บรรยายสาธารณะ : ชาวไทอู-ไทของ : การเคลื่อนย้ายของคนไทในตำนานขุนบรม-ขุนเจือง เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2552 สถานที่ มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์
บทความ       ขนาด   

บรรยายสาธารณะ : ชาวไทอู-ไทของ : การเคลื่อนย้ายของคนไทในตำนานขุนบรม-ขุนเจือง เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2552 สถานที่ มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์

บทความโดย ตรีโรจน์ ไพบูลย์พงษ์

เข้าชม 2688 ครั้ง

 

ชาวไทอู-ไทของ :การเคลื่อนย้ายของคนไทในตำนานขุนบรม-ขุนเจือง

 

           มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ได้มีการจัดงานบรรยายสาธารณะเป็นครั้งแรกขึ้น ในวันที่ 18มีนาคม 2552 โดยมีอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม เป็นวิทยากร และวลัยลักษณ์ ทรงศิริ เป็นผู้ดำเนินรายการ

 

     

          ประวัติศาสตร์ชนชาติไทย ได้รับความเข้าใจในทางที่ผิดมาโดยตลอดว่าเป็นประวัติศาสตร์เชิงเดี่ยว อันมีชาติพันธุ์เดียวที่เคลื่อนย้ายมาจากตอนใต้ของประเทศจีนมายังเมืองไทยในปัจจุบัน เนื่องมาจากความพยายามในการสร้างมายาคติในช่วงสมัย จอมพล ป.พิบูลย์สงคราม โดยมีหลวงวิจิตรวาทการเป็นผู้เขียนและสนับสนุนแนวคิดทางประวัติศาสตร์เหล่านั้น

 

          โดยความจริงแล้ว ชนชาติไทย (Thai Race) นั้น ประกอบไปด้วยชนเผ่าและชนชาติหลายเผ่าพันธุ์ที่มีความหลายหลากทางเชื้อชาติและภาษาที่ใช้ มีการผสมผสานหลอมรวมเข้า กันไป ซึ่งจากการที่อาจารย์ศรีศักร ได้ทำการศึกษาและค้นคว้าหาหลักฐานที่มาของ ชนชาติไทย และได้ใช้หลักศิลาจารึกหลักที่ 1 ของ พ่อขุนรามคำแหง (ท่านเชื่อว่าเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่19-20โดยไม่ใช่พ่อขุนรามคำแหงเป็นผู้สร้างและไม่ได้ถูกสร้างขึ้นในรัชสมัยรัชกาลที่ 4) ในการศึกษา ทำให้พบประโยคในศิลาจารึกที่กล่าวถึง “ไทชาวอูชาวของ มาออก” อันแสดงให้เห็นถึงการมีตัวตนของความหลากหลายทางชาติพันธุ์ในช่วงสมัยสุโขทัยที่ติดต่อกับกลุ่มคนในบ้านเมืองแถบน้ำอูและน้ำโขงเขตหลวงพระบางในเส้นทางติดต่ออันเป็นปกติจากเมืองสุโขทัย

 

           ไทชาวอู ไทชาวของอยู่ที่ใด จะเห็นได้อย่างเป็นรูปธรรมจากคำว่า “อู” ซึ่งเกี่ยวพันกับ “แม่น้ำอู” และคำว่า “ของ” ก็มีความเกี่ยวพันกับ “แม่น้ำโขง” ขณะที่คำว่า “ไท” หมายถึง คนที่มีเชื้อชาติไทย พูดภาษาตระกูลไทย และมีขนบธรรมเนียมของคนเชื้อชาติไทย ฉะนั้นไทชาวอู คือ คนที่อาศัยอยู่ตามลำน้ำอู ไทชาวของ คือ คนที่อาศัยอยู่ตามลำน้ำโขง อันแท้ที่จริงแล้วเป็นคนกลุ่มเดียวกัน แต่เรียกต่างกันเพราะตั้งถิ่นฐานอยู่กันคนละสายแม่น้ำ โดยไทชาวอู ไทชาวของนี้ มีความเกี่ยวข้องกับตำนานขุนบรม และ ขุนเจือง อีกด้วย 

 

ภาพแรก : แผนที่บริเวณถ้ำติ่งที่แม่น้ำอูสบกับแม่น้ำโขง

ภาพที่สอง : แผนที่บริเวณหลวงพระบางที่แม่น้ำคานไหลออกจากแม่น้ำโขง

 

            ตำนานของขุนบรมนั้น เกิดขึ้นที่ “เมืองแถง” หรือ “เดียนเบียนฟู” ในปัจจุบัน เมืองแถงที่ว่านี้มีตำนานเกี่ยวกับตำนานขุนบรมอยู่สองเรื่อง คือ ตำนานนาน้อยอ้อยหนู และตำนานน้ำเต้าปุง โดยตำนานนาน้อยอ้อยหนู และตำนานน้ำเต้าปุงเป็นตำนานที่อธิบายเกี่ยวกับการกำหนดของชนชาติต่างๆ ในบริเวณที่ราบลุ่มแถบแม่น้ำโขง ตำนานกล่าวถึงน้ำเต้าปุงใบใหญ่เกิดขึ้นที่ บ้านนาน้อยอ้อยหนู ภายในน้ำเต้าใบใหญ่ได้เกิดเสียงร้องของผู้คนอยู่ในนั้นมากมาย แถน (เทพ หรือเทวดา) จึงเจาะเกิดเป็นชนชาติใหญ่ๆ คือ ไท ยวน ลาว และข่า มีการแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มที่หนึ่งเป็นชนชาติที่เจริญแล้ว (ไท ยวน ลาว) และอีกกลุ่มหนึ่ง คือ ข่า หรือ ขมุ เป็นต้น ทั้งหมดนี้ต่างเคารพนับถือเป็นพี่น้องท้องเดียวกัน คนที่เป็นข่าถูกยกย่องให้เป็นพี่ ส่วนคนที่เจริญแล้วที่เหลือให้เป็นน้อง อยู่ร่วมกันอย่างประนีประนอม โดยแถนได้ส่งขุนบรมมาเป็นกษัตริย์ผู้ครองเมือง  

 

 

สภาพชุมชนและการตั้งถิ่นฐานของคนริมฝั่งแม่น้ำอูที่อาศัยอยู่ติดริมแม่น้ำ

 

            ซึ่งตำนานขุนบรมมีความสอดคล้องกับการเคลื่อนย้ายของผู้คนกลุ่มนี้จากเมืองแถงลงไปตามลำน้ำอู ที่มีต้นน้ำอยู่ในเขตเมืองแถง มายังปลายแม่น้ำที่บรรจบกับแม่น้ำโขงที่หลวงพระบาง ลักษณะของแม่น้ำอูเป็นลำน้ำสายใหญ่ มีเกาะแก่งอยู่เรียงรายเรื่อยมา  ทั้งสองฟากข้างสามารถรองรับในการตั้งถิ่นฐานได้ ปัจจุบันเป็นที่อยู่ของคนขมุและคนไทยลื้อ ซึ่งในอดีตบริเวณแถบริมสองฝั่งนี้มีร่องรอยการเคลื่อนย้ายของคน จากการพบหลักฐานสำคัญ อย่าง “มือแดง” ภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ตามหน้าผาต่างๆ ที่เรียงรายตลอดตามแนวริมฝั่งแม่น้ำอูและแม่น้ำโขง มีลักษณะเป็นรูปฝ่ามือสีแดงที่แตะอยู่อย่างกระจัดกระจายอยู่แห่งที่แสดงให้เห็นว่า มีการชุมนุมกันของผู้คนในแถบนี้ ทั้งคนพื้นเมืองและคนต่างถิ่น และมีภาพเขียนที่เป็นรูปคนและสัตว์ต่างๆ อาทิเช่น อย่าง “ควาย” อันเป็นสัตว์สัญลักษณ์ที่สำคัญในการเซ่นสรวงในงานพิธีกรรม บริเวณแถบนี้ได้รับการประเมินและตีความว่าเคยเป็นที่ประกอบพิธีกรรมความเชื่อกึ่งไสยศาสตร์ ไม่ใช่ความเชื่อแบบพุทธศาสนา

 

สัญลักษณ์ “มือแดง” ที่กระจัดกระจายไปทั่วตามหน้าผา ริมฝั่งแม่น้ำอูและแม่น้ำโขง

 

          นอกจากนั้นยังมีการค้นพบภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ที่ “ถ้ำติ่ง” ถ้ำนี้ตั้งอยู่ในภูเขาบริเวณฝั่งตรงข้ามของบ้านปากอูอันเป็นจุดบรรจบระหว่างแม่น้ำอูและแม่น้ำโขงใกล้ๆกับหลวงพระบาง ที่ปรากฏเป็นสัญลักษณ์รูปกบ และรูปคนตีกลองมโหระทึก ทำให้สามารถสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงกันระหว่างความเชื่อกึ่งไสยศาสตร์เกี่ยวกับความเชื่อของแถน ซึ่งความเชื่อมของแถนสัมพันธ์กันกับหลัก ฐานทางโบราณคดี คือ กลองมโหระทึก ที่มีรูปสัตว์หลายประเภทบรรจุอยู่ อย่าง กบ หอย และงู เป็นต้น อันแสดงให้ถึงความเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์

 

         ถ้ำติ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับการเคารพนับถือจากชาวบ้านเสมอมา และได้รับการใช้ในประกอบพิธีกรรมสำหรับเจ้ามหาชีวิต นอกจากนั้นยังมีพระพุทธรูปจำนวนมากมายหลายขนาดที่สะท้อนให้เห็นว่ายังคงมีความสำคัญต่อผู้คนในเมืองหลวงพระบางสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

 

“ถ้ำติ่ง” หรือ “ถ้ำปากอู” ที่ตั้งอยู่ใกล้หลวงพระบาง ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ที่มีพระพุทธรูปจำนวนมากและเป็นที่ที่เจ้ามหาชีวิตต้องเสด็จมาประกอบพิธีกรรมต่างๆ

          ขณะที่กลองมโหระทึก เป็นหลักฐานที่นักโบราณคดีให้ความสำคัญ เป็นหลักฐานทางอารยธรรมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ไม่ได้รับอิทธิพลจากจีนและอินเดียแม้แต่น้อย ซึ่งการที่ขุดค้นพบกลองมโหระทึกตามที่ต่างๆในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้นั้น ทำให้สามารถมองและมีความสอดคล้องกับตำนานขุนบรมได้ว่ากลุ่มชนต่างๆในช่วงแรกอาศัยอยู่ในแถบบริเวณเดียวกัน และมีการเคลื่อนย้ายไปสู่ดินแดนต่างๆในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

          และนอกจากถ้ำติ่ง ที่เป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญในการทำให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างตำนานและความเชื่อแล้ว ยังมีสถานที่อื่นๆในบริเวณเดียวกันนี้ที่มีตำนานความเชื่อซึ่งบอกเล่าถึงการตั้งถิ่นฐาน การเคลื่อนย้ายและบ้านเมืองต่างๆ อาทิเช่น “ภูโลง” ภูเขาซึ่งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำตรงข้ามกับถ้ำติ่งที่มีลักษณะเหมือนโลงศพ อันหมายถึงโลงศพของนางอั้ว ตามตำนานขูลูนางอั้ว ตำนานขูลูนางอั้วนี้เป็นเรื่องราวโศกนาฏกรรมที่เกี่ยวกับความไม่สมหวังในความรักเพราะถูกกีดกันจากครอบครัว เรื่องนี้ค่อนข้างมีความคล้ายคลึงกับเรื่องราวนิยายรักเรื่อง โรมิโอกับจูเลียต ของฝรั่ง โดยนางอั้วอาศัยอยู่ในเมืองที่ไม่ได้มีการกล่าวถึง แต่อยู่ในละแวกนี้ที่เกิดตำนานขึ้น ขณะที่คู่รักที่ชื่อขูลูหรือขุนลูนี้ เป็นชาวเมืองกาสี ซึ่งมีสถานที่ตั้งอยู่ระหว่างเวียงจันทน์กับหลวงพระบาง และบนเส้นทางจากเวียงจันทน์ไปหลวงพระบางนี้ได้มีการค้นพบร่องรอยเส้นทางรอยเกวียน การที่ขูลู ชาวเมืองกาสีได้มารักกับนางอั้วนี้ ได้แสดงให้เห็นถึงการมีอยู่ของบ้านเมืองและการเดินทางเคลื่อนย้ายของกลุ่มคน

 

          ในส่วนตำนานขุนเจืองนั้น เป็นตำนานแห่งลุ่มน้ำโขง ขุนเจืองเป็นกษัตริย์องค์สำคัญของเมืองพะเยาและบ้านเมืองทั้งหลายในแอ่งเชียงราย ทั้งได้รับการยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษทางสัญลักษณ์ของผู้นำทางวัฒนธรรมที่ไม่มีพรมแดนทางชาติพันธุ์  เพราะชนเผ่าชาติพันธุ์ต่างๆบริเวณสองฝั่งโขง ต่างยกย่องให้เป็นบรรพบุรุษของพวกตน ทำให้ขุนเจืองนั้นไม่ได้เป็นสมบัติของชนกลุ่มใดหรือเผ่าใดเลย

 

          ขุนเจืองเป็นตำนานวีรบุรุษคนสำคัญของพื้นที่แถบลุ่มแม่น้ำกก-อิง อันมี เมืองเงินยาง (เชียงแสน) เมืองเชียงราย รวมทั้งเมืองพะเยา ซึ่งกลุ่มชนในแถบนี้มีจุดศูนย์รวมที่แสดงให้เห็นความรุ่งเรืองอยู่ที่เรื่องราวของขุนเจือง อันเท่ากับสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทางการเมือง สังคม และวัฒนธรรม

 

           ตำนานของขุนเจือง มีจุดเริ่มต้นขึ้นที่ดอยตุง อยู่ในเขตใกล้อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย พงศาวดารล้านนาหลายฉบับบอกเล่าถึงความเป็นมาของบรรพบุรุษของขุนเจือง คือ “ปู่เจ้าลาวจก” ที่เป็นหัวหน้าของผู้คนที่อาศัยอยู่บนดอยตุง ต่อมาได้ลงจากดอยสูงลงมาพื้นที่ราบ สร้าง “หิรัญนครเงินยาง” (เชียงแสน) ขึ้น ขณะที่พงศาวดารโยนก อธิบายว่าจากนั้นปู่เจ้าลาวจกก็ถือครองบ้านเมืองสืบมาแล้วส่งต่อให้ลูกหลานหลายสิบคน จนถึงยุคลาวเงิน ลาวเงินได้มอบหมายให้ “ขุนจอมธรรม” ไปสร้างบ้านแปงเมืองใหม่ที่เชิงเขาชมพูหรือดอยด้วน ใกล้แม่น้ำสายตา หรือแม่น้ำอิง แล้วเรียกเมืองใหม่นี้ว่า “ภูกามยาว หรือ พะเยา”

 

ผังเมืองเชียงแสน หรือในตำนานเรียกว่า “หิรัญนครเงินยาง” อยู่บริเวณลุ่มลำน้ำโขง

 

          โดยขุนเจืองเป็นโอรสองค์โตของขุนจอมธรรม หลังขุนจอมธรรมได้สิ้นไปแล้ว ขุนเจืองจึงได้ขึ้นครองราชย์แทนที่เมืองพะเยา เป็นกษัตริย์ที่มีความสามารถทางการรบสูงมาก ปราบปรามบ้านเล็กเมืองน้อยในเขตลุ่มน้ำแม่กก แม่สาย แม่น้ำวัง และแม่น้ำโขงฝั่งตะวันออก แล้วแผ่อำนาจไปยังลำน้ำดำและลำน้ำแดงในเวียดนามเหนือ อันประกอบด้วยเผ่าพันธุ์และชาติพันธุ์ต่างๆ ที่เราเรียกว่า “ไทน้อย” ทั้งสิ้น ดังที่อาจารย์ศรีศักรได้อธิบาย ดังนี้

 

          “กลุ่มชนที่อยู่ในตำนานของขุนเจือง คือ กลุ่มที่มาจากทางด้านตะวันออก ซึ่งมีความสัมพันธ์กับลำน้ำดำและลำน้ำแดงเข้าไปทางเวียดนามเหนือ และกลุ่มที่อยู่ทางนี้เราเรียกว่า “ไทน้อย” ทั้งสิ้น แต่แกนของไทยน้อย น่าจะเป็นกลุ่มของไทดำไทขาว ส่วนไทลื้ออยู่แถบแม่น้ำโขงตั้งแต่เชียงรุ้ง ลงมา เมืองเชียงราย เมืองแสนหวี คนกลุ่มนี้เป็นไทลื้อทั้งสิ้น ปัจจุบันไทลื้ออาศัยอยู่ครอบคลุมพื้นที่แม่น้ำโขงทั้งหมด ตั้งแต่เชียงรุ้ง ลงมายัง หลวงพระบาง”

 

          แต่ในบรรพตำนานปู่เจ้าลาวจกของขุนเจืองนี้ อาจารย์ศรีศักรมีความคิดเห็นว่า ปู่เจ้าลาวจกเป็นผู้นำกลุ่มชนลงมาตั้งถิ่นฐานในช่วงแรกนั้น ควรอยู่บริเวณที่เกิดเป็น “เมือง” ขึ้นมากกว่า เพราะมีร่องรอยของเวียงโบราณ ริมฝั่งลำน้ำแม่สายที่กั้นเขตแดนไทย-พม่าในปัจจุบัน รวมทั้งร่องรอยการเคลื่อนย้ายขยายตัวของชุมชนไปทางตะวันออกสู่ริมฝั่งลำน้ำโขง อย่าง  เวียงพานคำ รวมถึงพระธาตุปูเข้า ที่มีตำนานที่ทำให้เกิดการสถาปนาเชียงแสน หรือ หิรัญนครเงินยาง ของ “ลาวเก๊า” อีกด้วย ซึ่งร่องรอยและหลักฐานทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่บ่งชี้ให้เห็นถึง การสร้างบ้านแปงเมืองและการเดินทางเคลื่อนย้ายของผู้คนชาวไทของ

 

         “ตำนานขุนบรม-ขุนเจือง” มีความสำคัญกับประวัติศาสตร์และการเคลื่อนย้ายของคนในแถบบริเวณลุ่มแม่น้ำอู-โขง กล่าวคือ ตำนาน เหล่านี้ล้วนแล้วแต่แสดงให้ถึงความเป็นมาของบ้านเมืองต่างๆ ว่าเป็นอย่างไร บอกเล่าถึงลักษณะการเคลื่อนย้ายของผู้คนว่ามาจากไหนก่อนที่จะมาตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณปัจจุบันแถบดินแดนลุ่มแม่น้ำอูและแม่น้ำโขง ซึ่งการเดินทางเคลื่อนย้ายและเปลี่ยนแปลงถิ่นฐานของคน จะยึดลำน้ำเป็นหลักในการตั้งถิ่นฐาน เป็นที่น่าสังเกตว่าที่ไหนลำน้ำที่นั้นก็จะมีอารยธรรมและการสร้างบ้านแปงเมือง

 

           ตำนานมีความแตกต่างจากนิทาน เป็นเรื่องราวที่ได้รับการผนวกกับความเชื่อและมีความหมายเป็นอย่างมากสำหรับคนในแต่ละท้องถิ่นของชนชาติใดชาติหนึ่ง และสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อพิธีกรรม รวมถึงชีวิตความเป็นอยู่ในสังคมผู้คนเหล่านั้น

 

           ตำนานเรื่องขุนบรมและขุนเจืองสะท้อนให้เห็นถึงการรวมกลุ่มของคนที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เห็นถึงสังคมที่มีลักษณะเป็นบ้านและเป็นเมืองในระยะต่อมา รวมถึงการมีผู้ปกครองที่เป็นผู้นำชุมชนและผู้นำวัฒนธรรม ที่เชื่อมโยงคนหลากหลายเผ่าพันธุ์ในเขตแม่น้ำโขงตอนกลางจากฝั่งตะวันตกไปจนถึงตะวันออก ในช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้เคร่งครัดนัก

 

 

 

 

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

 

ไทชาวอู ชาวของ :การเคลื่อนย้ายของคนไทในตำนานขุนบรมขุนเจือง (http://www.lek-prapai.org/watch.php?id=14)

สื่อและสิ่งพิมพ์ที่เกี่ยวข้อง

 

DVD บรรยายสาธารณะ “ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นกับผู้นำทางวัฒนธรรม” โดย ศรีศักร วัลลิโภดม

(http://www.lek-prapai.org/publish_show.php?id=13)