เป็นชนิดคอนกรีตสองแผง พระอุโบสถอยู่ข้างคลองวัดหงส์รัตนาราม หันหน้าพระอุโบสถลงคลองบางหลวง ปากคลองเป็นโรงเส้นหมี่ ลึกจากปากคลองเข้ามาเล็กน้อยเป็นที่ว่าการอำเภอบางกอกใหญ่หลังใหม่ สร้างด้วยไม้สองชั้น ปลูกลักษณะอย่างห้องแถวยื่นไปตามคลองวัดหงส์  จากโรงเส้นหมี่เป็นบ้านเรือนประชาชน มีทั้งชาวพุทธและชาวมุสลิม มีมัสยิดเก่าแก่หลังหนึ่ง คือ มัสยิดต้นสน  หน้ามัสยิดมีศาลาท่าน้ำประจำมัสยิด มีสมาคมชาวมุสลิมชื่อ สมาคมสนธิอิสลาม อยู่ในบริเวณมัสยิดด้วย  เมื่อสองปีที่แล้วได้มีโอกาสไปที่มัสยิดแห่งนี้เพื่อฟื้นฟูความทรงจำเดิม ๆ ที่เคยเห็น ปรากฏว่าศาลาท่าน้ำหายไป คาดว่าคงถูกคอสะพานที่สร้างใหม่เฉือนพื้นที่บางส่วนออกไป สะพานแห่งนี้เป็นสะพานสร้างใหม่ เนื่องจากมีการสร้างถนนมาจากวงเวียนเล็กข้ามคลองบางหลวงเพื่อไปเชื่อมกับถนนอรุณอมรินทร์  ถนนที่ตัดใหม่ชื่อถนนอรุณอมรินทร์เหมือนกัน เลยมัสยิดต้นสนไปเล็กน้อยเป็นวัดโมลีโลกยารามหรือวัดท้ายตลาด เป็นวัดเก่าแก่มีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา สมัยกรุงธนบุรีได้อุปจารวัดนี้เป็นส่วนหนึ่งของพระราชวัง  ต่อจากวัดโมลีโลกยารามเป็นพระราชวังกรุงธนบุรี ตั้งอยู่บริเวณปากคลองบางหลวงอันเป็นที่ตั้งของป้อมวิชัยประสิทธิ์  ปากคลองบางหลวงตรงนี้บรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยา  ป้อมดังกล่าวเป็นป้อมโบราณมีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา เมื่อสิ้นกรุงธนบุรีแล้วพระราชวังแห่งนี้ใช้เป็นที่ประทับเจ้านายในราชวงศ์จักรีหลายพระองค์ถึงรัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชวังนี้ให้เป็นกองทัพเรือ รู้จักกันในเวลานี้ว่า พระราชวังเดิม  เคยเห็นโรงพิมพ์หมอบรัดเลย์ตั้งอยู่บริเวณข้างป้อมวิชัยประสิทธิ์ริมคลองบางหลวง ต่อมากองทัพเรือเห็นว่าอาคารโรงพิมพ์ไม่เหมาะที่จะใช้สอยในราชการ จึงรื้ออกทั้งหมดแล้วสร้างอาคารใหม่ไว้แทน  เรื่องราวคลองบางหลวงทางฝั่งซ้ายคงมีเรื่องเพียงเท่านี้  บริเวณปากคลองแต่ก่อนไม่มีประตูระบายน้ำ เนื่องจากกรุงเทพมหานครประสบภาวะน้ำท่วมอยู่เสมอ ทางการจึงวางแผนแก้ไขระยะยาวด้วยการสร้างประตูระบายน้ำไว้ปากคลอง  ผลจากการแก้ไขทำให้คลองบางหลวงตลอดสายกลายเป็นที่รองรับน้ำเสียที่ระบายจากชุมชนต่าง ๆ ลงสู่คลองบางหลวง เป็นคลองน้ำเน่าตลอดปี

       

(ภาพซ้าย) บ้านพระฤชาประมวญ (สวาด สายบัว) อยู่ลึกเข้ามาทางหลังวัดหงส์รัตนาราม  (ภาพขวา) บ้านสับน้อยหรือพระยากสิภูมิ น้องชายของหลวงฤทธิ์ฯ อยู่ริมคลองบางหลวง แถวชุมชนแขกเจ้าเซ็น เจริญพาศน์

 

หมายเหตุ: หากได้อ่านหนังสือ เด็กคลองบางหลวง ของ กาญจนาคพันธุ์ จะทำให้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น