ชาวไทใหญ่ในกรุงเทพฯ
บทความ       ขนาด   

ชาวไทใหญ่ในกรุงเทพฯ

บทความโดย ปิลันธน์ ไทยสรวง

เข้าชม 7313 ครั้ง

 

           ชาวไทใหญ่ซึ่งกลุ่มคนไทยบางกลุ่มเรียกว่า เงี้ยว แต่เป็นคำที่คนไทใหญ่ไม่ชอบ เพราะส่อไปในทำนองดูถูก หรือบางครั้งในบางแห่งก็เหมาเรียกคน กุลา หรือ กุหล่า โดยเข้าใจผิด เพราะเป็นคำที่เรียกคนต่องซู่ ซึ่งเป็นชาติพันธุ์หนึ่งในพม่าที่อาศัยอยู่ใกล้ชิดไทใหญ่ในรัฐฉาน จนบางครั้งไทใหญ่ก็พลอยถูกเข้าใจว่าเป็นพวกเดียวกัน เป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งที่มีถิ่นอาศัยในเขตภาคเหนือของประเทศพม่า ตอนใต้ของประเทศจีน และภาคเหนือของประเทศไทย โดยนักวิชาการบางท่านลงความเห็นว่า คำว่าชาน หรือ ฉาน มีที่มาจากคำว่า สยาม นั่นเอง 

 

          เอกลักษณ์ที่โดดเด่นของชาวไทใหญ่คือ ความศรัทธาอย่างลึกซึ้งต่อพุทธศาสนา โดยเฉพาะในการทำบุญทำทาน จนถึงกับมีคำกล่าวว่า ”อย่ากินอย่างม่าน (พม่า) อย่าตาน (ทำทาน) อย่างไท”  เพราะคนไทใหญ่ให้ความสำคัญต่อการบำเพ็ญทานบารมี ใครทำทานให้กับวัดกับพุทธศาสนามาก ก็จะได้รับเกียรติได้รับการยกย่องจากสังคมของคนไทใหญ่

 

การรำกิ่งกะหล่า ที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมสาธุประดิษฐ์ ในซอยสาธุประดิษธุ์ ๔๔/๑

          ปัจจุบันชาวไทใหญ่ที่อาศัยอยู่ในเขตพม่าประสบปัญหาความไม่สงบในบ้านเมืองตนเอง ทำให้ชาวไทใหญ่บางกลุ่มต้องการอิสระจากการปกครองของรัฐบาลพม่า จึงพยายามต่อสู้เพื่อความสงบสุขและความเป็นธรรมให้กับกลุ่มชนของตน บางส่วนอพยพหลบหนีเข้าสู่ประเทศไทย โดยเฉพาะเข้ามาทางอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน และอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ แต่เนื่องจากรัฐบาลไทยไม่มีนโยบายจัดการที่ชัดเจนกับกลุ่มชนนี้ ทำให้กลุ่มชาวไทใหญ่รู้สึกถึงความไม่มั่นคงทั้งในเรื่องความปลอดภัยและที่พักพิง ส่งผลให้ชาวไทใหญ่จำนวนมากย้ายถิ่นทะลักเข้าสู่เมืองใหญ่ต่างๆ รวมถึงกรุงเทพมหานครที่เปรียบเสมือนแหล่งรวมชาติพันธุ์หลากหลายซึ่งหลั่งไหลเข้ามาทำมาหากิน

 

          คนไทใหญ่อพยพเข้ามากรุงเทพฯ ตั้งแต่ช่วงต้นรัตนโกสินทร์ โดยมี วัดดอนหรือวัดดอนกุหล่า เป็นศูนย์กลางสำคัญ การตั้งบ้านเรือนของชาวไทใหญ่มักไม่ไกลจากวัด เนื่องจากชาวไทใหญ่ผูกพันกับวัด เพราะถือว่าเป็นแหล่งรวมจิตใจที่สำคัญ กระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๑๗ เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่วัดดอนกุหล่า ทำให้กลุ่มคนไทใหญ่ในกรุงเทพฯ ขาดศูนย์รวมจิตใจไปขณะหนึ่ง ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๒๐ ชาวไทใหญ่ได้พยายามสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมของกลุ่มตนขึ้นใหม่ในเขตสาธุประดิษฐ์ เพื่อเป็นศูนย์กลางของชาวไทใหญ่ในกรุงเทพฯ อีกครั้ง

 

          การเข้ามาของชาวไทใหญ่ช่วงแรกเพื่อมาทำการค้าขาย โดยเฉพาะชาวกุหล่าหรือชาวไทใหญ่ในเขมรที่เชี่ยวชาญด้านการทำพลอย อาจกล่าวได้ว่ามีแหล่งอัญมณีที่ไหน มีชาวไทใหญ่อยู่ที่นั่น รวมถึงบ่อไพลินที่เขมร ต่อมาชาวไทใหญ่ประสบปัญหาความไม่สงบในบ้านเมืองของเขมร ทำให้ต้องแยกย้ายไปทำกินที่อื่นๆ ส่วนหนึ่งได้ข้ามเข้ามาทำพลอยในจังหวัดจันทบุรีและกาญจนบุรีของไทย บางส่วนเข้ามาเป็นช่างทำพลอยในกรุงเทพฯ ปัจจุบันช่างพลอยชาวไทใหญ่เหลืออยู่น้อยมาก ยังพบเห็นอยู่บ้างในแถบสีลม การอพยพย้ายถิ่นของชาวไทใหญ่มีเข้ามาเรื่อยๆ โดยระยะหลังชาวไทใหญ่ที่อพยพเข้ามามีทั้งต้องการเข้ามาประกอบอาชีพและผลจากปัญหาทางการเมือง

 

          ปัจจุบันชาวไทใหญ่ในกรุงเทพฯ มี ๒ กลุ่มคือ พ่อค้านักธุรกิจและลูกจ้างแรงงาน ส่วนใหญ่คือกลุ่มชนชั้นแรงงานที่ประกอบอาชีพลูกจ้างทั่วไป เช่น ช่างทาสีและทำงานในโรงงาน ในขณะที่ศูนย์รวมจิตใจของชาวไทใหญ่ในปัจจุบันคือ ศูนย์ปฏิบัติธรรมสาธุประดิษฐ์ ในซอยสาธุประดิษธุ์ ๔๔/๑ ศูนย์ปฏิบัติธรรมแห่งนี้เป็นสถานที่ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อประกอบกิจทางศาสนาของพระสงฆ์และกิจกรรมทางสังคมร่วมกัน

 

          ที่ศูนย์ฯ มีพระสงฆ์หมุนเวียนมาจำพรรษาในแต่ละปีไม่น้อยกว่า ๑๐ องค์ พระสงฆ์ที่จำพรรษาทั้งหมดเป็นชาวไทใหญ่หรือมีเชื้อสายไทใหญ่ นอกจากนี้ชาวไทใหญ่ในกรุงเทพฯ ได้ร่วมมือกันก่อตั้งมูลนิธิพระแสงธรรมขึ้นเมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๑ เพื่อเป็นศูนย์กลางช่วยเหลือชาวไทใหญ่ เช่น การเรียกร้องสิทธิ์ต่างๆ เมื่อเกิดอุบัติเหตุ  การถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้าง สงเคราะห์ผู้ยากไร้ เป็นต้น รวมทั้งร่วมมือกับองค์กรการกุศลอื่นๆ โดยไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองทุกประการ

 

          มูลนิธิพระแสงธรรมได้จัดกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับศูนย์ปฏิบัติธรรมสาธุประดิษฐ์ ทั้งในเรื่องที่เกี่ยวข้องทางศาสนาและสังคม ชาวไทใหญ่ในกรุงเทพฯ มีการประกอบกิจกรรมในวันสำคัญต่างๆ ทั้ง ๑๒ เดือนคล้ายกับประเพณีของไทย เช่น เข้าพรรษา ออกพรรษา อาสาฬหบูชา มาฆบูชา วิสาขบูชา สงกรานต์ และวันขึ้นปีใหม่ ชาวไทใหญ่หลากหลายอาชีพจะเข้ามาร่วมทำบุญประกอบพิธีทางศาสนาในศูนย์ปฏิบัติธรรมสาธุประดิษฐ์อย่างหนาแน่น

 

          ในวันสำคัญอย่างเช่นวันออกพรรษา วันขึ้นปีใหม่ ชาวไทใหญ่ได้จัดกิจกรรมต่างๆ ที่แสดงถึงวัฒนธรรมประเพณีของกลุ่มตน เช่น การรำกินนรกินรี (การรำกิ่งกะหล่า) การรำโตหรือก้าโต ฯลฯ  ในงานชาวไทใหญ่ทั้งชายหญิงทุกเพศวัยจะเข้าร่วมชมการแสดงอย่างสนใจ หลังจากทำบุญและประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเรียบร้อยแล้ว เมื่อมีผู้คนเข้าร่วมงานมากขึ้น หนุ่มวัยฉกรรจ์ชาวไทใหญ่จะออกแสดงศิลปะร่ายรำร่างกายหรือเรียกว่า การลายมือ อันเป็นศิลปะการป้องกันตัวอย่างหนึ่ง ผู้ชายที่เริ่มเข้าสู่วัยหนุ่มจะมีการฝึกและร่วมแสดงเป็นกลุ่มเหมือนการเข้าสังคม ในวันงานตลอดซอยสาธุประดิษฐ์ ๔๔/๑ จะมีพ่อค้าแม่ค้าเข้ามาขายสินค้า ทั้งอาหาร หนังสือ เสื้อผ้าของชาวไทใหญ่ รวมทั้งเทปและซีดีเพลงของนักร้องจากรัฐฉานด้วย แสดงให้เห็นว่าชาวไทใหญ่ยังผูกพันกับวิถีดั้งเดิมของตน แม้จะอยู่ไกลในบ้านเมืองอื่นก็ตามชาวไทใหญ่ซึ่งกลุ่มคนไทยบางกลุ่มเรียกว่า เงี้ยว แต่เป็นคำที่คนไทใหญ่ไม่ชอบ เพราะส่อไปในทำนองดูถูก หรือบางครั้งในบางแห่งก็เหมาเรียกคน กุลา หรือ กุหล่า โดยเข้าใจผิด เพราะเป็นคำที่เรียกคนต่องซู่ ซึ่งเป็นชาติพันธุ์หนึ่งในพม่าที่อาศัยอยู่ใกล้ชิดไทใหญ่ในรัฐฉาน จนบางครั้งไทใหญ่ก็พลอยถูกเข้าใจว่าเป็นพวกเดียวกัน เป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งที่มีถิ่นอาศัยในเขตภาคเหนือของประเทศพม่า ตอนใต้ของประเทศจีน และภาคเหนือของประเทศไทย โดยนักวิชาการบางท่านลงความเห็นว่า คำว่าชาน หรือ ฉาน มีที่มาจากคำว่า สยาม นั่นเอง 

 

          เอกลักษณ์ที่โดดเด่นของชาวไทใหญ่คือ ความศรัทธาอย่างลึกซึ้งต่อพุทธศาสนา โดยเฉพาะในการทำบุญทำทาน จนถึงกับมีคำกล่าวว่า ”อย่ากินอย่างม่าน (พม่า) อย่าตาน (ทำทาน) อย่างไท”  เพราะคนไทใหญ่ให้ความสำคัญต่อการบำเพ็ญทานบารมี ใครทำทานให้กับวัดกับพุทธศาสนามาก ก็จะได้รับเกียรติได้รับการยกย่องจากสังคมของคนไทใหญ่

 

          ปัจจุบันชาวไทใหญ่ที่อาศัยอยู่ในเขตพม่าประสบปัญหาความไม่สงบในบ้านเมืองตนเอง ทำให้ชาวไทใหญ่บางกลุ่มต้องการอิสระจากการปกครองของรัฐบาลพม่า จึงพยายามต่อสู้เพื่อความสงบสุขและความเป็นธรรมให้กับกลุ่มชนของตน บางส่วนอพยพหลบหนีเข้าสู่ประเทศไทย โดยเฉพาะเข้ามาทางอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน และอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ แต่เนื่องจากรัฐบาลไทยไม่มีนโยบายจัดการที่ชัดเจนกับกลุ่มชนนี้ ทำให้กลุ่มชาวไทใหญ่รู้สึกถึงความไม่มั่นคงทั้งในเรื่องความปลอดภัยและที่พักพิง ส่งผลให้ชาวไทใหญ่จำนวนมากย้ายถิ่นทะลักเข้าสู่เมืองใหญ่ต่างๆ รวมถึงกรุงเทพมหานครที่เปรียบเสมือนแหล่งรวมชาติพันธุ์หลากหลายซึ่งหลั่งไหลเข้ามาทำมาหากิน

 

          คนไทใหญ่อพยพเข้ามากรุงเทพฯ ตั้งแต่ช่วงต้นรัตนโกสินทร์ โดยมี วัดดอนหรือวัดดอนกุหล่า เป็นศูนย์กลางสำคัญ การตั้งบ้านเรือนของชาวไทใหญ่มักไม่ไกลจากวัด เนื่องจากชาวไทใหญ่ผูกพันกับวัด เพราะถือว่าเป็นแหล่งรวมจิตใจที่สำคัญ กระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๑๗ เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่วัดดอนกุหล่า ทำให้กลุ่มคนไทใหญ่ในกรุงเทพฯ ขาดศูนย์รวมจิตใจไปขณะหนึ่ง ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๒๐ ชาวไทใหญ่ได้พยายามสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมของกลุ่มตนขึ้นใหม่ในเขตสาธุประดิษฐ์ เพื่อเป็นศูนย์กลางของชาวไทใหญ่ในกรุงเทพฯ อีกครั้ง

 

หนุ่มวัยฉกรรจ์ชาวไทใหญ่ออกแสดงศิลปะร่ายรำร่างกายหรือเรียกว่าการลายมือ

          การเข้ามาของชาวไทใหญ่ช่วงแรกเพื่อมาทำการค้าขาย โดยเฉพาะชาวกุหล่าหรือชาวไทใหญ่ในเขมรที่เชี่ยวชาญด้านการทำพลอย อาจกล่าวได้ว่ามีแหล่งอัญมณีที่ไหน มีชาวไทใหญ่อยู่ที่นั่น รวมถึงบ่อไพลินที่เขมร ต่อมาชาวไทใหญ่ประสบปัญหาความไม่สงบในบ้านเมืองของเขมร ทำให้ต้องแยกย้ายไปทำกินที่อื่นๆ ส่วนหนึ่งได้ข้ามเข้ามาทำพลอยในจังหวัดจันทบุรีและกาญจนบุรีของไทย บางส่วนเข้ามาเป็นช่างทำพลอยในกรุงเทพฯ ปัจจุบันช่างพลอยชาวไทใหญ่เหลืออยู่น้อยมาก ยังพบเห็นอยู่บ้างในแถบสีลม การอพยพย้ายถิ่นของชาวไทใหญ่มีเข้ามาเรื่อยๆ โดยระยะหลังชาวไทใหญ่ที่อพยพเข้ามามีทั้งต้องการเข้ามาประกอบอาชีพและผลจากปัญหาทางการเมือง

 

          ปัจจุบันชาวไทใหญ่ในกรุงเทพฯ มี ๒ กลุ่มคือ พ่อค้านักธุรกิจและลูกจ้างแรงงาน ส่วนใหญ่คือกลุ่มชนชั้นแรงงานที่ประกอบอาชีพลูกจ้างทั่วไป เช่น ช่างทาสีและทำงานในโรงงาน ในขณะที่ศูนย์รวมจิตใจของชาวไทใหญ่ในปัจจุบันคือ ศูนย์ปฏิบัติธรรมสาธุประดิษฐ์ ในซอยสาธุประดิษธุ์ ๔๔/๑ ศูนย์ปฏิบัติธรรมแห่งนี้เป็นสถานที่ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อประกอบกิจทางศาสนาของพระสงฆ์และกิจกรรมทางสังคมร่วมกัน

 

          ที่ศูนย์ฯ มีพระสงฆ์หมุนเวียนมาจำพรรษาในแต่ละปีไม่น้อยกว่า ๑๐ องค์ พระสงฆ์ที่จำพรรษาทั้งหมดเป็นชาวไทใหญ่หรือมีเชื้อสายไทใหญ่ นอกจากนี้ชาวไทใหญ่ในกรุงเทพฯ ได้ร่วมมือกันก่อตั้งมูลนิธิพระแสงธรรมขึ้นเมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๑ เพื่อเป็นศูนย์กลางช่วยเหลือชาวไทใหญ่ เช่น การเรียกร้องสิทธิ์ต่างๆ เมื่อเกิดอุบัติเหตุ  การถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้าง สงเคราะห์ผู้ยากไร้ เป็นต้น รวมทั้งร่วมมือกับองค์กรการกุศลอื่นๆ โดยไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองทุกประการ

 

          มูลนิธิพระแสงธรรมได้จัดกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับศูนย์ปฏิบัติธรรมสาธุประดิษฐ์ ทั้งในเรื่องที่เกี่ยวข้องทางศาสนาและสังคม ชาวไทใหญ่ในกรุงเทพฯ มีการประกอบกิจกรรมในวันสำคัญต่างๆ ทั้ง ๑๒ เดือนคล้ายกับประเพณีของไทย เช่น เข้าพรรษา ออกพรรษา อาสาฬหบูชา มาฆบูชา วิสาขบูชา สงกรานต์ และวันขึ้นปีใหม่ ชาวไทใหญ่หลากหลายอาชีพจะเข้ามาร่วมทำบุญประกอบพิธีทางศาสนาในศูนย์ปฏิบัติธรรมสาธุประดิษฐ์อย่างหนาแน่น

 

          ในวันสำคัญอย่างเช่นวันออกพรรษา วันขึ้นปีใหม่ ชาวไทใหญ่ได้จัดกิจกรรมต่างๆ ที่แสดงถึงวัฒนธรรมประเพณีของกลุ่มตน เช่น การรำกินนรกินรี (การรำกิ่งกะหล่า) การรำโตหรือก้าโต ฯลฯ  ในงานชาวไทใหญ่ทั้งชายหญิงทุกเพศวัยจะเข้าร่วมชมการแสดงอย่างสนใจ หลังจากทำบุญและประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเรียบร้อยแล้ว เมื่อมีผู้คนเข้าร่วมงานมากขึ้น หนุ่มวัยฉกรรจ์ชาวไทใหญ่จะออกแสดงศิลปะร่ายรำร่างกายหรือเรียกว่า การลายมือ อันเป็นศิลปะการป้องกันตัวอย่างหนึ่ง ผู้ชายที่เริ่มเข้าสู่วัยหนุ่มจะมีการฝึกและร่วมแสดงเป็นกลุ่มเหมือนการเข้าสังคม ในวันงานตลอดซอยสาธุประดิษฐ์ ๔๔/๑ จะมีพ่อค้าแม่ค้าเข้ามาขายสินค้า ทั้งอาหาร หนังสือ เสื้อผ้าของชาวไทใหญ่ รวมทั้งเทปและซีดีเพลงของนักร้องจากรัฐฉานด้วย แสดงให้เห็นว่าชาวไทใหญ่ยังผูกพันกับวิถีดั้งเดิมของตน แม้จะอยู่ไกลในบ้านเมืองอื่นก็ตาม

 

พม่าเป็นเรื่องของคนมอญที่อยู่ภายใต้การปกครองของคนไทหน้าตาเกาหลี เมื่อ  ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๕ เวลา ๑๖:๑๒:๕๕
ความคิดเห็นที่ #19
หัดดูหน้าตากษัตริย์ไทหรือไตในพม่า มีหน้าตาแบบเกาหลีจีน เรื่องราวชีวิตข่มขืนที่เกิดจากพม่า เป็นคเรื่องของคนมอญที่อยู่ภายใต้การปกครองของคนไทหน้าตาเกหลีจีนและถูกทำให้กลายเป็นไท คนแถบเราไม่มีใครเป็นคนไทหรอืไตหรือไทยอะไรทั้งนั้น แค่ถูกปกครองข้ามทวีปจากมองโกเลีย พระนาราย พระนเศวรเป็นมนุษย์คนละพันธุ์และคนเชือชาติกับพวกเราทั้งหมดในรัฐฉาน ไทย
 
โยธิน บุญเฉลย เมื่อ  ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๕ เวลา ๐๖:๑๒:๓๖
ความคิดเห็นที่ #18
ยินดีรู้จักพี่น้องไตทุกคน ศูนย์ไทใหญ่ศึกษา
 
kittikittio  เมื่อ  ๖ ธันวาคม ๒๕๕๕ เวลา ๐๐:๑๒:๑๐
ความคิดเห็นที่ #17
ทำไหมถึงหนีเข้ามาในเมืองไทยทำไหมไม่ช่วยกันต่อสู้พม่าแย่งบ้านเมืองคนอื่นเขายิงให้ตายหมดเลยชาติหน้าเขาจะได้ไม่กล้าแย่งคนอื่นอีก
 
ปั่นตี้ เมื่อ  ๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ เวลา ๐๗:๑๑:๔๗
ความคิดเห็นที่ #16
ชอบมากครับที่ชาวไทยใหญ่สามัคคีกัน ดีครับขอให้ ชาวใหญ่รักกันตลอดไปครับ ขอบคุณครับ
 
หัดสงสัย  เมื่อ  ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๕ เวลา ๑๓:๑๐:๒๕
ความคิดเห็นที่ #15
ควรทบทวนประวัติศาสตร์ จับประเด็นสำคัญโดยเฉพาะทำไมถึงมีการเปลี่ยนการใช้ภาษามอญ-เขมรมาเป็นภาษาตระกูลไตกระไดแทน ก่อนหน้านี้ คนในเอเซียตะวันออกเฉียงไต้โซนคนผิวดำ ใช้ภาษาตระกูลมอญ-เขมร ต่อมาก็เลิกใช้ เปลี่ยนมาใช้ภาษาตระกูลไตกระไดของคนเอเซียตะวันออกโซนผิวขาวแทน เรื่องจริงคนไตหรือเผ่าไทไม่ได้อพยพมาผสมพันธ์กับคนเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ แต่คนไทหรือเผ่าไตที่มีรูปร่างหน้าตาเป็นเกาหลีญี่ปุ่นผสมจีน เอามายึดดินแดนบ้านเราเป็นเมืองขึ้น ก็เหมือนกับกรณีที่คนแอฟริกาก่อนหน้านี้ก็ใช้ภาษาแอฟริกันต่อมาเปลี่ยนมาใช้ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศสแทน ซึ่งรู้กันว่าคนแอฟริกาตกเป็นเมืองขึ้นอังกฤษกะฝรั่งเศส ตามประวัติภาคเหนือของไทยคือเมืองมอญหิริภุชชัย ต่อมาถูกคนไทหรือเผ่าไทโจมตีแล้วตั้งตัวเองเป็นกษัตริย์ชื่อเม็งรายโดยมีคนเดิมผิวดำ ในเมืองมอญอยู่ภายใต้การปกครอง เมื่อมอญเสียดินแดน คนทุกคนในเมืองมอญซึ่งไม่ใช่คนไตก็ถูกกำหนดให้ใช้ภาษาไตกระได มีวัฒนธรรมเป็นไต เหมือนกับที่อังกฤษกระทำกับแอฟริกา เรื่องจริงคนที่เรียกว่าคนไทยไม่ใช่คนเผ่าไท แต่เป็นคนสารพัดเชื้อชาติในเมืองมอญ-เขมรเดิมที่ต่อมาตกอยู่ภายใต้การปกครองของคนเผ่าไท หรือเป็นเมืองขึ้นคนเผ่าไท หน้ากษัตริย์ลาวต่างจากคนลาวทั้งประเทศเพราะกษัตริย์ลาวคือคนเผ่าไทตัวจริง เมือยึดดินแดนได้ก็กำหนดให้คนเผ่าอื่นๆ พูดภาษาไตกระไดและพยายามกลืนชาติโดยทำให้เผ่าอื่นๆ ระบุตนเองหลอกๆ ว่าเป็นคนไท
 
แยกแยะชาติพันธ์ให้เป็น ไทยใหญ่ผิวขาวเป็นระดับกษัตริย์ในรัฐฉาน เมื่อ  ๔ ตุลาคม ๒๕๕๕ เวลา ๑๖:๑๐:๔๗
ความคิดเห็นที่ #14
ขอโทษนะ บรรดาสื่อมวลชน กรุณาแยกแยะให้เป็นว่าใครคือใคร ไม่ใช่เวลาไปถึงรัฐไตเจอใครทุกๆ คนก็เชื่อว่าเป็นชาติพันธุ์ไทยใหญ่ ในรัฐฉานหรือรัฐไต แม้จะชื่อว่ารัฐใต ก็ไม่ได้หมายความทุกคนในรัฐไตจะเป็นไทยใหญ่จริง คนจำนวนมากในรัฐนี้เป็นคนผิวดำคือพวกชาวปะโอ๋ไม่ใช่ไทยใหญ่ ส่วนคนในประเทศไทยที่เรียกว่าคนไทยก็กรุณาคิดเสียใหม่ด้วยว่าคุณเกิดมาผิวดำในประเทศไทยก็จริง แต่คุณไม่ใช่ชาติพันธ์ไต แค่ในประเทศไทยก็ประกอบด้วยหลายชาติพันธุ์แต่ทุกเรียกตัวเองว่าคนไทย เพราะเรื่องจริง คนในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ภายใต้การปกครองของคนชาติพันธุ์ไตจากตอนเหนือมาก 700 ปี เม่ื่อ 400 ปีที่แล้วไตลื้อยกทัพตีอีสานเอาไปเป็นเมืองขึ้นจนทำให้คนอีสานผิวดำพูดภาษาไตกระไดและมีวัฒนธรรมไตลื้อ คนไต้ลื้อหน้าตาเป็นยังไงกรุณาดูที่กษัตริย์ลาว จะพบว่าหน้าตาเป็นคนเอเซียตะวันออกเจ๊กจีนเกาหลีญี่ปุ่นปนกันและผิวขาว นี่คือคนชาติพันธุ์ไตตัวจริง นอกนั้นไม่ใช่แค่คนอยู่ภายใต้การปกครอง อีกรอบ เมื่อ 200 ปีที่แล้ว สยามยกทัพตีใต้เป็นเมืองข้น คนใต้ผิวดำไม่ใช่ชาติพันธ์ไตแต่เป็นคนอยู่ภายใต้การปกครองถูกกำหนดให้พุดภาษาไทยกลาง ใครเป็นชาติพันธุ์ไตต้องศึกษาประวัติศาสตร์การโจมตี ยึดดินแดนเป็นเมืองขึ้นด้วย ไม่ใช่ไปรัฐไตแล้วทุกคนจะเป็นชาติพันธ์ไต เพราะเมื่อ 700 ปีที่แล้วรัฐไต ไทยใหญ่ได้จากพม่าอีกที และพม่าผิวขาวจากเอเซียตะวันออกก็ได้มาจากมอญอีกที
 
สนามบินแห่งชาติไม่ควรชื่อสุวรรณภูมิของอาณาจักรมอญที่ไร้ปัญญา เมื่อ  ๒ ตุลาคม ๒๕๕๕ เวลา ๒๓:๑๐:๒๖
ความคิดเห็นที่ #13
สุวรรณภูมิของคนมอญเนี่ยถูกพม่ายึดครองเป็นเมืองขึ้นไม่สามารถกู้ชาติได้จนถึงปัจจุบัน ผิดกับอาณาจักรคนไตหรือไทยใหญ่อย่างสยามอยุธยาที่มีระบบบริหารบุคคลกรเลิศกว่า แม้จะถูกพม่าเผ่าเมืองสองครั้ง แต่ก็กู้ชาติได้ทุกครั้ง จนกระทั้งคนในเขตเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ยังใช้ภาษาตระกูลไตกระได การเสียอยุธยาครึ้งที่สองก็ใช้เวลาแค่หนึ่งปีในการกู้แผ่นดินจากความสามารถที่ได้รับการฝึกฝนจากสยามประเทศอยุธยาอย่างตากสินเชื้อจีนและทองด้วงเชื้อมอญ (รัชกาลที่หนึ่ง)ซึ่งเป็นความสามารถที่ได้รับฝึกฝนโดยอาณาจักรสยามของกษัตริย์ไต มีหลักฐานรูปวาดเสมือนจริงของพระนารายณ์ว่าพระนารายณ์หน้าตาคล้ายคนเอเซียตะวันออกคือเกาหลี ญี่ปุ่น จีนผสมกัน ซึ่งคล้ายกับกษัตริย์ลาวที่มีรูปถ่ายแแสดงว่าหน้าตาคล้ายคนเอเซ๊ยตะวันออกเกาหลี ญี่ปุ่น จีน กษัตริย์ไทยปัจจุบันเป็นลูกผสม เพียงแค่รัชกาลที่หนึ่งมีเชือมอญ ทำให้คนมอญเข้ามามากในวังตลอดกรุงรัตนฯ และเป็นไปได้ว่ามีการเขียนประวัติศาสตร์สมัยกรุงศรีอยุธยาแบบผิดๆๆ คนมอญเรื่องจริงไร้ปัญญา กษัตรย์ไตหน้าตาคล้ายคนเอเซียตะวันออก แม้เก่งแต่มีจำนวนน้อย จึงมีการว่าจ้างชาวต่างชาติมาในวัง และมีการแปลงสัญชาติของคนต่างชาติ เช่น คนมอญแปลงสัญชาติเป็นไตสยาม คนจีนแปลงสัญชาติเป็นไตสยาม ทำให้คนเชื้อชาติมอญเข้ามามีโอกาสได้รับการศึกษาจากอยุธยาที่มีระบบการบริหารปกครองเลิศกว่าสุวรรณภูมิอาณาจักรมอญที่ถูกพม่าทำลายจนไม่สามารถกู้แผ่นดิน เพียงบังเอิญว่ารัชกาลที่หนึ่งมีเชื้อมอญ ก็อย่าคิดว่าดีเอ็นเอมอญจะเลิศ เรื่องจริงดีเอ็นเอมอญนะห่วย แต่มาได้โอกาสจากระบบการปกครองบริหารบุคลากรทางด้านการทหารที่วางไว้โดยสยามอยุธยาที่ก่อตั้งโดยกษัตริย์ไต ราชวงศ์บ้านพูลหลวง เรื่องจริงอธยุยาสู้กับพม่าระดับห้าสิบปี และพม่าพ่ายตลอด มาพลาดเสียเมืองแต่ก็มีบุคลากรที่ได้รับการฝึกฝนเก่งมาได้จากระบบการบริหารการศึกษาของอยุธยาสยามที่ก่อตั้งโดยกษัตริย์ไตอู่ทอง และราชวงศ์บ้านพลูหลวง ไมมีอะไรที่เกิดการรังสรรค์ของคนมอญเลย สนามบินแห่งชาติ ควรชื่อว่า "สนามบินอู่ทอง" หรือไม่ก็"สนามบินบ้านพลูหลวง" ไม่ใช่อะไรที่เกี่ยวกับคนมอญที่เรื่องจริงไร้ปัญญาสิ้นดี วัฒนธรรมมอญสูญสิ้นแต่มาเกิดใหม่อีกในปัจจุบันเพียงเพราะเชื่อผิดๆ ว่ารัชกาลที่หนึ่งมีเชื้อมอญ แต่อยาลืมว่ารัชกาลที่หนึ่งหรือตากสินเชื้อจีน เกิดและเติบโตและได้รับการศึกษาฝึกฝนจนเก่ง พร้อมรบกู้แผนดินจากอาณาจักรสยามที่ก่อตั้งโดยคนชนเผ่าไตจากตอนเหนือในเอเซียตะวันออก เพียงเพราะคนไตโชคร้ายสูญพันธุ์จากตอนกลาง (มีจำนวนน้อยเกินแต่เป็นเจ้าได้)ไปซะอะไรที่เกี่ยวกับอินเดียหรือมอญที่ไร้ปัญญา มีหลักฐานว่ากรุงศรีฯ มีอาคารตึกรามแบบเอเซียตะวันออกไม่ใช่หมวกชฏาแบบมอญ
 
คนไตใหญ่ตัวจริงผิวขาวตัวสูงแบบมองโกล เมื่อ  ๒ ตุลาคม ๒๕๕๕ เวลา ๒๒:๑๐:๒๐
ความคิดเห็นที่ #12
ถึงเราเกิดเป็นคนไทยในแผ่นดินไทยก็จริง แต่่ไม่ได้หมายความว่าเราเกิดเป็นชาติพันธุ์ไทหรือไต เพราะเรามีหลายสีผิว ดำ ขาวปนกัน คุณคิดว่าคนสีผิวไหนเป็นคนไทยตัวจริง ก็เหมือนกับคนจีน คนมอญอพยพ เกิดในไทยพูดไทยตั้งแต่เกิด เราก็รู้คนจีนหรือมอญไม่ใช่ชาติพันธุ์ไทหรือไต ใครก็รู้ว่าคนไทหรือไตอพยพจากตอนเหนือในเอเซียตะวันออก แน่นอนเขามีผิวสีขาว กษัตริย์ลาวของคนลาว และกษัตริย์ไตหรือไทในรัฐฉานของพม่า มีหน้าตาคล้ายคนเกาหลี ญ๊่ปุ่นหรือจีนผสมกัน ยกเว้นกษัตริย์ไทยที่หน้าตาไม่เหมือนเขาเพราะต่อมาแต่งงานกับผู้หญิงมอญ ที่ีน่าสังสัยคือสมัยกรุงศรีอยุธยา ไม่น่าจะมีการใช้ภาษาเขมร บาลีสันสกฤต ในรูปวาดจำลองชีวิตกรุงศรีฯ สมัยพระนารายณ์วาดโดยชาวฝรั่งเศสสมัยนั้น แค่อาคารตึกก็จะมีริวรอยคล้ายตึกจีนๆ เพราะนารายณ์ท่านเป็นคนเอเซียตะวันออก และหน้าตาพระนารายณ์ตามภาพวาดเสมือนจริง คล้ายกับกษัตริย์ลาวองค์สุดท้ายซึ่งมีหน้าตาคล้ายคนเกาหลี ญี่ปุ่นจีนผสมกัน เพราะกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่สอง เชื่อว่ากษตริย์ไตตัวจริงสูญพันธุ์หมด พระเจ้าตากสินหรือ รัชกาลที่ หนึ่งเกิดแผนดินอยุธยาที่ก่อตั้งสร้างขึ้นโดยกษัตริย์ไต แต่ทั้งสองคนมีเชื้อสายต่างชาติ คือ ตากสินมีเชือจีน และรัชกาลที่หนึงมีเชื้อมอญ ขอบอกเลยทั้งสองคนยังเรียกตัวเองว่า ชาวสยาม ซึ่งหมายถึงคนไทยใหญ่อยู่ดี ความเก่งกาจการทหารของทั้งสองคนเรื่องจริงได้มาจากระบบการศึกษาการปกครองของอยุธยาที่ก่อตั้งโดยกษัตริย์ไตที่มีหน้าตาคล้ายเกาหลี ญ๊่ปุ่น จีนผสมกัน และกรุงศรีรบกับพม่าต่อเนื่องนานถึงห้าสิบปีในตอนปลายอยุธยา คือ รบทีไรพม่าต้องถอยกลับไปถึงห้าสิบปี จนกระทั่งพม่าไปแก้ตัวหาวิธีรบจนชนะ แต่ก็ต้องถอยทัพกลับภายในหนึ่งปีจากฝีมือของตากสินกับทองด้วง (รัชกาลที่หนึ่ง) ซึ่งได้รับการอบรมการศึกษาและการฝีกฝาทางการทหารจากกรุงศรีฯ ทีมีผู้ปกครองไตซึ่งมีหน้าตาที่เชื่อได้ว่าคล้ายกษัตริย์ลาวที่หน้าเหมือนกันเกาหลี ญี่ปุ่น จีนผสมกันตามรูปวาดเสมือนจริงของพระนารายณ์ แต่เนื่องจากรัชกาลที่หนึ่งบังเอิญมีเชื้อมอญผสมเข้ามา เราเชื่อว่าเป็นเหตุหนึงที่ทำให้ชุมชนชาวมอญมีเส้นสายเข้ามาอยู่ในวังเยอะ แล้วน่าจะมาเขียนเล่าประวัติศาสตร์ไทยสมัยกรุงศรีฯ อย่างผิดๆ เพื่อสงเสริมวัฒนธรรมปลีกย่อยของคนมอญ มีการบันทึกว่าภาษาสมัยกรุงศรีฯ เป็นภาษาคล้ายหลวงพระบาง แต่ภาษาคนกรงเทพฯ ปัจจุบันเป็นภาษาผิดขนบ เรื่องจริงอาณาจักรมอญอย่างสุวรรณภูมิถูกพม่าล้มไปนานแล้ว และคนไตเรื่องจริงเป็นคนยึดแผ่นดินของพมาทางตอนเหนือแล้วปกครองนานถึงสองร้อยปี ซึ่งผิดกับคนมอญที่เสียแผ่นดินให้พม่า แต่กรุงศรีฯ มีชุมชมต่างชาติเยอะ แม้คนไตจะเป็นกษัตริย์แต่ก็มีจำนวนน้อย จึงจ้างชาวต่าง ชาติมาทำงานให้ตนเองและคนต่างชาติอย่างมอญหรือเขมรหรือจีนฮั่นก็ได้รับการฝึกฝนความสามารถตามระบบการศึกษาทางการทหารที่วางไว้โดยคนไตชนเผ่าทางตอนเหนือจากเอเซียตะวันออก อาณาจักรเขมรก็ถูกกษัตริย์ไตล้มลง เรื่องจริงเขมรเสียดินแดนภาคอีสานให้คนไตลื้อหรือกษัตริย์ลาวที่มีหน้าตาเหมือนคนเอเซียตะวันออก คนในอีสานปัจจุบันมีวัฒนธรรมเป็นไตลื้อ ไมว่าจะเป็นรำเซิง หมอลำ ภาษาพูดอีสานซึ่งเกิดจากคนอีสานเป็นเมืองขึ้นคนไตลื้อ ไม่มีอะไรเป็นวัฒนธรรมอินเดียหรือมอญเลย กษัตริย์ทุกพระองค์ในรุ่นต่อมาพูดคำภาษาเขมร มอญภายใต้ระบบภาษาไตกระไดทั้งนั้น และคิดอะไรออกมาภายใต้อิทธิพลภาษาไตกระไดโดยเฉพาะเรื่องความเป็นเอกราชไม่เป็นเมืองขึ้น ซึ่งเป็นวัฒนธรรมเผ่าไตจากตอนเหนือในเอเซียตะวันออก กษัตริญ์ไทยอย่าง ร ห้ามีเชื้อมอญอีกเพราะ ร หนึ่งมีเมียเป็นมอญอีก แต่รัชกาลที่ห้าใช้ภาษาตระกูลไตกระได คิดแบบคนไตจนไทยไม่เป็นเมืองขึ้นฝรั่ง ต่อมาป พิบูลสงคราม มีเชื้อเป็นจีนก็จริง แต่ก็ใช้ภาษาตระกูลไตกระได คิดแบบคนไตจนไทยไม่เสียเมืองให้ญ๊่ปุ่น เชื้อชาติต่างกันแต่คิดภายใต้กรอบวัฒนธรรมภาษาตระกูลไตกระไดเดียวกัน ประเทศมอญหรือเขมรนะเรื่องจริงสิ้นไปแล้ว ต่อให้คนเชื้อชาติมอญที่ได้โอกาสสวมเข้ามาอยู่แผ่นดินไทยจะพยายามเอาคำมอญ เขมรใส่เข้ามาแต่ก็ไม่สามารถออกเสียงเป็นระบบตระกูลมอญเขมรได้อีก เพราะอาณาจักรมอญและขอมสิ้นสุดไปแล้วถูกคนตอนเหนือจากเอเซียตะวันออกที่เก่งกว่าคือพม่า และคนไตยึดครอง อยากให้คนเชื่อสายมอญที่ยังอยู่ในวัง(ซึ่งได้โอกาสมั่วเข้ามาจากการที่รัชกาลที่หนึ่งมีเชื้อมอญ) เลิกฝันไปซะ เพราะเรื่องจริงระบบการบริหารของชนชาติมอญและเขมรไร้ปัญญา จนเสียเมืองให้กับคนพม่าและคนไตต้นตระกูลพระนเรศวร และจงเลิกเอาคำภาษาตายไปแล้วอย่างเขมร บาลีสันสกฤษมาใส่ในประเทศไทย มอญและเขมรจบสิ้นไปแล้ว ระบบการศึกษาและบริหารอยุธยาของคนไตจากตอนเหนือเลิศจริง จนสามารถสร้างบุคลากรที่สามารถขับไล่พม่าภายในแค่เวลาสั้นๆ หนึงปี ผิดกับระบบอาณาจักณสุวรรณภูมิของมอญที่ไม่มีปัญญา สนามบินแห่งชาติของไทยควรจะชื่อว่า "สนามบินไตใหญ่" เพราะอาณาจักรมอญสุวรรณภูมิเนี่ยล้มเหลวตกเป็นเมืองขึ้นพม่าและไม่สามารถกู้ชาติได้ถึงปัจจุบัน ผิดกับอาณาจักรไตอย่างอยุธยาที่สามารถบุคคลากรต่อเหนือคือล้มหนึ่งวินาทีแล้วสามารถขับไล่พม่าได้ในระยะเวลาอันสั้นเป็นเหตุให้คนในแผ่นดินไทยยังพูดภาษาไตกระไดต่อไป ผิดกับภาษามอญเขมรซึ่งตายไปแล้ว
 
คนไทยใหญ่จำนวนน้อยมากๆ เมื่อ  ๒๑ กันยายน ๒๕๕๕ เวลา ๑๙:๐๙:๓๗
ความคิดเห็นที่ #11
คนไทยใหญ่เป็นคนขาวไม่ดำ คนดำในรัฐฉานเป็นคนพื้นเมือง แค่ในเมืองหลวงรัฐไตหรือรัฐฉาน ขอบอกว่า คุณจะไม่ค่อยเห็นคนไทยใหญ่เลย ที่จะเจอก็คนผิวดำจำนวนมาก ซึ่งถ้าคุณไม่รู้ก็จะเข้าใจผิดว่าเป็นคนไต คนไทยใหญ่ในรัฐไตจำนวนประชากรน้อยๆ มากๆๆ แต่ทั้งหมดเป็นกษัตริย์ไต พระเจ้าอู่ทองกะพ่อขุนรามคำแห่ง (พ่อขุนบางกลางหาว) เป็นคนไตหรือไทยใหญ่มาตั้งกรุงสุโขทัยกับกรุงศรี และมาอยู่กะคนมอญ
 
ครรชิต ศรีภักดี เมื่อ  ๑๗ กันยายน ๒๕๕๕ เวลา ๑๒:๐๙:๔๑
ความคิดเห็นที่ #10
คนไตน่ารักมาก
 
ไทยใหญ่คนขาว หน้าคล้ายคนจีน เมื่อ  ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๕ เวลา ๑๗:๐๘:๒๓
ความคิดเห็นที่ #9
ต้องดูสีผิว ไทยใหญ่เป็นคนขาว หน้าตาคล้ายๆ คนจีน เชื่อว่าพระนเรศวรหน้าตาจริงต้องๆ ดูเจ้าฟ้าไทยใหญ่ แต่กษัตริย์ไทยเป็นลูกผสมคนพื้นเมืองมอญเข้ามาด้วย หน้าตาจึงเป็นจีนๆ น้อยลงแต่ผิวขาวขึ้น ส่วนกุลาหรือกุเหลามีจำนวนมากกว่าเป็นคนผิวดำ อยู่ในเมืองหลวงของรัฐฉานทั้งคู่
 
ลาวัลย์รุ่งศรี เมื่อ  ๖ สิงหาคม ๒๕๕๕ เวลา ๐๒:๐๘:๑๗
ความคิดเห็นที่ #8
อย่ากได้เบอร์โทรที่ศุนย์มากค่ะ อย่ากสอบถามเรื่องเรียนค่ะ ใครรู้ช้วยบอกหน่อยนะค่ะ ส่งทางเมลก็ได้ค่ะ thirukda@hotmail.com ช้วยด้วยนะค่ะ ขอบคุณล่งน่าค่ะ
 
ลาวัลย์รุ่งศรี เมื่อ  ๖ สิงหาคม ๒๕๕๕ เวลา ๐๒:๐๘:๑๑
ความคิดเห็นที่ #7
อย่ากได้เบอร์โทรที่ศุนย์มากค่ะ อย่ากสอบถามเรื่องเรียนค่ะ ใครรู้ช้วยบอกหน่อยนะค่ะ ส่งทางเมลก็ได้ค่ะ thirukda@hotmail.com ช้วยด้วยนะค่ะ ขอบคุณล่งน่าค่ะ
 
โกมล ปันยารชุน เมื่อ  ๒ กรกฎาคม ๒๕๕๕ เวลา ๑๖:๐๗:๑๙
ความคิดเห็นที่ #6
เวลาดุละครชอบศิลปการแสดงมาก หากสนใจจะติดต่อได้อย่างไรคับ
 
ชัญ เมื่อ  ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๑๒:๐๕:๕๖
ความคิดเห็นที่ #5
ในกรุงเทพมีงานอะไรให้พวกเราชาวไตทำบ้างน๊อ มีงานดีๆชวนกันบ้างนะที่ Chun.00191@hotmail.com หรือ www.facebook.com/chunlogchan
 
ไตผานเมือง เมื่อ  ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๑๒:๐๕:๔๖
ความคิดเห็นที่ #4
ในกรุงเทพมีงานอะไรให้พวกเราชาวไตทำบ้างน๊อ
 
ดา รุ่งศรี เมื่อ  ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๐๕:๐๕:๒๒
ความคิดเห็นที่ #3
จะเปนกำใจใหไต
 
tye เมื่อ  ๒๕ กันยายน ๒๕๕๔ เวลา ๑๘:๐๙:๑๘
ความคิดเห็นที่ #2
เข้ามาอยู่ร่วมกันก็ดีเป็นไทยเหมือนกันแต่อย่าลืมกลับไปกู้ชาติด้วยเร่าจะได้มีที่ทำกินเพิ่ม
 
prasai เมื่อ  ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๔ เวลา ๒๐:๐๘:๔๒
ความคิดเห็นที่ #1
หาวิธีช่วยเหลือชาวไทยใหญ่ในพม่ากันด้วยครับ